๑๐. สัปปายการีสูตร เล่ม ๑๗
พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง · ผู้ดำเนินการอ่านข้อเท็จจริงสาธารณะแล้วสรุปเอง
บาลีและคำแปล
ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
พระไตรปิฎก เล่มที่ ๑๗ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๙ สังยุตตนิกาย ขันธวารวรรค ๑๐. สัปปายการีสูตร ผู้ฉลาดในการตั้งจิตมั่นและกระทำความสบายในสมาธิ นับเป็นผู้เลิศ
สาวตฺถี ฯ จตฺตาโรเม ภิกฺขเว ฌายี ฯ กตเม จตฺตาโร ฯ อิธ ภิกฺขเว เอกจฺโจ ฌายี สมาธิสฺมึ สมาธิกุสโล โหติ น สมาธิสฺมึ สปฺปายการี ฯ อิธ ปน ภิกฺขเว เอกจฺโจ ฌายี สมาธิสฺมึ สปฺปายการี โหติ น สมาธิสฺมึ สมาธิกุสโล ฯ อิธ ปน ภิกฺขเว เอกจฺโจ ฌายี เนว สมาธิสฺมึ สมาธิกุสโล โหติ น สมาธิสฺมึ สปฺปายการี ฯ อิธ ปน ภิกฺขเว เอกจฺโจ ฌายี สมาธิสฺมึ สมาธิกุสโล จ โหติ สมาธิสฺมึ สปฺปายการี จ ฯ ตตฺร ภิกฺขเว ยฺวายํ ฌายี สมาธิสฺมึ สมาธิกุสโล จ สมาธิสฺมึ สปฺปายการี จ ฯ อยํ อิเมสํ จตุนฺนํ ฌายีนํ อคฺโค จ เสฏฺโฐ จ ปาโมกฺโข จ อุตฺตโม จ ปวโร จ ฯ เสยฺยถาปิ ภิกฺขเว ควา ขีรํ ฯเปฯ ปวโร จาติ ฯ
พระนครสาวัตถี. ดูกรภิกษุทั้งหลาย ผู้ได้ฌาน ๔ จำพวกนี้. ๔ จำพวกเป็นไฉน? คือ ผู้ได้ฌานบางคนในโลกนี้ เป็นผู้ฉลาดในการตั้งจิตมั่นในสมาธิ แต่ไม่กระทำความสบายในสมาธิ ๑. บางคนกระทำความสบายในสมาธิ แต่ไม่ฉลาดในการตั้งจิตมั่นในสมาธิ ๑. บางคนไม่ฉลาดในการตั้งจิตมั่นในสมาธิ และไม่กระทำความสบายในสมาธิ ๑. บางคนฉลาดในการตั้งจิตมั่นในสมาธิ และกระทำความสบายในสมาธิ ๑. ใน ๔ จำพวกนั้น ผู้ได้ฌานที่ฉลาดในการตั้งจิตมั่นในสมาธิ และกระทำความสบายในสมาธิ. นับว่าเป็นเลิศ ประเสริฐที่สุด เป็นประธาน สูงสุด และดีกว่าผู้ได้ฌานทั้ง ๔ จำพวกนั้น เปรียบเหมือนนมสดเกิดจากแม่โคนมส้มเกิดจากนมสด ฯลฯ ผู้ฉลาดในการเข้าสมาธิและฉลาดในการตั้งอยู่ในสมาธิเป็นต้น นับเป็นผู้เลิศ
สาวตฺถี ฯ จตฺตาโรเม ภิกฺขเว ฌายี ฯ กตเม จตฺตาโร ฯ อิธ ภิกฺขเว เอกจฺโจ ฌายี สมาธิสฺมึ สมาปตฺติกุสโล โหติ น สมาธิสฺมึ ฐิติกุสโล ฯ อิธ ปน ภิกฺขเว เอกจฺโจ ฌายี สมาธิสฺมึ ฐิติกุสโล โหติ น สมาธิสฺมึ สมาปตฺติกุสโล ฯ อิธ ปน ภิกฺขเว เอกจฺโจ ฌายี เนว สมาธิสฺมึ สมาปตฺติกุสโล โหติ น สมาธิสฺมึ ฐิติกุสโล ฯ อิธ ปน ภิกฺขเว เอกจฺโจ ฌายี สมาธิสฺมึ สมาปตฺติกุสโล จ โหติ สมาธิสฺมึ ฐิติกุสโล จ ฯ ตตฺร ภิกฺขเว ยฺวายํ ฌายี สมาธิสฺมึ สมาปตฺติกุสโล จ สมาธิสฺมึ ฐิติกุสโล จ ฯ อยํ อิเมสํ จตุนฺนํ ฌายีนํ อคฺโค จ เสฏฺโฐ จ ปาโมกฺโข จ อุตฺตโม จ ปวโร จ ฯ เสยฺยถาปิ ภิกฺขเว ควา ขีรํ ฯเปฯ ปวโร จาติ ฯ
พระนครสาวัตถี. ดูกรภิกษุทั้งหลาย ผู้ได้ฌาน ๔ จำพวกนี้. ๔ จำพวกเป็นไฉน?คือ ผู้ได้ฌานบางคนในโลกนี้ เป็นผู้ฉลาดในการเข้าสมาธิ แต่ไม่ฉลาดในการตั้งอยู่ในสมาธิ ๑. บางคนฉลาดในการตั้งอยู่ในสมาธิ แต่ไม่ฉลาดในการเข้าสมาธิ ๑. บางคนไม่ฉลาดในการเข้าสมาธิและไม่ฉลาดในการตั้งอยู่ในสมาธิ ๑. บางคนฉลาดในการเข้าสมาธิ และฉลาดในการตั้งอยู่ในสมาธิ ๑. ใน ๔ จำพวกนั้น ผู้ได้ฌานที่ฉลาดในการเข้าสมาธิ และที่ฉลาดในการตั้งอยู่ในสมาธิ. นับว่าเป็นเลิศ ประเสริฐที่สุด เป็นประธาน สูงสุด และดีกว่าผู้ได้ฌาน ทั้ง ๔ จำพวกนั้นเปรียบเหมือนนมสดเกิดจากแม่โค นมส้มเกิดจากนมสด ฯลฯ
สาวตฺถี ฯ จตฺตาโรเม ภิกฺขเว ฌายี ฯ กตเม จตฺตาโร ฯ อิธ ภิกฺขเว เอกจฺโจ ฌายี สมาธิสฺมึ สมาปตฺติกุสโล โหติ น สมาธิสฺมึ วุฏฺฐานกุสโล ฯ อิธ ปน ภิกฺขเว เอกจฺโจ ฌายี สมาธิสฺมึ วุฏฺฐานกุสโล โหติ น สมาธิสฺมึ สมาปตฺติกุสโล ฯ อิธ ปน ภิกฺขเว เอกจฺโจ ฌายี เนว สมาธิสฺมึ สมาปตฺติกุสโล โหติ น สมาธิสฺมึ วุฏฺฐานกุสโล ฯ อิธ ปน ภิกฺขเว เอกจฺโจ ฌายี สมาธิสฺมึ สมาปตฺติกุสโล จ โหติ สมาธิสฺมึ วุฏฺฐานกุสโล จ ฯ ตตฺร ภิกฺขเว ยฺวายํ ฌายี ฯเปฯ ปวโร จาติ ฯ
พระนครสาวัตถี. ดูกรภิกษุทั้งหลาย ผู้ได้ฌาน ๔ จำพวกนี้. ๔ จำพวกเป็นไฉน? คือ ผู้ได้ฌานบางคนในโลกนี้เป็นผู้ฉลาดในการเข้าสมาธิ แต่ไม่ฉลาดในการออกจากสมาธิ ๑. บางคนฉลาดในการออกจากสมาธิ แต่ไม่ฉลาดในการเข้าสมาธิ ๑. บางคนไม่ฉลาดในการเข้าสมาธิ และไม่ฉลาดในการออกจากสมาธิ ๑. บางคนฉลาดในการเข้าสมาธิ และฉลาดในการออกจากสมาธิ ๑. ใน ๔ จำพวกนั้น ผู้ได้ฌานที่ฉลาดในการเข้าสมาธิ และฉลาดในการออกจากสมาธิ. นับว่าเป็นผู้เลิศ ประเสริฐที่สุด เป็นประธาน สูงสุด และดีกว่าผู้ได้ฌานทั้ง ๔จำพวกนั้น เปรียบเหมือนนมสดเกิดจากแม่โค นมส้มเกิดจากนมสด ฯลฯ
สาวตฺถี ฯ จตฺตาโรเม ภิกฺขเว ฌายี ฯ กตเม จตฺตาโร ฯ อิธ ภิกฺขเว เอกจฺโจ ฌายี สมาธิสฺมึ สมาปตฺติกุสโล โหติ น สมาธิสฺมึ กลฺลิตกุสโล ฯ อิธ ปน ภิกฺขเว เอกจฺโจ ฌายี สมาธิสฺมึ กลฺลิตกุสโล โหติ น สมาธิสฺมึ สมาปตฺติกุสโล ฯ อิธ ปน ภิกฺขเว เอกจฺโจ ฌายี เนว สมาธิสฺมึ สมาปตฺติกุสโล โหติ น สมาธิสฺมึ กลฺลิตกุสโล ฯ อิธ ปน ภิกฺขเว เอกจฺโจ ฌายี สมาธิสฺมึ สมาปตฺติกุสโล จ โหติ สมาธิสฺมึ กลฺลิตกุสโล จ ฯ ตตฺร ฯเปฯ ปวโร จาติ ฯ
พระนครสาวัตถี. ดูกรภิกษุทั้งหลาย ผู้ได้ฌาน ๔ จำพวกนี้. ๔ จำพวกเป็นไฉน? คือ ผู้ได้ฌานบางคนในโลกนี้ เป็นผู้ฉลาดในการเข้าสมาธิ แต่ไม่ฉลาดในความเป็นผู้ฉลาดในสมาธิ ๑. บางคนฉลาดในความเป็นผู้ฉลาดในสมาธิ แต่ไม่ฉลาดในการเข้าสมาธิ ๑. บางคนไม่ฉลาดในการเข้าสมาธิ และไม่ฉลาดในความเป็นผู้ฉลาดในสมาธิ ๑. บางคนฉลาดในการเข้าสมาธิ และฉลาดในความเป็นผู้ฉลาดในสมาธิ ๑. ใน ๔ จำพวกนั้น ผู้ได้ฌานที่ฉลาดในการเข้าสมาธิและฉลาดในความเป็นผู้ฉลาดในสมาธิ. นับว่าเป็นผู้เลิศ ประเสริฐที่สุด เป็นประธาน สูงสุด และดีกว่าผู้ได้ฌานทั้ง ๔ จำพวกนั้น เปรียบเหมือนนมสดเกิดจากแม่โคนมส้มเกิดจากนมสด ฯลฯ
สาวตฺถี ฯ จตฺตาโรเม ภิกฺขเว ฌายี ฯ กตเม จตฺตาโร ฯ อิธ ภิกฺขเว เอกจฺโจ ฌายี สมาธิสฺมึ สมาปตฺติกุสโล โหติ น สมาธิสฺมึ อารมฺมณกุสโล ฯ อิธ ปน ภิกฺขเว เอกจฺโจ ฌายี สมาธิสฺมึ อารมฺมณกุสโล โหติ น สมาธิสฺมึ สมาปตฺติกุสโล ฯ อิธ ปน ภิกฺขเว เอกจฺโจ ฌายี เนว สมาธิสฺมึ สมาปตฺติกุสโล โหติ น สมาธิสฺมึ อารมฺมณกุสโล ฯ อิธ ปน ภิกฺขเว เอกจฺโจ ฌายี สมาธิสฺมึ สมาปตฺติกุสโล จ โหติ สมาธิสฺมึ อารมฺมณกุสโล จ ฯ ตตฺร ฯเปฯ ปวโร จาติ ฯ
พระนครสาวัตถี. ดูกรภิกษุทั้งหลาย ผู้ได้ฌาน ๔ จำพวกนี้ ๔ จำพวกเป็นไฉน? คือ ผู้ได้ฌานบางคนในโลกนี้เป็นผู้ฉลาดในการเข้าสมาธิ แต่ไม่ฉลาดในอารมณ์ในสมาธิ ๑. บางคนฉลาดในอารมณ์ในสมาธิ แต่ไม่ฉลาดในการเข้าสมาธิ ๑. บางคนไม่ฉลาดในการเข้าสมาธิ และไม่ฉลาดในอารมณ์ในสมาธิ ๑. บางคนฉลาดในการเข้าสมาธิ และฉลาดในอารมณ์ในสมาธิ ๑. ใน ๔ จำพวกนั้น ผู้ได้ฌานที่ฉลาดในการเข้าสมาธิ และฉลาดในอารมณ์ในสมาธิ. นับว่าเป็นผู้เลิศ ประเสริฐที่สุด เป็นประธาน สูงสุด และดีกว่าผู้ได้ฌานทั้ง ๔จำพวกนั้น เปรียบเหมือนนมสดเกิดจากแม่โค นมส้มเกิดจากนมสด ฯลฯ
สาวตฺถี ฯ จตฺตาโรเม ภิกฺขเว ฌายี ฯ กตเม จตฺตาโร ฯ อิธ ภิกฺขเว เอกจฺโจ ฌายี สมาธิสฺมึ สมาปตฺติกุสโล โหติ น สมาธิสฺมึ โคจรกุสโล ฯ อิธ ปน ภิกฺขเว เอกจฺโจ ฌายี สมาธิสฺมึ โคจรกุสโล โหติ น สมาธิสฺมึ สมาปตฺติกุสโล ฯ อิธ ปน ภิกฺขเว เอกจฺโจ ฌายี เนว สมาธิสฺมึ สมาปตฺติกุสโล โหติ น สมาธิสฺมึ โคจรกุสโล ฯ อิธ ปน ภิกฺขเว เอกจฺโจ ฌายี สมาธิสฺมึ สมาปตฺติกุสโล จ โหติ สมาธิสฺมึ โคจรกุสโล จ ฯ ตตฺร ฯเปฯ ปวโร จาติ ฯ
พระนครสาวัตถี. ดูกรภิกษุทั้งหลาย ผู้ได้ฌาน ๔ จำพวกนี้. ๔ จำพวกเป็นไฉน? คือ ผู้ได้ฌานบางคนในโลกนี้ เป็นผู้ฉลาดในการเข้าสมาธิ แต่ไม่ฉลาดในโคจรในสมาธิ ๑. บางคนฉลาดในโคจรในสมาธิ แต่ไม่ฉลาดการเข้าสมาธิ ๑. บางคนไม่ฉลาดในการเข้าสมาธิ และไม่ฉลาดในโคจรในสมาธิ ๑. บางคนฉลาดในการเข้าสมาธิ และฉลาดในโคจรในสมาธิ ๑. ใน ๔จำพวกนั้น ผู้ได้ฌานที่ฉลาดในการเข้าสมาธิ และฉลาดในโคจรในสมาธิ. นับว่าเป็นผู้เลิศประเสริฐที่สุด เป็นประธาน สูงสุด และดีกว่าผู้ได้ฌานทั้ง ๔ จำพวกนั้น เปรียบเหมือนนมสดเกิดจากแม่โค นมส้มเกิดจากนมสด ฯลฯ
สาวตฺถี ฯ จตฺตาโรเม ภิกฺขเว ฌายี ฯ กตเม จตฺตาโร ฯ อิธ ภิกฺขเว เอกจฺโจ ฌายี สมาธิสฺมึ สมาปตฺติกุสโล โหติ น สมาธิสฺมึ อภินีหารกุสโล ฯ อิธ ปน ภิกฺขเว เอกจฺโจ ฌายี สมาธิสฺมึ อภินีหารกุสโล โหติ น สมาธิสฺมึ สมาปตฺติกุสโล ฯ อิธ ปน ภิกฺขเว เอกจฺโจ ฌายี เนว สมาธิสฺมึ สมาปตฺติกุสโล โหติ น สมาธิสฺมึ อภินีหารกุสโล ฯ อิธ ปน ภิกฺขเว เอกจฺโจ ฌายี สมาธิสฺมึ สมาปตฺติกุสโล จ โหติ สมาธิสฺมึ อภินีหารกุสโล จ ฯ ตตฺร ฯเปฯ ปวโร จาติ ฯ
พระนครสาวัตถี. ดูกรภิกษุทั้งหลาย ผู้ได้ฌาน ๔ จำพวกนี้ ๔ จำพวกเป็นไฉน?คือ ผู้ได้ฌานบางคนในโลกนี้ เป็นผู้ฉลาดในการเข้าสมาธิ แต่ไม่ฉลาดในการน้อมจิตไปในสมาธิ ๑. บางคนฉลาดในการน้อมจิตไปในสมาธิ แต่ไม่ฉลาดในการเข้าสมาธิ ๑. บางคนไม่ฉลาดในการเข้าสมาธิ และไม่ฉลาดในการน้อมจิตไปในสมาธิ ๑. บางคนฉลาดในการเข้าสมาธิและฉลาดในการน้อมจิตไปในสมาธิ ๑. ใน ๔ จำพวกนั้น ผู้ได้ฌานที่ฉลาดในการเข้าสมาธิ และฉลาดในการน้อมจิตไปในสมาธิ. นับว่าเป็นผู้เลิศ ประเสริฐที่สุด เป็นประธาน สูงสุดและดีกว่าผู้ได้ฌานทั้ง ๔ จำพวกนั้น เปรียบเหมือนนมสดเกิดจากแม่โค นมส้มเกิดจากนมสด ฯลฯ
สาวตฺถี ฯ จตฺตาโรเม ภิกฺขเว ฌายี ฯ กตเม จตฺตาโร ฯ อิธ ภิกฺขเว เอกจฺโจ ฌายี สมาธิสฺมึ สมาปตฺติกุสโล โหติ น สมาธิสฺมึ สกฺกจฺจการี ฯ อิธ ปน ภิกฺขเว เอกจฺโจ ฌายี สมาธิสฺมึ สกฺกจฺจการี โหติ น สมาธิสฺมึ สมาปตฺติกุสโล ฯ อิธ ปน ภิกฺขเว เอกจฺโจ ฌายี เนว สมาธิสฺมึ สมาปตฺติกุสโล โหติ น สมาธิสฺมึ สกฺกจฺจการี ฯ อิธ ปน ภิกฺขเว เอกจฺโจ ฌายี สมาธิสฺมึ สมาปตฺติกุสโล จ โหติ สมาธิสฺมึ สกฺกจฺจการี จ ฯ ตตฺร ฯเปฯ ปวโร จาติ ฯ
พระนครสาวัตถี ดูกรภิกษุทั้งหลาย ผู้ได้ฌาน ๔ จำพวกนี้. ๔ จำพวกเป็นไฉน? คือ ผู้ได้ฌานบางคนในโลกนี้ เป็นผู้ฉลาดในการเข้าสมาธิ แต่ไม่กระทำความเคารพในสมาธิ ๑. บางคนกระทำความเคารพในสมาธิ แต่ไม่ฉลาดในการเข้าสมาธิ ๑. บางคนไม่ฉลาดในการเข้าสมาธิ และไม่กระทำความเคารพในสมาธิ ๑. บางคนฉลาดในการเข้าสมาธิ และกระทำความเคารพในสมาธิ ๑. ใน ๔ จำพวกนั้น ผู้ได้ฌานที่ฉลาดในการเข้าสมาธิ และกระทำความเคารพในสมาธิ นับว่าเป็นผู้เลิศ ประเสริฐที่สุด เป็นประธาน สูงสุด และดีกว่าผู้ได้ฌาน๔ จำพวกนั้น เปรียบเหมือนนมสดเกิดจากแม่โค นมส้มเกิดจากนมสด ฯลฯ
สาวตฺถี ฯ จตฺตาโรเม ภิกฺขเว ฌายี ฯ กตเม จตฺตาโร ฯ อิธ ภิกฺขเว เอกจฺโจ ฌายี สมาธิสฺมึ สมาปตฺติกุสโล โหติ น สมาธิสฺมึ สาตจฺจการี ฯ อิธ ปน ภิกฺขเว เอกจฺโจ ฌายี สมาธิสฺมึ สาตจฺจการี โหติ น สมาธิสฺมึ สมาปตฺติกุสโล ฯ อิธ ปน ภิกฺขเว เอกจฺโจ ฌายี เนว สมาธิสฺมึ สมาปตฺติกุสโล โหติ น สมาธิสฺมึ สาตจฺจการี ฯ อิธ ปน ภิกฺขเว เอกจฺโจ ฌายี สมาธิสฺมึ สมาปตฺติกุสโล จ โหติ สมาธิสฺมึ สาตจฺจการี จ ฯ ตตฺร ฯเปฯ ปวโร จาติ ฯ
พระนครสาวัตถี. ดูกรภิกษุทั้งหลาย ผู้ได้ฌาน ๔ จำพวกนี้. ๔ จำพวกเป็นไฉน? คือ ผู้ได้ฌานบางคนในโลกนี้ เป็นผู้ฉลาดในการเข้าสมาธิ แต่ไม่กระทำความเพียรเป็นไปติดต่อในสมาธิ ๑. บางคนกระทำความเพียรเป็นไปติดต่อในสมาธิ แต่ไม่ฉลาดในการเข้าสมาธิ ๑ บางคนไม่ฉลาดในการเข้าสมาธิ และไม่กระทำความเพียรเป็นไปติดต่อในสมาธิ ๑. บางคนฉลาดในการเข้าสมาธิ และกระทำความเพียรเป็นไปติดต่อในสมาธิ ๑. ใน ๔ จำพวกนั้นผู้ได้ฌานที่ฉลาดในการเข้าสมาธิ และกระทำความเพียรเป็นไปติดต่อในสมาธิ. นับว่าเป็นผู้เลิศประเสริฐที่สุด เป็นประธาน สูงสุด และดีกว่าผู้ได้ฌานทั้ง ๔ จำพวกนั้น เปรียบเหมือนนมสดเกิดจากแม่โค นมส้มเกิดจากนมสด ฯลฯ
สาวตฺถี ฯ จตฺตาโรเม ภิกฺขเว ฌายี ฯ กตเม จตฺตาโร ฯ อิธ ภิกฺขเว เอกจฺโจ ฌายี สมาธิสฺมึ สมาปตฺติกุสโล โหติ น สมาธิสฺมึ สปฺปายการี ฯ อิธ ปน ภิกฺขเว เอกจฺโจ ฌายี สมาธิสฺมึ สปฺปายการี โหติ น สมาธิสฺมึ สมาปตฺติกุสโล ฯ อิธ ปน ภิกฺขเว เอกจฺโจ ฌายี เนว สมาธิสฺมึ สมาปตฺติกุสโล โหติ น สมาธิสฺมึ สปฺปายการี ฯ อิธ ปน ภิกฺขเว เอกจฺโจ ฌายี สมาธิสฺมึ สมาปตฺติกุสโล จ โหติ สมาธิสฺมึ สปฺปายการี จ ฯ ตตฺร ภิกฺขเว ยฺวายํ ฌายี สมาธิสฺมึ สมาปตฺติกุสโล จ โหติ สมาธิสฺมึ สปฺปายการี จ ฯ อยํ อิเมสํ จตุนฺนํ ฌายีนํ อคฺโค จ เสฏฺโฐ จ ปาโมกฺโข จ อุตฺตโม จ ปวโร จ ฯ เสยฺยถาปิ ภิกฺขเว ควา ขีรํ ขีรมฺหา ทธิ ทธิมฺหา นวนีตํ นวนีตมฺหา สปฺปิ สปฺปิมฺหา สปฺปิมณฺโฑ ตตฺร อคฺคมกฺขายติ เอวเมว โข ภิกฺขเว ยฺวายํ ฌายี สมาธิสฺมึ สมาปตฺติกุสโล จ โหติ สมาธิสฺมึ สปฺปายการี จ ฯ อยํ อิเมสํ จตุนฺนํ ฌายีนํ อคฺโค จ เสฏฺโฐ จ ปาโมกฺโข จ อุตฺตโม จ ปวโร จาติ ฯ
พระนครสาวัตถี. ดูกรภิกษุทั้งหลาย ผู้ได้ฌาน ๔ จำพวกนี้. ๔ จำพวกเป็นไฉน? คือ ผู้ได้ฌานบางคนในโลกนี้ เป็นผู้ฉลาดในการเข้าสมาธิ แต่ไม่กระทำความสบายในสมาธิ ๑. บางคนกระทำความสบายในสมาธิ แต่ไม่ฉลาดในการเข้าสมาธิ ๑. บางคนไม่ฉลาดในการเข้าสมาธิ และไม่กระทำความสบายในสมาธิ ๑. บางคนฉลาดในการเข้าสมาธิ และกระทำความสบายในสมาธิ ๑. ใน ๔ จำพวกนั้น ผู้ได้ฌานที่ฉลาดในการเข้าสมาธิ และกระทำความสบายในสมาธิ. นับว่าเป็นผู้เลิศ ประเสริฐที่สุด เป็นประธาน สูงสุด และดีกว่าผู้ได้ฌานทั้ง ๔ จำพวกนั้น เปรียบเหมือนนมสดเกิดจากแม่โค นมส้มเกิดจากนมสด ฯลฯ
สาวตฺถี ฯ จตฺตาโรเม ภิกฺขเว ฌายี ฯ กตเม จตฺตาโร ฯ อิธ ภิกฺขเว เอกจฺโจ ฌายี สมาธิสฺมึ ฐิติกุสโล โหติ น สมาธิสฺมึ วุฏฺฐานกุสโล ฯ อิธ ปน ภิกฺขเว เอกจฺโจ ฌายี สมาธิสฺมึ วุฏฺฐานกุสโล โหติ น สมาธิสฺมึ ฐิติกุสโล ฯ อิธ ปน ภิกฺขเว เอกจฺโจ ฌายี เนว สมาธิสฺมึ ฐิติกุสโล โหติ น สมาธิสฺมึ วุฏฺฐานกุสโล ฯ อิธ ปน ภิกฺขเว เอกจฺโจ ฌายี สมาธิสฺมึ ฐิติกุสโล จ โหติ สมาธิสฺมึ วุฏฺฐานกุสโล จ ฯ ตตฺร ภิกฺขเว ยฺวายํ ฌายี ฯเปฯ อุตฺตโม จ ปวโร จาติ ฯ
พระนครสาวัตถี. ดูกรภิกษุทั้งหลาย ผู้ได้ฌาน ๔ จำพวกนี้. ๔ จำพวกเป็น ไฉน? คือ ผู้ได้ฌานบางคนในโลกนี้ เป็นผู้ฉลาดในการตั้งอยู่ในสมาธิ แต่ไม่ฉลาดในการออกจากสมาธิ ๑. บางคนฉลาดในการออกสมาธิ แต่ไม่ฉลาดในการตั้งอยู่ในสมาธิ ๑. บางคนไม่ฉลาดในการตั้งอยู่ในสมาธิ และไม่ฉลาดในการออกจากสมาธิ ๑. บางคนฉลาดในการตั้งอยู่ในสมาธิ และไม่ฉลาดในการออกจากสมาธิ ๑. ใน ๔ จำพวกนั้น ผู้ได้ฌานที่ฉลาดในการตั้งอยู่ในสมาธิ และฉลาดในการออกจากสมาธิ. นับว่าเป็นผู้เลิศ ประเสริฐที่สุด เป็นประธาน สูงสุด และดีกว่าได้ฌานทั้ง ๔ จำพวกนั้น เปรียบเหมือนนมสดเกิดจากแม่โค นมส้มเกิดจากนมสด ฯลฯ
สาวตฺถี ฯ จตฺตาโรเม ภิกฺขเว ฌายี ฯ กตเม จตฺตาโร ฯ อิธ ภิกฺขเว เอกจฺโจ ฌายี สมาธิสฺมึ วุฏฺฐานกุสโล โหติ น สมาธิสฺมึ กลฺลิตกุสโล ฯ สมาธิสฺมึ กลฺลิตกุสโล โหติ น สมาธิสฺมึ วุฏฺฐานกุสโล เนว สมาธิสฺมึ วุฏฺฐานกุสโล โหติ น สมาธิสฺมึ กลฺลิตกุสโล ฯ สมาธิสฺมึ วุฏฺฐานกุสโล จ โหติ สมาธิสฺมึ กลฺลิตกุสโล จ ฯ ตตฺร ภิกฺขเว ยฺวายํ ฌายี ฯเปฯ อุตฺตโม จ ปวโร จาติ ฯ
พระนครสาวัตถีฯ ดูกรภิกษุทั้งหลาย ผู้ได้ฌาน ๔ จำพวกนี้. ๔ จำพวกเป็นไฉน? คือ ผู้ได้ฌานบางคนในโลกนี้ เป็นผู้ฉลาดในการออกจากสมาธิ แต่ไม่ฉลาดในความเป็นผู้ฉลาดในสมาธิ ๑. บางคนฉลาดในความเป็นผู้ฉลาดในสมาธิ แต่ไม่ฉลาดในการออกจากสมาธิ ๑. บางคนไม่ฉลาดในการออกจากสมาธิ และไม่ฉลาดในความเป็นผู้ฉลาดในสมาธิ ๑. บางคนฉลาดในการออกจากสมาธิ และฉลาดในความเป็นผู้ฉลาดในสมาธิ ๑. ใน ๔ จำพวกนั้นผู้ได้ฌานที่ฉลาดในการออกจากสมาธิ และฉลาดในความเป็นผู้ฉลาดในสมาธิ. นับว่าเป็นผู้เลิศประเสริฐที่สุด เป็นประธาน สูงสุด และดีกว่าผู้ได้ฌานทั้ง ๔ จำพวกนั้น เปรียบเหมือนนมสดเกิดจากแม่โค นมส้มเกิดจากนมสด ฯลฯ
สาวตฺถี ฯ สมาธิสฺมึ กลฺลิตกุสโล โหติ น สมาธิสฺมึ อารมฺมณกุสโล ฯ สมาธิสฺมึ อารมฺมณกุสโล โหติ น สมาธิสฺมึ กลฺลิตกุสโล ฯ เนว สมาธิสฺมึ กลฺลิตกุสโล โหติ น สมาธิสฺมึ อารมฺมณกุสโล ฯ สมาธิสฺมึ กลฺลิตกุสโล จ โหติ สมาธิสฺมึ อารมฺมณกุสโล จ ฯ ตตฺร ภิกฺขเว ยฺวายํ ฌายี ฯเปฯ อุตฺตโม จ ปวโร จาติ ฯ
พระนครสาวัตถี. ดูกรภิกษุทั้งหลาย ผู้ได้ฌาน ๔ จำพวกนี้. ๔ จำพวกเป็นไฉน? คือ ผู้ได้ฌานบางคนในโลกนี้ เป็นผู้ฉลาดในความเป็นฉลาดในสมาธิ แต่ไม่ฉลาดในอารมณ์ในสมาธิ ๑. บางคนฉลาดในอารมณ์ในสมาธิ แต่ไม่ฉลาดในความเป็นผู้ฉลาดในสมาธิ ๑. บางคนไม่ฉลาดในความเป็นผู้ฉลาดในสมาธิ และไม่ฉลาดในอารมณ์ในสมาธิ ๑. บางคนฉลาดในความเป็นผู้ฉลาดในสมาธิ และฉลาดในอารมณ์ในสมาธิ ๑. ใน ๔ จำพวกนั้น ผู้ได้ฌานที่ฉลาดในความเป็นผู้ฉลาดในสมาธิ และฉลาดในอารมณ์สมาธิ. นับว่าเป็นผู้เลิศ ประเสริฐที่สุดเป็นประธาน สูงสุด และดีกว่าผู้ได้ฌานทั้ง ๔ จำพวกนั้น เปรียบเหมือนนมสดเกิดจากแม่โคนมส้มเกิดจากนมสด ฯลฯ
สาวตฺถี ฯ สมาธิสฺมึ อารมฺมณกุสโล โหติ น สมาธิสฺมึ โคจรกุสโล ฯ สมาธิสฺมึ โคจรกุสโล โหติ น สมาธิสฺมึ อารมฺมณกุสโล ฯ เนว สมาธิสฺมึ อารมฺมณกุสโล โหติ น สมาธิสฺมึ โคจรกุสโล ฯ สมาธิสฺมึ อารมฺมณกุสโล จ โหติ สมาธิสฺมึ โคจรกุสโล จ ฯ ตตฺร ภิกฺขเว ยฺวายํ ฌายี ฯเปฯ อุตฺตโม จ ปวโร จาติ ฯ
พระนครสาวัตถี. ดูกรภิกษุทั้งหลาย ผู้ได้ฌาน ๔ จำพวกนี้. ๔ จำพวกเป็นไฉน? คือ ผู้ได้ฌานบางคนในโลกนี้ เป็นผู้ฉลาดในอารมณ์ในสมาธิ แต่ไม่ฉลาดในโคจรในสมาธิ ๑. บางคนฉลาดในโคจรในสมาธิ แต่ไม่ฉลาดในอารมณ์ในสมาธิ ๑. บางคนไม่ฉลาดในอารมณ์ในสมาธิ และไม่ฉลาดในโคจรในสมาธิ ๑. บางคนฉลาดในอารมณ์ในสมาธิ และฉลาดในโคจรในสมาธิ ๑. ใน ๔ จำพวกนั้น ผู้ได้ฌานที่ฉลาดในอารมณ์ในสมาธิ และฉลาดในโคจรในสมาธิ. นับว่าเป็นผู้เลิศ ประเสริฐที่สุด เป็นประธาน สูงสุด และดีกว่าผู้ได้ฌานทั้ง ๔จำพวกนั้น เปรียบเหมือนนมสดเกิดจากแม่โค นมส้มเกิดจากนมสด ฯลฯ
สาวตฺถี ฯ สมาธิสฺมึ โคจรกุสโล โหติ น สมาธิสฺมึ อภินีหารกุสโล ฯ สมาธิสฺมึ อภินีหารกุสโล โหติ น สมาธิสฺมึ โคจรกุสโล ฯ เนว สมาธิสฺมึ โคจรกุสโล โหติ น สมาธิสฺมึ อภินีหารกุสโล ฯ สมาธิสฺมึ โคจรกุสโล จ โหติ สมาธิสฺมึ อภินีหารกุสโล จ ฯ เสยฺยถาปิ ภิกฺขเว ควา ขีรํ ขีรมฺหา ทธิ ทธิมฺหา นวนีตํ นวนีตมฺหา สปฺปิ สปฺปิมฺหา สปฺปิมณฺโฑ ตตฺร อคฺคมกฺขายติ เอวเมว โข ภิกฺขเว ยฺวายํ ฌายี สมาธิสฺมึ โคจรกุสโล จ สมาธิสฺมึ อภินีหารกุสโล จ ฯ อยํ อิเมสํ จตุนฺนํ ฌายีนํ ฯเปฯ อุตฺตโม จ ปวโร จาติ ฯ
พระนครสาวัตถี. ดูกรภิกษุทั้งหลาย ผู้ได้ฌาน ๔ จำพวกนี้. ๔ จำพวกเป็นไฉน? คือ ผู้ได้ฌานบางคนในโลกนี้ เป็นผู้ฉลาดในโคจรในสมาธิ แต่ไม่ฉลาดในการน้อมจิตไปในสมาธิ ๑. บางคนฉลาดในการน้อมจิตไปในสมาธิ แต่ไม่ฉลาดในโคจรในสมาธิ ๑. บางคนไม่ฉลาดในโคจรในสมาธิ และไม่ฉลาดในการน้อมจิตไปในสมาธิ ๑. บางคนฉลาดในโคจรในสมาธิ และฉลาดในการน้อมจิตไปในสมาธิ ๑. ใน ๔ จำพวกนั้น ผู้ได้ฌานที่ฉลาดในโคจรในสมาธิ และฉลาดในการน้อมจิตไปในสมาธิ. นับว่าเป็นผู้เลิศ ประเสริฐที่สุด เป็นประธานสูงสุด และดีกว่าผู้ได้ฌานทั้ง ๔ จำพวกนั้น เปรียบเหมือนนมสดเกิดจากแม่โค นมส้มเกิดจากนมสด ฯลฯ
สาวตฺถี ฯ สมาธิสฺมึ อภินีหารกุสโล โหติ น สมาธิสฺมึ สกฺกจฺจการี ฯ สมาธิสฺมึ สกฺกจฺจการี โหติ น สมาธิสฺมึ อภินีหารกุสโล ฯ เนว สมาธิสฺมึ อภินีหารกุสโล โหติ น สมาธิสฺมึ สกฺกจฺจการี ฯ สมาธิสฺมึ อภินีหารกุสโล จ โหติ สมาธิสฺมึ สกฺกจฺจการี จ ฯ ตตฺร ภิกฺขเว ยฺวายํ ฌายี ฯเปฯ อุตฺตโม จ ปวโร จาติ ฯ
พระนครสาวัตถี. ดูกรภิกษุทั้งหลาย ผู้ได้ฌาน ๔ จำพวกนี้. ๔ จำพวกเป็นไฉน? คือ ผู้ได้ฌานบางคนในโลกนี้ เป็นผู้ฉลาดในการน้อมจิตไปในสมาธิ แต่ไม่กระทำความเคารพในสมาธิ ๑. บางคนกระทำความเคารพในสมาธิ แต่ไม่ฉลาดในการน้อมจิตไปในสมาธิ ๑. บางคนไม่ฉลาดในการน้อมจิตไปในสมาธิ และไม่กระทำความเคารพในสมาธิ ๑. บางคนฉลาดในการน้อมจิตไปในสมาธิ และกระทำความเคารพในสมาธิ ๑. ใน ๔ จำพวกนั้นผู้ได้ฌานที่ฉลาดในการน้อมจิตไปในสมาธิ และกระทำความเคารพในสมาธิ. นับว่าเป็นผู้เลิศประเสริฐที่สุด เป็นประธาน สูงสุด และดีกว่าผู้ได้ฌานทั้ง ๔ จำพวกนั้น เปรียบเหมือนนมสดเกิดจากแม่โค นมส้มเกิดจากนมสด ฯลฯ
สาวตฺถี ฯ สมาธิสฺมึ สกฺกจฺจการี โหติ น สมาธิสฺมึ สาตจฺจการี ฯ สมาธิสฺมึ สาตจฺจการี โหติ น สมาธิสฺมึ สกฺกจฺจการี ฯ เนว สมาธิสฺมึ สกฺกจฺจการี โหติ น สมาธิสฺมึ สาตจฺจการี ฯ สมาธิสฺมึ สกฺกจฺจการี จ โหติ สมาธิสฺมึ สาตจฺจการี จ ฯ ตตฺร ภิกฺขเว ยฺวายํ ฌายี ฯเปฯ อุตฺตโม จ ปวโร จาติ ฯ
พระนครสาวัตถี. ดูกรภิกษุทั้งหลาย ผู้ได้ฌาน ๔ จำพวกนี้. ๔ จำพวกเป็นไฉน? คือ ผู้ได้ฌานบางคนในโลกนี้ เป็นผู้กระทำความเคารพในสมาธิ แต่ไม่กระทำความเพียรเป็นไปติดต่อในสมาธิ ๑. บางคนกระทำความเพียรเป็นไปติดต่อในสมาธิ แต่ไม่กระทำความเคารพในสมาธิ ๑. บางคนไม่กระทำความเคารพในสมาธิ และไม่กระทำความเพียรเป็นไปติดต่อในสมาธิ ๑. บางคนกระทำความเคารพในสมาธิ และกระทำความเพียรเป็นไปติดต่อในสมาธิ ๑. ใน ๔ จำพวกนั้น ผู้ได้ฌานที่กระทำความเคารพในสมาธิ และกระทำความเพียรเป็นไปติดต่อในสมาธิ. นับว่าเป็นผู้เลิศ ประเสริฐที่สุด เป็นประธาน สูงสุด และดีกว่าผู้ได้ฌานทั้ง ๔ จำพวกนั้น เปรียบเหมือนนมสดเกิดจากแม่โค นมส้มเกิดจากนมสด ฯลฯ
สาวตฺถี ฯ จตฺตาโรเม ภิกฺขเว ฌายี ฯ กตเม จตฺตาโร ฯ อิธ ภิกฺขเว เอกจฺโจ ฌายี สมาธิสฺมึ สาตจฺจการี โหติ น สมาธิสฺมึ สปฺปายการี ฯ อิธ ปน ภิกฺขเว เอกจฺโจ ฌายี สมาธิสฺมึ สปฺปายการี โหติ น สมาธิสฺมึ สาตจฺจการี ฯ อิธ ปน ภิกฺขเว เอกจฺโจ ฌายี เนว สมาธิสฺมึ สาตจฺจการี โหติ น สมาธิสฺมึ สปฺปายการี ฯ อิธ ปน ภิกฺขเว เอกจฺโจ ฌายี สมาธิสฺมึ สาตจฺจการี จ โหติ สมาธิสฺมึ สปฺปายการี จ ฯ ตตฺร ภิกฺขเว ยฺวายํ ฌายี สมาธิสฺมึ สาตจฺจการี จ สมาธิสฺมึ สปฺปายการี จ ฯ อยํ อิเมสํ จตุนฺนํ ฌายีนํ อคฺโค จ เสฏฺโฐ จ ปาโมกฺโข จ อุตฺตโม จ ปวโร จาติ ฯ เสยฺยถาปิ ภิกฺขเว ควา ขีรํ ขีรมฺหา ทธิ ทธิมฺหา นวนีตํ นวนีตมฺหา สปฺปิ สปฺปิมฺหา สปฺปิมณฺโฑ ตตฺร อคฺคมกฺขายติ เอวเมว โข ภิกฺขเว ยฺวายํ ฌายี สมาธิสฺมึ สาตจฺจการี จ สมาธิสฺมึ สปฺปายการี จ ฯ อยํ อิเมสํ จตุนฺนํ ฌายีนํ อคฺโค จ เสฏฺโฐ จ ปาโมกฺโข จ อุตฺตโม จ ปวโร จาติ ฯ อิทมโวจ ภควา ฯ อตฺตมนา เต ภิกฺขู ภควโต ภาสิตํ อภินนฺทุนฺติ ฯ (ปญฺญาสํ เวยฺยากรณานิ วิตฺถาเรตพฺพานิ) ฯ สมาธิสํยุตฺตํ สมตฺตํ ฯ ตสฺสุทฺทานํ สมาธิ สมาปตฺติ ฐิติ วุฏฺฐานํ กลฺลิตารมฺมเณน จ โคจโร อภินีหาโร สกฺกจฺจสาตจฺจการี อโถปิ สปฺปายนฺติ ฯ ขนฺธวารวคฺคสํยุตฺตํ สมตฺตํ ฯ ตตฺร วคฺคุทฺทานํ นกุลปิตา อนิจฺจญฺจ ภารํ นตุมฺหาเกน จ อตฺตทีเปน ปญฺญาโส ปฐโมติ ปวุจฺจติ ฯ อุปาโย อรหํ ขชฺชนิโย เถรํ ปุปฺเผน ปญฺจมํ มชฺเฌปณฺณาสโกสโล สมฺพุทฺเธน ปกาสิตํ ฯ อนฺตํ ธมฺมกถิกาวิชฺชา กุกฺกุฬํ ทิฏฺฐิปญฺจมํ ตติโย ปณฺณาสโก วุตฺโต นิปาโตติ ปวุจฺจตีติ ฯ ขนฺธราธทิฏฺฐิ จ โอกฺกนฺติ อุปฺปาเทน กิเลเสน จ สารีปุตฺโต จ นาโค จ สุปณฺณคนฺธพฺพกายิกา พลาโห วจฺฉโคตฺโต จ ฌาเนน ภวติ เตรสาติ ฯ
พระนครสาวัตถี. ดูกรภิกษุทั้งหลาย ผู้ได้ฌาน ๔ จำพวกนี้. ๔ จำพวกเป็น ไฉน? คือ ผู้ได้ฌานบางคนในโลกนี้ เป็นผู้กระทำความเพียรเป็นไปติดต่อในสมาธิ แต่ไม่กระทำความสบายในสมาธิ ๑. บางคนกระทำความสบายในสมาธิ แต่ไม่กระทำความเพียรเป็นไปติดต่อในสมาธิ ๑. บางคนไม่กระทำความเพียรเป็นไปติดต่อในสมาธิ และไม่กระทำความสบายในสมาธิ ๑. บางคนกระทำความเพียรเป็นไปติดต่อในสมาธิ และกระทำความสบายในสมาธิ ๑. ใน ๔ จำพวกนั้น ผู้ได้ฌานที่กระทำความเพียรเป็นไปติดต่อในสมาธิ และกระทำความสบายในสมาธิ. นับว่าเป็นผู้เลิศ ประเสริฐที่สุด เป็นประธาน สูงสุด และดีกว่าผู้ได้ฌานทั้ง ๔ จำพวกนั้น เปรียบเหมือนนมสดเกิดจากแม่โค นมส้มเกิดจากนมสด เนยข้นเกิดจากนมส้ม เนยใสเกิดจากเนยข้น หัวเนยใสเกิดจากเนยใส หัวเนยใสเขากล่าวว่าเป็นเลิศ ฉันใด ผู้ได้ฌานที่กระทำความเพียรเป็นไปติดต่อในสมาธิ และกระทำความสบายในสมาธิ. ก็นับว่าเป็นผู้เลิศประเสริฐที่สุด เป็นประธาน สูงสุด และดีกว่าผู้ได้ฌานทั้ง ๔ จำพวกนั้น ฉันนั้นเหมือนกัน. พระผู้มีพระภาคได้ตรัสไวยากรณภาษิตนี้จบลงแล้ว ภิกษุเหล่านั้นดีใจชื่นชมภาษิตของพระผู้มีพระภาค ฉะนี้แล. (สูตรอีก ๕๐ สูตร พึงให้พิสดารโดยนัยนี้) จบ สูตรที่ ๑๐. จบ สมาธิสังยุต. ----------------------------------------------------- รวมพระสูตรที่มีในสังยุตนี้ คือ ๑. สมาธิสมาปัตติสูตร ๖. โคจรสูตร ๒. ฐิติสูตร ๗. อภินีหารสูตร ๓. วุฏฐานสูตร ๘. สักกัจจการีสูตร ๔. กัลลิตสูตร ๙. สาตัจจการีสูตร ๕. อารัมมณสูตร ๑๐. สัปปายการีสูตร. จบ ขันธวารวรรคสังยุต. ----------------------------------------------------- รวมวรรคที่มีในขันธวารวัคคสังยุต นี้ คือ ๑. นกุลปิตวรรค ๒. อนิจจวรรค ๓. ภารวรรค ๔. นตุมหากวรรค ๕. อัตตทีปวรรค รวม ๕ วรรคนี้ ท่านเรียกว่า ปฐมปัณณาสก์. ๖. อุปายวรรค ๗. อรหันตวรรค ๘. ขัชชนียวรรค ๙. เถรวรรค ๑๐. ปุปผวรรค รวม ๕ วรรคนี้ พระสัมมาสัมพุทธเจ้าผู้ฉลาดทรงประกาศว่า เป็นมัชฌิมปัณณาสก์. ๑๑. อันตวรรค ๑๒. ธัมมกถิกวรรค ๑๓. อวิชชาวรรค ๑๔. กุกกุฬวรรค ๑๕. ทิฏฐิวรรค รวม ๕ วรรคนี้ ท่านเรียกว่า ปัจฉิมปัณณาสก์ และเรียกว่าเป็นนิบาต. ในขันธวารวรรคมี ๑๓ สังยุต คือ ๑. ขันธสังยุต ๘. นาคสังยุต ๒. ราธสังยุต ๙. สุปัณณสังยุต ๓. ทิฏฐิสังยุต ๑๐. คันธัพพกายสังยุต ๔. โอกกันตสังยุต ๑๑. วลาหกสังยุต ๕. อุปปาทสังยุต ๑๒. วัจฉโคตตสังยุต ๖. กิเลสสังยุต ๑๓. สมาธิสังยุต ฉะนี้แล ฯลฯ ๗. สาริปุตตสังยุต -----------------------------------------------------
ฉบับมหาจุฬาฯ
ชั้นตัวบทพุทธพจน์หน่วยที่ตำแหน่งเดียวกันของเล่มนี้ · เลขข้อเป็นของฉบับนี้เอง · จับคู่ตามตำแหน่ง · เล่มนี้ทั้งสองฉบับแบ่งเรื่องเท่ากัน จึงเทียบตามลำดับได้ · ชื่อเรื่องไม่ตรงกัน จึงยังไม่ได้ยืนยันว่าเป็นเรื่องเดียวกัน
เปิดหน้าของฉบับนี้ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
๑๐. สมาธิมูลกสัปปายการีสูตร ว่าด้วยผู้ทำสัปปายะในสมาธิอันเป็นมูล
เรื่องเกิดขึ้นที่กรุงสาวัตถี พระผู้มีพระภาคตรัสว่า “ภิกษุทั้งหลาย บุคคลผู้ได้ฌาน ๔ จำพวกนี้ บุคคลผู้ได้ฌาน ๔ จำพวก ไหนบ้าง คือ ๑. บุคคลผู้ได้ฌานบางคนในโลกนี้ เป็นผู้ฉลาดในการตั้งจิตมั่นในสมาธิ แต่ไม่ทำสัปปายะในสมาธิ ๒. บุคคลผู้ได้ฌานบางคนในโลกนี้ เป็นผู้ทำสัปปายะในสมาธิ แต่ไม่ ฉลาดในการตั้งจิตมั่นในสมาธิ ๓. บุคคลผู้ได้ฌานบางคนในโลกนี้ เป็นผู้ไม่ฉลาดในการตั้งจิตมั่นในสมาธิและไม่ทำสัปปายะในสมาธิ ๔. บุคคลผู้ได้ฌานบางคนในโลกนี้ เป็นผู้ฉลาดในการตั้งจิตมั่นในสมาธิ และทำสัปปายะในสมาธิ
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑๗ หน้า : ๓๙๓}
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย ขันธวารวรรค [๑๓. ฌานสังยุต] ๑๑. สมาปัตติมูลกฐิติสูตร ในบุคคล ๔ จำพวกนั้น บุคคลผู้ได้ฌานที่ฉลาดในการตั้งจิตมั่นในสมาธิ และทำสัปปายะในสมาธิ เป็นผู้เลิศ ประเสริฐ เป็นประธาน สูงสุด และยิ่งใหญ่ที่สุด ภิกษุทั้งหลาย นมสดจากแม่โค ฯลฯ และยิ่งใหญ่ที่สุด” สมาธิมูลกสัปปายการีสูตรที่ ๑๐ จบ (สมาธิมูลกะ จบ) ๑๑. สมาปัตติมูลกฐิติสูตร ว่าด้วยการเข้าและการตั้งอยู่ในสมาธิอันเป็นมูล
เรื่องเกิดขึ้นที่กรุงสาวัตถี พระผู้มีพระภาคตรัสว่า “ภิกษุทั้งหลาย บุคคลผู้ได้ฌาน ๔ จำพวกนี้ บุคคลผู้ได้ฌาน ๔ จำพวก ไหนบ้าง คือ ๑. บุคคลผู้ได้ฌานบางคนในโลกนี้ เป็นผู้ฉลาดในการเข้าสมาธิ แต่ไม่ ฉลาดในการตั้งอยู่ในสมาธิ ๒. บุคคลผู้ได้ฌานบางคนในโลกนี้ เป็นผู้ฉลาดในการตั้งอยู่ในสมาธิ แต่ไม่ฉลาดในการเข้าสมาธิ ๓. บุคคลผู้ได้ฌานบางคนในโลกนี้ เป็นผู้ไม่ฉลาดในการเข้าสมาธิ และไม่ฉลาดในการตั้งอยู่ในสมาธิ ๔. บุคคลผู้ได้ฌานบางคนในโลกนี้ เป็นผู้ฉลาดในการเข้าสมาธิ และ ฉลาดในการตั้งอยู่ในสมาธิ ในบุคคล ๔ จำพวกนั้น บุคคลผู้ได้ฌานที่ฉลาดในการเข้าสมาธิ และฉลาดในการตั้งอยู่ในสมาธิ เป็นผู้เลิศ ประเสริฐ เป็นประธาน สูงสุด และยิ่งใหญ่ที่สุด ภิกษุทั้งหลาย นมสดจากแม่โค ฯลฯ และยิ่งใหญ่ที่สุด” สมาปัตติมูลกฐิติสูตรที่ ๑๑ จบ
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑๗ หน้า : ๓๙๔}
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย ขันธวารวรรค [๑๓. ฌานสังยุต] ๑๓. สมาปัตติมูลกกัลลิตสูตร ๑๒. สมาปัตติมูลกวุฏฐานสูตร ว่าด้วยการเข้าและการออกจากสมาธิอันเป็นมูล
เรื่องเกิดขึ้นที่กรุงสาวัตถี พระผู้มีพระภาคตรัสว่า “ภิกษุทั้งหลาย บุคคลผู้ได้ฌาน ๔ จำพวกนี้ บุคคลผู้ได้ฌาน ๔ จำพวก ไหนบ้าง คือ ๑. บุคคลผู้ได้ฌานบางคนในโลกนี้ เป็นผู้ฉลาดในการเข้าสมาธิ แต่ไม่ฉลาดในการออกจากสมาธิ ๒. บุคคลผู้ได้ฌานบางคนในโลกนี้ เป็นผู้ฉลาดในการออกจากสมาธิแต่ไม่ฉลาดในการเข้าสมาธิ ๓. บุคคลผู้ได้ฌานบางคนในโลกนี้ เป็นผู้ไม่ฉลาดในการเข้าสมาธิและไม่ฉลาดในการออกจากสมาธิ ๔. บุคคลผู้ได้ฌานบางคนในโลกนี้ เป็นผู้ฉลาดในการเข้าสมาธิ และฉลาดในการออกจากสมาธิ ในบุคคล ๔ จำพวกนั้น บุคคลผู้ได้ฌาน ฯลฯ และยิ่งใหญ่ที่สุด”สมาปัตติมูลกวุฏฐานสูตรที่ ๑๒ จบ ๑๓. สมาปัตติมูลกกัลลิตสูตร ว่าด้วยการเข้าและความพร้อมในสมาธิอันเป็นมูล
เรื่องเกิดขึ้นที่กรุงสาวัตถี พระผู้มีพระภาคตรัสว่า “ภิกษุทั้งหลาย บุคคลผู้ได้ฌาน ๔ จำพวกนี้ บุคคลผู้ได้ฌาน ๔ จำพวก ไหนบ้าง คือ ๑. บุคคลผู้ได้ฌานบางคนในโลกนี้ เป็นผู้ฉลาดในการเข้าสมาธิ แต่ไม่ ฉลาดในความพร้อมในสมาธิ ๒. บุคคลผู้ได้ฌานบางคนในโลกนี้ เป็นผู้ฉลาดในความพร้อมในสมาธิ แต่ไม่ฉลาดในการเข้าสมาธิ
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑๗ หน้า : ๓๙๕}
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย ขันธวารวรรค [๑๓. ฌานสังยุต] ๑๔. สมาปัตติมูลกอารัมมณสูตร ๓. บุคคลผู้ได้ฌานบางคนในโลกนี้ เป็นผู้ไม่ฉลาดในการเข้าสมาธิ และไม่ฉลาดในความพร้อมในสมาธิ ๔. บุคคลผู้ได้ฌานบางคนในโลกนี้ เป็นผู้ฉลาดในการเข้าสมาธิ และ ฉลาดในความพร้อมในสมาธิ ในบุคคล ๔ จำพวกนั้น ฯลฯ และยิ่งใหญ่ที่สุด” สมาปัตติมูลกกัลลิตสูตรที่ ๑๓ จบ ๑๔. สมาปัตติมูลกอารัมมณสูตร ว่าด้วยการเข้าและอารมณ์ในสมาธิอันเป็นมูล
เรื่องเกิดขึ้นที่กรุงสาวัตถี พระผู้มีพระภาคตรัสว่า “ภิกษุทั้งหลาย บุคคลผู้ได้ฌาน ๔ จำพวกนี้ บุคคลผู้ได้ฌาน ๔ จำพวก ไหนบ้าง คือ ๑. บุคคลผู้ได้ฌานบางคนในโลกนี้ เป็นผู้ฉลาดในการเข้าสมาธิ แต่ไม่ ฉลาดในอารมณ์ในสมาธิ ๒. บุคคลผู้ได้ฌานบางคนในโลกนี้ เป็นผู้ฉลาดในอารมณ์ในสมาธิ แต่ ไม่ฉลาดในการเข้าสมาธิ ๓. บุคคลผู้ได้ฌานบางคนในโลกนี้ เป็นผู้ไม่ฉลาดในการเข้าสมาธิ และไม่ฉลาดในอารมณ์ในสมาธิ ๔. บุคคลผู้ได้ฌานบางคนในโลกนี้ เป็นผู้ฉลาดในการเข้าสมาธิ และ ฉลาดในอารมณ์ในสมาธิ ในบุคคล ๔ จำพวกนั้น ฯลฯ และยิ่งใหญ่ที่สุด” สมาปัตติมูลกอารัมมณสูตรที่ ๑๔ จบ
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑๗ หน้า : ๓๙๖}
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย ขันธวารวรรค [๑๓. ฌานสังยุต] ๑๖. สมาปัตติมูลกอภินีหารสูตร ๑๕. สมาปัตติมูลกโคจรสูตร ว่าด้วยการเข้าและโคจรในสมาธิอันเป็นมูล
เรื่องเกิดขึ้นที่กรุงสาวัตถี พระผู้มีพระภาคตรัสว่า “ภิกษุทั้งหลาย บุคคลผู้ได้ฌาน ๔ จำพวกนี้ บุคคลผู้ได้ฌาน ๔ จำพวก ไหนบ้าง คือ ๑. บุคคลผู้ได้ฌานบางคนในโลกนี้ เป็นผู้ฉลาดในการเข้าสมาธิ แต่ไม่ฉลาดในโคจรในสมาธิ ๒. บุคคลผู้ได้ฌานบางคนในโลกนี้ เป็นผู้ฉลาดในโคจรในสมาธิ แต่ไม่ฉลาดในการเข้าสมาธิ ๓. บุคคลผู้ได้ฌานบางคนในโลกนี้ เป็นผู้ไม่ฉลาดในการเข้าสมาธิและไม่ฉลาดในโคจรในสมาธิ ๔. บุคคลผู้ได้ฌานบางคนในโลกนี้ เป็นผู้ฉลาดในการเข้าสมาธิ และฉลาดในโคจรในสมาธิ ในบุคคล ๔ จำพวกนั้น ฯลฯ และยิ่งใหญ่ที่สุด” สมาปัตติมูลกโคจรสูตรที่ ๑๕ จบ ๑๖. สมาปัตติมูลกอภินีหารสูตร ว่าด้วยการเข้าและอภินิหารในสมาธิอันเป็นมูล
เรื่องเกิดขึ้นที่กรุงสาวัตถี พระผู้มีพระภาคตรัสว่า “ภิกษุทั้งหลาย บุคคลผู้ได้ฌาน ๔ จำพวกนี้ บุคคลผู้ได้ฌาน ๔ จำพวก ไหนบ้าง คือ ๑. บุคคลผู้ได้ฌานบางคนในโลกนี้ เป็นผู้ฉลาดในการเข้าสมาธิ แต่ไม่ ฉลาดในอภินิหารในสมาธิ ๒. บุคคลผู้ได้ฌานบางคนในโลกนี้ เป็นผู้ฉลาดในอภินิหารในสมาธิ แต่ไม่ฉลาดในการเข้าสมาธิ
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑๗ หน้า : ๓๙๗}
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย ขันธวารวรรค [๑๓. ฌานสังยุต] ๑๗. สมาปัตติมูลกสักกัจจสูตร ๓. บุคคลผู้ได้ฌานบางคนในโลกนี้ เป็นผู้ไม่ฉลาดในการเข้าสมาธิ และไม่ฉลาดในอภินิหารในสมาธิ ๔. บุคคลผู้ได้ฌานบางคนในโลกนี้ เป็นผู้ฉลาดในการเข้าสมาธิ และ ฉลาดในอภินิหารในสมาธิ ในบุคคล ๔ จำพวกนั้น ฯลฯ และยิ่งใหญ่ที่สุด” สมาปัตติมูลกอภินีหารสูตรที่ ๑๖ จบ ๑๗. สมาปัตติมูลกสักกัจจสูตร ว่าด้วยการเข้าและความเคารพในสมาธิอันเป็นมูล
เรื่องเกิดขึ้นที่กรุงสาวัตถี พระผู้มีพระภาคตรัสว่า “ภิกษุทั้งหลาย บุคคลผู้ได้ฌาน ๔ จำพวกนี้ บุคคลผู้ได้ฌาน ๔ จำพวก ไหนบ้าง คือ ๑. บุคคลผู้ได้ฌานบางคนในโลกนี้ เป็นผู้ฉลาดในการเข้าสมาธิ แต่ไม่ ทำโดยเคารพในสมาธิ ๒. บุคคลผู้ได้ฌานบางคนในโลกนี้ เป็นผู้ทำโดยเคารพในสมาธิ แต่ไม่ ฉลาดในการเข้าสมาธิ ๓. บุคคลผู้ได้ฌานบางคนในโลกนี้ เป็นผู้ไม่ฉลาดในการเข้าสมาธิ และไม่ทำโดยเคารพในสมาธิ ๔. บุคคลผู้ได้ฌานบางคนในโลกนี้ เป็นผู้ฉลาดในการเข้าสมาธิ และ ทำโดยเคารพในสมาธิ ในบุคคล ๔ จำพวกนั้น ฯลฯ และยิ่งใหญ่ที่สุด” สมาปัตติมูลกสักกัจจสูตรที่ ๑๗ จบ
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑๗ หน้า : ๓๙๘}
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย ขันธวารวรรค [๑๓. ฌานสังยุต] ๑๙. สมาปัตติมูลกสัปปายการีสูตร ๑๘. สมาปัตติมูลกสาตัจจสูตร ว่าด้วยการเข้าและความเพียรต่อเนื่องในสมาธิอันเป็นมูล
เรื่องเกิดขึ้นที่กรุงสาวัตถี พระผู้มีพระภาคตรัสว่า “ภิกษุทั้งหลาย บุคคลผู้ได้ฌาน ๔ จำพวกนี้ บุคคลผู้ได้ฌาน ๔ จำพวก ไหนบ้าง คือ ๑. บุคคลผู้ได้ฌานบางคนในโลกนี้ เป็นผู้ฉลาดในการเข้าสมาธิ แต่ไม่ทำความเพียรต่อเนื่องในสมาธิ ๒. บุคคลผู้ได้ฌานบางคนในโลกนี้ เป็นผู้ทำความเพียรต่อเนื่องในสมาธิแต่ไม่ฉลาดในการเข้าสมาธิ ๓. บุคคลผู้ได้ฌานบางคนในโลกนี้ เป็นผู้ไม่ฉลาดในการเข้าสมาธิและไม่ทำความเพียรต่อเนื่องในสมาธิ ๔. บุคคลผู้ได้ฌานบางคนในโลกนี้ เป็นผู้ฉลาดในการเข้าสมาธิ และทำความเพียรต่อเนื่องในสมาธิ ในบุคคล ๔ จำพวกนั้น ฯลฯ และยิ่งใหญ่ที่สุด สมาปัตติมูลกสาตัจจสูตรที่ ๑๘ จบ ๑๙. สมาปัตติมูลกสัปปายการีสูตร ว่าด้วยการเข้าและผู้ทำสัปปายะในสมาธิอันเป็นมูล
เรื่องเกิดขึ้นที่กรุงสาวัตถี พระผู้มีพระภาคตรัสว่า “ภิกษุทั้งหลาย บุคคลผู้ได้ฌาน ๔ จำพวกนี้ บุคคลผู้ได้ฌาน ๔ จำพวก ไหนบ้าง คือ ๑. บุคคลผู้ได้ฌานบางคนในโลกนี้ เป็นผู้ฉลาดในการเข้าสมาธิ แต่ไม่ทำสัปปายะในสมาธิ ๒. บุคคลผู้ได้ฌานบางคนในโลกนี้ เป็นผู้ทำสัปปายะในสมาธิ แต่ไม่ ฉลาดในการเข้าสมาธิ
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑๗ หน้า : ๓๙๙}
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย ขันธวารวรรค [๑๓. ฌานสังยุต] ๒๐-๒๗. ฐิติมูลกวุฏฐานสุตตาทิอัฏฐกะ ๓. บุคคลผู้ได้ฌานบางคนในโลกนี้ เป็นผู้ไม่ฉลาดในการเข้าสมาธิ และไม่ทำสัปปายะในสมาธิ ๔. บุคคลผู้ได้ฌานบางคนในโลกนี้ เป็นผู้ฉลาดในการเข้าสมาธิ และทำ สัปปายะในสมาธิ ภิกษุทั้งหลาย ในบุคคล ๔ จำพวกนั้น บุคคลผู้ได้ฌานที่ฉลาดในการเข้า สมาธิ และทำสัปปายะในสมาธิ เป็นผู้เลิศ ประเสริฐ เป็นประธาน สูงสุด และยิ่งใหญ่ที่สุด ภิกษุทั้งหลาย นมสดจากแม่โค นมส้มจากนมสด เนยข้นจากนมส้ม เนยใสจากเนยข้น ยอดเนยใสจากเนยใส ยอดเนยใสชาวโลกถือว่าเป็นเลิศในบรรดานมสดเป็นต้นนั้น แม้ฉันใด บุคคลผู้ได้ฌานที่ฉลาดในการเข้าสมาธิ และทำสัปปายะในสมาธิ ก็ฉันนั้นเหมือนกัน เป็นผู้เลิศ ประเสริฐ เป็นประธาน สูงสุด และยิ่งใหญ่ที่สุด” สมาปัตติมูลกสัปปายการีสูตรที่ ๑๙ จบ (สมาปัตติมูลกะ จบ) ๒๐-๒๗. ฐิติมูลกวุฏฐานสุตตาทิอัฏฐกะ ว่าด้วยพระสูตร ๘ สูตร มีฐิติมูลกวุฏฐานสูตรเป็นต้น [๖๘๑-๖๘๘] เรื่องเกิดขึ้นที่กรุงสาวัตถี พระผู้มีพระภาคตรัสว่า “ภิกษุทั้งหลาย บุคคลผู้ได้ฌาน ๔ จำพวกนี้ บุคคลผู้ได้ฌาน ๔ จำพวก ไหนบ้าง คือ ๑. บุคคลผู้ได้ฌานบางคนในโลกนี้ เป็นผู้ฉลาดในการตั้งอยู่ในสมาธิ แต่ไม่ฉลาดในการออกจากสมาธิ ๒. บุคคลผู้ได้ฌานบางคนในโลกนี้ เป็นผู้ฉลาดในการออกจากสมาธิ แต่ไม่ฉลาดในการตั้งอยู่ในสมาธิ ๓. บุคคลผู้ได้ฌานบางคนในโลกนี้ เป็นผู้ไม่ฉลาดในการตั้งอยู่ในสมาธิ และไม่ฉลาดในการออกจากสมาธิ
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑๗ หน้า : ๔๐๐}
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย ขันธวารวรรค [๑๓. ฌานสังยุต] ๒๘-๓๔. วุฏฐานมูลกกัลลิตสุตตาทิสัตตกะ ๔. บุคคลผู้ได้ฌานบางคนในโลกนี้ เป็นผู้ฉลาดในการตั้งอยู่ในสมาธิ และฉลาดในการออกจากสมาธิ ในบุคคล ๔ จำพวกนั้น ฯลฯ และยิ่งใหญ่ที่สุด ฐิติมูลกวุฏฐานสุตตาทิอัฏฐกะที่ ๒๐-๒๗ จบ (พึงขยายพระสูตรทั้ง ๘ สูตร จนถึงฐิติมูลกสัปปายการีสูตรที่ ๒๗ ให้เต็ม เหมือนสูตรต้น ฐิติมูลกะ จบ) ๒๘-๓๔. วุฏฐานมูลกกัลลิตสุตตาทิสัตตกะ ว่าด้วยพระสูตร ๗ สูตร มีวุฏฐานมูลกกัลลิตสูตรเป็นต้น [๖๘๙-๖๙๕] เรื่องเกิดขึ้นที่กรุงสาวัตถี พระผู้มีพระภาคตรัสว่า “ภิกษุทั้งหลาย บุคคลผู้ได้ฌาน ๔ จำพวกนี้ บุคคลผู้ได้ฌาน ๔ จำพวก ไหนบ้าง คือ ๑. บุคคลผู้ได้ฌานบางคนในโลกนี้ เป็นผู้ฉลาดในการออกจากสมาธิ แต่ไม่ฉลาดในความพร้อมในสมาธิ ๒. บุคคลผู้ได้ฌานบางคนในโลกนี้ เป็นผู้ฉลาดในความพร้อมในสมาธิ แต่ไม่ฉลาดในการออกจากสมาธิ ๓. บุคคลผู้ได้ฌานบางคนในโลกนี้ เป็นผู้ไม่ฉลาดในการออกจากสมาธิ และไม่ฉลาดในความพร้อมในสมาธิ ๔. บุคคลผู้ได้ฌานบางคนในโลกนี้ เป็นผู้ฉลาดในการออกจากสมาธิ และฉลาดในความพร้อมในสมาธิ ในบุคคล ๔ จำพวกนั้น ฯลฯ และยิ่งใหญ่ที่สุด วุฏฐานมูลกกัลลิตสุตตาทิสัตตกะที่ ๒๘-๓๔ จบ (พึงขยายพระสูตรทั้ง ๗ สูตร จนถึงวุฏฐานมูลกสัปปายการีสูตรที่ ๓๔ ให้เต็มเหมือนสูตรต้น วุฏฐานมูลกะ จบ)
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑๗ หน้า : ๔๐๑}
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย ขันธวารวรรค [๑๓. ฌานสังยุต] ๔๑-๔๕. อารัมมณมูลกโคจรสุตตาทิปัญจกะ ๓๕-๔๐. กัลลิตมูลกอารัมมณสุตตาทิฉักกะ ว่าด้วยพระสูตร ๖ สูตร มีกัลลิตมูลกอารัมมณสูตรเป็นต้น [๖๙๖-๗๐๑] เรื่องเกิดขึ้นที่กรุงสาวัตถี พระผู้มีพระภาคตรัสว่า “... ๑. บุคคลผู้ได้ฌานบางคนในโลกนี้ เป็นผู้ฉลาดในความพร้อมในสมาธิ แต่ไม่ฉลาดในอารมณ์ในสมาธิ ๒. บุคคลผู้ได้ฌานบางคนในโลกนี้ เป็นผู้ฉลาดในอารมณ์ในสมาธิ แต่ ไม่ฉลาดในความพร้อมในสมาธิ ๓. บุคคลผู้ได้ฌานบางคนในโลกนี้ เป็นผู้ไม่ฉลาดในความพร้อมในสมาธิและไม่ฉลาดในอารมณ์ในสมาธิ ๔. บุคคลผู้ได้ฌานบางคนในโลกนี้ เป็นผู้ฉลาดในความพร้อมในสมาธิ และฉลาดในอารมณ์ในสมาธิ ในบุคคล ๔ จำพวกนั้น บุคคลผู้ได้ฌาน ฯลฯ สูงสุด และยิ่งใหญ่ที่สุด กัลลิตมูลกอารัมมณสุตตาทิฉักกะที่ ๓๕-๔๐ จบ (พึงขยายพระสูตรอีก ๖ สูตร จนถึงกัลลิตมูลกสัปปายการีสูตรที่ ๔๐ ให้ เต็มเหมือนสูตรต้น กัลลิตมูลกะ จบ) ๔๑-๔๕. อารัมมณมูลกโคจรสุตตาทิปัญจกะ ว่าด้วยพระสูตร ๕ สูตร มีอารัมมณมูลกโคจรสูตรเป็นต้น [๗๐๒-๗๐๖] เรื่องเกิดขึ้นที่กรุงสาวัตถี พระผู้มีพระภาคตรัสว่า “... ๑. บุคคลผู้ได้ฌานบางคนในโลกนี้ เป็นผู้ฉลาดในอารมณ์ในสมาธิ แต่ ไม่ฉลาดในโคจรในสมาธิ ๒. บุคคลผู้ได้ฌานบางคนในโลกนี้ เป็นผู้ฉลาดในโคจรในสมาธิ แต่ ไม่ฉลาดในอารมณ์ในสมาธิ
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑๗ หน้า : ๔๐๒}
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย ขันธวารวรรค [๑๓. ฌานสังยุต] ๔๖-๔๙. โคจรมูลกอภินีหารสุตตาทิจตุกกะ ๓. บุคคลผู้ได้ฌานบางคนในโลกนี้ เป็นผู้ไม่ฉลาดในอารมณ์ในสมาธิ และไม่ฉลาดในโคจรในสมาธิ ๔. บุคคลผู้ได้ฌานบางคนในโลกนี้ เป็นผู้ฉลาดในอารมณ์ในสมาธิ และฉลาดในโคจรในสมาธิ ในบุคคล ๔ จำพวกนั้น บุคคลผู้ได้ฌาน ฯลฯ สูงสุด และยิ่งใหญ่ที่สุด อารัมมณมูลกโคจรสุตตาทิปัญจกะที่ ๔๑-๔๕ จบ (พึงขยายพระสูตรทั้ง ๕ สูตร จนถึงอารัมมณมูลกสัปปายการีสูตรที่ ๔๕ ให้เต็มเหมือนสูตรต้นๆ อารัมมณมูลกะ จบ) ๔๖-๔๙. โคจรมูลกอภินีหารสุตตาทิจตุกกะ ว่าด้วยพระสูตร ๔ สูตร มีโคจรมูลกอภินีหารสูตรเป็นต้น
เรื่องเกิดขึ้นที่กรุงสาวัตถี พระผู้มีพระภาคตรัสว่า “... ๑. บุคคลผู้ได้ฌานบางคนในโลกนี้ เป็นผู้ฉลาดในโคจรในสมาธิ แต่ไม่ ฉลาดในอภินิหารในสมาธิ ๒. บุคคลผู้ได้ฌานบางคนในโลกนี้ เป็นผู้ฉลาดในอภินิหารในสมาธิ แต่ไม่ฉลาดในโคจรในสมาธิ ๓. บุคคลผู้ได้ฌานบางคนในโลกนี้ เป็นผู้ไม่ฉลาดในโคจรในสมาธิ และไม่ฉลาดในอภินิหารในสมาธิ ๔. บุคคลผู้ได้ฌานบางคนในโลกนี้ เป็นผู้ฉลาดในโคจรในสมาธิ และ ฉลาดในอภินิหารในสมาธิ ภิกษุทั้งหลาย นมสดจากแม่โค นมส้มจากนมสด เนยข้นจากนมส้ม เนยใสจากเนยข้น ยอดเนยใสจากเนยใส ยอดเนยใสชาวโลกถือว่าเป็นเลิศในบรรดานมสดเป็นต้นนั้น แม้ฉันใด บุคคลผู้ได้ฌานที่ฉลาดในโคจรในสมาธิ และฉลาดในอภินิหารในสมาธิ ก็ฉันนั้นเหมือนกัน ฯลฯ สูงสุด และยิ่งใหญ่ที่สุด
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑๗ หน้า : ๔๐๓}
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย ขันธวารวรรค [๑๓. ฌานสังยุต] ๕๓-๕๒. อภินีหารมูลกสัสกัจจสุตตาทิติกะ
“... ๑. บุคคลผู้ได้ฌานบางคนในโลกนี้ เป็นผู้ฉลาดในโคจรสมาธิ แต่ไม่ทำโดยเคารพในสมาธิ ฯลฯ พึงเพิ่มข้อความที่เหลือให้พิสดาร
“... ๑. บุคคลผู้ได้ฌานบางคนในโลกนี้ เป็นผู้ฉลาดในโคจรในสมาธิ แต่ไม่ทำความเพียรต่อเนื่องในสมาธิ ฯลฯ
“... ๑. บุคคลผู้ได้ฌานบางคนในโลกนี้ เป็นผู้ฉลาดในโคจรในสมาธิ แต่ไม่ทำสัปปายะในสมาธิ ฯลฯ โคจรมูลกอภินีหารสุตตาทิจตุกกะที่ ๔๖-๔๙ จบ (โคจรมูลกะ จบ) ๕๐-๕๒. อภินีหารมูลกสักกัจจสุตตาทิติกะ ว่าด้วยพระสูตร ๓ สูตร มีอภินีหารมูลกสักกัจจสูตรเป็นต้น
เรื่องเกิดขึ้นที่กรุงสาวัตถี พระผู้มีพระภาคตรัสว่า “... ๑. บุคคลผู้ได้ฌานบางคนในโลกนี้ เป็นผู้ฉลาดในอภินิหารในสมาธิ แต่ไม่ทำโดยเคารพในสมาธิ ๒. บุคคลผู้ได้ฌานบางคนในโลกนี้ เป็นผู้ทำโดยเคารพในสมาธิ แต่ไม่ ฉลาดในอภินิหารในสมาธิ ๓. บุคคลผู้ได้ฌานบางคนในโลกนี้ เป็นผู้ไม่ฉลาดในอภินิหารในสมาธิ และไม่ทำโดยเคารพในสมาธิ ๔. บุคคลผู้ได้ฌานบางคนในโลกนี้ เป็นผู้ฉลาดในอภินิหารในสมาธิ และทำโดยเคารพในสมาธิ
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑๗ หน้า : ๔๐๔}
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย ขันธวารวรรค [๑๓. ฌานสังยุต] ๕๓-๕๔. สักกัจจมูลกสาตัจจการีสุตตาทิทุกะ ภิกษุทั้งหลาย ในบุคคล ๔ จำพวกนั้น บุคคลผู้ได้ฌาน ฯลฯ และยิ่งใหญ่ที่สุด
“... ๑. บุคคลผู้ได้ฌานบางคนในโลกนี้ เป็นผู้ฉลาดในอภินิหารในสมาธิแต่ไม่ทำความเพียรต่อเนื่องในสมาธิ ฯลฯ
“... ๑. บุคคลผู้ได้ฌานบางคนในโลกนี้ เป็นผู้ฉลาดในอภินิหารในสมาธิแต่ไม่ทำสัปปายะในสมาธิ ฯลฯ อภินีหารมูลกสักกัจจสุตตาทิติกะที่ ๕๐-๕๒ จบ (อภินีหารมูลกะ จบ) ๕๓-๕๔. สักกัจจมูลกสาตัจจการีสุตตาทิทุกะ ว่าด้วยพระสูตร ๒ สูตร มีสักกัจจมูลกสาตัจจการีสูตรเป็นต้น
เรื่องเกิดขึ้นที่กรุงสาวัตถี พระผู้มีพระภาคตรัสว่า “... ๑. บุคคลผู้ได้ฌานบางคนในโลกนี้ เป็นผู้ทำโดยเคารพในสมาธิ แต่ไม่ ทำความเพียรต่อเนื่องในสมาธิ ๒. บุคคลผู้ได้ฌานบางคนในโลกนี้ เป็นผู้ทำความเพียรต่อเนื่องในสมาธิ แต่ไม่ทำโดยเคารพในสมาธิ ๓. บุคคลผู้ได้ฌานบางคนในโลกนี้ เป็นผู้ไม่ทำโดยเคารพในสมาธิ และไม่ทำความเพียรต่อเนื่องในสมาธิ ๔. บุคคลผู้ได้ฌานบางคนในโลกนี้ เป็นผู้ทำโดยเคารพในสมาธิและ ทำความเพียรต่อเนื่องในสมาธิ ภิกษุทั้งหลาย ในบุคคล ๔ จำพวกนั้น บุคคลผู้ได้ฌาน ฯลฯ สูงสุด และยิ่งใหญ่ที่สุด
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑๗ หน้า : ๔๐๕}
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย ขันธวารวรรค [๑๓. ฌานสังยุต] ๕๕. สาตัจจมูลกสัปปายการีสูตร
“... ๑. บุคคลผู้ได้ฌานบางคนในโลกนี้ เป็นผู้ทำโดยเคารพในสมาธิ แต่ไม่ทำสัปปายะในสมาธิ ฯลฯ สักกัจจมูลกสาตัจจการีสุตตาทิทุกะที่ ๕๓-๕๔ จบ ๕๕. สาตัจจมูลกสัปปายการีสูตร ว่าด้วยความเพียรต่อเนื่องและผู้ทำสัปปายะในสมาธิอันเป็นมูล
เรื่องเกิดขึ้นที่กรุงสาวัตถี พระผู้มีพระภาคตรัสว่า “ภิกษุทั้งหลาย บุคคลผู้ได้ฌาน ๔ จำพวกนี้ บุคคลผู้ได้ฌาน ๔ จำพวก ไหนบ้าง คือ ๑. บุคคลผู้ได้ฌานบางคนในโลกนี้ เป็นผู้ทำความเพียรต่อเนื่องในสมาธิ แต่ไม่ทำสัปปายะในสมาธิ ๒. บุคคลผู้ได้ฌานบางคนในโลกนี้ เป็นผู้ทำสัปปายะในสมาธิ แต่ไม่ ทำความเพียรต่อเนื่องในสมาธิ ๓. บุคคลผู้ได้ฌานบางคนในโลกนี้ เป็นผู้ไม่ทำความเพียรต่อเนื่องในสมาธิและไม่ทำสัปปายะในสมาธิ ๔. บุคคลผู้ได้ฌานบางคนในโลกนี้ เป็นผู้ทำความเพียรต่อเนื่องในสมาธิ และทำสัปปายะในสมาธิ ในบุคคล ๔ จำพวกนั้น บุคคลผู้ได้ฌานที่ทำความเพียรต่อเนื่องในสมาธิ และทำสัปปายะในสมาธิ เป็นผู้เลิศ ประเสริฐ เป็นประธาน สูงสุด และยิ่งใหญ่ที่สุด ภิกษุทั้งหลาย นมสดจากแม่โค นมส้มจากนมสด เนยข้นจากนมส้ม เนยใสจากเนยข้น ยอดเนยใสจากเนยใส ยอดเนยใสชาวโลกถือว่าเป็นเลิศในบรรดานมสด
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑๗ หน้า : ๔๐๖}
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย ขันธวารวรรค [๑๓. ฌานสังยุต] รวมพระสูตรที่มีในสังยุต เป็นต้นนั้น แม้ฉันใด บุคคลผู้ได้ฌานที่ทำความเพียรต่อเนื่องในสมาธิ และทำสัปปายะในสมาธิ ก็ฉันนั้นเหมือนกัน เป็นผู้เลิศ ประเสริฐ เป็นประธาน สูงสุดและยิ่งใหญ่ที่สุด” พระผู้มีพระภาคได้ตรัสพระดำรัสนี้แล้ว ภิกษุเหล่านั้นมีใจยินดี ต่างชื่นชม พระภาษิตของพระผู้มีพระภาคแล้วแล สาตัจจมูลกสัปปายการีสูตรที่ ๕๕ จบ (พึงขยายความพระสูตรทั้ง ๕๕ นี้ให้พิสดาร) ฌานสังยุต จบ รวมพระสูตรที่มีในสังยุตนี้ คือ ๑. สมาธิมูลกสมาปัตติสูตร ๒. สมาธิมูลกฐิติสูตร ๓. สมาธิมูลกวุฏฐานสูตร ๔. สมาธิมูลกกัลลิตสูตร ๕. สมาธิมูลกอารัมมณสูตร ๖. สมาธิมูลกโคจรสูตร ๗. สมาธิมูลกอภินีหารสูตร ๘. สมาธิมูลกสักกัจจการีสูตร ๙. สมาธิมูลกสาตัจจการีสูตร ๑๐. สมาธิมูลกสัปปายการีสูตร ๑๑. สมาปัตติมูลกฐิติสูตร ๑๒. สมาปัตติมูลกวุฏฐานสูตร ๑๓. สมาปัตติมูลกกัลลิตสูตร ๑๔. สมาปัตติมูลกอารัมมณสูตร ๑๕. สมาปัตติมูลกโคจรสูตร ๑๖. สมาปัตติมูลกอภินีหารสูตร ๑๗. สมาปัตติมูลกสักกัจจสูตร ๑๘. สมาปัตติมูลกสาตัจจสูตร ๑๙. สมาปัตติมูลกสัปปายการีสูตร ๒๐-๒๗. ฐิติมูลกวุฏฐานสุตตาทิอัฏฐกะ ๒๘-๓๔. วุฏฐานมูลกกัลลิตสุตตาทิสัตตกะ ๓๕-๔๐. กัลลิตมูลกอารัมมณสุตตาทิฉักกะ ๔๑-๔๕. อารัมมณมูลกโคจรสุตตาทิปัญจกะ ๔๖-๔๙. โคจรมูลกอภินีหารสุตตาทิจตุกกะ
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑๗ หน้า : ๔๐๗}
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย ขันธวารวรรค [๑๓. ฌานสังยุต] รวมสังยุตที่มีในขันธวารวรรค ๕๐-๕๒. อภินีหารมูลกสักกัจจสุตตาทิติกะ ๕๓-๕๔. สักกัจจมูลกสาตัจจการีสุตตาทิทุกะ ๕๕. สาตัจจมูลกสัปปายการีสูตร ขันธวารวรรคที่ ๓ จบ รวมสังยุตที่มีในขันธวารวรรคนี้ คือ ๑. ขันธสังยุต ๒. ราธสังยุต ๓. ทิฏฐิสังยุต ๔. โอกกันตสังยุต ๕. อุปปาทสังยุต ๖. กิเลสสังยุต ๗. สารีปุตตสังยุต ๘. นาคสังยุต ๙. สุปัณณสังยุต ๑๐. คันธัพพกายสังยุต ๑๑. วลาหกสังยุต ๑๒. วัจฉโคตตสังยุต ๑๓. ฌานสังยุต ขันธวารวรรคสังยุต จบบริบูรณ์
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑๗ หน้า : ๔๐๘}
พระไตรปิฎกเล่มที่ ๑๗ สุตตันตปิฎกที่ ๙ สังยุตตนิกาย ขันธวารวรรค จบ
ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
อรรถกถาฐิติสูตรที่ ๒
พึงทราบวินิจฉัยในสูตรที่ ๒ เป็นต้น ดังต่อไปนี้ :-
บทว่า น สมาธิสฺมึ ฐิติกุสโล ความว่า ไม่ฉลาดที่จะหยุดฌานไว้ได้ คือไม่สามารถจะหยุดฌานไว้ได้ชั่ว ๗-๘ ลัดนิ้วมือ. จบอรรถกถาฐิติสูตรที่ ๒ -----------------------------------------------------
อรรถกถาวุฏฐานสูตรที่ ๓
บทว่า น สมาธิสฺมึ วุฏฺฐานกุสโล ความว่า ไม่ฉลาดจะออกจากฌาน คือไม่สามารถจะออกได้ตามเวลาที่กำหนดไว้. จบอรรถกถาวุฏฐานสูตรที่ ๓ -----------------------------------------------------
อรรถกถากัลลิตสูตรที่ ๔
บทว่า น สมาธิสฺมึ กลฺลิตกุสโล ความว่า ไม่ฉลาดที่จะยังจิตให้ร่าเริงแล้วทำให้สามารถ. จบอรรถกถากัลลิตสูตรที่ ๔ -----------------------------------------------------
อรรถกถาอารัมมณสูตรที่ ๕
บทว่า น สมาธิสฺมึ อารมฺมณกุสโล ความว่า ไม่ฉลาดในอารมณ์คือกสิณ. จบอรรถกถาอารัมมณสูตรที่ ๕ -----------------------------------------------------
อรรถกถาโคจรสูตรที่ ๖
บทว่า น สมาธิสฺมึ โคจรกุสโล ความว่า ไม่ฉลาดในอารมณ์ของกรรมฐาน และในที่ไม่โคจรเพื่อภิกษาจาร. จบอรรถกถาโคจรสูตรที่ ๖ -----------------------------------------------------
อรรถกถาอภินีหารสูตรที่ ๗
บทว่า น สมาธิสฺมึ อภินีหารกุสโล ความว่า ไม่ฉลาดที่จะนำกรรมฐานให้สูงขึ้นไป. จบอรรถกถาอภินีหารสูตรที่ ๗ -----------------------------------------------------
อรรถกถาสักกัจจการีสูตรที่ ๘
บทว่า น สมาธิสฺมึ สกฺกจฺจการี ความว่า ไม่ใช่ผู้มีปกติทำโดยเคารพเพื่อทำฌานให้บรรลุอัปปนา. จบอรรถกถาสักกัจจการีสูตรที่ ๘ -----------------------------------------------------
อรรถกถาสาตัจจการีสูตรที่ ๙
บทว่า น สมาธิสฺมึ สาตจฺจการี ความว่า ไม่ใช่ผู้มีปกติทำอย่างติดต่อเพื่อออกจากฌาน คือทำเป็นบางครั้งบางคราวเท่านั้น. จบอรรถกถาสาตัจจการีสูตรที่ ๙ -----------------------------------------------------
อรรถกถาสัปปายการีสูตรที่ ๑๐
บทว่า น สมาธิสฺมึ สปฺปายการี ความว่า ไม่สามารถจะทำธรรมที่เป็นสัปปายะ คือเป็นอุปการะแก่สมาธิให้บริบูรณ์ได้. จบอรรถกถาสัปปายการีสูตรที่ ๑๐ -----------------------------------------------------
ต่อจากนี้ไป พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสจตุกกะไว้ (โดย) ประกอบเข้ากับบททั้งหลายมีสมาบัติเป็นต้น.
เนื้อความของจตุกกะเหล่านั้น พึงทราบตามนัยที่กล่าวแล้วนั่นแล.
ส่วนสมาธิสังยุตในวรรคนี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้โดยเป็นโลกิยฌานเท่านั้นแล.
จบอรรถกถาสมาธิสังยุตที่ ๑๓ -----------------------------------------------------
รวมพระสูตรที่มีในสังยุตนี้ คือ
๑. สมาธิสมาปัตติสูตร
๒. ฐิติสูตร
๓. วุฏฐานสูตร
๔. กัลลิตสูตร
๕. อารัมมณสูตร
๖. โคจรสูตร
๗. อภินีหารสูตร
๘. สักกัจจการีสูตร
๙. สาตัจจการีสูตร
๑๐. สัปปายการีสูตร.
จบขันธวารวรรคสังยุต. -----------------------------------------------------
รวมวรรคที่มีในขันธวารวัคคสังยุตนี้ คือ
๑. นกุลปิตวรรค
๒. อนิจจวรรค
๓. ภารวรรค
๔. นตุมหากวรรค
๕. อัตตทีปวรรค
รวม ๕ วรรคนี้ ท่านเรียกว่า ปฐมปัณณาสก์.
๖. อุปายวรรค
๗. อรหันตวรรค
๘. ขัชชนียวรรค
๙. เถรวรรค
๑๐. ปุปผวรรค
รวม ๕ วรรคนี้ พระสัมมาสัมพุทธเจ้าผู้ฉลาดทรงประกาศว่า เป็นมัชฌิมปัณณาสก์.
๑๑. อันตวรรค
๑๒. ธัมมกถิกวรรค
๑๓. อวิชชาวรรค
๑๔. กุกกุฬวรรค
๑๕. ทิฏฐิวรรค
รวม ๕ วรรคนี้ ท่านเรียกว่า ปัจฉิมปัณณาสก์ และเรียกว่าเป็นนิบาต.
ในขันธวารวรรคมี ๑๓ สังยุต คือ
๑. ขันธสังยุต
๒. ราธสังยุต
๓. ทิฏฐิสังยุต
๔. โอกกันตสังยุต
๕. อุปปาทสังยุต
๖. กิเลสสังยุต
๗. สาริปุตตสังยุต
๘. นาคสังยุต
๙. สุปัณณสังยุต
๑๐. คันธัพพกายสังยุต
๑๑. วลาหกสังยุต
๑๒. วัจฉโคตตสังยุต
๑๓. สมาธิสังยุต ฉะนี้แล ฯลฯ -----------------------------------------------------