๓. อุโปสถสูตร ที่ ๑ เล่ม ๑๗
พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง · ผู้ดำเนินการอ่านข้อเท็จจริงสาธารณะแล้วสรุปเอง
บาลีและคำแปล
ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
พระไตรปิฎก เล่มที่ ๑๗ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๙ สังยุตตนิกาย ขันธวารวรรค ๓. อุโปสถสูตรที่ ๑ ว่าด้วยเหตุปัจจัยให้นาคที่เป็นอัณฑชะรักษาอุโบสถ
เอกํ สมยํ ภควา สาวตฺถิยํ วิหรติ เชตวเน อนาถปิณฺฑิกสฺส อาราเม ฯ อถ โข อญฺญตโร ภิกฺขุ เยน ภควา เตนุปสงฺกมิ อุปสงฺกมิตฺวา ภควนฺตํ อภิวาเทตฺวา เอกมนฺตํ นิสีทิ ฯ เอกมนฺตํ นิสินฺโน โข โส ภิกฺขุ ภควนฺตํ เอตทโวจ โก นุ โข ภนฺเต เหตุ โก ปจฺจโย เยน มิเธกจฺเจ อณฺฑชา นาคา อุโปสถํ อุปวสนฺติ โวสฺสฏฺฐกายา จ ภวนฺตีติ ฯ อิธ ภิกฺขุ เอกจฺจานํ อณฺฑชานํ นาคานํ เอวํ โหติ มยํ โข ปุพฺเพ กาเยน ทฺวยการิโน อหุมฺห วาจาย ทฺวยการิโน มนสา ทฺวยการิโน เต มยํ กาเยน ทฺวยการิโน วาจาย ทฺวยการิโน มนสา ทฺวยการิโน กายสฺส เภทา ปรํ มรณา อณฺฑชานํ นาคานํ สหพฺยตํ อุปปนฺนา สจชฺช มยํ กาเยน สุจริตํ จเรยฺยาม วาจาย สุจริตํ จเรยฺยาม มนสา สุจริตํ จเรยฺยาม เอวํ มยํ กายสฺส เภทา ปรํ มรณา สุคตึ สคฺคํ โลกํ อุปปชฺเชยฺยาม หนฺท มยํ เอตรหิ กาเยน สุจริตํ จราม วาจาย สุจริตํ จราม มนสา สุจริตํ จรามาติ ฯ อยํ โข ภิกฺขุ เหตุ อยํ ปจฺจโย เยน มิเธกจฺเจ อณฺฑชา นาคา อุโปสถํ อุปวสนฺติ โวสฺสฏฺฐกายา จ ภวนฺตีติ ฯ
สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ พระวิหารเชตวัน อารามของท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐี ใกล้พระนครสาวัตถี. ครั้งนั้น ภิกษุรูปหนึ่งเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคถึงที่ประทับ ถวายบังคมพระผู้มีพระภาคแล้ว นั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง ครั้นแล้วได้ทูลถามพระผู้มีพระภาคว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ อะไรหนอ เป็นเหตุเป็นปัจจัยเครื่องให้นาคที่เป็นอัณฑชะบางพวกในโลกนี้ รักษาอุโบสถและสละกายได้? พระผู้มีพระภาคตรัสตอบว่า ดูกรภิกษุ นาคบางพวกที่เป็นอัณฑชะในโลกนี้ มีความคิดอย่างนี้ว่า เมื่อก่อน พวกเราเป็นผู้กระทำกรรมทั้งสองด้วยกาย ด้วยวาจา ด้วยใจ พวกเรานั้นกระทำกรรมทั้งสองด้วยกาย ด้วยวาจา ด้วยใจ เมื่อตายไป จึงเข้าถึงความเป็นสหายของพวกนาคที่เป็นอัณฑชะ ถ้าวันนี้พวกเราพึงประพฤติสุจริตด้วยกาย ด้วยวาจา ด้วยใจไซร้ เมื่อเป็นอย่างนี้ เมื่อตายไป พวกเราจะพึงเข้าถึงสุคติโลกสวรรค์ เชิญพวกเรามาประพฤติสุจริตด้วยกายด้วยวาจา ด้วยใจเสียในบัดนี้เถิด. ดูกรภิกษุทั้งหลาย ข้อนี้แล เป็นเหตุเป็นปัจจัยเครื่องให้นาคที่เป็นอัณฑชะบางพวกในโลกนี้ รักษาอุโบสถและสละกายได้. จบ สูตรที่ ๓.
ฉบับมหาจุฬาฯ
ชั้นตัวบทพุทธพจน์หน่วยที่ตำแหน่งเดียวกันของเล่มนี้ · เลขข้อเป็นของฉบับนี้เอง · จับคู่ตามตำแหน่ง · เล่มนี้ทั้งสองฉบับแบ่งเรื่องเท่ากัน จึงเทียบตามลำดับได้ · ชื่อเรื่องไม่ตรงกัน จึงยังไม่ได้ยืนยันว่าเป็นเรื่องเดียวกัน
เปิดหน้าของฉบับนี้ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
๓. อุโปสถสูตร ว่าด้วยอุโบสถ
สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ พระเชตวัน อารามของ อนาถบิณฑิกเศรษฐี เขตกรุงสาวัตถี ครั้งนั้น ภิกษุรูปหนึ่งเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคถึงที่ประทับ ถวายอภิวาทแล้ว นั่ง ณ ที่สมควร ได้ทูลถามพระผู้มีพระภาคดังนี้ว่า“ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ อะไรหนอ เป็นเหตุเป็นปัจจัยให้นาคที่เป็นอัณฑชะบางพวกในโลกนี้รักษาอุโบสถและสละกายได้” พระผู้มีพระภาคตรัสตอบว่า “ภิกษุ นาคที่เป็นอัณฑชะบางพวกในโลกนี้มี ความคิดอย่างนี้ว่า ‘เมื่อก่อน พวกเราได้เป็นผู้มีปกติกระทำกรรมทั้ง ๒ () ด้วยกายวาจา และใจ พวกเรานั้นมีปกติกระทำกรรมทั้ง ๒ ด้วยกาย วาจา และใจหลังจากตายแล้วจึงเข้าถึงความเป็นผู้อยู่ร่วมกับพวกนาคที่เป็นอัณฑชะ ถ้าวันนี้พวกเราพึงประพฤติสุจริตด้วยกาย วาจา และใจ เมื่อทำได้อย่างนี้ พวกเราหลังจากตายแล้วก็จะพึงไปเกิดในสุคติโลกสวรรค์ เชิญพวกเราประพฤติสุจริตด้วยกาย วาจาและใจในบัดนี้เถิด’ ภิกษุ นี้แล เป็นเหตุเป็นปัจจัยให้นาคที่เป็นอัณฑชะบางพวกในโลกนี้รักษาอุโบสถและสละกายได้” อุโปสถสูตรที่ ๓ จบ @เชิงอรรถ : @ กรรมทั้ง ๒ ในที่นี้หมายถึงกุศลกรรมและอกุศลกรรม (สํ.ข.อ. ๒/๓๔๓-๒๙๑/๓๘๑)
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑๗ หน้า : ๓๕๑}
ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
อรรถกถาสูตรที่ ๒ เป็นต้น
พึงทราบวินิจฉัยในสูตรที่ ๒ เป็นต้น ดังต่อไปนี้ :-
บทว่า โวสฺสฏฺฐกายา คือ ปล่อยกายโดยไม่คำนึงถึงอันตรายที่เกิดจากหมองู.
บทว่า ทฺวยการิโน แปลว่า ผู้มีปกติทำทั้งสองอย่าง. อธิบายว่า มีปกติทำทั้งกุศลและอกุศล.
บทว่า สจชฺช มยํ ความว่า ถ้าว่า วันนี้เราทั้งหลาย.
บทว่า สหพฺยตํ อุปปชฺชติ ความว่า ถึงความเป็นผู้ (อยู่)ร่วมกัน (สหภาพ). อกุศลเป็นปัจจัยให้บุคคลนั้นเกิดขึ้นในกำเนิดนาคนั้น(ส่วน) กุศลเป็นปัจจัยให้นาคทั้งหลายที่เกิดมาแล้วสมบูรณ์.
บทว่า อนฺนํ ได้แก่ ของเคี้ยวของกิน.
บทว่า ปานํ ได้แก่ น้ำดื่มทุกชนิด.
บทว่า วตฺถํ ได้แก่ ผ้านุ่ง ผ้าห่ม.
บทว่า ยานํ ได้แก่ ปัจจัยที่ช่วยในการเดินทางทุกชนิด เริ่มตั้งแต่ร่มและรองเท้า.
บทว่า มาลํ ได้แก่ ดอกไม้ทุกชนิด เช่นดอกมะลิเป็นต้น.
บทว่า คนฺธํ ได้แก่ เครื่องลูบไล้ทุกชนิด เช่นแก่นจันทน์เป็นต้น.
บทว่า เสยฺยาวสถปทีเปยฺยํ ความว่า ให้ที่นอนมีเตียงและตั่งเป็นต้น ให้ที่อยู่อาศัยมีเรือนชั้นเดียวเป็นต้น (และ) ให้อุปกรณ์ประทีป มีไส้และน้ำมันเป็นต้น.
____________________________
ปาฐะว่า ...ปทีปการณํ ฉบับพม่าเป็น ...ปทีปูปกรณํ แปลตามฉบับพม่า.
ก็การที่นาคเหล่านั้นทำความปรารถนาเพื่อให้มีอายุยืน มีผิวพรรณสวยงาม และมากไปด้วยสุขเอาไว้ แล้วให้ทานทั้ง ๑๐ อย่างนี้ จึงบังเกิดในภพนาคนั้น ก็เพื่อเสวยสมบัตินั้นแล.
บทที่เหลือในทุกสูตร ก็มีความหมายง่ายทั้งนั้นแล.
จบอรรถกถานาคสังยุต -----------------------------------------------------
รวมพระสูตรที่มีในสังยุตนี้ คือ
๑. สุทธกสูตร
๒. ปณีตตรสูตร
๓. อุโปสถสูตรที่ ๑
๔. อุโปสถสูตรที่ ๒
๕. อุโปสถสูตรที่ ๓
๖. อุโปสถสูตร ๔
๗. สุตสูตรที่ ๑
๘. สุตสูตรที่ ๒
๙. สุตสูตรที่ ๓
๑๐. สุตสูตรที่ ๔
๑๑-๒๐ อัณฑชทานูปการสูตรที่ ๑-๑๐
๒๑-๕๐ ชลาพุชาทิทานนูปการสูตร ๑-๓๐ -----------------------------------------------------
อรรถกถาที่มีมาก่อนหน้านี้ :- อรรถกถา สังยุตตนิกาย ขันธวารวรรค นาคสังยุต ๑. สุทธกสูตร ว่าด้วยกำเนิดนาค ๔ จำพวก