๘. สักกัจจการีสูตร เล่ม ๑๗
พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง · ผู้ดำเนินการอ่านข้อเท็จจริงสาธารณะแล้วสรุปเอง
บาลีและคำแปล
ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
พระไตรปิฎก เล่มที่ ๑๗ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๙ สังยุตตนิกาย ขันธวารวรรค ๘. สักกัจจการีสูตร ผู้ฉลาดในการตั้งจิตมั่นและกระทำความเคารพในสมาธิ นับเป็นผู้เลิศ
สาวตฺถี ฯ จตฺตาโรเม ภิกฺขเว ฌายี ฯ กตเม จตฺตาโร ฯ อิธ ภิกฺขเว เอกจฺโจ ฌายี สมาธิสฺมึ สมาธิกุสโล โหติ น สมาธิสฺมึ สกฺกจฺจการี ฯ อิธ ปน ภิกฺขเว เอกจฺโจ ฌายี สมาธิสฺมึ สกฺกจฺจการี โหติ น สมาธิสฺมึ สมาธิกุสโล ฯ อิธ ปน ภิกฺขเว เอกจฺโจ ฌายี เนว สมาธิสฺมึ สมาธิกุสโล โหติ น สมาธิสฺมึ สกฺกจฺจการี ฯ อิธ ปน ภิกฺขเว เอกจฺโจ ฌายี สมาธิสฺมึ สมาธิกุสโล จ โหติ สมาธิสฺมึ สกฺกจฺจการี จ ฯ ตตฺร ภิกฺขเว ยฺวายํ ฌายี สมาธิสฺมึ สมาธิกุสโล จ สมาธิสฺมึ สกฺกจฺจการี จ ฯ อยํ อิเมสํ จตุนฺนํ ฌายีนํ อคฺโค จ เสฏฺโฐ จ ปาโมกฺโข จ อุตฺตโม จ ปวโร จ ฯ เสยฺยถาปิ ภิกฺขเว ควา ขีรํ ฯเปฯ ปวโร จาติ ฯ
พระนครสาวัตถี. ดูกรภิกษุทั้งหลาย ผู้ได้ฌาน ๔ จำพวกนี้. ๔ จำพวกเป็นไฉน?คือ ผู้ได้ฌานบางคนในโลกนี้ เป็นผู้ฉลาดในการตั้งจิตมั่นในสมาธิ แต่ไม่กระทำความเคารพในสมาธิ ๑. บางคนกระทำความเคารพในสมาธิ แต่ไม่ฉลาดในการตั้งจิตมั่นในสมาธิ ๑. บางคนไม่ฉลาดในการตั้งจิตมั่นในสมาธิ และไม่กระทำความเคารพในสมาธิ ๑. บางคนฉลาดในการตั้งจิตมั่นในสมาธิ และกระทำความเคารพในสมาธิ ๑. ใน ๔ จำพวกนั้น ผู้ได้ฌานที่ฉลาดในการตั้งจิตมั่นในสมาธิ และกระทำความเคารพในสมาธิ. นับว่าเป็นผู้เลิศประเสริฐที่สุด เป็นประธานสูงสุด และดีกว่าผู้ได้ฌานทั้ง ๔ จำพวกนั้น เปรียบเหมือนนมสดเกิดจากแม่โค นมส้มเกิดจากนมสด ฯลฯ จบ สูตรที่ ๘.
ฉบับมหาจุฬาฯ
ชั้นตัวบทพุทธพจน์หน่วยที่ตำแหน่งเดียวกันของเล่มนี้ · เลขข้อเป็นของฉบับนี้เอง · ชื่อเรื่องของฉบับหนึ่งอยู่ในอีกฉบับ
เปิดหน้าของฉบับนี้ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย ขันธวารวรรค [๑๓. ฌานสังยุต] ๙. สมาธิมูลกสาตัจจการีสูตร ๘. สมาธิมูลกสักกัจจการีสูตร ว่าด้วยผู้ทำโดยเคารพในสมาธิอันเป็นมูล
เรื่องเกิดขึ้นที่กรุงสาวัตถี พระผู้มีพระภาคตรัสว่า “ภิกษุทั้งหลาย บุคคลผู้ได้ฌาน ๔ จำพวกนี้ บุคคลผู้ได้ฌาน ๔ จำพวก ไหนบ้าง คือ ๑. บุคคลผู้ได้ฌานบางคนในโลกนี้ เป็นผู้ฉลาดในการตั้งจิตมั่นในสมาธิแต่ไม่ทำโดยเคารพในสมาธิ ๒. บุคคลผู้ได้ฌานบางคนในโลกนี้ เป็นผู้ทำโดยเคารพในสมาธิ แต่ไม่ฉลาดในการตั้งจิตมั่นในสมาธิ ๓. บุคคลผู้ได้ฌานบางคนในโลกนี้ เป็นผู้ไม่ฉลาดในการตั้งจิตมั่นในสมาธิและไม่ทำโดยเคารพในสมาธิ ๔. บุคคลผู้ได้ฌานบางคนในโลกนี้ เป็นผู้ฉลาดในการตั้งจิตมั่นในสมาธิและทำโดยเคารพในสมาธิ ในบุคคล ๔ จำพวกนั้น บุคคลผู้ได้ฌานที่ฉลาดในการตั้งจิตมั่นในสมาธิ และทำโดยเคารพในสมาธิ เป็นผู้เลิศ ประเสริฐ เป็นประธาน สูงสุด และยิ่งใหญ่ที่สุด ภิกษุทั้งหลาย นมสดจากแม่โค ฯลฯ และยิ่งใหญ่ที่สุด” สมาธิมูลกสักกัจจการีสูตรที่ ๘ จบ
ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
อรรถกถาฐิติสูตรที่ ๒
พึงทราบวินิจฉัยในสูตรที่ ๒ เป็นต้น ดังต่อไปนี้ :-
บทว่า น สมาธิสฺมึ ฐิติกุสโล ความว่า ไม่ฉลาดที่จะหยุดฌานไว้ได้ คือไม่สามารถจะหยุดฌานไว้ได้ชั่ว ๗-๘ ลัดนิ้วมือ. จบอรรถกถาฐิติสูตรที่ ๒ -----------------------------------------------------
อรรถกถาวุฏฐานสูตรที่ ๓
บทว่า น สมาธิสฺมึ วุฏฺฐานกุสโล ความว่า ไม่ฉลาดจะออกจากฌาน คือไม่สามารถจะออกได้ตามเวลาที่กำหนดไว้. จบอรรถกถาวุฏฐานสูตรที่ ๓ -----------------------------------------------------
อรรถกถากัลลิตสูตรที่ ๔
บทว่า น สมาธิสฺมึ กลฺลิตกุสโล ความว่า ไม่ฉลาดที่จะยังจิตให้ร่าเริงแล้วทำให้สามารถ. จบอรรถกถากัลลิตสูตรที่ ๔ -----------------------------------------------------
อรรถกถาอารัมมณสูตรที่ ๕
บทว่า น สมาธิสฺมึ อารมฺมณกุสโล ความว่า ไม่ฉลาดในอารมณ์คือกสิณ. จบอรรถกถาอารัมมณสูตรที่ ๕ -----------------------------------------------------
อรรถกถาโคจรสูตรที่ ๖
บทว่า น สมาธิสฺมึ โคจรกุสโล ความว่า ไม่ฉลาดในอารมณ์ของกรรมฐาน และในที่ไม่โคจรเพื่อภิกษาจาร. จบอรรถกถาโคจรสูตรที่ ๖ -----------------------------------------------------
อรรถกถาอภินีหารสูตรที่ ๗
บทว่า น สมาธิสฺมึ อภินีหารกุสโล ความว่า ไม่ฉลาดที่จะนำกรรมฐานให้สูงขึ้นไป. จบอรรถกถาอภินีหารสูตรที่ ๗ -----------------------------------------------------
อรรถกถาสักกัจจการีสูตรที่ ๘
บทว่า น สมาธิสฺมึ สกฺกจฺจการี ความว่า ไม่ใช่ผู้มีปกติทำโดยเคารพเพื่อทำฌานให้บรรลุอัปปนา. จบอรรถกถาสักกัจจการีสูตรที่ ๘ -----------------------------------------------------
อรรถกถาสาตัจจการีสูตรที่ ๙
บทว่า น สมาธิสฺมึ สาตจฺจการี ความว่า ไม่ใช่ผู้มีปกติทำอย่างติดต่อเพื่อออกจากฌาน คือทำเป็นบางครั้งบางคราวเท่านั้น. จบอรรถกถาสาตัจจการีสูตรที่ ๙ -----------------------------------------------------
อรรถกถาสัปปายการีสูตรที่ ๑๐
บทว่า น สมาธิสฺมึ สปฺปายการี ความว่า ไม่สามารถจะทำธรรมที่เป็นสัปปายะ คือเป็นอุปการะแก่สมาธิให้บริบูรณ์ได้. จบอรรถกถาสัปปายการีสูตรที่ ๑๐ -----------------------------------------------------
ต่อจากนี้ไป พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสจตุกกะไว้ (โดย) ประกอบเข้ากับบททั้งหลายมีสมาบัติเป็นต้น.
เนื้อความของจตุกกะเหล่านั้น พึงทราบตามนัยที่กล่าวแล้วนั่นแล.
ส่วนสมาธิสังยุตในวรรคนี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้โดยเป็นโลกิยฌานเท่านั้นแล.
จบอรรถกถาสมาธิสังยุตที่ ๑๓ -----------------------------------------------------
รวมพระสูตรที่มีในสังยุตนี้ คือ
๑. สมาธิสมาปัตติสูตร
๒. ฐิติสูตร
๓. วุฏฐานสูตร
๔. กัลลิตสูตร
๕. อารัมมณสูตร
๖. โคจรสูตร
๗. อภินีหารสูตร
๘. สักกัจจการีสูตร
๙. สาตัจจการีสูตร
๑๐. สัปปายการีสูตร.
จบขันธวารวรรคสังยุต. -----------------------------------------------------
รวมวรรคที่มีในขันธวารวัคคสังยุตนี้ คือ
๑. นกุลปิตวรรค
๒. อนิจจวรรค
๓. ภารวรรค
๔. นตุมหากวรรค
๕. อัตตทีปวรรค
รวม ๕ วรรคนี้ ท่านเรียกว่า ปฐมปัณณาสก์.
๖. อุปายวรรค
๗. อรหันตวรรค
๘. ขัชชนียวรรค
๙. เถรวรรค
๑๐. ปุปผวรรค
รวม ๕ วรรคนี้ พระสัมมาสัมพุทธเจ้าผู้ฉลาดทรงประกาศว่า เป็นมัชฌิมปัณณาสก์.
๑๑. อันตวรรค
๑๒. ธัมมกถิกวรรค
๑๓. อวิชชาวรรค
๑๔. กุกกุฬวรรค
๑๕. ทิฏฐิวรรค
รวม ๕ วรรคนี้ ท่านเรียกว่า ปัจฉิมปัณณาสก์ และเรียกว่าเป็นนิบาต.
ในขันธวารวรรคมี ๑๓ สังยุต คือ
๑. ขันธสังยุต
๒. ราธสังยุต
๓. ทิฏฐิสังยุต
๔. โอกกันตสังยุต
๕. อุปปาทสังยุต
๖. กิเลสสังยุต
๗. สาริปุตตสังยุต
๘. นาคสังยุต
๙. สุปัณณสังยุต
๑๐. คันธัพพกายสังยุต
๑๑. วลาหกสังยุต
๑๒. วัจฉโคตตสังยุต
๑๓. สมาธิสังยุต ฉะนี้แล ฯลฯ -----------------------------------------------------