๖. จิตตหัตถิสาริปุตตสูตร เล่ม ๒๒
พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง · ผู้ดำเนินการอ่านข้อเท็จจริงสาธารณะแล้วสรุปเอง
๓๓๑๖๐ เอกํ สมยํ ภควา พาราณสิยํ วิหรติ อิสิปตเน มิคทาเย ฯ เตน โข ปน สมเยน สมฺพหุลา เถรา ภิกฺขู ปจฺฉาภตฺตํ ปิณฺฑปาตปฏิกฺกนฺตา มณฺฑลมาเฬ สนฺนิสินฺนา สนฺนิปติตา อภิธมฺมกถํ กเถนฺติ ฯ ตตฺร สุทํ อายสฺมา จิตฺโต หตฺถิสารีปุตฺโต เถรานํ ภิกฺขูนํ อภิธมฺมกถํ กเถนฺตานํ อนฺตรนฺตรา กถํ โอปาเตติ ฯ อถ โข อายสฺมา มหาโกฏฺฐิโก อายสฺมนฺตํ จิตฺตํ หตฺถิสารีปุตตํ เอตทโวจ อายสฺมา จิตฺโต หตฺถิสารีปุตฺโต เถรานํ ภิกฺขูนํ อภิธมฺมกถํ กเถนฺตานํ อนฺตรนฺตรา กถํ โอปาเตติ ยาว กถาปริโยสานํ อายสฺมา จิตฺโต หตฺถิสารีปุตฺโต อาคเมตูติ ฯ {๓๓๑.๑} เอวํ วุตฺเต อายสฺมโต จิตฺตสฺส หตฺถิสารีปุตฺตสฺส สหายกา ภิกฺขู อายสฺมนฺตํ มหาโกฏฺฐิกํ เอตทโวจุํ อายสฺมา มหากฏฺฐิโกปิ อายสฺมนฺตํ จิตฺตํ หตฺถิสารีปุตฺตํ อปสาเทติ ปณฺฑิโต อายสฺมา จิตฺโต หตฺถิสารีปุตฺโต ปโหติ อายสฺมา จิตฺโต หตฺถิสารีปุตฺโต เถรานํ ภิกฺขูนํ อภิธมฺมกถํ กเถตุนฺติ ฯ {๓๓๑.๒} ทุชฺชานํ โข เอตํ อาวุโส ปรสฺส เจโตปริยายํ อชานนฺเตหิ ฯ อิธาวุโส เอกจฺโจ ปุคฺคโล ตาวเทว โสรตโสรโต โหติ นิวาตนิวาโต โหติ อุปสนฺตูปสนฺโต โหติ ยาว สตฺถารํ อุปนิสฺสาย วิหรติ อญฺญตรํ วา ครุฏฺฐานิยํ สพฺรหฺมจารึ ยโต จ โข โส วปกสฺสเตว สตฺถารา วปกสฺสติ ครุฏฺฐานิเยหิ สพฺรหฺมจารีหิ โส สํสฏฺโฐ วิหรติ ภิกฺขูหิ ภิกฺขุนีหิ อุปาสเกหิ อุปาสิกาหิ รญฺญา ราชมหามตฺเตหิ ติตฺถิเยหิ ติตฺถิยสาวเกหิ ตสฺส สํสฏฺฐสฺส วิสฺสฏฺฐสฺส ปากฏสฺส ภสฺสมนุยุตฺตสฺส วิหรโต ราโค จิตฺตํ อนุทฺธํเสติ โส ราคานุทฺธํสิเตน จิตฺเตน สิกฺขํ ปจฺจกฺขาย หีนายาวตฺตติ {๓๓๑.๓} เสยฺยถาปิ อาวุโส โคโณ กิฏฺฐาโท ทาเมน วา พทฺโธ วเช วา โอรุทฺโธ โย นุ โข อาวุโส เอวํ วเทยฺย นทานายํ โคโณ กิฏฺฐาโท ปุนเทว กิฏฺฐํ โอตริสฺสตีติ สมฺมา นุ โข โส อาวุโส วทมาโน วเทยฺยาติ โน หิทํ อาวุโส ฐานเญฺหตํ อาวุโส วิชฺชติ ยํ โส โคโณ กิฏฺฐาโท ทามํ วา เฉตฺวา วชํ วา ภินฺทิตฺวา อถ ปุนเทว กิฏฺฐํ โอตเรยฺยาติ เอวเมว โข อาวุโส อิเธกจฺโจ ปุคฺคโล ตาวเทว โสรตโสรโต โหติ นิวาตนิวาโต โหติ อุปสนฺตูปสนฺโต โหติ ยาว สตฺถารํ อุปนิสฺสาย วิหรติ อญฺญตรํ วา ครุฏฺฐานิยํ สพฺรหฺมจารึ ยโต จ โข โส วปกสฺสเตว สตฺถารา วปกสฺสติ ครุฏฺฐานิเยหิ สพฺรหฺมจารีหิ โส สํสฏฺโฐ วิหรติ ภิกฺขูหิ ภิกฺขุนีหิ อุปาสเกหิ อุปาสิกาหิ รญฺญา ราชมหามตฺเตหิ ติตฺถิเยหิ ติตฺถิยสาวเกหิ ตสฺส สํสฏฺฐสฺส วิสฺสฏฺฐสฺส ปากฏสฺส ภสฺสมนุยุตฺตสฺส วิหรโต ราโค จิตฺตํ อนุทฺธํเสติ โส ราคานุทฺธํสิเตน จิตฺเตน สิกฺขํ ปจฺจกฺขาย หีนายาวตฺตติ ฯ {๓๓๑.๔} อิธ ปนาวุโส เอกจฺโจ ปุคฺคโล วิวิจฺเจว กาเมหิ ฯเปฯ ปฐมํ ฌานํ อุปสมฺปชฺช วิหรติ โส ลาภิมฺหิ ปฐมสฺส ฌานสฺสาติ สํสฏฺโฐ วิหรติ ภิกฺขูหิ ฯเปฯ สิกฺขํ ปจฺจกฺขาย หีนายาวตฺตติ เสยฺยถาปิ อาวุโส จาตุมฺมหาปเถ ถุลฺลผุสิตโก เทโว วสฺสนฺโต รชํ อนฺตรธาเปยฺย จิกฺขลฺลํ ปาตุกเรยฺย โย นุ โข อาวุโส เอวํ วเทยฺย นทานิ อมุสฺมึ จาตุมฺมหาปเถ ปุนเทว รโช ปาตุภวิสฺสตีติ สมฺมา นุ โข โส อาวุโส วทมาโน วเทยฺยาติ โน หิทํ อาวุโส ฐานเญฺหตํ อาวุโส วิชฺชติ ยํ อมุสฺมึ จาตุมฺมหาปเถ มนุสฺสา วา อติกฺกเมยฺยุํ โคปสู วา อติกฺกเมยฺยุํ วาตาตโป วา เสฺนหคตํ ปริยาทิเยยฺย อถ ปุนเทว รโช ปาตุภเวยฺยาติ เอวเมว โข อาวุโส อิเธกจฺโจ ปุคฺคโล วิวิจฺเจว กาเมหิ ฯเปฯ ปฐมํ ฌานํ อุปสมฺปชฺช วิหรติ โส ลาภิมฺหิ ปฐมสฺส ฌานสฺสาติ สํสฏฺโฐ วิหรติ ภิกฺขูหิ ฯเปฯ สิกฺขํ ปจฺจกฺขาย หีนายาวตฺตติ ฯ {๓๓๑.๕} อิธ ปนาวุโส เอกจฺโจ ปุคฺคโล วิตกฺกวิจารานํ วูปสมา ฯเปฯ ทุติยํ ฌานํ อุปสมฺปชฺช วิหรติ โส ลาภิมฺหิ ทุติยสฺส ฌานสฺสาติ สํสฏฺโฐ วิหรติ ภิกฺขูหิ ฯเปฯ สิกฺขํ ปจฺจกฺขาย หีนายาวตฺตติ เสยฺยถาปิ อาวุโส คามสฺส วา นิคมสฺส วา อวิทูเร มหนฺตํ ตฬากํ ตตฺถ ถุลฺลผุสิตโก เทโว วุฏฺโฐ สิปฺปิสมฺพุกมฺปิ สกฺขรกถลมฺปิ อนฺตรธาเปยฺย โย นุ โข อาวุโส เอวํ วเทยฺย นทานิ อมุสฺมึ ตฬาเก ปุนเทว สิปฺปิสมฺพุกา วา สกฺขรกถลา วา ปาตุภวิสฺสนฺตีติ สมฺมา นุ โข โส อาวุโส วทมาโน วเทยฺยาติ โน หิทํ อาวุโส ฐานเญฺหตํ อาวุโส วิชฺชติ ยํ อมุสฺมึ ตฬาเก มนุสฺสา วา ปิเวยฺยุํ โคปสู วา ปิเวยฺยุํ วาตาตโป วา เสฺนหคตํ ปริยาทิเยยฺย อถ ปุนเทว สิปฺปิสมฺพุกาปิ สกฺขรกถลาปิ ปาตุภเวยฺยุนฺติ เอวเมว โข อาวุโส อิเธกจฺโจ ปุคฺคโล วิตกฺกวิจารานํ วูปสมา ฯเปฯ ทุติยํ ฌานํ อุปสมฺปชฺช วิหรติ โส ลาภิมฺหิ ทุติยสฺส ฌานสฺสาติ สํสฏฺโฐ วิหรติ ภิกฺขูหิ ฯเปฯ สิกฺขํ ปจฺจกฺขาย หีนายาวตฺตติ ฯ {๓๓๑.๖} อิธ ปนาวุโส เอกจฺโจ ปุคฺคโล ปีติยา จ วิราคา ฯเปฯ ตติยํ ฌานํ อุปสมฺปชฺช วิหรติ โส ลาภิมฺหิ ตติยสฺส ฌานสฺสาติ สํสฏฺโฐ วิหรติ ภิกฺขูหิ ฯเปฯ สิกฺขํ ปจฺจกฺขาย หีนายาวตฺตติ เสยฺยถาปิ อาวุโส ปุริสํ ปณีตโภชนํ ภุตฺตาวึ อภิโทสิกํ โภชนํ นจฺฉาเทยฺย โย นุ โข อาวุโส เอวํ วเทยฺย นทานิ อมุํ ปุริสํ ปุนเทว โภชนํ ฉาเทสฺสตีติ สมฺมา นุ โข โส อาวุโส วทมาโน วเทยฺยาติ โน หิทํ อาวุโส อมุญฺหาวุโส ปุริสํ ปณีตโภชนํ ภุตฺตาวึ ยาวสฺส สา โอชา กาเย ฐสฺสติ ตาว น อญฺญํ โภชนํ ฉาเทสฺสติ ยโต จ ขฺวสฺส สา โอชา อนฺตรธายิสฺสติ อถ ปุนเทว ตํ โภชนํ ฉาเทยฺยาติ เอวเมว โข อาวุโส อิเธกจฺโจ ปุคฺคโล ปีติยา จ วิราคา ฯเปฯ ตติยํ ฌานํ อุปสมฺปชฺช วิหรติ โส ลาภิมฺหิ ตติยสฺส ฌานสฺสาติ สํสฏฺโฐ วิหรติ ภิกฺขูหิ ฯเปฯ สิกฺขํ ปจฺจกฺขาย หีนายาวตฺตติ ฯ {๓๓๑.๗} อิธ ปนาวุโส เอกจฺโจ ปุคฺคโล สุขสฺส จ ปหานา ทุกฺขสฺส จ ปหานา ฯเปฯ จตุตฺถํ ฌานํ อุปสมฺปชฺช วิหรติ โส ลาภิมฺหิ จตุตฺถสฺส ฌานสฺสาติ สํสฏฺโฐ วิหรติ ภิกฺขูหิ ฯเปฯ สิกฺขํ ปจฺจกฺขาย หีนายาวตฺตติ เสยฺยถาปิ อาวุโส ปพฺพตสงฺเขเป อุทกรหโท นิวาโต วิคตอูมิโก โย นุ โข อาวุโส เอวํ วเทยฺย นทานิ อมุสฺมึ อุทกรหเท ปุนเทว อูมิ ปาตุภวิสฺสตีติ สมฺมา นุ โข โส อาวุโส วทมาโน วเทยฺยาติ โน หิทํ อาวุโส ฐานเญฺหตํ อาวุโส วิชฺชติ ยา ปุรตฺถิมาย ทิสาย อาคจฺเฉยฺย ภูสา วาตวุฏฺฐิ สา ตสฺมึ อุทกรหเท อูมึ ชเนยฺย ยา ปจฺฉิมาย ทิสาย อาคจฺเฉยฺย ฯเปฯ อุตฺตราย ทิสาย อาคจฺเฉยฺย ทกฺขิณาย ทิสาย อาคจฺเฉยฺย ภูสา วาตวุฏฺฐิ สา ตสฺมึ อุทกรหเท อูมึ ชเนยฺยาติ เอวเมว โข อาวุโส อิเธกจฺโจ ปุคฺคโล สุขสฺส จ ปหานา ทุกฺขสฺส จ ปหานา ฯเปฯ จตุตฺถํ ฌานํ อุปสมฺปชฺช วิหรติ โส ลาภิมฺหิ จตุตฺถสฺส ฌานสฺสาติ สํสฏฺโฐ วิหรติ ภิกฺขูหิ ฯเปฯ สิกฺขํ ปจฺจกฺขาย หีนายาวตฺตติ ฯ {๓๓๑.๘} อิธ ปนาวุโส เอกจฺโจ ปุคฺคโล สพฺพนิมิตฺตานํ อมนสิการา อนิมิตฺตํ เจโตสมาธึ อุปสมฺปชฺช วิหรติ โส ลาภิมฺหิ อนิมิตฺตสฺส เจโตสมาธิสฺสาติ สํสฏฺโฐ วิหรติ ภิกฺขูหิ ภิกฺขุนีหิ อุปาสเกหิ อุปาสิกาหิ รญฺญา ราชมหามตฺเตหิ ติตฺถิเยหิ ติตฺถิยสาวเกหิ ตสฺส สํสฏฺฐสฺส วิสฺสฏฺฐสฺส ปากฏสฺส ภสฺสมนุยุตฺตสฺส วิหรโต ราโค จิตฺตํ อนุทฺธํเสติ โส ราคานุทฺธํสิเตน จิตฺเตน สิกฺขํ ปจฺจกฺขาย หีนายาวตฺตติ เสยฺยถาปิ อาวุโส ราชา วา ราชมหามตฺโต วา จตุรงฺคินิยา เสนาย อทฺธานมคฺคปฏิปนฺโน อญฺญตรสฺมึ วนสณฺเฑ เอกรตฺตึ วาสํ อุปคจฺเฉยฺย ตตฺร หตฺถิสทฺเทน อสฺสสทฺเทน รถสทฺเทน ปตฺติสทฺเทน เภริปณวสงฺขวีณานินฺนาทสทฺเทน จีริฬิกาสทฺโท อนฺตรธาเปยฺย โย นุ โข เอวํ วเทยฺย นทานิ อมุสฺมึ วนสณฺเฑ ปุนเทว จีริฬิกาสทฺโท ปาตุภวิสฺสตีติ สมฺมา นุ โข โส อาวุโส วทมาโน วเทยฺยาติ โน หิทํ อาวุโส ฐานเญฺหตํ อาวุโส วิชฺชติ ยํ โส ราชา วา ราชมหามตฺโต วา ตมฺหา วนสณฺฑา ปกฺกเมยฺย อถ ปุนเทว จีริฬิกาสทฺโท ปาตุภเวยฺยาติ เอวเมว โข อาวุโส อิเธกจฺโจ ปุคฺคโล สพฺพนิมิตฺตานํ อมนสิการา อนิมิตฺตํ เจโตสมาธึ อุปสมฺปชฺช วิหรติ โส ลาภิมฺหิ อนิมิตฺตสฺส เจโตสมาธิสฺสาติ สํสฏฺโฐ วิหรติ ภิกฺขูหิ ภิกฺขุนีหิ อุปาสเกหิ อุปาสิกาหิ รญฺญา ราชมหามตฺเตหิ ติตฺถิเยหิ ติตฺถิยสาวเกหิ ตสฺส สํสฏฺฐสฺส วิสฺสฏฺฐสฺส ปากฏสฺส ภสฺสมนุยุตฺตสฺส วิหรโต ราโค จิตฺตํ อนุทฺธํเสติ โส ราคานุทฺธํสิเตน จิตฺเตน สิกฺขํ ปจฺจกฺขาย หีนายาวตฺตตีติ ฯ {๓๓๑.๙} อถโข อายสฺมา จิตฺโต หตฺถิสารีปุตฺโต อปเรน สมเยน สิกฺขํ ปจฺจกฺขาย หีนายาวตฺตติ ฯ อถ โข จิตฺตสฺส หตฺถิสารีปุตฺตสฺส สหายกา ภิกฺขู เยนายสฺมา มหาโกฏฺฐิโก เตนุปสงฺกมึสุ อุปสงฺกมิตฺวา อายสฺมนฺตํ มหาโกฏฺฐิกํ เอตทโวจุํ กึ นุ โข อายสฺมตา มหาโกฏฺฐิเกน จิตฺโต หตฺถิสารีปุตฺโต เจตสา เจโต ปริจฺจ วิทิโต อิมาสญฺจ อิมาสญฺจ วิหารสมาปตฺตีนํ จิตฺโต หตฺถิสารีปุตฺโต ลาภี อถ จ ปน สิกฺขํ ปจฺจกฺขาย หีนายาวตฺติสฺสตีติ อุทาหุ เทวตา เอตมตฺถํ อาโรเจสุํ จิตฺโต ภนฺเต หตฺถิสารีปุตฺโต อิมาสญฺจ อิมาสญฺจ วิหารสมาปตฺตีนํ ลาภี อถ จ ปน สิกฺขํ ปจฺจกฺขาย หีนายาวตฺติสฺสตีติ ฯ เจตโส เจโต ปริจฺจ วิทิโต เม อาวุโส จิตฺโต หตฺถิสารีปุตฺโต อิมาสญฺจ อิมาสญฺจ วิหารสมาปตฺตีนํ ลาภี อถ จ ปน สิกฺขํ ปจฺจกฺขาย หีนายาวตฺติสฺสตีติ เทวตาปิ เม เอตมตฺถํ อาโรเจสุํ จิตฺโต ภนฺเต หตฺถิสารีปุตฺโต อิมาสญฺจ อิมาสญฺจ วิหารสมาปตฺตีนํ ลาภี อถ จ ปน สิกฺขํ ปจฺจกฺขาย หีนายาวตฺติสฺสตีติ {๓๓๑.๑๐} อถ โข จิตฺตสฺส หตฺถิสารีปุตฺตสฺส สหายกา ภิกฺขู เยน ภควา เตนุปสงฺกมึสุ อุปสงฺกมิตฺวา ภควนฺตํ อภิวาเทตฺวา เอกมนฺตํ นิสีทึสุ เอกมนฺตํ นิสินฺนา โข เต ภิกฺขู ภควนฺตํ เอตทโวจุํ จิตฺโต ภนฺเต หตฺถิสารีปุตฺโต อิมาสญฺจ อิมาสญฺจ วิหารสมาปตฺตีนํ ลาภี อถ จ ปน สิกฺขํ ปจฺจกฺขาย หีนายาวตฺโตติ น ภิกฺขเว จิตฺโต จิรํ สริสฺสติ เนกฺขมฺมสฺสาติ ฯ {๓๓๑.๑๑} อถโข จิตฺโต หตฺถิสารีปุตฺโต น จิรสฺเสว เกสมสฺสุํ โอหาเรตฺวา กาสายานิ วตฺถานิ อจฺฉาเทตฺวา อคารสฺมา อนคาริยํ ปพฺพชิ ฯ อถ โข อายสฺมา จิตฺโต หตฺถิสารีปุตฺโต เอกโก วูปกฏฺโฐ อปฺปมตฺโต อาตาปี ปหิตตฺโต วิหรนฺโต น จิรสฺเสว ยสฺสตฺถาย กุลปุตฺตา สมฺมเทว อคารสฺมา อนคาริยํ ปพฺพชนฺติ ตทนุตฺตรํ พฺรหฺมจริยปริโยสานํ ทิฏฺเฐว ธมฺเม สยํ อภิญฺญา สจฺฉิกตฺวา อุปสมฺปชฺช วิหาสิ ขีณา ชาติ วุสิตํ พฺรหฺมจริยํ กตํ กรณียํ นาปรํ อิตฺถตฺตายาติ อพฺภญฺญาสิ อญฺญตโร จ ปนายสฺมา จิตฺโต หตฺถิสารีปุตฺโต อรหตํ อโหสีติ ฯ
ฉบับมหาจุฬาฯ
ชั้นตัวบทพุทธพจน์หน่วยที่ตำแหน่งเดียวกันของเล่มนี้ · เลขข้อเป็นของฉบับนี้เอง · จับคู่ตามตำแหน่ง · เล่มนี้ทั้งสองฉบับแบ่งเรื่องเท่ากัน จึงเทียบตามลำดับได้ · ชื่อเรื่องไม่ตรงกัน จึงยังไม่ได้ยืนยันว่าเป็นเรื่องเดียวกัน
เปิดหน้าของฉบับนี้ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
พระสุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย ฉักกนิบาต [๒. ทุติยปัณณาสก์] ๖. มหาวรรค ๖. หัตถิสารีปุตตสูตร ๖. หัตถิสารีปุตตสูตร ว่าด้วยท่านพระจิตตหัตถิสารีบุตร
ข้าพเจ้าได้สดับมาอย่างนี้ สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ ป่าอิสิปตนมฤคทายวัน เขตกรุง พาราณสี สมัยนั้นแล ภิกษุเถระจำนวนมากกลับจากบิณฑบาตภายหลังฉันอาหารเสร็จแล้ว นั่งประชุมสนทนาอภิธัมมกถาอยู่ในโรงฉัน ทราบว่า ในที่ประชุมนั้นเมื่อภิกษุผู้เป็นเถระกำลังสนทนาอภิธัมมกถากันอยู่ ท่านพระจิตตหัตถิสารีบุตรก็พูดสอดขึ้นในระหว่าง ลำดับนั้น ท่านพระมหาโกฏฐิกะได้กล่าวกับท่านพระจิตตหัตถิสารีบุตรว่า “เมื่อภิกษุผู้เป็นเถระกำลังสนทนาอภิธัมมกถากันอยู่ ท่านจิตตหัตถิสารีบุตรพูดสอดขึ้นในระหว่าง ขอให้ท่านจิตตหัตถิสารีบุตรรอคอยจนกว่าภิกษุผู้เป็นเถระจะสนทนากันจบ” เมื่อท่านพระมหาโกฏฐิกะกล่าวอย่างนี้แล้ว พวกภิกษุผู้เป็นสหายของท่านพระจิตตหัตถิสารีบุตรได้กล่าวกับท่านมหาโกฏฐิกะว่า “แม้ท่านพระมหาโกฏฐิกะก็อย่ารุกรานท่านจิตตหัตถิสารีบุตร เพราะท่านจิตตหัตถิสาริบุตรเป็นบัณฑิต และท่านสามารถกล่าวอภิธัมมกถากับภิกษุผู้เป็นเถระได้” ท่านพระมหาโกฏฐิกะได้กล่าวว่า “ผู้มีอายุทั้งหลาย บุคคลผู้ไม่ทราบวาระจิตของผู้อื่นพึงรู้ข้อนี้ได้ยาก คือ ๑. บุคคลบางคนในโลกนี้เป็นผู้สงบเสงี่ยม อ่อนน้อม เรียบร้อย ตลอด เวลาที่ยังอาศัยพระศาสดาหรือเพื่อนพรหมจารีผู้ดำรงอยู่ในฐานะ เป็นครูรูปใดรูปหนึ่งอยู่ แต่เมื่อใด เขาหลีกไปจากพระศาสดา หลีกไปจากเพื่อนพรหมจารีซึ่งดำรงอยู่ในฐานะเป็นครู เมื่อนั้น @เชิงอรรถ : @ ดูเชิงอรรถที่ ๑ ฉักกนิบาต ข้อ ๒๘ (ทุติยสมยสูตร) หน้า ๔๖๕ ในเล่มนี้
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๒ หน้า : ๕๕๔}
พระสุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย ฉักกนิบาต [๒. ทุติยปัณณาสก์] ๖. มหาวรรค ๖. หัตถิสารีปุตตสูตร เขาคลุกคลี อยู่กับเหล่าภิกษุ ภิกษุณี อุบาสก อุบาสิกา พระราชา มหาอำมาตย์ของพระราชา เดียรถีย์ และสาวกของเดียรถีย์ เมื่อ เขาคลุกคลีอยู่ ปล่อยจิต ไม่สำรวมอินทรีย์ ชอบโอ้อวด ราคะจึง รบกวนจิตเขา เขาถูกราคะรบกวนจิตแล้ว ย่อมบอกคืนสิกขากลับ มาเป็นคฤหัสถ์ ผู้มีอายุทั้งหลาย เปรียบเหมือนโคที่เคยกินข้าวกล้า ถูกเขาผูกไว้ด้วยเชือกหรือขังไว้ในคอก ผู้ใดพึงกล่าวอย่างนี้ว่า ‘บัดนี้ โคตัวที่เคยกินข้าวกล้านี้จักไม่ลงกินข้าวกล้าอีก’ ผู้นั้นชื่อว่า กล่าวถูกต้องหรือ ผู้มีอายุทั้งหลาย ข้อนี้ไม่เป็นเช่นนั้น แต่เป็นไปได้ ที่โคที่เคยกินข้าวกล้าตัวนั้นพึงดึงเชือกขาดหรือแหกคอกแล้วลงไป กินข้าวกล้าอีก ฉันใด ผู้มีอายุทั้งหลาย บุคคลบางคนในโลกนี้ ก็ฉันนั้นเหมือนกัน เป็นผู้สงบเสงี่ยม อ่อนน้อม เรียบร้อย ตลอด เวลาที่ยังอาศัยพระศาสดาหรือเพื่อนพรหมจารีผู้ดำรงอยู่ในฐานะ เป็นครูรูปใดรูปหนึ่งอยู่ แต่เมื่อใด เขาหลีกไปจากพระศาสดา หลีกไปจากเพื่อนพรหมจารีซึ่งดำรงอยู่ในฐานะเป็นครู เมื่อนั้น เขาคลุกคลีอยู่กับเหล่าภิกษุ ภิกษุณี อุบาสก อุบาสิกา พระราชา มหาอำมาตย์ของพระราชา เดียรถีย์ และสาวกของเดียรถีย์ เมื่อ เขาคลุกคลีอยู่ ปล่อยจิต ไม่สำรวมอินทรีย์ ชอบโอ้อวด ราคะจึง รบกวนจิตเขา เขาถูกราคะรบกวนจิตแล้ว ย่อมบอกคืนสิกขากลับ มาเป็นคฤหัสถ์ ๒. บุคคลบางคนในโลกนี้สงัดจากกามและอกุศลธรรมทั้งหลาย บรรลุ ปฐมฌานที่มีวิตก วิจาร มีปีติและสุขอันเกิดจากวิเวกอยู่ เขา กล่าวว่า ‘เราได้ปฐมฌาน’ แต่ยังคลุกคลีอยู่กับพวกภิกษุ ฯลฯ ย่อมบอกคืนสิกขากลับมาเป็นคฤหัสถ์ ผู้มีอายุทั้งหลาย เปรียบ เหมือนฝนลูกเห็บ ตกที่ทางใหญ่สี่แพร่ง พึงทำฝุ่นให้หายไป @เชิงอรรถ : @ คลุกคลี ในที่นี้หมายถึงคลุกคลี ๕ อย่าง คือ (๑) คลุกคลีด้วยการฟัง (๒) คลุกคลีด้วยการพบเห็น@(๓) คลุกคลีด้วยการสนทนาปราศรัย (๔) คลุกคลีด้วยการใช้สอยรวมกัน (๕) คลุกคลีทางกาย@(องฺ.ฉกฺก.อ. ๓/๖๐/๑๔๔, องฺ.ฉกฺก.ฏีกา ๓/๖๐/๑๖๓)
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๒ หน้า : ๕๕๕}
พระสุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย ฉักกนิบาต [๒. ทุติยปัณณาสก์] ๖. มหาวรรค ๖. หัตถิสารีปุตตสูตร ปรากฏเป็นทางลื่น ผู้ใดพึงกล่าวอย่างนี้ว่า ‘บัดนี้ ฝุ่นจักไม่ปรากฏที่ ทางใหญ่สี่แพร่งโน้นอีก’ ผู้นั้นชื่อว่ากล่าวถูกต้องหรือ ผู้มีอายุ ทั้งหลาย ข้อนี้ไม่เป็นเช่นนั้น แต่เป็นไปได้ที่มนุษย์ โค หรือสัตว์เลี้ยง พึงเหยียบน้ำที่ทางใหญ่สี่แพร่งโน้น หรือลมและแดดพึงแผดเผา ให้แห้ง เมื่อเป็นเช่นนั้นฝุ่นก็พึงปรากฏอีกได้ ฉันใด ผู้มีอายุทั้งหลาย บุคคลบางคนในโลกนี้ ก็ฉันนั้นเหมือนกัน สงัดจากกามและ อกุสลธรรมทั้งหลาย บรรลุปฐมฌานที่มีวิตกวิจาร มีปีติและสุข อันเกิดจากวิเวกอยู่ เขากล่าวว่า ‘เราได้ปฐมฌาน’ แต่ยังคลุกคลีอยู่ กับพวกภิกษุ ฯลฯ ย่อมบอกคืนสิกขากลับมาเป็นคฤหัสถ์ ๓. บุคคลบางคนในโลกนี้ เพราะวิตกวิจารสงบระงับไป บรรลุทุติยฌานมีความผ่องใสในภายใน มีภาวะที่จิตเป็นหนึ่งผุดขึ้น ไม่มีวิตก ไม่มี วิจาร มีแต่ปีติและสุขอันเกิดจากสมาธิอยู่ เขากล่าวว่า ‘เราได้ ทุติยฌาน’ แต่ยังคลุกคลีอยู่กับพวกภิกษุ ฯลฯ ย่อมบอกคืน สิกขากลับมาเป็นคฤหัสถ์ ผู้มีอายุทั้งหลาย เปรียบเหมือนฝนลูก เห็บตกลงที่บึงใหญ่ไม่ไกลบ้านหรือนิคม พึงยังหอยโข่ง หอยกาบ ก้อนกรวด และกระเบื้องถ้วยให้หมดไป ผู้ใดพึงกล่าวอย่างนี้ว่า ‘บัดนี้ หอยโข่ง หอยกาบ ก้อนกรวด และกระเบื้องถ้วย จักไม่ ปรากฏในบึงโน้นอีก’ ผู้นั้นชื่อว่ากล่าวถูกต้องหรือ ผู้มีอายุทั้งหลาย ข้อนี้ไม่เป็นเช่นนั้น แต่เป็นไปได้ที่มนุษย์ โค และสัตว์เลี้ยงพึง ดื่มน้ำในบึงโน้น หรือลมแดดพึงแผดเผาให้แห้งไป เมื่อเป็นเช่นนั้น หอยโข่ง หอยกาบ ก้อนกรวด และกระเบื้องถ้วยก็พึงปรากฏได้อีก ฉันใด ผู้มีอายุทั้งหลาย บุคคลบางคนในโลกนี้ก็ฉันนั้นเหมือนกัน เพราะวิตกวิจารสงบระงับไป บรรลุทุติยฌาน มีความผ่องใสใน ภายใน มีภาวะที่จิตเป็นหนึ่งผุดขึ้น ไม่มีวิตก ไม่มีวิจาร มีแต่ปีติ และสุขอันเกิดจากสมาธิอยู่ เขากล่าวว่า ‘เราได้ทุติยฌาน’ แต่ยัง คลุกคลีอยู่กับพวกภิกษุ ฯลฯ ย่อมบอกคืนสิกขากลับมาเป็น คฤหัสถ์
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๒ หน้า : ๕๕๖}
พระสุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย ฉักกนิบาต [๒. ทุติยปัณณาสก์] ๖. มหาวรรค ๖. หัตถิสารีปุตตสูตร ๔. บุคคลบางคนในโลกนี้ เพราะปีติจางคลายไป มีอุเบกขา มีสติ- สัมปชัญญะ เสวยสุขด้วยนามกาย บรรลุตติยฌานที่พระอริยะ ทั้งหลายสรรเสริญว่า ‘ผู้มีอุเบกขา มีสติ อยู่เป็นสุข’ เขากล่าวว่า ‘เราได้ตติยฌาน’ แต่ยังคลุกคลีอยู่กับพวกภิกษุ ฯลฯ ย่อมบอก คืนสิกขากลับมาเป็นคฤหัสถ์ ผู้มีอายุทั้งหลาย เปรียบเหมือน อาหารที่ค้างคืน ไม่พึงยังบุรุษผู้ชอบบริโภคอาหารที่ประณีตให้ยินดีได้ ผู้ใดพึงกล่าวอย่างนี้ว่า ‘บัดนี้ บุรุษโน้นจักไม่ชอบใจอาหารอีกแน่ ‘ผู้นั้นชื่อว่ากล่าวถูกต้องหรือ ผู้มีอายุทั้งหลาย ข้อนี้ไม่เป็นเช่นนั้น แต่เป็นไปได้ที่อาหารอื่นจักไม่ยังบุรุษโน้นผู้ชอบบริโภคอาหารที่ประณีต ให้ยินดีได้ตลอดเวลาที่รสอาหารนั้นจักดำรงอยู่ในร่างกายของเขา แต่เมื่อใด รสอาหารนั้นจักหมดไป เมื่อนั้น อาหารนั้นก็พึงยังเขาให้ ยินดีอีกได้ ฉันใด ผู้มีอายุทั้งหลาย บุคคลบางคนในโลกนี้ก็ฉันนั้น เหมือนกัน เพราะปีติจางคลายไป มีอุเบกขา มีสติสัมปชัญญะ เสวยสุขด้วยนามกาย บรรลุตติยฌาน ที่พระอริยะทั้งหลายสรรเสริญ ว่า ‘ผู้มีอุเบกขา มีสติ อยู่เป็นสุข’ เขากล่าวว่า ‘เราได้ตติยฌาน’ แต่คลุกคลีอยู่กับพวกภิกษุ ฯลฯ ย่อมบอกคืนสิกขากลับมาเป็น คฤหัสถ์ ๕. บุคคลบางคนในโลกนี้ เพราะละสุขและทุกข์ได้ เพราะโสมนัสและ โทมนัสดับไปก่อนแล้ว บรรลุจตุตถฌานที่ไม่มีทุกข์ไม่มีสุข มีสติ บริสุทธิ์เพราะอุเบกขาอยู่ เขากล่าวว่า ‘เราได้จตุตถฌาน’ แต่ยัง คลุกคลีอยู่กับพวกภิกษุ ฯลฯ ย่อมบอกคืนสิกขากลับมาเป็น คฤหัสถ์ ผู้มีอายุ เปรียบเหมือนห้วงน้ำใกล้ภูเขาไม่มีลม ปราศจาก คลื่น ผู้ใดพึงกล่าวอย่างนี้ว่า ‘บัดนี้ คลื่นจักไม่ปรากฏที่ห้วงน้ำ โน้นอีก’ ผู้นั้นชื่อว่ากล่าวถูกต้องหรือ ผู้มีอายุทั้งหลาย ข้อนี้ไม่เป็น เช่นนั้น แต่เป็นไปได้ที่ลมฝนอันแรงกล้าพึงพัดมาจากทิศตะวันออก ทำให้เกิดคลื่นที่ห้วงน้ำนั้น ลมฝนที่พัดมาจากทิศตะวันตก ฯลฯ ทิศเหนือ ฯลฯ ทิศใต้ ก็พึงทำให้เกิดคลื่นที่ห้วงน้ำนั้นได้ ฉันใด ผู้มีอายุทั้งหลาย บุคคลบางคนในโลกนี้ ก็ฉันนั้นเหมือนกัน เพราะ
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๒ หน้า : ๕๕๗}
พระสุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย ฉักกนิบาต [๒. ทุติยปัณณาสก์] ๖. มหาวรรค ๖. หัตถิสารีปุตตสูตร ละสุขและทุกข์ได้ เพราะโสมนัสและโทมนัสดับไปก่อนแล้ว บรรลุ จตุตถฌานที่ไม่มีทุกข์ไม่มีสุข มีสติบริสุทธิ์เพราะอุเบกขาอยู่ เขา กล่าวว่า ‘เราได้จตุตถฌาน’ แต่ยังคลุกคลีอยู่กับพวกภิกษุ ย่อม บอกคืนสิกขากลับมาเป็นคฤหัสถ์ ๖. บุคคลบางคนในโลกนี้ เพราะไม่มนสิการถึงนิมิตทั้งปวง จึงบรรลุ เจโตสมาธิที่ไม่มีนิมิตอยู่ เขากล่าวว่า ‘เราได้เจโตสมาธิที่ไม่มีนิมิต’ แต่ยังคลุกคลีอยู่กับพวกภิกษุ ภิกษุณี อุบาสก อุบาสิกา พระราชา มหาอำมาตย์ของพระราชา พวกเดียรถีย์ สาวกของเดียรถีย์ เมื่อ เขาคลุกคลีอยู่ ปล่อยจิต ไม่สำรวมอินทรีย์ ชอบพูดคุย ราคะจึง รบกวนจิตเขา เขาถูกราคะรบกวนจิตแล้วย่อมบอกคืนสิกขากลับ มาเป็นคฤหัสถ์ ผู้มีอายุทั้งหลาย เปรียบเหมือนพระราชา หรือ มหาอำมาตย์ของพระราชา ยกกองทัพ ๔ เหล่า เดินทางไกลไป พักแรมอยู่ที่แนวป่าแห่งหนึ่ง ในแนวป่านั้น เสียงจักจั่นเรไรพึงเงียบ ไปเพราะเสียงช้าง เสียงม้า เสียงรถ เสียงพลเดินเท้า เสียงกึกก้อง แห่งกลอง บัณเฑาะว์ สังข์ และพิณ ผู้ใดพึงกล่าวอย่างนี้ว่า ‘บัดนี้ เสียงจักจั่นเรไรจักไม่ปรากฏที่แนวป่าโน้นอีก’ ผู้นั้นชื่อว่ากล่าวถูกต้อง หรือผู้มีอายุทั้งหลาย ข้อนี้ไม่เป็นเช่นนั้น แต่เป็นไปได้ที่ เมื่อใด พระราชา มหาอำมาตย์ของพระราชา เสด็จหลีกไปจากแนวป่านั้น เมื่อนั้น เสียงจักจั่นเรไร ก็พึงปรากฏได้อีก ฉันใด ผู้มีอายุทั้งหลาย บุคคลบางคนในโลกนี้ ก็ฉันนั้นเหมือนกัน เพราะไม่มนสิการ ถึงนิมิตทั้งปวง บรรลุเจโตสมาธิอยู่ เขากล่าวว่า ‘เราได้เจโตสมาธิ อันไม่มีนิมิต’ แต่ยังคลุกคลีอยู่กับพวกภิกษุ ภิกษุณี อุบาสก อุบาสิกา พระราชา มหาอำมาตย์ของพระราชา พวกเดียรถีย์ สาวกของเดียรถีย์ เมื่อเขาคลุกคลีอยู่ ปล่อยจิต ไม่สำรวมอินทรีย์ ชอบพูดคุย ราคะจึงรบกวนจิตเขา เขาถูกราคะรบกวนจิตแล้ว ย่อมบอกคืนสิกขากลับมาเป็นคฤหัสถ์” ต่อมา ท่านพระจิตตหัตถิสารีบุตร บอกคืนสิกขากลับมาเป็นคฤหัสถ์ พวกภิกษุผู้เป็นสหายของจิตตหัตถิสารีบุตรได้เข้าไปหาท่านพระมหาโกฏฐิกะถึงที่อยู่แล้วถามว่า
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๒ หน้า : ๕๕๘}
พระสุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย ฉักกนิบาต [๒. ทุติยปัณณาสก์] ๖. มหาวรรค ๖. หัตถิสารีปุตตสูตร “ท่านพระมหาโกฏฐิกะกำหนดรู้ใจบุรุษชื่อจิตตหัตถิสารีบุตรด้วยใจว่า ‘บุรุษชื่อจิตต-หัตถิสารีบุตรเป็นผู้ได้วิหารสมาบัติเหล่านี้ๆ และจักบอกคืนสิกขากลับมาเป็นคฤหัสถ์’ หรือเทวดาทั้งหลายแจ้งเนื้อความนี้ว่า ‘ข้าแต่ท่านผู้เจริญ บุรุษชื่อว่าจิตตหัตถิสารีบุตร เป็นผู้ได้วิหารสมาบัติเหล่านี้ๆ และจักบอกคืนสิกขากลับมาเป็นคฤหัสถ์” ท่านพระมหาโกฏฐิกะกล่าวว่า “ผู้มีอายุทั้งหลาย ข้าพเจ้าได้กำหนดรู้ใจบุรุษชื่อว่าจิตตหัตถิสารีบุตรด้วยใจว่า ‘เป็นผู้ได้วิหารสมาบัติเหล่านี้ๆ และจักบอกคืนสิกขากลับมาเป็นคฤหัสถ์’ แม้เทวดาก็บอกเนื้อความนี้แก่ข้าพเจ้า” ลำดับนั้น พวกภิกษุผู้เป็นสหายของบุรุษชื่อจิตตหัตถิสารีบุตรได้พากันเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคถึงที่ประทับ ถวายอภิวาทแล้วนั่ง ณ ที่สมควร ได้กราบทูลพระผู้มีพระภาคดังนี้ว่า “ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ บุรุษชื่อจิตตหัตถิสารีบุตรเป็นผู้ได้วิหารสมาบัติเหล่านี้ๆและได้บอกคืนสิกขากลับมาเป็นคฤหัสถ์” พระผู้มีพระภาคตรัสว่า “ภิกษุทั้งหลาย ไม่นานนัก บุรุษชื่อจิตตหัตถิสารีบุตรจักระลึกถึงคุณแห่งเนกขัมมะได้” ต่อมา ไม่นานนัก จิตตหัตถิสารีบุตรโกนผมและหนวดนุ่งห่มผ้ากาสาวพัสตร์ออกจากเรือนบวชเป็นบรรพชิต เมื่อจิตตหัตถิสารีบุตรได้บรรพชาอุปสมบทแล้วไม่นาน หลีกไปอยู่ผู้เดียว ไม่ประมาท มีความเพียร อุทิศกายและใจอยู่ ไม่นานนักได้ทำให้แจ้งซึ่งประโยชน์ยอดเยี่ยม อันเป็นที่สุดแห่งพรหมจรรย์ที่กุลบุตรทั้งหลาย@เชิงอรรถ : @ ไม่ประมาท ในที่นี้หมายถึงไม่ละสติในกัมมัฏฐาน (ม.ม.อ. ๒/๘๒/๘๐)@ ประโยชน์ยอดเยี่ยม ในที่นี้หมายถึงอรหัตตผล หรืออริยผลอันเป็นที่สุดแห่งมรรคพรหมจรรย์@(องฺ.ทุก.อ. ๒/๕/๗, ม.ม.อ. ๒/๘๒/๘๐)
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๒ หน้า : ๕๕๙}
พระสุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย ฉักกนิบาต [๒. ทุติยปัณณาสก์] ๖. มหาวรรค ๗. มัชเฌสูตร ผู้ออกจากเรือนบวชเป็นบรรพชิตโดยชอบต้องการด้วยปัญญาอันยิ่งเอง เข้าถึงอยู่ในปัจจุบัน รู้ชัดว่า “ชาติสิ้นแล้ว อยู่จบพรหมจรรย์แล้ว ทำกิจที่ควรทำเสร็จแล้วไม่มีกิจอื่นเพื่อความเป็นอย่างนี้อีกต่อไป’ ท่านพระจิตตหัตถิสารีบุตร ได้เป็นพระอรหันต์องค์หนึ่งในบรรดาพระอรหันต์ทั้งหลาย หัตถิสารีปุตตสูตรที่ ๖ จบ
ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
อรรถกถาจิตตหัตถิสาริปุตตสูตรที่ ๖
พึงทราบวินิจฉัยในจิตตหัตถิสาริปุตตสูตรที่ ๖ ดังต่อไปนี้ :-
บทว่า อภิธมฺมกถํ ได้แก่ กถาเจือด้วยอภิธรรม.
บทว่า กถํ โอปาเตติ ความว่า (พระจิตตหัตถิสารีบุตร) กล่าวถ้อยคำของตนตัดคำพูดของภิกษุเหล่านั้น.
บทว่า เถรานํ ภิกฺขูนํ เป็นฉัฏฐีวิภัตติใช้ในความหมายแห่งตติยวิภัตติ. มีความหมายว่า กับด้วยภิกษุทั้งหลายผู้เป็นพระเถระ.
อนึ่ง มีความหมายว่า อภิธรรมกถาของพระเถระทั้งหลายอันใด แม้พระจิตตหัตถิสารีบุตรนี้ก็สามารถกล่าวอภิธรรมกถานั้นได้.
บทว่า เจโตปริยายํ ได้แก่ วาระจิต.
บทว่า อิธ คือ ในโลกนี้.
บทว่า โสรตโสรโต คือ เป็นผู้สงบเสงี่ยมเหมือนบุคคลผู้สงบเสงี่ยม. อธิบายว่า เปรียบเหมือนบุคคลผู้ประกอบด้วยความสงบเสงี่ยม.
บทว่า นิวาตนิวาโต คือ เป็นผู้ถ่อมคนเหมือนบุคคลผู้ถ่อมคน. อธิบายว่า เปรียบเหมือนบุคคลผู้ประพฤติถ่อมตน.
บทว่า อุปสนฺตุปสนฺโต คือ เป็นผู้สงบระงับเหมือนบุคคลผู้สงบระงับ.
บทว่า วปกสฺสเตว สตฺถารา ได้แก่ หลีกไปจากสำนักพระศาสดา.
บทว่า สํสฏฺฐสฺส ได้แก่ คลุกคลีด้วยการคลุกคลี ๕ อย่าง.
บทว่า วิสฏฺฐสฺส ได้แก่ ถูกปล่อย.
บทว่า ปากฏสฺส ได้แก่ มีอินทรีย์ปรากฏ.
บทว่า กิฏฺฐาโท ได้แก่ กินข้าวกล้า.
บทว่า อนฺตรธาเปยฺย ได้แก่ พึงให้ฉิบหาย.
บทว่า โคปสู ได้แก่ โคและแพะ.
บทว่า สิปฺปิสมฺพุกํ ได้แก่ หอยนางรมและหอยโข่ง.
บทว่า สกฺขรกถลํ ได้แก่ ก้อนกรวดและกระเบื้อง.
บทว่า อาภิโทสิกํ ได้แก่ ของกินปรุงด้วยหญ้ากับแก้อันมีโทษปรากฏแล้ว.
บทว่า นจฺฉาเทยฺย คือ ไม่พึงชอบใจ.
บททุติยาวิภัตติที่ว่า ปุริสํ ภุตฺตาวึ นั้นใดในสูตรนั้น บทนั้นพึงเห็นว่าใช้ในความหมายแห่งฉัฏฐีวิภัตติ.
บทว่า อมุญฺหาวุโส ปุริสํ ความว่า ดูก่อนผู้มีอายุ บุรุษโน้น.
บทว่า สพฺพนิมิตฺตานํ ได้แก่ นิมิตว่าเที่ยงทั้งปวง.
บทว่า อนิมิตฺตํ เจโตสมาธึ ได้แก่ สมาธิในวิปัสสนาที่มีพลัง.
บทว่า จีริฬิยสทฺโท ได้แก่ เสียงจิ้งหรีด.
บทว่า สริสฺสติ เนกฺขมฺมสฺส ได้แก่ จักระลึกถึงคุณของบรรพชา.
บทว่า อรหตํ อโหสิ ได้แก่ ได้เป็นพระอรหันต์องค์หนึ่งในระหว่างพระอรหันต์ผู้เป็นสาวกของพระผู้มีพระภาคเจ้า.
แท้จริง พระเถระนี้เป็นคฤหัสถ์ ๗ ครั้ง บวช ๗ ครั้ง. เพราะเหตุไร?
ได้ยินว่า ในสมัยพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงพระนามว่ากัสสปะ ท่านได้กล่าวสรรเสริญคุณในความเป็นคฤหัสถ์แก่ภิกษุรูปหนึ่ง. เพราะกรรมนั้นนั่นแล ทั้งที่เมื่ออุปนิสัยของอรหัตผลมีอยู่แท้ๆ ท่านก็เร่ร่อนไปในความเป็นคฤหัสถ์และการบรรพชา (บวชแล้วสึก) ถึง ๗ ครั้ง บวชในครั้งที่ ๗ จึงได้บรรลุอรหัตผลแล.
จบอรรถกถาจิตตหัตถิสาริปุตตสูตรที่ ๖ -----------------------------------------------------