๖. สุรุจิชาดก
พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาฯ
ชั้นตัวบทพุทธพจน์ข้อ ๑๐๒–๑๒๖ลำดับ 489 จาก 525 ในชาดกพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาฯ 25 ข้อ3 ฉบับเทียบฉบับได้ข้อต่อข้อพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาฯ · อ้างว่าได้รับอนุญาต แต่ยังไม่มีเอกสาร
ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก [๑๔. ปกิณณกนิบาต] ๖. สุรุจิชาดก (๔๘๙) ๖. สุรุจิชาดก (๔๘๙) ว่าด้วยพระมเหสีของพระเจ้าสุรุจิ (พระนางสุเมธาสดับพระดำรัสของท้าวสักกะแล้วได้บอกคุณคือศีลของตนว่า)
ดิฉันเป็นหญิงที่สามีพึงเลี้ยงดู ซึ่งถูกเชิญมาเป็นมเหสีของพระเจ้าสุรุจิเป็นคนแรก พระเจ้าสุรุจิได้นำดิฉันมา ๑๐,๐๐๐ ปีแล้ว
ท่านพราหมณ์ ดิฉันนั้นยังไม่รู้สึกเลยว่า ได้ล่วงเกินพระเจ้าสุรุจิผู้ครอบครองมิถิลานคร แคว้นวิเทหะ ด้วยกาย วาจา และใจ ไม่ว่าในที่แจ้งหรือในที่ลับเลย
ฤๅษี ด้วยการกล่าวคำสัตย์นี้ ขอบุตรจงเกิดเถิด เมื่อดิฉันกล่าวเท็จ ขอศีรษะจงแตก ๗ เสี่ยง
ดิฉันเป็นที่รักที่พอพระทัยของพระภัสดา พระมารดาผู้เป็นแม่ผัว พระราชบิดาผู้เป็นพ่อผัว เป็นที่รักของดิฉัน ท่านพราหมณ์ ท่านทั้ง ๒ นั้นทรงแนะนำดิฉันอยู่จนตลอดพระชนมชีพ
ดิฉันนั้นยินดีในการไม่เบียดเบียน มีปกติประพฤติธรรมโดยส่วนเดียว ตั้งใจมาบำรุงท่านเหล่านั้นโดยเคารพ มิได้เกียจคร้านทั้งกลางคืนและกลางวัน
ฤๅษี ด้วยการกล่าวคำสัตย์นี้ ขอบุตรจงเกิดเถิด เมื่อดิฉันกล่าวเท็จ ขอศีรษะจงแตก ๗ เสี่ยง
ท่านพราหมณ์ ดิฉันมิได้มีความริษยา หรือความโกรธในหญิง ๑๖,๐๐๐ นาง ผู้เป็นภรรยาร่วมกันเหล่านั้นในกาลไหนๆ เลย
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๗ หน้า : ๔๔๐}
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก [๑๔. ปกิณณกนิบาต] ๖. สุรุจิชาดก (๔๘๙)
ดิฉันยินดีที่จะเกื้อกูลพวกนาง ไม่มีสักนางหนึ่งเลยซึ่งเป็นที่เกลียดชังของดิฉัน ดิฉันช่วยเหลือพวกนางผู้ร่วมสามีกันทุกคนเป็นประจำ เหมือนช่วยเหลือตนเอง
ฤๅษี ด้วยการกล่าวคำสัตย์นี้ ขอบุตรจงเกิดเถิด เมื่อดิฉันกล่าวเท็จ ขอศีรษะจงแตก ๗ เสี่ยง
พวกทาส กรรมกร คนรับใช้ และคนที่อาศัยเลี้ยงชีพเหล่าอื่น ดิฉันมีความแช่มชื่นเบิกบาน ใช้สอยด้วยเหตุที่เหมาะสมเสมอ
ฤๅษี ด้วยการกล่าวคำสัตย์นี้ ขอบุตรจงเกิดเถิด เมื่อดิฉันกล่าวเท็จ ขอศีรษะจงแตก ๗ เสี่ยง
แม้สมณะและพราหมณ์ทั้งหลาย และแม้พวกวณิพกเหล่าอื่น ดิฉันมีฝ่ามืออันชุ่ม เลี้ยงดูให้อิ่มหนำสำราญ ด้วยข้าวและน้ำเป็นประจำ
ฤๅษี ด้วยการกล่าวคำสัตย์นี้ ขอบุตรจงเกิดเถิด เมื่อดิฉันกล่าวเท็จ ขอศีรษะจงแตก ๗ เสี่ยง
ดิฉันเข้าจำอุโบสถประกอบด้วยองค์ ๘ ทุกวัน ๑๔ ค่ำ ๑๕ ค่ำ และ ๘ ค่ำแห่งปักษ์ พร้อมทั้งวันปาฏิหาริยปักษ์ สำรวมแล้วในศีลทั้งหลายในกาลทุกเมื่อ
ฤๅษี ด้วยการกล่าวคำสัตย์นี้ ขอบุตรจงเกิดเถิด เมื่อดิฉันกล่าวเท็จ ขอศีรษะจงแตก ๗ เสี่ยง (ท้าวสักกะทรงสรรเสริญพระนางสุเมธาว่า)
พระราชบุตรีผู้เจริญ ผู้เพียบพร้อมด้วยยศ คุณธรรมทั้งหลายที่พระนางระบุถึงในพระองค์ มีอยู่ในพระนางทั้งหมด
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๗ หน้า : ๔๔๑}
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก [๑๔. ปกิณณกนิบาต] ๖. สุรุจิชาดก (๔๘๙)
กษัตริย์ผู้สมบูรณ์ด้วยพระชาติ เป็นอภิชาตบุตรผู้เรืองยศ เป็นพระธรรมราชาแห่งชาววิเทหะ จะอุบัติแด่พระนาง (พระนางสุเมธาทรงโสมนัส จึงตรัสถามว่า)
พระดาบสผู้มีดวงตาแจ่มใส ครองผ้าเปื้อนฝุ่น ยืนอยู่ในอากาศที่ไม่มีสิ่งกีดขวาง กล่าววาจาเป็นที่น่าชื่นใจ จับใจดิฉันยิ่งนัก
ท่านเป็นเทวดามาจากสวรรค์หรือหนอ หรือว่าเป็นฤๅษีผู้มีฤทธิ์มาก ท่านเป็นใครกันแน่มาถึงที่นี้ จงประกาศตนให้ดิฉันทราบ (ท้าวสักกะตรัสว่า)
หมู่เทพมาประชุมพร้อมกันที่สภาชื่อสุธรรมาถวายบังคมท่านผู้ใด ท่านผู้นั้นคือข้าพเจ้าท้าวสักกสหัสสนัยน์ได้มายังสำนักของพระนาง
หญิงคนใดในมนุษยโลก ประพฤติธรรมสม่ำเสมอ มีปัญญา มีศีล มีความเคารพสามี นับถือแม่ผัวประดุจเทวดา
เทวดาทั้งหลายซึ่งมิใช่มนุษย์ย่อมมาเยือนหญิงมนุษย์ ผู้มีปัญญาดี มีการงานอันสะอาดเช่นนั้น
พระนางผู้เจริญ ก็พระนางมีกรรมอันสั่งสมไว้ดีแล้ว และมีการประพฤติที่ดีงามไว้ในปางก่อน ทรงเกิดในราชสกุลนี้ เป็นหญิงที่มีความสำเร็จตามความปรารถนาทุกสิ่งทุกอย่าง
พระราชบุตรี ก็พระนางทรงกำชัยชนะนี้ไว้ได้ในโลกทั้ง ๒ คือทรงเข้าถึงเทวโลก ๑ มีเกียรติยศชื่อเสียงในชีวิตนี้ ๑
พระนางสุเมธา ขอพระองค์ทรงสุขสำราญ รักษาธรรมไว้ในพระองค์ตลอดกาลนานเถิด เรานี้ขอลากลับไปสู่สวรรค์ชั้นไตรทศ การพบพระนางเป็นที่พอใจของเราสุรุจิชาดกที่ ๖ จบ
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๗ หน้า : ๔๔๒}
ฉบับหลวง
ชั้นตัวบทพุทธพจน์หน่วยที่ตำแหน่งเดียวกันของเล่มนี้ · เลขข้อเป็นของฉบับนี้เอง · ชื่อเรื่องตรงกันทั้งสองฉบับ
เปิดหน้าของฉบับนี้ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
๖ สุรุจิชาตกํ
พระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๗ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๑๙ ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๑ ๖. สุรุจิชาดก ว่าด้วยพระเจ้าสุรุจิ
มเหสี รุจิโน ภริยา อานีตา ปฐมํ อหํ ทส วสฺสสหสฺสานิ ยํ มํ สุรุจิ อานยิ ฯ สาหํ พฺราหฺมณ ราชานํ เวเทหํ มิถิลคฺคหํ นาภิชานามิ กาเยน วาจาย อุท เจตสา สุรุจึ อติมญฺญิตฺถ อาวิ วา ยทิวา รโห ฯ เอเตน สจฺจวชฺเชน ปุตฺโต อุปฺปชฺชตํ อิเส มุสา เม ภณมานาย มุทฺธา ผลตุ สตฺตธา ฯ
ดิฉันถูกเชิญมาเป็นพระอัครมเหสีคนแรกของพระเจ้าสุรุจิตลอดเวลาหมื่น ปี พระเจ้าสุรุจินำดิฉันมาผู้เดียว ข้าแต่ท่านพราหมณ์ ดิฉันนั้นมิได้ รู้สึกเลยว่า ได้ล่วงเกินพระเจ้าสุรุจิผู้เป็นจอมประชาชนชาววิเทหรัฐ ครองพระนครมิถิลา ด้วยกาย วาจา หรือใจ ทั้งในที่แจ้งหรือในที่ลับ เลย ข้าแต่พระฤาษี ด้วยการกล่าวคำสัตย์จริงนี้ ขอบุตรจงเกิดเถิด เมื่อดิฉัน กล่าวคำเท็จ ขอศีรษะของดิฉันจงแตก ๗ เสี่ยง.
ภตฺตุ มนาปา สสฺสุ ปิยา มาตา ปิตา จ สสฺสุโร เต มํ พฺรหฺเม วิเนตาโร ยาว อฏฺฐํสุ ชีวิตํ ฯ สาหํ อหึสารตินี กามสา ธมฺมจารินี สกฺกจฺจํ เต อุปฏฺฐาสึ รตฺตินฺทิวมตนฺทิตา ฯ เอเตน สจฺจวชฺเชน ปุตฺโต อุปฺปชฺชตํ อิเส มุสา เม ภณมานาย มุทฺธา ผลตุ สตฺตธา ฯ
ข้าแต่ท่านพราหมณ์ ดิฉันเป็นที่พอใจของพระภัสดา พระชนนี และ พระชนกของพระภัสดาก็เป็นที่รักของดิฉัน พระองค์ท่านเหล่านั้นทรง แนะนำดิฉัน ตลอดเวลาที่พระองค์ท่านยังทรงพระชนม์ชีพอยู่ ดิฉันนั้น ยินดีในความไม่เบียดเบียน มีปกติประพฤติธรรมโดยส่วนเดียว มุ่ง บำเรอพระองค์ท่านเหล่านั้นโดยเคารพ ไม่เกียจคร้านทั้งกลางคืนกลางวัน ข้าแต่พระฤาษี ด้วยการกล่าวคำสัตย์จริงนี้ ขอบุตรจงเกิดเถิด เมื่อดิฉัน กล่าวคำเท็จ ขอศีรษะของดิฉันจงแตก ๗ เสี่ยง.
โสฬสิตฺถีสหสฺสานิ สหภริยานิ พฺราหฺมณ ตาสุ อิสฺสา วา โกโธ วา นาหุ มยฺหํ กุทาจนํ ฯ หิเตน ตาสํ นนฺทามิ น จ เม กาจิ อปฺปิยา อตฺตานํวานุกมฺปามิ สทา สพฺพา สปตฺติโย ฯ เอเตน สจฺจวชฺเชน ปุตฺโต อุปชฺชตํ อิเส มุสา เม ภณมานาย มุทฺธา ผลตุ สตฺตธา ฯ
ข้าแต่ท่านพราหมณ์ ความริษยาหรือความโกรธ ในสตรีผู้เป็นพระราช- เทวีร่วมกัน ๑๖,๐๐๐ คน มิได้มีแก่ดิฉันในกาลไหนๆ เลย ดิฉันชื่นชม ด้วยความเกื้อกูลแก่พระราชเทวีเหล่านั้น และคนไหนที่จะไม่เป็นที่รัก ของดิฉันไม่มีเลย ดิฉันอนุเคราะห์หญิงผู้ร่วมพระสามีทั่วกันทุกคน ใน กาลทุกเมื่อ เหมือนอนุเคราะห์ตน ฉะนั้น ข้าแต่พระฤาษี ด้วยการกล่าว คำสัตย์จริงนี้ ขอบุตรจงเกิดเถิด เมื่อดิฉันกล่าวคำเท็จ ขอศีรษะของ ดิฉันจงแตก ๗ เสี่ยง.
ทาเส กมฺมกเร โปเส เยจญฺเญ อนุชีวิโน โปเสมิ สหธมฺเมน สทา ปมุทิตินฺทฺริยา ฯ เอเตน สจฺจวชฺเชน ปุตฺโต อุปฺปชฺชตํ อิเส มุสา เม ภณมานาย มุทฺธา ผลตุ สตฺตธา ฯ
ดิฉันเลี้ยงดูทาสกรรมกร ซึ่งจะต้องเลี้ยงดูและชนเหล่าอื่นผู้อาศัยเลี้ยง ชีวิต โดยเหมาะสมกับหน้าที่ ดิฉันมีอินทรีย์อันเบิกบานในกาลทุกเมื่อ ข้าแต่พระฤาษี ด้วยการกล่าวคำสัตย์จริงนี้ ขอบุตรจงเกิดเถิด เมื่อดิฉัน กล่าวคำเท็จ ขอศีรษะของดิฉันจงแตก ๗ เสี่ยง.
สมเณ พฺราหฺมเณ จาปิ อญฺเญ จาปิ วณิพฺพเก ตปฺเปมิ อนฺนปาเนน สทา ปยตปาณินี ฯ เอเตน สจฺจวชฺเชน ปุตฺโต อุปฺปชฺชตํ อิเส มุสา เม ภณมานาย มุทฺธา ผลตุ สตฺตธา ฯ
ดิฉันมีฝ่ามืออันชุ่ม เลี้ยงดูสมณพราหมณ์ และแม้วณิพกเหล่าอื่น ให้อิ่ม หนำสำราญด้วยข้าวและน้ำทุกเมื่อ ข้าแต่พระฤาษี ด้วยการกล่าวคำสัตย์ จริงนี้ ขอบุตรจงเกิดเถิด เมื่อดิฉันกล่าวคำเท็จ ขอศีรษะของดิฉันจง แตก ๗ เสี่ยง.
จาตุทฺทสึ ปญฺจทสึ ยา จ ปกฺขสฺส อฏฺฐมี ปาฏิหาริยปกฺขญฺจ อฏฺฐงฺคสุสมาหิตํ อุโปสถํ อุปวสามิ สทา สีเลสุ สํวุตา ฯ เอเตน สจฺจวชฺเชน ปุตฺโต อุปฺปชฺชตํ อิเส มุสา เม ภณมานาย มุทฺธา ผลตุ สตฺตธา ฯ
ดิฉันเข้าอยู่ประจำอุโบสถ อันประกอบด้วยองค์ ๘ ประการ ตลอดดิถี ที่ ๑๔,๑๕ และดิถีที่ ๘ แห่งปักษ์ และตลอดปาฏิหาริยปักษ์ ดิฉัน สำรวมแล้วในศีลทุกเมื่อ ข้าแต่พระฤาษี ด้วยการกล่าวคำสัตย์จริงนี้ ขอบุตรจงเกิดเถิด เมื่อดิฉันกล่าวคำเท็จ ขอศีรษะของดิฉันจงแตก ๗ เสี่ยง.
สพฺเพว เต ธมฺมคุณา ราชปุตฺติ ยสสฺสินิ สํวิชฺชนฺติ ตยิ ภทฺเท เย ตฺวํ กิตฺเตสิ อตฺตนิ ฯ ขตฺติโย ชาติสมฺปนฺโน อภิชาโต ยสสฺสิมา ธมฺมราชา เวเทหานํ ปุตฺโต อุปชฺชเต ตว ฯ
ดูกรพระราชบุตรีผู้เรืองยศงดงาม คุณอันเป็นธรรมเหล่าใด ในพระองค์ ที่พระองค์แสดงแล้ว คุณอันเป็นธรรมเหล่านั้นมีทุกอย่าง พระราชโอรส ผู้เป็นกษัตริย์ สมบูรณ์ด้วยพระชาติ เป็นอภิชาตบุตร เรืองพระยศ เป็น พระธรรมราชาแห่งชนชาววิเทหะ จงอุบัติแก่พระนาง.
ทุมฺมิ รโชชลฺลธโร อเฆ เวหายสณฺฐิโต มนุญฺญํ ภาสเส วาจํ ยํ มยฺหํ หทยงฺคมํ ฯ เทวตา นุสิ สคฺคมฺหา อิสิ วาปิ มหิทฺธิโก โก วาสิ ตฺวํ อนุปฺปตฺโต อตฺตานํ เม ปเวทย ฯ
ท่านผู้มีดวงตาน่ายินดี ทรงผ้าคลุกธุลี สถิตอยู่บนเวหาอันไม่มีสิ่งใดกั้น ได้กล่าววาจาเป็นที่พอใจจับใจของดิฉัน ท่านเป็นเทวดามาจากสวรรค์ เป็นฤาษีผู้มีฤทธิ์มาก หรือว่าเป็นใครมาถึงที่นี้ ขอท่านจงกล่าวความจริง ให้ดิฉันทราบด้วย.
ยํ เทวสงฺฆา วนฺทนฺติ สุธมฺมาย สมาคตา โสหํ สกฺโก สหสฺสกฺโข อาคโตสฺมิ ตวนฺติเก ฯ อิตฺถิโย ชีวโลกสฺมึ ยา โหนฺติ สมจารินี เมธาวินี สีลวตี สสฺสุเทวา ปติพฺพตา ฯ ตาทิสาย สุเมธาย สุจิกมฺมาย นาริยา เทวา ทสฺสนมายนฺติ มานุสิยา อมานุสา ฯ ตฺวญฺจ ภทฺเท สุจิณฺเณน ปุพฺเพ สุจริเตน จ อิธ ราชกุเล ชาตา สพฺพกามสมิทฺธินี ฯ อยญฺจ เต ราชปุตฺติ อุภยตฺถ กฏคฺคโห เทวโลกูปปตฺติ จ กิตฺติ จ อิธ ชีวิเต ฯ จิรํ สุเมเธ สุขินี ธมฺมมตฺตนิ ปาลย เอสาหํ ติทิวํ ยามิ ปิยํ เม ตว ทสฺสนนฺติ ฯ สุรุจิชาตกํ ฉฏฺฐํ ฯ ---------
หมู่เทวดามาประชุมกันที่สุธรรมาสภา ย่อมกราบไหว้ท้าวสักกะองค์ใด ข้าพเจ้าเป็นท้าวสักกะองค์นั้น มีดวงตาพันหนึ่ง มายังสำนักของท่าน หญิงเหล่าใดในเทวโลก เป็นผู้มีปกติประพฤติสม่ำเสมอ มีปัญญา มีศีล มี พ่อผัวแม่ผัวเป็นเทวดา ยำเกรงสามี เทวดาทั้งหลายผู้มิใช่มนุษย์ มาเยี่ยม หญิงเช่นนั้น ผู้มีปัญญา มีกรรมอันสะอาด เป็นหญิงมนุษย์ ดูกรนางผู้ เจริญ ท่านเกิดในราชสกุลนี้ พรั่งพร้อมไปด้วยสิ่งที่น่าปรารถนาทุกอย่าง ด้วยสุจริตธรรมที่ท่านประพฤติดีแล้วในปางก่อน ดูกรพระราชบุตรี ก็ แหละ ข้อนี้เป็นชัยชนะในโลกทั้งสองของท่าน คือ การอุบัติในเทวโลก และเกียรติในชีวิตนี้ ดูกรพระนางสุเมธา ขอให้พระนางจงมีสุข ยั่งยืน นาน จงรักษาธรรมไว้ในตนให้ยั่งยืนเถิด ข้าพเจ้านี้ ขอลาไปสู่ไตรทิพย์ การพบเห็นท่าน เป็นการพบเห็นที่ดูดดื่มใจของข้าพเจ้ายิ่งนัก. จบ สุรุจิชาดกที่ ๖.