๑๐. กุกกุฏชาดก เล่ม ๒๗
พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง · ผู้ดำเนินการอ่านข้อเท็จจริงสาธารณะแล้วสรุปเอง
บาลีและคำแปล
ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
๑๐ กุกฺกุฏชาตกํ
พระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๗ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๑๙ ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๑ ๑๐. กุกกุฏชาดก ว่าด้วยพ้นศัตรูเพราะรู้เท่าทัน
นาสฺมเส กตปาปมฺหิ นาสฺมเส อลิกวาทิเน นาสฺมเส อตฺตตฺถปญฺญมฺหิ อติสนฺเตปิ นาสฺมเส ฯ
บุคคลไม่พึงคุ้นเคยในคนทำบาป คนมักพูดเหลาะแหละ คนมีปัญญาคิด แต่ประโยชน์ตน และคนทำเป็นสงบแต่ภายนอก.
ภวนฺติ เหเก ปุริสา โคปิปาสิกชาติกา ฆสนฺติ มญฺเญ มิตฺตานิ วาจาย น จ กมฺมุนา ฯ
มีบุรุษพวกหนึ่ง มีปกติเหมือนโคกระหายน้ำ ทำทีเหมือนจะกล้ำกลืน มิตรด้วยวาจา แต่ไม่ใช้ด้วยการงาน ไม่ควรคุ้นเคยในคนเช่นนั้น.
สุกฺขญฺชลิปคฺคหิตา วาจาย ปลิคุณฺฐิตา มนุสฺสเผคฺคู นาสิเท ยสฺมึ นตฺถิ กตญฺญุตา ฯ
บุรุษพวกหนึ่ง เป็นคนชูมือเปล่า พัวพันอยู่ แต่ด้วยวาจาเป็นมนุษย์ กระพี้ ไม่มีความกตัญญู ไม่ควรคุ้นเคยในคนเช่นนั้น.
น หิ อญฺโญญฺญจิตฺตานํ อิตฺถีนํ ปุริสาน วา นานาวิกตฺวา สํสคฺคํ ตาทิสมฺปิ น วิสฺสเส ฯ
บุคคลไม่ควรคุ้นเคยต่อหญิง หรือบุรุษ ผู้มีจิตกลับกลอก ไม่ทำความ ข้องเกี่ยวให้แจ้งชัด.
อนริยกมฺมอุกฺกนฺตํ อตฺเถตํ สพฺพฆาตินํ นิสิตํว ปฏิจฺฉนฺนํ ตาทิสมฺปิ น วิสฺสเส ฯ
ไม่ควรคุ้นเคยกับบุคคลผู้หยั่งลงสู่กรรม อันไม่ประเสริฐ เป็นคนไม่แน่ นอน กำจัดคนไม่เลือก เหมือนดาบที่เขาลับแล้วปกปิดไว้ ฉะนั้น.
มิตฺตวเสนิเธกจฺเจ สาขลฺเยน อเจตสา วิวิเธหิ อุปายนฺติ ตาทิสมฺปิ น วิสฺสเส ฯ
คนบางพวกในโลกนี้ คอยเพ่งโทษ เข้าไปหาด้วยอุบายต่างๆ ด้วยคำ พูดอันคมคายซึ่งไม่ตรงกับน้ำใจ ด้วยสามารถแห่งมิตรเทียม แม้คนเช่น นี้ ก็ไม่ควรคุ้นเคย.
อามิสํ วา ธนํ วาปิ ยตฺถ ปสฺสติ ตาทิโส ทุพฺภึ กโรติ ทุมฺเมโธ ตญฺจ หนฺตฺวาน คจฺฉติ ฯ
คนมีปัญญาทรามเช่นนั้น พบเห็นอามิส หรือทรัพย์เข้า ณ ที่ใด ย่อม คิดประทุษร้าย และย่อมละทิ้งเพื่อนนั้นไป แม้คนเช่นนั้น ก็ไม่ควร คุ้นเคย.
มิตฺตรูเปน พหโว ฉนฺนา เสวนฺติ สตฺตโว ชเห กาปุริเส เหเต กุกฺกุโฏ วิย เสนกํ ฯ
มีคนเป็นจำนวนมาก ที่ปลอมเป็นมิตรคบหา บุคคลพึงละบุรุษชั่วเหล่า นั้นเสีย เหมือนไก่ละเหยี่ยว ฉะนั้น.
โย จ อุปฺปติตํ อตฺถํ ขิปฺปเมว น พุชฺฌติ อมิตฺตวสมเนฺวติ ปจฺฉาว อนุตปฺปติ ฯ
อนึ่ง บุคคลใดไม่รู้เท่าทันเหตุที่เกิดขึ้นได้ฉับพลัน หลงไปตามอำนาจ ศัตรู บุคคลนั้น ย่อมเดือดร้อนในภายหลัง.
โย จ อุปฺปติตํ อตฺถํ ขิปฺปเมว นิโพธติ มุจฺจเต สตฺตุสมฺพาธา กุกฺกุโฏ วิย เสนกา ฯ
ส่วนบุคคลใดรู้เท่าทันเหตุที่เกิดขึ้นได้ ฉับพลัน บุคคลนั้นย่อมพ้นจาก ความเบียดเบียนของศัตรู เหมือนไก่พ้นจากเหยี่ยว ฉะนั้น.
ตํ ตาทิสํ กูฏมิโวฑฺฑิตํ วเน อธมฺมิกํ นิจฺจวิธํสการินํ อารา วิวชฺเชยฺย นโร วิจกฺขโณ เสนํ ยถา กุกฺกุโฏ วํสกานเนติ ฯ กุกฺกุฏชาตกํ ทสมํ ฯ ---------
นรชนผู้มีปัญญาเครื่องพิจารณา ควรละเว้นบุคคลผู้ไม่ตั้งอยู่ในธรรม มัก ทำการกำจัดอยู่เป็นนิตย์ ดังแร้วที่เขาดักไว้ในป่าเช่นนั้นเสียให้ห่างไกล เหมือนไก่ในป่าไผ่ละเว้นเหยี่ยว ฉะนั้น. จบ กุกกุฏชาดกที่ ๑๐.
ฉบับมหาจุฬาฯ
ชั้นตัวบทพุทธพจน์หน่วยที่ตำแหน่งเดียวกันของเล่มนี้ · เลขข้อเป็นของฉบับนี้เอง · ชื่อเรื่องตรงกันทั้งสองฉบับ
เปิดหน้าของฉบับนี้ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก [๑๐. ทสกนิบาต] ๑๐. กุกกุฏชาดก (๔๔๘) ๑๐. กุกกุฏชาดก (๔๔๘) ว่าด้วยพญาไก่ (พญาไก่กล่าวว่า)
ไม่ควรวางใจในคนทำความชั่ว คนพูดเหลาะแหละ คนเห็นแก่ตัว แม้คนที่สงบเกินไปก็ไม่ควรวางใจ
เพราะว่ามีคนพวกหนึ่งเป็นเช่นกับโคกระหายน้ำ เพียงแต่พูดเสียดสีมิตร แต่ไม่กระทำตามที่พูด
ผู้ใดดีแต่ประณมมือไหว้ พูดวกวน เป็นมนุษย์กระพี้ ไม่มีความกตัญญู ผู้นั้นก็ไม่ควรนั่งใกล้
อนึ่ง ไม่พึงวางใจสตรีหรือบุรุษผู้มีจิตแปรปรวน แม้คนเปิดเผยความสัมพันธ์มีประการต่างๆ เช่นนั้น ก็ไม่ควรวางใจ
คนผู้ตกอยู่ในกรรมชั่ว มีวาจาไม่มั่นคง ฆ่าได้ทุกคน เหมือนดาบที่ลับแล้วซ่อนไว้ แม้คนเช่นนั้นก็ไม่ควรวางใจ
คนบางพวกในโลกนี้ เป็นคนเทียมมิตร มีวาจาคมคาย แต่ไร้น้ำใจ เข้าไปหาด้วยอุบายต่างๆ แม้คนเช่นนั้นก็ไม่ควรวางใจ
คนใดเห็นอามิสหรือทรัพย์ในที่ใดยังละทิ้งเพื่อนนั้นไปเสียได้ คนเช่นนั้นเป็นคนโง่ ทำลายมิตร (พระราชาตรัสว่า)
สัตว์จำนวนมากปกปิดตนไว้ เป็นคนเทียมมิตร คอยคบหาอยู่ คนเหล่านี้เป็นคนชั่ว ควรละเว้นเสีย เหมือนไก่ละเว้นเหยี่ยว
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๗ หน้า : ๓๔๐}
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก [๑๐. ทสกนิบาต] ๑๑. มัฏฐกุณฑลีชาดก (๔๔๙)
อนึ่ง ผู้ใดไม่รู้เท่าทันเหตุที่เกิดขึ้นโดยฉับพลัน ผู้นั้นจะตกอยู่ในอำนาจของศัตรูและจะเดือดร้อนในภายหลัง
ส่วนผู้ใดรู้เท่าทันเหตุที่เกิดขึ้นโดยฉับพลัน ผู้นั้นย่อมพ้นจากความคับขันอันเกิดจากศัตรู เหมือนไก่พ้นจากเหยี่ยว
คนผู้ไม่ตั้งอยู่ในธรรม มีปกติกำจัดอยู่เป็นนิตย์ เหมือนบ่วงที่เขาดักไว้ในป่าฉะนั้น นรชนผู้มีปัญญาพิจารณาควรเว้นให้ห่างไกล เหมือนไก่ในป่าไผ่จะเว้นเหยี่ยวกุกกุฏชาดกที่ ๑๐ จบ
ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
พระศาสดา เมื่อประทับอยู่ ณ พระวิหารเวฬุวัน ทรงปรารภความพยายามปลงพระชนม์ จึงตรัสเรื่องนี้ มีคำเริ่มต้นว่า นาสฺมเส กตปาปมฺหิ ดังนี้.
ความย่อว่า ภิกษุทั้งหลายสนทนากันในธรรมสภาถึงความไม่ดีของพระเทวทัตว่า อาวุโสทั้งหลาย พระเทวทัตทำอุบายเพื่อจะปลงพระชนม์พระทศพล ด้วยการวางนายขมังธนูเป็นต้น.
พระศาสดาเสด็จมาตรัสถามว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย บัดนี้พวกเธอนั่งสนทนากันถึงเรื่องอะไร?เมื่อภิกษุเหล่านั้นกราบทูลให้ทรงทราบแล้ว ตรัสว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย มิใช่แต่ในบัดนี้เท่านั้นที่พระเทวทัตพยายามฆ่าเราแม้ในกาลก่อนพระเทวทัตก็พยายามฆ่าเราเหมือนกัน แล้วได้ทรงนำเอาเรื่องในอดีตมาสาธกดังต่อไปนี้ :-
ในอดีตกาล พระราชาทรงพระนามว่าโกสัมพิกะ ครองราชสมบัติอยู่ในพระนครโกสัมพี.
ครั้งนั้นพระโพธิสัตว์เสวยพระชาติเป็นไก่ ณ ป่าไผ่แห่งหนึ่งมีไก่หลายร้อยเป็นบริวารอยู่ในป่า. เหยี่ยวตัวหนึ่งอยู่ ณ ที่ใกล้ๆ กันนั้น มันใช้อุบายจับไก่กินทีละตัวๆ กินจนหมด นอกจากพระโพธิสัตว์อยู่ตัวเดียว เป็นผู้ไม่ประมาท เที่ยวหาอาหารตามเวลาแล้วก็เข้าไปอยู่ ณ เชิงไผ่.
เหยี่ยวนั้นไม่อาจจับไก่พระโพธิสัตว์นั้นได้ จึงคิดว่า เราจักใช้อุบายอย่างหนึ่งล่อลวงจับไก่นั้นกินให้ได้. แล้วเข้าไปแอบอยู่ที่กิ่งไม้ใกล้ๆ กันนั้น กล่าวว่า แน่ะพญาไก่ผู้เพื่อน ท่านกลัวเราเพราะเหตุไร? เราต้องการทำความคุ้นเคยกับท่าน ประเทศชื่อโน้นสมบูรณ์ด้วยอาหาร เราทั้งสองไปหาอาหารกันที่นั้น แล้วจักอยู่อย่างมีความรักใคร่กันและกัน.
ลำดับนั้น พระโพธิสัตว์กล่าวกะเหยี่ยวว่า แน่ะเพื่อน เราจะมีความคุ้นเคยกะเจ้าไม่ได้ เจ้าไปเถิด. เหยี่ยวถามว่า แน่ะเพื่อน ท่านไม่เชื่อเราเพราะเราเคยทำความชั่วมาแล้ว ตั้งแต่นี้ไปเราจักไม่ทำเช่นนั้นอีก. พระโพธิสัตว์ตอบว่า เราไม่ต้องการสหายเช่นเจ้า เจ้าจงไปเสียเถิด.
พระโพธิสัตว์ห้ามเหยี่ยวทำนองนี้ถึง ๓ ครั้ง แล้วส่งเสียงขันก้องป่าว่า ใครๆ ไม่ควรทำความคุ้นเคยกับผู้ที่ประกอบด้วยลักษณะเช่นนี้ ดังนี้
เมื่อเทวดาทั้งหลายพากันแซ่ซ้องสาธุการ เมื่อจะเริ่มธรรมกถา ได้กล่าวคาถาเหล่านี้ว่า :-
บุคคลไม่พึงคุ้นเคยในคนทำบาป คนมักพูดเหลาะแหละ คนมีปัญญาคิดแต่ประโยชน์ตน คนแสร้งทำสงบเสงี่ยมแต่ภายนอก.
มีคนพวกหนึ่ง มีปกติเหมือนโคกระหายน้ำ ทำทีเหมือนจะกล้ำกลืนมิตรด้วยวาจา แต่ไม่ใช่ด้วยการงาน ไม่ควรคุ้นเคยในคนเช่นนั้น.
คนพวกหนึ่ง เป็นคนชูมือเปล่า พัวพันอยู่แต่ด้วยวาจา เป็นมนุษย์กระพี้ ไม่มีความกตัญญู ไม่ควรนั่งใกล้คนเช่นนั้น.
บุคคลไม่ควรคุ้นเคยต่อสตรีหรือบุรุษผู้มีจิตกลับกลอก ไม่ทำความเกี่ยวข้องให้แจ้งชัดด้วยเหตุต่างๆ.
ไม่ควรคุ้นเคยกับบุคคลผู้หยั่งลงสู่กรรมอันไม่ประเสริฐ เป็นคนไม่แน่นอน กำจัดคนไม่เลือกหน้า เหมือนดาบที่เขาลับแล้วปกปิดไว้ ฉะนั้น.
คนบางพวกในโลกนี้ คอยเพ่งโทษเข้าไปหาด้วยอุบายต่างๆ ด้วยคำพูดอันคมคาย ซึ่งไม่ตรงกับน้ำใจ ด้วยสามารถแห่งคนเทียมมิตร แม้คนเช่นนี้ก็ไม่ควรคุ้นเคย.
คนมีความคิดชั่วเช่นนั้น พบเห็นอามิส หรือทรัพย์เข้า ณ ที่ใด ย่อมคิดประทุษร้าย และครั้นได้แล้วก็ละสหายนั้นไป.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า นาสฺมเส แปลว่า ไม่พึงคุ้นเคย อีกอย่างหนึ่ง พระบาลีก็อย่างนี้เหมือนกัน มีคำที่ท่านกล่าวไว้ว่า บุคคลไม่ควรคุ้นเคย.
บทว่า กตปาปมฺหิ คือ ในคนทำบาปไว้ครั้งแรก.
บทว่า อลิกวาทิเน คือ ไม่พึงคุ้นเคยแม้ในคนที่มักพูดเท็จ เพราะว่า ขึ้นชื่อว่าบาปที่บุคคลผู้มักพูดเท็จนั้นไม่พึงทำ ย่อมไม่มี.
บทว่า นาสฺมเส อตฺตตฺถปญฺญมฺหิ ความว่า บุคคลใดมีปัญญาคิดแต่ประโยชน์ตนเท่านั้น คือไม่ได้คบด้วยสามารถแห่งเสน่หา แต่มีความต้องการทรัพย์เหล่านั้นจึงคบ แม้ในบุคคลผู้มีปัญญาคิดแต่ประโยชน์ตนนั้น ก็ไม่ควรคุ้นเคย.
บทว่า อติสนฺเต ได้แก่ ในบุคคลผู้แสร้งทำสงบเสงี่ยมด้วยการแสดงความสงบในภายนอก ทั้งๆ ที่ความสงบในภายในไม่มีอยู่เลย คือในบุคคลผู้หลอกลวง ผู้ปกปิดการงาน ผู้เช่นกับอสรพิษที่ปกปิดรู.
บทว่า โคปิปาสกชาติกา คือ ราวกะมีชาติกระหายน้ำแห่งโคทั้งหลาย. อธิบายว่า เป็นเช่นกับด้วยโคที่กระหายน้ำ
พระโพธิสัตว์แสดงความนี้ไว้ว่า เปรียบเหมือนโคตัวที่กระหายน้ำลงสู่ท่า แล้วดื่มน้ำจนเต็มปาก แต่ไม่กระทำสิ่งที่ควรกระทำแก่น้ำอีกฉันใด บุคคลบางพวกก็ฉันนั้นเหมือนกัน ทำทีจะกล้ำกลืนมิตรด้วยคำอันอ่อนหวานว่า จะทำสิ่งโน้นสิ่งนี้ให้ แต่แล้วก็ไม่กระทำสิ่งที่ควรแก่คำอันไพเราะ ความคุ้นเคยในบุคคลเช่นนั้น ย่อมเป็นไปเพื่อความฉิบหายอันใหญ่หลวง.
บทว่า สุกฺขญฺชลิปคฺคหีตา คือ เป็นคนชูมืออันเปล่า.
บทว่า วาจาย ปลิคุณฺฐิตา คือ ปกปิดด้วยคำว่า จักให้จักทำสิ่งนั้น.
บทว่า มนุสฺสเผคฺคู ความว่า มนุษย์ผู้หาแก่นสารมิได้เห็นปานนี้ ชื่อว่าเป็นมนุษย์กระพี้.
บทว่า นาสิเท ได้แก่ ไม่ควรนั่งใกล้ คือไม่ควรเข้าไปใกล้ในบุคคลนั้นเห็นปานนี้.
บทว่า ยสฺมึ นตฺถิ ความว่า อนึ่ง ความกตัญญูไม่มีในบุคคลใด แม้ในบุคคลนั้นก็ไม่ควรนั่งใกล้.
บทว่า อญฺญญฺญจิตฺตานํ ได้แก่ ผู้ประกอบด้วยจิตอันไม่แน่นอน. อธิบายว่าผู้มีจิตกลับกลอก.
พระโพธิสัตว์แสดงความนี้ไว้ว่า บุคคลไม่ควรคุ้นเคยต่อสตรีหรือบุรุษผู้เห็นปานนี้.
บทว่า นานา วิกตฺวา สํสคฺคํ พระโพธิสัตว์แสดงว่า แม้บุคคลใดกระทำความเกี่ยวข้องให้แจ้งชัด คือกระทำให้มั่นด้วยเหตุต่างๆ เพื่อจะทำอันตรายด้วยโวหารว่า ใครๆ ไม่อาจเพื่อไม่เข้าไปทำสิ่งที่ไม่เป็นอันตรายแก่เขาได้. ดังนี้แล้วทำอันตรายในภายหลัง บุคคลแม้เช่นนั้นก็ไม่ควรคุ้นเคย คือไม่ควรสนิทสนม.
บทว่า อนริยกมฺมํ โอกฺกนฺตํ ได้แก่ ผู้หยั่งลงสู่กรรมของผู้ไม่ประเสริฐ คือผู้ทุศีลทั้งหลายดำรงอยู่.
บทว่า อฐิตํ ได้แก่ ผู้ไม่มั่นคง คือผู้มีคำพูดอันไม่แน่นอน.
บทว่า สพฺพฆาตินํ คือ ผู้ได้โอกาสแล้วทำการกำจัดบุคคลไม่เลือกหน้า.
บทว่า นิสิตํว ปฏิจฺฉนฺนํ คือ เหมือนดาบที่ลับแล้ว ปกปิดไว้ด้วยฝักหรือเศษผ้าฉะนั้น.
บทว่า ตาทิสํปิ ความว่า บุคคลไม่ควรคุ้นเคยคนผู้มิใช่มิตรผู้เป็นคนเทียมมิตรแม้เห็นปานนี้.
บทว่า สาขลฺเยน คือ ด้วยคำพูดอันคมคาย.
บทว่า อเจตสา แปลว่า อันไม่ตรงกับน้ำใจ จริงอยู่ คำพูดของบุคคลเหล่านั้นเท่านั้นกลมกล่อม ส่วนจิตกระด้างหยาบคาย คนบางพวกในโลกนี้คอยเพ่งโทษเข้าไปหาด้วยอุบายต่างๆ.
บทว่า ตาทิสํปิ ความว่า คนใดเป็นเช่นกับด้วยคนผู้มิใช่มิตรผู้เป็นคนเทียมมิตรเหล่านั้น คนแม้เช่นนั้นก็ไม่ควรคุ้นเคย.
บทว่า อามิสํ ได้แก่ ของควรเคี้ยวและของควรบริโภค.
บทว่า ธนํ ได้แก่ สิ่งของที่เหลือตั้งต้นแต่ขาเตียง.
บทว่า ยตฺถ ปสฺสติ คือ เห็น ณ ที่ใดในเรือนของสหาย.
บทว่า ทุพฺภึ กโรติ ได้แก่ ให้จิตคิดประทุษร้ายเกิดขึ้น คือนำทรัพย์นั้นไป.
บทว่า ตญฺจ หิตฺวาน คือ ครั้นได้ก็ละสหายแม้นั้นไป.
พญาไก่ได้กล่าวคาถา ๗ คาถาด้วยประการดังนี้ :-
พระศาสดาผู้เป็นธรรมราชาได้ทรงภาษิตอภิสัมพุทธคาถา ๔ คาถาดังนี้ว่า :-
มีคนเป็นจำนวนมาก ที่ปลอมเป็นมิตรมาคบหา บุคคลพึงละบุรุษชั่วเหล่านั้นเสีย เหมือนไก่ละเหยี่ยว ฉะนั้น.
อนึ่ง บุคคลใดไม่รู้เท่าเหตุที่เกิดขึ้นได้ฉับพลันหลงไปตามอำนาจศัตรู บุคคลนั้นย่อมเดือดร้อนในภายหลัง.
ส่วนบุคคลใดรู้เท่าทันเหตุที่เกิดขึ้นได้ฉับพลัน บุคคลนั้นย่อมพ้นจากการเบียดเบียนของศัตรู เหมือนไก่พ้นจากเหยี่ยว ฉะนั้น.
คนผู้มีปัญญาเครื่องพิจารณาควรเว้นบุคคลผู้ไม่ตั้งอยู่ในธรรม มักทำการกำจัดอยู่เป็นนิตย์ เหมือนแร้วที่เขาดักไว้ในป่า เช่นนั้นเสียให้ห่างไกล เหมือนไก่ในป่าไผ่ละเว้นเหยี่ยว ฉะนั้น.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ชเห กาปุริเส เหเต ความว่า ภิกษุทั้งหลาย บัณฑิตพึงละบุรุษชั่วเหล่านั้นเสีย ก็ หิ อักษรในพระคาถานี้เป็นเพียงนิบาต.
บทว่า ปจฺฉา จ มนุตปฺปติ คือ ย่อมเดือดร้อนในภายหลัง.
บทว่า กูฏมิโวฑฺฑิตํ คือ เหมือนแร้วที่เขาดักไว้ในป่าเพื่อต้องการจะให้เนื้อในป่ามาติดฉะนั้น.
บทว่า นิจฺจวิธํสการินํ แปลว่า ผู้มักทำการกำจัดอยู่เป็นนิจ.
บทว่า วํสกานเน แปลว่า ในป่าไผ่ นรชนผู้มีปัญญาเครื่องพิจารณา ควรเว้นบาปมิตร ผู้มักทำการกำจัดเสียเหมือนไก่ในป่าไผ่ละเว้นเหยี่ยว ฉะนั้น.
พระยาไก่นั้นครั้นกล่าวคาถาแล้ว เรียกเหยี่ยวมาขู่ว่า ถ้าเราจักอยู่ในที่นี้ เราจักตอบแทนการกระทำของเจ้า แม้เหยี่ยวก็ได้หนีจากที่นั้นไปในที่อื่น.
พระศาสดา ครั้นทรงนำพระธรรมเทศนานี้มาแสดงแล้ว ตรัสว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย แม้ในกาลก่อนพระเทวทัตก็พยายามฆ่าเราอย่างนี้ ดังนี้แล้วทรงประชุมชาดกว่า
เหยี่ยวในครั้งนั้น ได้เป็น พระเทวทัต ในบัดนี้
ส่วนพญาไก่ในครั้งนั้น ได้มาเป็น เราตถาคต ฉะนี้แล. จบ อรรถกถากุกกุฏชาดกที่ ๑๐ -----------------------------------------------------