๕. ติโรกุฑฑเปตวัตถุ เล่ม ๒๖
พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง · ผู้ดำเนินการอ่านข้อเท็จจริงสาธารณะแล้วสรุปเอง
บาลีและคำแปล
ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
พระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๖ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๑๘ ขุททกนิกาย วิมาน-เปตวัตถุ เถร-เถรีคาถา ๕. ติโรกุฑฑเปตวัตถุ ว่าด้วยบุพกรรมของเปรตญาติพระเจ้าพิมพิสาร พระผู้มีพระภาคตรัสกะพระเจ้าพิมพิสารว่า
|๙๐.๑๔| ๕ ติโรกุฑฺเฑสุ ติฏฺฐนฺติ สนฺธิสิงฺฆาฏเกสุ จ ทฺวารพาหาสุ ติฏฺฐนฺติ อาคนฺตฺวาน สกํ ฆรํ ฯ |๙๐.๑๕| ปหูเต อนฺนปานมฺหิ ขชฺชโภชฺเช อุปฏฺฐิเต น เตสํ โกจิ สรติ สตฺตานํ กมฺมปจฺจยา ฯ |๙๐.๑๖| เอวํ ททนฺติ ญาตีนํ เย โหนฺติ อนุกมฺปกา สุจึ ปณีตํ กาเลน กปฺปิยํ ปานโภชนํ อิทํ โว ญาตีนํ โหตุ สุขิตา โหนฺตุ ญาตโย ฯ |๙๐.๑๗| เต จ ตตฺถ สมาคนฺตฺวา ญาติเปตา สมาคตา ปหูเต อนฺนปานมฺหิ สกฺกจฺจํ อนุโมทเร |๙๐.๑๘| จิรํ ชีวนฺตุ โน ญาตี เยสํ เหตุ ลภามเส อมฺหากญฺจ กตา ปูชา ทายกา จ อนิปฺผลา ฯ |๙๐.๑๙| น หิ ตตฺถ กสิ อตฺถิ โครกฺเขตฺถ น วิชฺชติ วณิชฺชา ตาทิสี นตฺถิ หิรญฺเญน กยากยํ ฯ อิโต ทินฺเนน ยาเปนฺติ เปตา กาลกตา ตหึ |๙๐.๒๐| อุนฺนเม อุทกํ วุฏฺฐํ ยถา นินฺนํ ปวตฺตติ เอวเมว อิโต ทินฺนํ เปตานํ อุปกปฺปติ ฯ |๙๐.๒๑| ยถา วาริวหา ปูรา ปริปูเรนฺติ สาครํ เอวเมว อิโต ทินฺนํ เปตานํ อุปกปฺปติ ฯ |๙๐.๒๒| อทาสิ เม อกาสิ เม ญาติมิตฺตา สขา จ เม เปตานํ ทกฺขิณํ ทชฺชา ปุพฺเพ กตมนุสฺสรํ |๙๐.๒๓| น หิ รุณฺณํ วา โสโก วา ยาวญฺญา ปริเทวนา น ตํ เปตสฺส อตฺถาย เอวํ ติฏฺฐนฺติ ญาตโย ฯ |๙๐.๒๔| อยญฺจ โข ทกฺขิณา ทินฺนา สงฺฆมฺหิ สุปฺปติฏฺฐิตา ทีฆรตฺตํ หิตายสฺส ฐานโส อุปกปฺปติ ฯ |๙๐.๒๕| โส ญาติธมฺโม จ อยํ นิทสฺสิโต เปตาน ปูชา จ กตา อุฬารา พลญฺจ ภิกฺขูนมนุปฺปทินฺนํ ตุเมฺหหิ ปุญฺญํ ปสุตํ อนปฺปกนฺติ ฯ ติโรกุฑฺฑเปตวตฺถุ ปญฺจมํ ฯ
เปรตทั้งหลายพากันมาสู่เรือนของตนแล้ว ยืนอยู่ภายนอกฝาที่ตรอก กำแพง และทาง ๓ แพร่ง และยืนอยู่ที่ใกล้บานประตู เมื่อข้าว น้ำ ของกิน ของบริโภคเป็นอันมากเขาเข้าไปตั้งไว้แล้ว แต่ญาติไรๆ ของ สัตว์เหล่านั้นระลึกไม่ได้ เพราะกรรมเป็นปัจจัย เหล่าชนผู้อนุเคราะห์ ย่อมให้น้ำและโภชนะอันสะอาด ประณีตสมควรแก่ญาติทั้งหลายตามกาล ดุจทานที่มหาบพิตรทรงถวายแล้วฉะนั้น ด้วยเจตนาอุทิศว่า ขอทานนี้แล จงสำเร็จผลแก่ญาติทั้งหลายของเรา ขอญาติทั้งหลายของเราจงเป็นสุข เถิด ส่วนเปรตผู้เป็นญาติเหล่านั้น พากันมาชุมในที่นั้น เมื่อข้าว และน้ำมีอยู่บริบูรณ์ ย่อมอนุโมทนาโดยเคารพว่า เราได้สมบัติเพราะ เหตุแห่งญาติเหล่าใด ขอญาติของเราเหล่านั้น จงมีชีวิตอยู่ยืนนาน การบูชาเป็นอันพวกญาติได้ทำแล้วแก่เราทั้งหลาย และญาติทั้งหลายผู้ให้ ก็ไม่ไร้ผล เพราะในเปรตวิสัยนั้น ไม่มีกสิกรรม ไม่มีโครักขกรรม ไม่ มีการค้าขายเช่นนั้น ไม่มีการซื้อการขายด้วยเงิน เปรตทั้งหลายผู้ไปใน ปิตติวิสัย ย่อมเยียวยาอัตภาพด้วยทานที่ญาติหรือมิตรให้แล้วแต่มนุษย- โลกนี้ น้ำฝนอันตกลงในที่ดอน ย่อมไหลไปสู่ที่ลุ่ม ฉันใด ทานอัน ญาติหรือมิตรให้แล้วในมนุษยโลกนี้ ย่อมสำเร็จผลแก่เปรตทั้งหลาย ฉันนั้นเหมือนกัน ห้วงน้ำใหญ่เต็มแล้ว ย่อมยังสาครให้เต็มเปี่ยม ฉันใด ทานอันญาติหรือมิตรให้แล้ว แต่มนุษยโลกนี้ ย่อมสำเร็จผล แก่เปรตทั้งหลาย ฉันนั้นเหมือนกัน กุลบุตรเมื่อระลึกถึงอุปการะที่ท่าน ทำแล้วในกาลก่อนว่า ญาติมิตรและสหายได้ให้สิ่งของแก่เรา ได้ช่วย ทำกิจของเรา ดังนี้ พึงให้ทักษิณาแก่เปรตทั้งหลาย ความเศร้าโศก หรือความร่ำไรอย่างอื่น ไม่ควรทำเลย เพราะความร้องไห้เป็นต้นนั้น ไม่เป็นประโยชน์แก่เปรตทั้งหลาย ญาติทั้งหลายย่อมดำรงอยู่โดยปกติ ธรรมดา อันทักษิณานี้แลที่ท่านเข้าไปตั้งไว้ดีแล้วในสงฆ์ ให้แล้ว ย่อม สำเร็จประโยชน์แก่เปรตนั้นโดยพลัน สิ้นกาลนาน ญาติธรรมมหาพิตร ได้แสดงให้ปรากฏแล้ว การบูชาอันยิ่งเพื่อเปรตทั้งหลาย มหาพิตรทรง ทำแล้ว และกำลังกายมหาบพิตรได้เพิ่มให้แก่ภิกษุทั้งหลายแล้ว บุญมี ประมาณไม่น้อยมหาบพิตรได้ทรงขวนขวายแล้ว. จบ ติโรกุฑฑเปตวัตถุที่ ๕.
ฉบับมหาจุฬาฯ
ชั้นตัวบทพุทธพจน์หน่วยที่ตำแหน่งเดียวกันของเล่มนี้ · เลขข้อเป็นของฉบับนี้เอง · ชื่อเรื่องตรงกันทั้งสองฉบับ
เปิดหน้าของฉบับนี้ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
๕. ติโรกุฑฑเปตวัตถุ เรื่องเปรตอยู่นอกฝาเรือน
พวกเปรตพากันมาสู่เรือนของตน บ้างยืนอยู่ที่ฝาเรือนด้านนอก บ้างยืนอยู่ที่ทางสี่แพร่งสามแพร่ง บ้างยืนพิงอยู่ที่บานประตู
เมื่อมีข้าวและน้ำดื่มมากมาย เมื่อของเคี้ยวของกินถูกจัดเตรียมไว้แล้ว ญาติสักคนก็ไม่นึกถึงเปรตเหล่านั้น เพราะกรรมของสัตว์ทั้งหลายเป็นปัจจัย
เหล่าชนผู้อนุเคราะห์ ย่อมให้อาหารและน้ำดื่มที่สะอาดประณีต เหมาะแก่พระสงฆ์ตามกาล อุทิศให้ญาติทั้งหลาย(ที่เกิดเป็นเปรต)อย่างนี้ว่า ขอทานนี้จงสำเร็จแก่ญาติทั้งหลาย ขอญาติทั้งหลายจงเป็นสุขเถิด
ส่วนญาติที่เกิดเป็นเปรตเหล่านั้น พากันมาประชุมพร้อมกัน ณ ที่ให้ทานนั้น ย่อมอนุโมทนาในอาหารและน้ำดื่มเป็นอันมากโดยเคารพว่า @เชิงอรรถ : @ เหมือนเล่ม ๒๕
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๖ หน้า : ๑๗๐}
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เปตวัตถุ [๑. อุรควรรค] ๕. ติโรกุฑฑเปตวัตถุ
เพราะเหตุแห่งญาติเหล่าใดพวกเราจึงได้สมบัติเช่นนี้ ขอญาติเหล่านั้นของพวกเราจงมีอายุยืน อนึ่ง การบูชาญาติผู้เป็นทายกก็ได้ทำแก่พวกเราแล้ว และทายกก็ไม่ไร้ผล
ก็ในเปตวิสัยนั้น ไม่มีกสิกรรม(การทำไร่ไถนา) ไม่มีโครักขกรรม(การเลี้ยงวัวไว้ขาย) ไม่มีพาณิชกรรม(การค้าขาย)เช่นนั้น การแลกเปลี่ยนซื้อขายด้วยเงินก็ไม่มี ผู้ที่ตายไปเป็นเปรตในเปตวิสัยนั้น ดำรงชีพอยู่ด้วยผลทานที่พวกญาติอุทิศให้จากมนุษยโลกนี้
น้ำฝนตกลงมาในที่ดอนย่อมไหลไปสู่ที่ลุ่มฉันใด ทานที่ทายกอุทิศให้จากมนุษยโลกนี้ ย่อมสำเร็จผลแน่นอนแก่เปรตทั้งหลายฉันนั้นเหมือนกัน
ห้วงน้ำที่เต็มย่อมยังสมุทรสาครให้เต็มเปี่ยมฉันใด ทานที่ทายกอุทิศให้จากมนุษยโลกนี้ ย่อมสำเร็จแก่เปรตทั้งหลายฉันนั้นเหมือนกัน
กุลบุตรเมื่อระลึกถึงอุปการะที่ญาติผู้ละไปแล้วทำไว้ในกาลก่อนว่า ผู้นั้นได้ให้สิ่งนี้แก่เรา ได้ทำสิ่งนี้แก่เรา ได้เป็นญาติ มิตร และสหายของเรา ก็ควรถวายทักษิณาทานอุทิศให้แก่ญาติผู้ละไปแล้ว
การร้องไห้ ความเศร้าโศก หรือความร่ำไห้คร่ำครวญอย่างอื่นใด ใครๆ ไม่ควรทำเลย เพราะการร้องไห้เป็นต้นนั้น ไม่เป็นประโยชน์แก่ผู้ที่ล่วงลับไปแล้ว ญาติทั้งหลายก็ยังคงสภาพอยู่อย่างนั้น
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๖ หน้า : ๑๗๑}
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เปตวัตถุ [๑. อุรควรรค] ๖. ปัญจปุตตขาทิกเปติวัตถุ
ส่วนทักษิณาทานนี้แหละที่ตั้งไว้ดีแล้วในพระสงฆ์ ย่อมสำเร็จประโยชน์เกื้อกูลแก่เปรตนั้นโดยทันทีสิ้นกาลนาน
ญาติธรรม นี้นั้นท่านแสดงออกแล้ว การบูชาญาติที่ตายไปท่านทำอย่างยิ่งใหญ่แล้ว ทั้งกำลังกายของภิกษุท่านก็เพิ่มให้แล้ว เป็นอันว่าท่านสะสมบุญไว้มิใช่น้อยเลยติโรกุฑฑเปตวัตถุที่ ๕ จบ ๖. ปัญจปุตตขาทิกเปติวัตถุ เรื่องนางเปรตกินลูกคราวละ ๕ ตน (พระสังฆเถระถามว่า)
เธอเปลือยกาย มีผิวพรรณและรูปร่างน่าเกลียดน่ากลัว มีกลิ่นเหม็นเน่าฟุ้งไป หมู่แมลงวันพากันไต่ตอมเกลื่อนกล่น เธอเป็นใครกันเล่ามายืนอยู่ในที่นี้ (นางเปรตนั้นตอบว่า)
ท่านผู้เจริญ ดิฉันเกิดเป็นเปรตในยมโลก ได้รับความลำบาก เพราะทำกรรมชั่วไว้ จึงต้องจากโลกนี้ไปยังเปตโลก
เวลาเช้า คลอดลูก ๕ คน เวลาเย็นอีก ๕ คน แล้วกินลูกเหล่านั้นทั้งหมด แต่ก็ยังไม่อาจบรรเทาความหิวของดิฉันได้ @เชิงอรรถ : @ ธรรมคือการสงเคราะห์ญาติ
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๖ หน้า : ๑๗๒}
ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
อรรถกถาติโรกุฑฑเปตวัตถุที่ ๕
พระศาสดาเมื่อทรงประทับอยู่ในกรุงราชคฤห์ ทรงปรารภพวกเปรตเป็นอันมาก จึงตรัสพระคาถานี้ มีคำเริ่มต้นว่า ติโรกุฑฺเฑสุ ติฏฺฐนฺติ ดังนี้.
ในข้อนั้น มีกถาพิศดารดังต่อไปนี้ :-
ในกัปที่ ๙๒ แต่ภัททกัปนี้ ได้มีนครหนึ่งชื่อว่ากาสี. พระราชาทรงประนามว่าชัยเสน ทรงครองราชสมบัติในพระนครนั้น. พระองค์ได้มีพระราชเทวีทรงพระนามว่าสิริมา. พระโพธิสัตว์นามว่า ผุสสะ บังเกิดในพระครรภ์ของพระนางแล้ว ตรัสรู้พระสัมมาสัมโพธิญาณโดยลำดับ.
พระเจ้าชัยเสนเกิดความเห็นแก่ตัวขึ้นว่า บุตรของเราออกมหาภิเนษกรมณ์เป็นพระพุทธเจ้า พระพุทธเจ้าเป็นของเรา พระธรรมเป็นของเรา พระสงฆ์ก็เป็นของเรา ดังนี้แล้วทรงอุปัฏฐากด้วยพระองค์เองทุกๆ กาล ไม่ทรงให้โอกาสแก่ชนเหล่าอื่น.
พี่น้อง ๓ คนผู้ต่างมารดากัน เป็นพระกนิฐภาดาของพระผู้มีพระภาคเจ้า พากันคิดว่า ธรรมดาว่าพระพุทธเจ้าทั้งหลายย่อมอุบัติเพื่อประโยชน์แก่ชาวโลกทั้งมวล มิใช่เพื่อประโยชน์เฉพาะบุคคลผู้เดียว และพระบิดาของพวกเราก็ไม่ยอมให้โอกาสแก่ชนเหล่าอื่นเลย ทำอย่างไรหนอ พวกเราจะพึงได้อุปัฏฐากพระผู้มีพระภาคเจ้าและภิกษุสงฆ์.
พี่น้องทั้ง ๓ พระองค์นั้นได้มีความคิดอย่างนี้ว่า เอาเถิด พวกเราจะทำอุบายสักอย่างหนึ่งให้ได้. พี่น้อง ๓ พระองค์เหล่านั้นได้สร้างสถานการณ์ชายแดน ประหนึ่งว่าเกิดการปั่นป่วน. แต่นั้น พระราชาทรงสดับว่า แถบชายแดนเกิดความปั่นป่วน จึงได้ส่งพระโอรสทั้ง ๓ พระองค์ไปปราบปัจจันตชนบท. พี่น้อง ๓ พระองค์เหล่านั้นไปปราบให้ปัจจันตชนบทสงบแล้วกลับมา.
พระราชาทรงพอพระทัย ได้ประทานพรว่า พวกลูกปรารถนาสิ่งใดก็จงถือเอาสิ่งนั้นเถิด.
พี่น้องทั้ง ๓ พระองค์นั้นกราบทูลว่า ข้าพระองค์ปรารถนาจะอุปัฏฐากพระผู้มีพระภาคเจ้า.
พระราชาตรัสว่า เว้นพระผู้มีพระภาคเจ้านี้เสีย เธอจงเลือกเอาอย่างอื่นเถิด. พี่น้อง ๓ พระองค์นั้นกราบทูลว่า พวกข้าพระองค์ไม่ต้องการสิ่งอื่น. พระราชาตรัสว่า ถ้าอย่างนั้น พวกเธอจงกำหนดเวลามาแล้วถือเอาเถิด. พี่น้อง ๓ พระองค์นั้นทูลขอถึง ๗ ปี พระราชาไม่ทรงอนุญาต.
พี่น้อง ๓ พระองค์กราบทูลว่า ขอ ๖ ปี ๕ ปี ๔ ปี ๓ ปี ๒ ปี ๑ ปี ๗ เดือน ๖ เดือน ๕ เดือน ๔ เดือนจนกระทั่งขอเพียง ๓ เดือนด้วยประการฉะนี้.
ในกาลนั้น พระราชาได้ทรงอนุญาตว่า จงถือเอาเถิด.
พี่น้อง ๓ พระองค์นั้น เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้า กราบทูลว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ พวกข้าพระองค์ปรารถนาจะอุปัฏฐากพระผู้มีพระภาคเจ้าตลอด ๓ เดือน, ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ขอพระผู้มีพระภาคเจ้าจงทรงรับการอยู่จำพรรษาตลอด ๓ เดือนนี้แก่ข้าพระองค์เถิด.
พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงรับด้วยดุษฎีภาพ.
พี่น้อง ๓ พระองค์นั้นจึงส่งลิขิตไปถึงนายเสมียนในชนบทของตนว่า พวกเราพึงอุปัฏฐากพระผู้มีพระภาคเจ้าตลอด ๓ เดือนนี้. ขอท่านจงจัดแจงสัมภาระสำหรับอุปัฏฐากพระผู้มีพระภาคเจ้าทุกอย่างเริ่มตั้งแต่วิหารไป.
นายเสมียนนั้นได้จัดแจงทุกอย่างแล้ว ส่งลิขิตตอบไป. พี่น้อง ๓ พระองค์นั้นต่างนุ่งผ้ากาสายะ พร้อมกับบุรุษ ๑,๐๐๐ คนผู้ทำการขวนขวาย ได้พากันอุปัฏฐากพระผู้มีพระภาคเจ้าและภิกษุสงฆ์โดยเคารพ นำไปยังชนบท มอบถวายวิหารให้อยู่จำพรรษา.
บุตรคฤหบดีคนหนึ่งผู้เป็นภัณฑาคาริกของพี่น้อง ๓ พระองค์นั้น พร้อมด้วยภริยา เป็นผู้มีศรัทธา มีความเลื่อมใส. เขาได้ถวายทานวัตรแก่ภิกษุสงฆ์มีพระพุทธเจ้าเป็นประธานโดยเคารพ.
นายเสมียนในชนบท พาเขาไปพร้อมกับชาวชนบทประมาณ ๑๑,๐๐๐ คนได้ให้ทานเป็นไปโดยเคารพทีเดียว.
ในคนเหล่านั้น ชาวชนบทบางพวกได้เกิดขัดใจกันขึ้น. เขาเหล่านั้นจึงพากันทำอันตรายแก่ทาน พากันกินไทยธรรมด้วยตนเอง และเอาไฟเผาโรงครัว. ราชบุรุษผู้ปรารถนาแล้วก็พากันทำสักการะแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า นำพระผู้มีพระภาคเจ้าไว้เบื้องหน้า แล้วกลับมาหาบิดาตามเดิม. บรรดาท่านเหล่านั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าเสด็จไปแล้วก็ปรินิพพาน. ส่วนราชบุตรเสมียนในชนบท และผู้เป็นภัณฑาคาริกพร้อมด้วยบริษัททำกาละแล้ว ไปบังเกิดในสวรรค์ตามลำดับ. เหล่าชนผู้ขัดใจกันก็พากันเกิดในนรก.
เมื่อชนทั้ง ๒ พวกนั้นจากสวรรค์เข้าถึงสวรรค์ จากนรกเข้าถึงนรก ด้วยอาการอย่างนี้ผ่านไป ๙๒ กัป.
ครั้นในภัททกัปนี้ ในกาลแห่งพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงพระนามว่ากัสสปะ คนผู้ขัดใจกันเหล่านั้นเกิดในพวกเปรต. ในกาลนั้น พวกมนุษย์พากันให้ทานอุทิศเพื่อประโยชน์แก่พวกเปรตผู้เป็นญาติของตนว่า ขอทานที่ให้นี้จงสำเร็จแก่พวกญาติของพวกเราเถิด. เปรตเหล่านั้นได้เสวยสมบัติ.
ลำดับนั้น เปรตเหล่านี้ได้เห็นดังนั้น จึงเข้าไปเฝ้าพระกัสสปสัมมาสัมพุทธเจ้า ทูลถามว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ แม้พวกข้าพระองค์จะพึงได้สมบัติเห็นปานนี้ หรือไม่หนอ?พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า บัดนี้ ท่านยังไม่ได้ แต่ในอนาคตจักมีพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงพระนามว่าโคตม ในกาลแห่งพระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้น จักมีพระราชาทรงพระนามว่าพิมพิสาร, ใน ๙๒ กัปแต่ภัททกัปนี้ พระองค์ได้เป็นญาติของพวกท่าน พระองค์ได้ถวายทานแด่พระพุทธเจ้าแล้วจักอุทิศแก่พวกท่าน, พวกท่านจักได้ในกาลนั้น.
ได้ยินว่า เมื่อพระกัสสปสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสแล้วอย่างนี้ พระดำรัสนั้นได้เป็นเหมือนตรัสแก่พวกเปรตเหล่านั้นว่า จักได้ในวันพรุ่งนี้.
ครั้นพุทธันดรหนึ่งผ่านไป พระผู้มีพระภาคเจ้าของพวกเราทรงอุบัติขึ้นแล้ว. ราชบุตรทั้ง ๓ แม้เหล่านั้นพร้อมด้วยบุรุษ ๑,๐๐๐ คน จุติจากเทวโลกแล้ว เกิดในสกุลพราหมณ์ ในมคธรัฐพากันบวชเป็นฤาษีตามลำดับ ได้เป็นชฎิล ๓ พี่น้อง ณ คยาสีสประเทศ. นายเสมียนในชนบทได้เป็นพระเจ้าพิมพิสาร. คฤหบดีบุตรผู้เป็นขุนคลังได้เป็นเศรษฐี ชื่อว่าวิสาขะ. ภริยาของคฤหบดีบุตรนั้นได้เป็นธิดาของเศรษฐี นามว่าธรรมทินนา. ฝ่ายคนนอกนั้นบังเกิดเป็นบริวารของพระราชานั่นเอง.
พระผู้มีพระภาคเจ้า แม้ของพวกเรา ก็ทรงอุบัติขึ้นในโลก ล่วงไป ๗ สัปดาห์ก็เสด็จมายังกรุงพาราณสีโดยลำดับ ทรงประกาศธรรมจักร ทรงแนะนำตั้งต้นแต่พระปัญจวัคคีย์ จนถึงชฎิล ๓ พี่น้อง พร้อมด้วยบริวาร ๑,๐๐๐ คน แล้วได้เสด็จไปยังกรุงราชคฤห์.
ก็ในบรรดาชนเหล่านั้น พระองค์ทรงให้พระเจ้าพิมพิสารผู้เข้าไปเฝ้าในวันนั้นนั่นเอง พร้อมกับพราหมณ์และคฤหบดีชาวอังคะและมคธะ ๑๑๐,๐๐๐ คน ให้ดำรงอยู่ในโสดาปัตติผลแล้ว. ลำดับนั้น พระราชาทรงนิมนต์ด้วยภัตต์เพื่อเสวยพระกระยาหารในวันพรุ่งนี้ พระองค์ทรงรับแล้วในวันที่ ๒ อันท้าวสักกะจอมเทพผู้แปลงเพศเป็นมาณพน้อยนำเสด็จไป ชมเชยด้วยพระคาถามีอาทิอย่างนี้ว่า
พระผู้มีพระภาคเจ้า ผู้ทรงฝึกพระองค์แล้ว ผู้พ้นวิเศษแล้ว ผู้มีวรรณะเพียงดังว่าลิ่มทองสิงคี พร้อมด้วยปุราณชฎิล ผู้ฝึกตนแล้ว ผู้พ้นวิเศษแล้ว ได้เสด็จเข้าไปยังกรุงราชคฤห์ดังนี้.
จึงเสด็จเข้าไปยังกรุงราชคฤห์ ทรงรับมหาทานในพระราชนิเวศน์.
ส่วนพวกเปรตเหล่านั้นได้พากันยืนล้อมด้วยหวังใจว่า บัดนี้ พระราชาจักอุทิศทานแก่พวกเรา. บัดนี้พระราชาจักอุทิศ.
พระราชาทรงถวายทานแล้ว ทรงพระดำริเฉพาะสถานที่ประทับอยู่ของพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าจะพึงประทับอยู่ ณ ที่ไหนหนอ ดังนี้ จึงไม่ได้อุทิศทานนั้นแก่ใครๆ.
พวกเปรตเมื่อไม่ได้ทานนั้นอย่างนั้นก็สิ้นหวัง ในเวลากลางคืนจึงพากันส่งเสียงร้องอันน่าสะพรึงกลัวอย่างยิ่ง ใกล้พระราชนิเวศน์.
พระราชาทรงถึงความสังเวชอันน่าสะพรึงกลัว น่าหวาดเสียว เมื่อราตรีผ่านไปจึงได้กราบทูลแด่พระผู้มีพระภาคเจ้าว่า ข้าพระองค์ได้สดับเสียงเห็นปานนี้ จักมีเหตุอะไรแก่ข้าพระองค์ พระเจ้าข้า.
พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า อย่าทรงกลัวเลยมหาบพิตร จักไม่มีความชั่วช้าลามกอะไรแก่พระองค์ดอก.
อนึ่ง ญาติเก่าก่อนของพระองค์ที่เกิดในพวกเปรตก็มี, ญาติเหล่านั้นหวังจะพบเฉพาะพระองค์แต่ผู้เดียวถึงพุทธันดรหนึ่ง ท่องเที่ยวไปด้วยหวังใจว่า พระองค์ถวายทานแด่พระพุทธเจ้าแล้ว จักอุทิศแก่พวกเราบ้าง เพราะพระองค์ถวายทานเมื่อวันวานแล้ว มิได้อุทิศจึงพากันสิ้นหวัง ส่งเสียงร้องเห็นปานนั้น.
พระราชาตรัสถามว่า เมื่อหม่อมฉันถวายทานแม้ในบัดนี้ เปรตเหล่านั้นจะพึงได้รับหรือ พระเจ้าข้า? พระศาสดาตรัสว่า ได้ มหาบพิตร. พระราชากราบทูลว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ถ้าอย่างนั้น ขอพระผู้มีพระภาคเจ้าโปรดรับทานของข้าพระองค์เพื่อเสวยในวันนี้, ข้าพระองค์จักอุทิศแก่พวกเปรตเหล่านั้น.
พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงรับนิมนต์ด้วยดุษฎีภาพ.
พระราชาเสด็จไปยังพระราชนิเวศน์ ทรงให้จัดแจงมหาทานแล้ว ให้กราบทูลกาลแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า. พระผู้มีพระภาคเจ้าเสด็จไปยังพระราชนิเวศน์ พร้อมด้วยภิกษุสงฆ์ประทับนั่งบนอาสนะที่บรรจงจัดไว้. เปรตเหล่านั้นไปด้วยหวังว่า วันนี้ พวกเราจะพึงได้อะไรเป็นแน่ ดังนี้ จึงได้พากันยืนอยู่ในที่ต่างๆ มีภายนอกฝาเรือนเป็นต้น.
พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ทรงกระทำโดยที่พวกเปรตเหล่านั้นทั้งหมดมาปรากฏแด่พระราชา. พระราชาเมื่อจะทรงหลั่งน้ำทักษิโณทก จึงอุทิศว่า ทานที่ข้าพเจ้าให้นี้จงสำเร็จแก่พวกญาติเถิด. ในบัดดลนั้นเอง สระโบกขรณีอันดาระดาษด้วยกลุ่มดอกกมล ได้บังเกิดแก่พวกเปรต. เปรตเหล่านั้นพากันอาบและดื่มในสระโบกขรณีนั้น ได้สงบระงับความกระวนกระวาย ความลำบากและความกระหาย ได้เป็นผู้มีสีดั่งทองคำ.
พระราชาถวายข้าวยาคู ของเคี้ยวและของบริโภคแล้วอุทิศให้. ขณะนั้นนั่นเอง ข้าวยาคู ของเคี้ยวและอาหารอันเป็นทิพย์ก็บังเกิดแก่เปรตเหล่านั้น. เปรตเหล่านั้นพากันบริโภคข้าวยาคูเป็นต้นนั้นแล้ว ก็ได้เป็นผู้มีอินทรีย์กระปรี้กระเปร่า.
ลำดับนั้น พระองค์ได้ถวายผ้า ที่นอนและที่นั่งแล้วอุทิศให้. เครื่องประดับมีชนิดต่างๆ เช่น ผ้า ปราสาท เครื่องลาดและที่นอนเป็นต้นอันเป็นทิพย์ได้บังเกิดแก่เปรตเหล่านั้น. และสมบัติของเปรตเหล่านั้นทั้งหมดนั้นได้ปรากฏแก่พระราชา โดยประการที่พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงอธิษฐานไว้. พระราชาทรงทอดพระเนตรเห็นดังนั้น ทรงพอพระทัยยิ่งนัก.
ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าเสวยพระกระยาหารแล้ว ทรงห้ามภัตรแล้ว เพื่อจะทรงอนุโมทนาแก่พระเจ้าพิมพิสาร จึงได้ตรัสติโรกุฑฑเปตวัตถุว่า
เปรตทั้งหลายพากันมาสู่เรือนของตน แล้ว
ยืนอยู่ภายนอกฝาเรือน ที่ตรอก กำแพง และทาง
สามแพร่ง และยืนอยู่ที่ใกล้บานประตู เมื่อข้าวน้ำ
ของกินของบริโภคเพียงพอ เขาเข้าไปตั้งไว้แล้ว
แต่ญาติไรๆ ของเปรตเหล่านั้นระลึกไม่ได้ เพราะ
กรรมของสัตว์เป็นปัจจัย
เหล่าชนผู้อนุเคราะห์ ย่อมให้น้ำและโภชนะ
อันสะอาดประณีต สมควรแก่ญาติทั้งหลายตามกาล
ดุจทานที่มหาบพิตรถวายแล้วฉะนั้น ด้วยเจตนา
อุทิศว่า ขอทานนี้แลจงสำเร็จผล แก่ญาติทั้งหลาย
ของเรา ขอญาติทั้งหลายของเรา จงเป็นสุขเถิด
ส่วนเปรตผู้เป็นญาติเหล่านั้น พากันมาชุมนุมในที่
นั้น เมื่อข้าวและน้ำมีอยู่เพียงพอ ย่อมอนุโมทนา
โดยเคารพว่า เราได้สมบัติเพราะเหตุแห่งญาติ
เหล่าใด ขอญาติของเราเหล่านั้นจงมีอายุยืนนาน
การบูชาเป็นอันพวกญาติได้ทำแล้วแก่เราทั้งหลาย
และญาติทั้งหลาย ผู้ให้ก็ไม่ไร้ผล เพราะในเปตวิสัย
นั้น กสิกรรมและโครักขกรรมไม่มี การค้าขายเช่น
นั้นก็ไม่มี การซื้อการขายด้วยเงินตราก็ไม่มี สัตว์
ทั้งหลายผู้ทำกาละละไปแล้วในเปตวิสัยนั้น ย่อม
ยังอัตตภาพให้เป็นไปด้วยทานที่ทายกให้แล้วจาก
มนุษยโลกนี้
น้ำฝนอันตกลงในที่ดอนย่อมไหลไปสู่ที่ลุ่ม
ฉันใด ทานอันญาติหรือมิตรให้แล้วจากมนุษยโลก
นี้ ย่อมสำเร็จผลแก่เปรตทั้งหลายฉันนั้นเหมือนกัน
ห้วงน้ำใหญ่เต็มแล้วย่อมยังสาครให้เต็มเปี่ยมฉันใด
ทานอันญาติหรือมิตรให้แล้ว แต่มนุษยโลกนี้ ย่อม
สำเร็จผลแก่เปรตทั้งหลาย ฉันนั้นเหมือนกัน
กุลบุตร เมื่อหวนระลึกถึงอุปการคุณที่ท่าน
ทำแล้วในกาลก่อนว่า คนโน้นได้ให้สิ่งของแก่เรา
แล้ว คนโน้นได้ทำอุปการคุณแก่เราแล้ว ญาติมิตร
และสหายได้ให้สิ่งของแก่เราและได้ช่วยทำกิจของ
เรา ดังนี้ พึงให้ทักษิณาแก่เปรตทั้งหลาย ด้วยว่า
การร้องไห้ก็ดี ความเศร้าโศกก็ดี การพิไรร่ำไรก็ดี
ไม่ควรทำเลย เพราะการร้องไห้เป็นต้นนั้น ไม่เป็น
ไปเพื่อประโยชน์ แก่เปรตทั้งหลาย ญาติทั้งหลาย
ก็คงดำรงอยู่อย่างนั้น
อันทักษิณานี้แลที่ให้แล้ว ตั้งไว้ดีแล้วในสงฆ์
ย่อมสำเร็จเพื่อประโยชน์แก่เปรตนั้นโดยพลัน สิ้น
กาลนาน. ญาติธรรม มหาบพิตรได้แสดงให้ปรากฏ
แล้ว การบูชาอันยิ่งเพื่อเปรตทั้งหลาย มหาบพิตรก็
ทรงกระทำแล้ว และพลังกาย มหาบพิตรก็ได้เพิ่ม
ให้แก่ภิกษุทั้งหลายแล้ว บุญมีประมาณไม่น้อย
มหาบพิตรก็ได้ทรงขวนขวายแล้วแล.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ติโรกุฑฺเฑสุ ได้แก่ ที่ส่วนอื่นของฝา (เรือน).
คำว่า ติฏฺฐนฺติ นี้ เป็นคำกำหนดการยืน โดยปฏิเสธการนั่งเป็นต้น, อธิบายว่า ยืนอยู่ภายนอกประตูบ้าน กำแพงและฝาเรือน.
บทว่า สนฺธิสิงฺฆาฏเกสุ จ ได้แก่ ที่ตรอก ๔ แพร่งและที่ทาง ๓ แพร่ง.
บทว่า สนฺธิ ได้แก่ ตรอก ๔ แพร่ง. เรียกที่ต่อเรือน ที่ต่อฝา และที่ต่อหน้าต่างก็มี.
บทว่า สิงฺฆาฏกา ได้แก่ ตรอก ๓ แพร่ง.
บทว่า ทฺวารพาหาสุ ติฏฺฐนฺติ ได้แก่ ยืนพิงฝาประตูเมืองและประตูเรือน.
บทว่า อาคนฺตฺวาน สกํ ฆรํ ความว่า เรือนของญาติในครั้งก่อนก็ดี เรือนที่ตนครอบครองโดยความเป็นเจ้าของก็ดี ชื่อว่าเรือนของตน เพราะเหตุที่พวกเปรตเหล่านั้นมายังเรือนแม้ทั้งสองชนิดนั้น ด้วยความเข้าใจว่าเรือนของตน ฉะนั้น จึงตรัสว่า มายังเรือนของตน.
พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงแก่พระราชาถึงพวกเปรตเป็นอันมากผู้มีรูปแปลก ไม่น่าดู ทั้งดูน่าสะพรึงกลัวอย่างยิ่ง ผู้เสวยผลของความริษยาและความตระหนี่ ผู้มายังพระราชนิเวศน์ของพระเจ้าพิมพิสาร แม้ตนจะไม่เคยครอบครองอยู่ในกาลก่อน ด้วยสำคัญว่าเป็นเรือนของตน เพราะเป็นเรือนของญาติในกาลก่อนแล้ว ยืนอยู่ภายนอกฝาเรือนเป็นต้น ด้วยประการอย่างนี้ จึงตรัสคาถาว่า ติโรกุฑฺเฑสุ ติฏฺฐนฺติ
เมื่อจะทรงแสดงซ้ำว่า กรรมที่พวกเปรตเหล่านั้นทำเป็นของโหดร้าย จึงตรัสคาถาที่ ๒ ว่า ปหูเต อนฺนปานมฺหิ ดังนี้เป็นต้น.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ปหูเต แปลว่า ไม่น้อย คือมาก, อธิบายว่า เพียงพอแก่ความต้องการ.
จริงอยู่ แปลง พ อักษรเป็น ป อักษรก็ได้ เหมือนในประโยคที่มีอาทิว่า ปหุ สนฺโต น ภรติ สัปบุรุษเป็นจำนวนมาก ย่อมไม่เต็ม (ด้วยความรู้). ส่วนอาจารย์บางพวกกล่าวว่า พหุเก ดังนี้. ก็นั่นเป็นการกล่าวด้วยความเลินเล่อ.
บทว่า อนฺนปานมฺหิ แปลว่า เมื่อข้าวและน้ำ.
บทว่า ขชฺชโภชฺเช แปลว่า เมื่อของเคี้ยวและของบริโภค. ด้วยคำนี้ ทรงแสดงอาหารทั้ง ๔ ชนิดคือ ของกิน ของดื่ม ของเคี้ยวและของลิ้ม.
บทว่า อุปฏฺฐิเต แปลว่า เข้าไปตั้งไว้ คือตระเตรียมไว้, อธิบายว่าจัดแจงไว้.
บทว่า น เตสํ โกจิ สรติ สตฺตานํ ความว่า ใครๆ จะเป็นมารดาบิดา บุตรหรือหลานก็ตามของสัตว์เหล่านั้น คือผู้เกิดในเปตวิสัยระลึกไม่ได้.
ถามว่า เพราะเหตุไร?
ตอบว่า เพราะกรรมเป็นปัจจัย, อธิบายว่า เพราะกรรมคือความตระหนี่อันต่างโดยการไม่ให้และการปฏิเสธการให้เป็นต้น ที่ตนทำไว้เป็นเหตุ. กรรมนั้นแหละทำให้พวกญาติเหล่านั้นระลึกไม่ได้.
พระผู้มีพระภาคเจ้า ครั้นทรงแสดงความไม่มีแม้แต่การหวนระลึกของพวกญาติเพราะผลกรรมของพวกเปรต ผู้หวังเฉพาะต่อพวกญาติ ในเมื่อข้าวและน้ำเป็นต้น แม้มีประมาณไม่น้อยก็มีอยู่อย่างนี้แล้ว บัดนี้ เมื่อจะทรงสรรเสริญทานที่พระราชาถวายอุทิศพวกญาติผู้เกิดในเปตวิสัย จึงตรัสคาถาที่ ๓ ว่า เอวํ ททนฺติ ญาตีนํ ดังนี้เป็นต้น.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า เอวํ เป็นคำอุปมา.
บทว่า เอวํ นั้นเชื่อมความได้ ๒ ประการ คือบรรดาญาติบางพวก แม้ที่ระลึกไม่ได้ เพราะกรรมของสัตว์เหล่านั้นเป็นปัจจัย ญาติบางพวกผู้อนุเคราะห์อย่างนั้น ก็ย่อมให้แก่พวกญาติ และคือพวกญาติผู้อนุเคราะห์ ย่อมให้น้ำและข้าวอันสะอาด ประณีต อันสมควรตามกาลแก่ญาติทั้งหลาย เหมือนทานที่มหาบพิตรถวายแล้วฉะนั้น.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ททนฺติ แปลว่า ย่อมให้ คืออุทิศให้ มอบให้.
บทว่า ญาตีนํ ได้แก่ ชนผู้เกี่ยวเนื่องกันทางมารดาและบิดา.
บทว่า เย ได้แก่ ชนเหล่าใดเหล่าหนึ่งมีบุตรเป็นต้น.
บทว่า โหนฺติ แปลว่า ย่อมเป็น.
บทว่า อนุกมฺปกา ได้แก่ ผู้ต้องการประโยชน์ คือผู้แสวงหาประโยชน์เกื้อกูล.
บทว่า สุจึ ได้แก่ บริสุทธิ์ ชื่นใจและประกอบด้วยธรรม.
บทว่า ปณีตํ ได้แก่ โอฬาร.
บทว่า กาเลน ได้แก่ โดยกาลอันเหมาะสมแก่การบริโภคของพระทักขิไณยบุคคลทั้งหลาย หรือโดยกาลที่เปรตผู้เป็นญาติมายืนอยู่ที่ภายนอกฝาเรือนเป็นต้น.
บทว่า กปฺปิยํ ได้แก่ ควร คือเหมาะสม ได้แก่สมควรเพื่อการบริโภคของพระอริยเจ้าทั้งหลาย.
บทว่า ปานโภชนํ แปลว่า น้ำและข้าว. ก็ในที่นี้โดยการแสดงอ้างถึงบทว่า ปานโภชนะ นั้น พระองค์ตรัสถึงไทยธรรมทุกอย่าง.
บัดนี้ เพื่อจะแสดงประการอันเป็นเหตุ ชื่อว่าเป็นอันญาติให้แล้วแก่เปรตเหล่านั้น จึงตรัสกึ่งคาถาเบื้องต้น ด้วยคาถาที่ ๔ ว่า อิทํ โว ญาตีนํ โหตุ สุขิตา โหนฺตุ ญาตโย ดังนี้เป็นต้น.
กึ่งเบื้องต้นแห่งคาถาที่ ๔ นั้น พึงเชื่อมกับกึ่งเบื้องต้นแห่งคาถาที่ ๓ ว่า :-
ญาติผู้อนุเคราะห์ ย่อมให้แก่พวกญาติด้วยเจตนาอุทิศอย่างนี้ว่า ขอทานนี้แลจงสำเร็จแก่ญาติทั้งหลาย ขอญาติทั้งหลายจงได้รับความสุขเถิด.
ด้วย เอวํ ศัพท์นั้น อันมีอาการเป็นอรรถว่า ญาติทั้งหลายย่อมให้โดยประการอย่างนี้ว่า ขอทานนี้แลจงสำเร็จแก่ญาติทั้งหลาย ไม่ให้โดยประการอื่น เป็นอันชื่อว่ากระทำการแสดงออกถึงอาการที่จะพึงให้.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อิทํ เป็นบทแสดงออกถึงไทยธรรม.
บทว่า โว เป็นเพียงนิบาต, เหมือน โว อักษรในประโยคมีอาทิว่า เยหิ โว อริยา.
บทว่า ญาตีนํ โหตุ แปลว่า จงสำเร็จแก่ญาติทั้งหลายผู้เกิดในเปตวิสัย. แต่บางอาจารย์กล่าวว่า โน ญาตีนํ, อธิบายว่า แก่ญาติทั้งหลายของพวกเรา.
บทว่า สุขิตา โหนฺตุ ญาตโย ความว่า พวกญาติผู้เข้าถึงเปตวิสัยเหล่านั้น เมื่อเสวยผลนี้ คือจงมีความสุข ได้แก่ได้รับความสุข.
เพราะเหตุที่กรรมอันบุคคลอื่นกระทำ แม้ในเมื่อพวกญาติกล่าวว่า ขอทานนี้แลจงสำเร็จแก่ญาติทั้งหลายดังนี้ ย่อมไม่ให้ผลแก่คนอื่น ก็สิ่งนั้นที่เขาให้อุทิศอย่างนั้นล้วนเป็นปัจจัยแก่กุศลกรรมแก่พวกเปรตผู้เป็นญาติ ฉะนั้น เมื่อจะทรงแสดงประการที่กุศลกรรมอันบังเกิดผลแก่เปรตเหล่านั้นในที่นั้น คือในขณะนั้นนั่นเอง จึงตรัสคำมีอาทิว่า เต จ ตตฺถ ดังนี้.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า เต ได้แก่ เปรตผู้เป็นญาติ.
บทว่า ตตฺถ ได้แก่ ในที่ที่พวกญาติให้ทาน.
บทว่า สมาคนฺตฺวา ได้แก่ เป็นผู้ประชุมกันในที่นั้น เพื่ออนุโมทนาว่า พวกญาติเหล่านี้ของพวกเรา อุทิศทานเพื่อประโยชน์แก่พวกเรา.
บทว่า ปหูเต อนฺนปานมฺหิ ได้แก่ เมื่อสิ่งของนั้น ที่พวกญาติให้อุทิศตน.
บทว่า สกฺกจฺจํ อนุโมทเร ความว่า เชื่อกรรมและผลของกรรม ไม่ละความยำเกรง เป็นผู้มีจิตไม่ฟุ้งซ่าน ย่อมบันเทิงใจ ย่อมเบิกบานใจ เกิดปีติโสมนัสขึ้นว่า ขอทานของพวกเรานี้จงเป็นไปเพื่อประโยชน์สุขเถิด.
บทว่า จิรํ ชีวนฺตุ ได้แก่ ขอจงมีชีวิตยืนนาน คือมีอายุยืนนาน.
บทว่า โน ญาตี ได้แก่ ญาติทั้งหลายของพวกเรา.
บทว่า เยสํ เหตุ ได้แก่ เพราะเหตุแห่งญาติเหล่าใด คือเพราะอาศัยญาติเหล่าใด.
บทว่า ลภามเส ความว่า ย่อมได้สมบัติเช่นนี้.
จริงอยู่ บทนี้เป็นบทแสดงอาการที่พวกเปรตผู้เสวยสมบัติที่ได้ด้วยการอุทิศชมเชยพวกญาติของตน.
จริงอยู่ ทักษิณาย่อมบังเกิดผลแก่พวกเปรตในขณะนั้นด้วยองค์ ๓ ประการคือ ด้วยตนอนุโมทนา ๑ ด้วยทายกอุทิศให้ ๑ ด้วยการถึงพร้อมด้วยพระทักขิไณยบุคคล ๑.
ในองค์ทั้ง ๓ นั้น ทายกเป็นเหตุพิเศษ. เพราะเหตุนั้น จึงตรัสว่า เยสํ เหตุ ลภามเส ดังนี้เป็นต้น.
บทว่า อมฺหากญฺจ กตา ปูชา ความว่า การบูชาเป็นอันทายกผู้อุทิศให้อย่างนี้ว่า ขอทานนี้แลจงสำเร็จแก่ญาติทั้งหลายเถิด กระทำแก่พวกเรา และทายกเหล่านั้นก็ชื่อว่าเป็นผู้ไม่ไร้ผล เพราะให้ผลในสันดานเป็นที่บังเกิดแห่งกรรมอันสำเร็จด้วยการบริจาคนั้นนั่นแล.
ก็ในข้อนี้มีผู้ท้วงถามว่า ก็เฉพาะพวกญาติผู้เข้าถึงเปตวิสัย ย่อมได้เหตุสมบัติเท่านั้นหรือ หรือว่าคนอื่นก็ได้.
ก็ในข้อนี้ พวกเราไม่จำต้องกล่าว เพราะพระผู้มีพระภาคเจ้าได้ทรงพยากรณ์ไว้แล้ว.
สมจริงดังพระดำรัสที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ใน (ทสกนิบาต อังคุตรนิกาย) ว่า :-
ชานุสโสณีพราหมณ์ทูลถามว่า
ท่านพระโคดมผู้เจริญ พวกข้าพเจ้าได้นามว่าเป็นพราหมณ์ ย่อมให้ทาน ย่อมทำบุญด้วยเชื่อว่า ทานนี้จงสำเร็จแก่ญาติสาโลหิตผู้ล่วงลับไปแล้ว ขอญาติสาโลหิตผู้ล่วงลับไปแล้วจงบริโภคทานนี้. ท่านโคดมผู้เจริญ ทานนั้นย่อมสำเร็จแก่ญาติสาโลหิตผู้ล่วงลับไปแล้วละหรือ ญาติสาโลหิตผู้ล่วงลับไปแล้วเหล่านั้น ย่อมได้บริโภคทานนั้นละหรือ?
พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า ดูก่อนพราหมณ์ ทานนั้นย่อมสำเร็จในฐานะอันควรแล ย่อมไม่สำเร็จในฐานะที่ไม่ควร.
ชานุสโสณี. ท่านโคดมผู้เจริญ ก็ฐานะที่ควรเป็นไฉน ฐานะที่ไม่ควรเป็นไฉน?
พระผู้มีพระภาคเจ้า. ดูก่อนพราหมณ์ บุคคลบางคนในโลกนี้ เป็นผู้ฆ่าสัตว์ ฯลฯ เป็นมิจฉาทิฏฐิ บุคคลนั้นเบื้องหน้าแต่ตายเพราะกายแตก ย่อมเข้าถึงนรก เขาย่อมยังอัตตภาพให้เป็นไปในนรกนั้น เขาตั้งอยู่ในนรกนั้นด้วยอาหารของพวกสัตว์นรก ดูก่อนพราหมณ์ นี้แลเป็นฐานะอันไม่สมควร ไม่เป็นที่สำเร็จแห่งทานแก่ผู้สถิตย์อยู่เลย.
ดูก่อนพราหมณ์ ก็บุคคลบางคนในโลกนี้ เป็นผู้ฆ่าสัตว์ ฯลฯ เป็นมิจฉาทิฏฐิ เบื้องหน้าแต่ตายเพราะกายแตก เขาย่อมเข้าถึงกำเนิดสัตว์ดิรัจฉาน เขาย่อมยังอัตตภาพให้เป็นไปในกำเนิดสัตว์ดิรัจฉานนั้น ตั้งอยู่ในกำเนิดสัตว์ดิรัจฉานนั้นด้วยอาหารของสัตว์ผู้เกิดในกำเนิดสัตว์ดิรัจฉาน. ดูก่อนพราหมณ์ นี้แลก็จัดเป็นฐานะอันไม่สมควร ไม่เป็นที่สำเร็จแห่งทานแก่ผู้สถิตย์อยู่เลย.
ดูก่อนพราหมณ์ ก็บุคคลบางคนในโลกนี้ เป็นผู้เว้นขาดจากปาณาติปาต ฯลฯ เป็นสัมมาทิฏฐิ เบื้องหน้าแต่ตายเพราะกายแตก เขาย่อมเข้าถึงความเป็นสหายของพวกมนุษย์ ฯลฯ ย่อมเข้าถึงความเป็นสหายของเทวดา เขาย่อมยังอัตตภาพให้เป็นไปในเทวโลกนั้น ย่อมตั้งอยู่ในเทวโลกนั้นด้วยอาหารของเทวดา. ดูก่อนพราหมณ์ แม้นี้ก็เป็นฐานะอันไม่สมควร ไม่เป็นที่สำเร็จแห่งทานแก่ผู้สถิตย์อยู่เลย.
ดูก่อนพราหมณ์ บุคคลบางคนในโลกนี้ เป็นผู้ทำปาณาติบาต ฯลฯ เป็นมิจฉาทิฏฐิ เบื้องหน้าแต่ตายเพราะกายแตก เขาย่อมเข้าถึงเปตวิสัย เขาย่อมยังอัตภาพให้เป็นไปในเปตวิสัยนั้น ย่อมตั้งอยู่ในเปตวิสัยนั้นด้วยอาหารของเหล่าสัตว์ผู้เกิดในเปตวิสัยนั้น ก็หรือว่าย่อมยังอัตภาพให้เป็นไปในเปตวิสัยนั้น ย่อมตั้งอยู่ในเปตวิสัยนั้น ด้วยปัตติทานมัยที่พวกมิตร อำมาตย์หรือพวกญาติสาโลหิตของเขาเพิ่มให้จากมนุษยโลกนี้, ดูก่อนพราหมณ์ นี้แลเป็นฐานะอันสมควร อันเป็นที่เข้าไปสำเร็จแห่งทานแก่ผู้สถิตย์อยู่แล.
ชานุสโสณีพราหมณ์. ท่านโคดมผู้เจริญ ก็ถ้าญาติสาโลหิตผู้ละไปแล้วนั้น ย่อมไม่เข้าถึงฐานะอันสมควรนั้นไซร้ ใครเล่าจะบริโภคฐานะอันสมควรนั้น.
พระผู้มีพระภาคเจ้า. ดูก่อนพราหมณ์ พวกญาติสาโลหิตผู้ละไปแล้วแม้เหล่าอื่นของเขาย่อมเข้าถึงฐานะอันสมควรนั้น ญาติสาโลหิตผู้ละไปแล้วเหล่านั้น ย่อมบริโภคฐานะอันควรนั้น.
ชานุสโสณีพราหมณ์. ท่านโคดมผู้เจริญก็ถ้าญาติสาโลหิตผู้ละไปแล้วนั้นนั่นแล ย่อมไม่เข้าถึงฐานะอันสมควรนั้นไซร้ ทั้งญาติสาโลหิตผู้ละไปแล้ว แม้เหล่าอื่นของเขาก็ย่อมไม่เข้าถึงฐานะอันควรนั้น ใครเล่าจะบริโภคฐานะอันควรนั้น.
พระผู้มีพระภาคเจ้า. ดูก่อนพราหมณ์ นั่นไม่ใช่ฐานะ ไม่ใช่โอกาสแลที่จะพึงว่างจากญาติสาโลหิตผู้ละไปแล้วโดยกาลนานเช่นนี้. ดูก่อนพราหมณ์ อนึ่ง ถึงทายกก็ย่อมเป็นผู้ไม่ไร้ผลแล.
บัดนี้ เพื่อจะทรงแสดง ความไม่มีเหตุที่พวกผู้เกิดในเปรตวิสัย จะได้รับสมบัติมีกสิกรรมและโครักขกรรมเป็นต้นอย่างอื่นในเปตวิสัยนั้น และการยังอัตภาพให้เป็นไปด้วยทานที่พวกญาติให้แล้วแต่มนุษยโลกนี้ จึงตรัสคำมีอาทิว่า น หิ ดังนี้.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า น หิ ตตฺถ กสิ อตฺถิ ความว่า ในเปตวิสัยนั้น กสิกรรมที่พวกเปรตจะอาศัยเลี้ยงชีพอย่างสบายไม่มีเลย.
บทว่า โครกฺเขตฺถ น วิชฺชติ ความว่า ในเปตวิสัยนั้นไม่ใช่จะไม่มีแต่กสิกรรมอย่างเดียวเท่านั้น ถึงโครักขกรรมที่พวกเปรตเหล่านั้นอาศัยเลี้ยงชีพอย่างสบายก็ไม่มีเช่นกัน.
บทว่า วณิชฺชา ตาทิสี นตฺถิ ความว่า ถึงพาณิชยกรรม อันเป็นเหตุให้เปรตเหล่านั้นได้รับสมบัติก็ไม่มีเช่นกัน.
บทว่า หิรญฺเญน กยากยํ ความว่า ในเปตวิสัยนั้น แม้การซื้อขายด้วยเงินตรา อันจะเป็นเหตุให้เปรตเหล่านั้นได้รับสมบัติก็ไม่มีเช่นกัน.
บทว่า อิโต ทินฺเนน ยาเปนฺติ เปตา กาลคตา ตหึ ความว่า อนึ่ง เปรตเหล่านั้นย่อมเลี้ยงชีพคือยังอัตตภาพให้เป็นไปด้วยทานที่ญาติหรือมิตร อำมาตย์ให้แล้วจากมนุษยโลกนี้อย่างเดียว.
บทว่า เปตา ได้แก่ เหล่าสัตว์ผู้เกิดในเปตวิสัย.
บทว่า กาลคตา ได้แก่ ผู้จะไปตามเวลาตายของตน. ปาฐะว่า กาลกตา ดังนี้ก็มี. ความว่า ผู้ทำกาละแล้ว คือผู้ตายไปแล้ว ได้แก่ผู้ถึงมรณะ.
บทว่า ตหึ ได้แก่ ในเปตวิสัยนั้น.
บัดนี้ เมื่อจะทรงประกาศความตามที่กล่าวแล้ว โดยอุปมาจึงตรัส ๒ คาถาว่า อุนฺนเม อุทกํ วุฏฺฐํ ดังนี้เป็นต้น.
ความ ๒ คาถานั้นมีอธิบายดังต่อไปนี้ :-
ฝนตกลงในที่ดอนคือในประเทศที่ดอน ย่อมไหลไปตามที่ลุ่ม คือย่อมไหลไปตามภูมิภาคที่ลุ่มฉันใด ทานที่พวกญาติให้จากมนุษยโลกนี้ก็ฉันนั้นเหมือนกัน ย่อมสำเร็จแก่พวกเปรต คือย่อมไม่พรากพ้นไปจากการเกิดผล.
จริงอยู่ เปตโลกเป็นฐานะอันสมควร เพื่อการสำเร็จแห่งทานเหมือนที่ลุ่มเป็นฐานะอันสมควรแก่การไหลไปแห่งน้ำ.
สมจริงดังที่พระองค์ตรัสไว้ว่า ดูก่อนพราหมณ์ นี้แหละเป็นฐานะอันสมควร ซึ่งเป็นที่สำเร็จแห่งทานของผู้สถิตย์อยู่.
อนึ่ง ทานที่พวกมนุษย์ให้แล้วแต่มนุษยโลกนี้ ย่อมสำเร็จแก่พวกเปรต โดยนัยดังกล่าวแล้วในก่อน เหมือนห้วงน้ำคือแม่น้ำใหญ่ เต็มด้วยน้ำที่ไหลมาจากซอกเขา ห้วงระแหง หนองและบึงแล้ว ไหลบ่าไปเต็มสาครฉะนั้น.
เพราะเหตุที่เปรตทั้งหลายถูกความหวังครอบงำว่า พวกเราจะได้อะไรสักอย่างจากที่นี้ แม้มายังเรือนของญาติก็ไม่อาจขอร้องว่า ท่านทั้งหลายจงให้สิ่งชื่อนี้แก่พวกเรา ฉะนั้น เมื่อจะทรงแสดงว่า กุลบุตรเมื่อหวนระลึกถึงวัตถุที่ระลึกเหล่านี้ของญาติเหล่านั้น จึงพึงให้ทักษิณา จึงตรัสคาถาว่า อทาสิ เม ดังนี้เป็นต้น
คำแห่งคาถานั้นมีอธิบายดังนี้
กุลบุตรเมื่อหวนระลึกถึงสิ่งนี้ทั้งหมดว่า คนโน้นให้ทรัพย์หรือธัญญาหารชื่อนี้แก่เรา คนโน้นถึงความพยายามด้วยตนเอง ได้กระทำกิจชื่อนี้แก่เรา คนโน้นชื่อว่าเป็นญาติเพราะเกี่ยวพันทางฝ่ายมารดาหรือบิดาของเรา คนโน้นชื่อว่าเป็นมิตร เพราะสามารถรักษาด้วยอำนาจความสิเนหา คนโน้นชื่อว่าเป็นสหายเพื่อนเล่นฝุ่นด้วยกันของเรา จึงพึงให้ทักษิณา คือพึงมอบให้ทานแก่เปรตทั้งหลาย.
บาลีว่า ทกฺขิณา ทชฺชา ดังนี้ก็มี. แปลว่า พึงให้ทักษิณาแก่เปรตทั้งหลาย.
ด้วยบทว่า ทกฺขิณา ทชฺชา นั้น ท่านกล่าวอธิบายว่า กุลบุตรเมื่ออนุสรณ์คือหวนระลึกถึงอุปการะที่ญาติกระทำไว้ในกาลก่อน โดยนัยมีอาทิว่า คนโน้นได้ให้เรา.
จริงอยู่ บทว่า อนุสฺสรํ นี้ เป็นปฐมาวิภัติ ใช้ในอรรถแห่งตติยาวิภัติ.
เมื่อจะทรงแสดงว่า ก็สัตว์เหล่าใดเป็นผู้มีทุกขธรรม มีความร้องไห้และความเศร้าโศกเป็นต้นเป็นเบื้องหน้า เพราะความตายของญาตินั่นเอง คงดำรงอยู่ ไม่ให้อะไรๆ แก่ญาติผู้ล่วงลับไปแล้วนั้นทุกขธรรมมีความร้องไห้และความเศร้าโศกเป็นต้นนั้นของสัตว์เหล่านั้น เป็นเพียงทำตนให้เดือดร้อนอย่างเดียวเท่านั้น ทุกขธรรมมีความร้องไห้และความเศร้าโศกเป็นต้นนั้น ย่อมไม่ยังประโยชน์อะไรๆ ให้สำเร็จแก่เปรตทั้งหลายจึงตรัสคาถาว่า น หิ รุณฺณํ วา ดังนี้ เพื่อจะทรงแสดงย้ำถึงทักษิณาที่พระเจ้ามคธถวายว่ามีประโยชน์ จึงตรัสความของคำเหล่านั้นมีอาทิว่า อยญฺจ โข ดังนี้ในภายหลัง.
เพราะเหตุที่พระราชาเมื่อทรงถวายทักษิณานี้ ชื่อว่าแสดงออกถึงญาติธรรม โดยกระทำกิจที่พวกญาติพึงกระทำแก่พวกญาติให้ปรากฏแก่ชนเป็นอันมาก คือทรงกระทำการแสดงออกให้ปรากฏว่า แม้ท่านทั้งหลายก็พึงบำเพ็ญญาติธรรมในญาติทั้งหลายให้บริบูรณ์ ด้วยอาการอย่างนี้แหละ.
อนึ่ง เมื่อพระองค์ทำให้พวกเปรตเหล่านั้นได้รับทิพยสมบัติ ชื่อว่าทำการบูชาแก่เปรตทั้งหลายให้ยิ่ง, เมื่อให้ภิกษุสงฆ์มีพระพุทธเจ้าเป็นประธานให้สำราญด้วยข้าวและน้ำเป็นต้น ชื่อว่าตามเพิ่มให้พลังแก่ภิกษุทั้งหลาย, เมื่อทำจาคเจตนาอันมีคุณมีการอนุเคราะห์เป็นต้น เป็นเครื่องประกอบให้เกิด ชื่อว่าทรงขวนขวายบุญหาประมาณมิได้ ฉะนั้น บัดนี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าเมื่อจะทรงทำพระราชาให้ร่าเริงด้วยคุณตามที่เป็นจริงเหล่านี้ จึงตรัสคาถาสุดท้ายว่า โส ญาติธมฺโม ดังนี้เป็นต้น
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ญาติธมฺโม ได้แก่ การกระทำกิจที่พวกญาติพึงกระทำแก่พวกญาติ.
บทว่า อุฬารา แปลว่า ให้แพร่หลาย กว้างขวาง.
บทว่า พลํ ได้แก่ กำลังกาย.
บทว่า ปสุตํ แปลว่า สั่งสมแล้ว.
ก็ในคำเหล่านี้ ด้วยคำว่า โส ญาติธมฺโม จ อยํ นิทสฺสิโต นี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงอ้างธรรมิกถากะพระราชา.
จริงอยู่ การแสดงอ้างในที่นี้ หมายถึงการแสดงญาติธรรม.
พระองค์ทรงชักชวนด้วยคำนี้ว่า และทรงกระทำการบูชาแก่พวกเปรตให้ยิ่ง.
ก็การสรรเสริญในคำว่า ยิ่ง นี้เป็นการชักชวนให้ทำการบูชาบ่อยๆ. ทรงให้อาจหาญด้วยคำนี้ว่า และทรงเพิ่มให้พลังแก่ภิกษุทั้งหลาย.
จริงอยู่ ในที่นี้ การเพิ่มให้พลังแก่ภิกษุทั้งหลาย เป็นการให้อาจหาญโดยการเพิ่มอุตสาหะในการเพิ่มให้พลังแก่ภิกษุทั้งหลายด้วยประการอย่างนี้.
ทรงให้ร่าเริงด้วยคำนี้ว่า พระองค์ชื่อว่าทรงขวนขวายบุญหาประมาณมิได้.
ในที่นี้ พึงทราบโยชนาอย่างนี้ว่า ก็ในที่นี้ การระบุถึงการประสพบุญ ก็คือการทำให้ร่าเริง โดยการสรรเสริญคุณตามความเป็นจริงของบุญนั้น.
ก็ในเวลาจบเทศนา ธรรมาภิสมัยได้มีแก่สัตว์ ๘๔,๐๐๐ ผู้มีใจสลดด้วยการพรรณนาโทษของการเกิดในเปตวิสัยผู้เริ่มโดยอุบายอันแยบคาย.
แม้ในวันที่ ๒ ก็ทรงแสดงติโรกุฑฑเทศนากัณฑ์นี้แหละแก่เทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย. ธรรมาภิสมัยเช่นนั้นนั่นแหละได้มีด้วยอาการอย่างนี้ถึง ๗ วันแล.
จบอรรถกถาติโรกุฑฑเปตวัตถุที่ ๕ -----------------------------------------------------