ฉบับที่อ่านฉบับแสดงอรรถกถา
ฉบับหลวง · ทั้งหมด · ตำแหน่งที่กำลังอ่าน ข้อ ๑๑๗

๗. มิคลุททกเปตวัตถุ ที่ ๑ เล่ม ๒๖

ชั้นตัวบทพุทธพจน์ข้อ ๑๑๗ลำดับ 32 จาก 51 ในเปตวัตถุพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง 1 ข้อ4 ฉบับเทียบฉบับได้ข้อต่อข้อ

พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง · ผู้ดำเนินการอ่านข้อเท็จจริงสาธารณะแล้วสรุปเอง


บาลีและคำแปล

ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์

พระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๖ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๑๘ ขุททกนิกาย วิมาน-เปตวัตถุ เถร-เถรีคาถา ๗. มิคลุททกเปตวัตถุที่ ๑ ว่าด้วยบุพกรรมของเปรตพรานเนื้อที่ ๑ พระนารทเถระถามเปรตตนหนึ่งว่า

ข้อ ๑๑๗

|๑๑๗.๔๖๑| ๗ นรนารีปุรกฺขโต ยุวา รชนีเย กามคุเณหิ โสภสิ ทิวสํ อนุโภสิ การณํ กึ อกาสิ ปุริมาย ชาติยาติ ฯ |๑๑๗.๔๖๒| อหํ ราชคเห รมฺเม รมณีเย คิริพฺพเช มิคลุทฺโท ปุเร อาสึ โลหิตปาณี ทารุโณ ฯ |๑๑๗.๔๖๓| อวิโรธกเรสุ ปาณีสุ ปุถุสตฺเตสุ ปทุฏฺฐมานโส วิจริ อติทารุโณ สทา ปรหึสาย รโต อสญฺญโต ฯ |๑๑๗.๔๖๔| ตสฺส เม สหาโย สุหทโย สทฺโธ อาสิ อุปาสโก โส หิ มํ อนุกมฺปนฺโต นิวาเรสิ ปุนปฺปุนํ |๑๑๗.๔๖๕| มากาสิ ปาปกํ กมฺมํ มา ตาต ทุคฺคตึ อคา สเจ อิจฺฉสิ เปจฺจ สุขํ วิรม ปาณวธํ อสํยมํ ฯ |๑๑๗.๔๖๖| ตสฺสาหํ วจนํ สุตฺวา สุขกามสฺส หิตานุกมฺปิโน นากาสึ สกลานุสาสนึ จิรปาปาภิรโต อพุทฺธิมา ฯ |๑๑๗.๔๖๗| โส มํ ปุน ภูริสุเมธโส อนุกมฺปาย สํยเม นิเวสยิ สเจ ทิวา หนสิ ปาณิโน อถ เต รตฺตึ ภวตุ สํยโม ฯ |๑๑๗.๔๖๘| สฺวาหํ ทิวา หนิตฺวาน ปาณิโน วิรโต รตฺตึ อโหสิ สํยโต รตฺตาหํ ปริหาเรมิ ทิวา ขชฺชามิ ทุคฺคโต ฯ |๑๑๗.๔๖๙| ตสฺส กมฺมสฺส กุสลสฺส อนุโภมิ รตฺตึ อมานุสึ ทิวา ปฏิหตาว กุกฺกุรา อุปธาวนฺติ สมนฺตา ขาทิตุํ |๑๑๗.๔๗๐| เย จ เต สตตานุโยคิโน ธุวํ ปยุตฺตา สุคตสฺส สาสเน มญฺญามิ เต อมตเมว เกวลํ อธิคจฺฉนฺติ ปทํ อสงฺขตนฺติ ฯ มิคลุทฺทเปตวตฺถุ สตฺตมํ ฯ

ท่านเป็นคนหนุ่มแน่น ห้อมล้อมด้วยเทพบุตรและเทพธิดารุ่งเรืองอยู่ด้วย กามคุณ อันให้เกิดความกำหนัดยินดีในราตรี เสวยทุกข์ในกลางวัน ท่านได้ทำกรรมอะไรไว้ในชาติก่อน? เปรตนั้นตอบว่า เมื่อก่อน กระผมเป็นพรานเนื้อ อยู่ที่ภูเขาวงกตอันเป็นที่รื่นรมย์ ใกล้ กรุงราชคฤห์ เป็นผู้มีฝ่ามือเปื้อนโลหิต เป็นคนหยาบช้าทารุณมีใจประ ทุษร้ายในสัตว์เป็นอันมาก ผู้ไม่กระทำความโกรธเคือง ยินดีแต่ในการ เบียดเบียนสัตว์อื่น เป็นผู้สำรวมแล้วด้วยกาย วาจา ใจ เป็นนิตย์ อุบาสกคนหนึ่งผู้เป็นสหายของกระผม เป็นคนใจดีมีศรัทธา ก็อุบาสก คนนั้น เป็นคนเอ็นดูกระผม ห้ามกระผมอยู่เนืองๆ ว่า อย่าทำบาปกรรม เลย พ่อเอ๋ย อย่าไปทุคติเลย ถ้าท่านปรารถนาความสุขในโลกหน้า จงงดเว้นการฆ่าสัตว์ อันเป็นการไม่สำรวมเสียเถิด กระผมฟังคำของ สหายผู้หวังดีมีความอนุเคราะห์ด้วยประโยชน์นั้นแล้ว ไม่ทำตามคำ สั่งสอนทั้งสิ้น เพราะกระผมเป็นคนไม่มีปัญญา ยินดีแล้วในบาปตลอด กาลนาน สหายผู้มีปัญญาดีนั้น แนะนำกระผมให้ตั้งอยู่ในความสำรวม ด้วยความอนุเคราะห์ว่า ถ้าท่านฆ่าสัตว์ในกลางวันส่วนกลางคืนจงงดเว้น เสียกระผมจึงฆ่าสัตว์แต่เฉพาะกลางวัน กลางคืนเป็นผู้สำรวมงดเว้น เพราะฉะนั้นกลางคืนกระผมจึงได้รับความสุข กลางวันได้เสวยทุกข์ ถูก สุนัขรุมกัดกิน คือ กลางคืนได้เสวยทิพยสมบัติ ด้วยผลแห่งกุศลกรรม นั้น ส่วนกลางวันฝูงสุนัขมีจิตเดือดดาล พากันห้อมล้อมกัดกินกระผม รอบด้าน ก็ชนเหล่าใดผู้มีความเพียรเนืองๆ บากบั่นมั่นในศาสนาของ พระสุคต กระผมเข้าใจว่าชนเหล่านั้นจักได้บรรลุอมตบทอันปัจจัยอะไรๆ ปรุงแต่งไม่ได้อย่างแน่นอน. จบ มิคลุททกเปตวัตถุที่ ๗.

ฉบับมหาจุฬาฯ

ชั้นตัวบทพุทธพจน์

หน่วยที่ตำแหน่งเดียวกันของเล่มนี้ · เลขข้อเป็นของฉบับนี้เอง · จับคู่ตามตำแหน่ง · เล่มนี้ทั้งสองฉบับแบ่งเรื่องเท่ากัน จึงเทียบตามลำดับได้ · ชื่อเรื่องไม่ตรงกัน จึงยังไม่ได้ยืนยันว่าเป็นเรื่องเดียวกัน

เปิดหน้าของฉบับนี้

ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์

๗. มิคลุททกเปตวัตถุ เรื่องเปรตพรานเนื้อ (พระนารทเถระถามเปรตตนหนึ่งว่า)

ข้อ ๔๗๘

ท่านยังหนุ่ม มีเทพบุตรและเทพธิดาห้อมล้อม งามด้วยกามคุณทั้งหลาย ซึ่งทำให้เกิดความกำหนัดยินดี ได้เสวยเหตุแห่งทุกข์ในกลางวัน ชาติก่อน ท่านได้ทำกรรมอะไรไว้ (เปรตนั้นตอบว่า)

ข้อ ๔๗๙

เมื่อชาติก่อน ข้าพเจ้าเป็นพรานเนื้อ มีฝ่ามือเปื้อนเลือด เป็นคนหยาบช้าทารุณ อยู่ที่เขาคิริพพชะ เป็นที่น่ารื่นรมย์ ใกล้กรุงราชคฤห์ซึ่งน่ารื่นรมย์

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๖ หน้า : ๒๔๓}

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เปตวัตถุ [๓. จูฬวรรค] ๗. มิคลุททกเปตวัตถุ

ข้อ ๔๘๐

ข้าพเจ้ามีใจประทุษร้ายในสัตว์มีชีวิตจำนวนมาก หยาบช้าทารุณอย่างยิ่ง ชอบเบียดเบียนสัตว์อื่น ไม่สำรวม เที่ยวไปเป็นนิตย์

ข้อ ๔๘๑

ข้าพเจ้านั้นมีสหายใจดี มีศรัทธา เป็นอุบาสกคนหนึ่ง เพราะเขาเป็นผู้เอ็นดูข้าพเจ้า จึงห้ามอยู่บ่อยๆ ว่า

ข้อ ๔๘๒

พ่อเอ๋ย อย่าได้ทำชั่วเลย อย่าได้ดำเนินทางผิดเลย ถ้าสหายปรารถนาความสุขเมื่อตายไป จงงดเว้นการฆ่าสัตว์ซึ่งเป็นการไม่สำรวมเสียเถิด

ข้อ ๔๘๓

ข้าพจ้าฟังคำของเขาผู้หวังดี มีความเอ็นดูด้วยประโยชน์เกื้อกูล แต่ไม่ได้ทำตามคำสั่งสอนของเขาทั้งสิ้น เพราะเป็นคนไม่มีปัญญา ยินดีในบาปมาช้านาน

ข้อ ๔๘๔

เขามีปัญญากว้างขวางดุจแผ่นดิน แนะนำข้าพเจ้าให้ตั้งอยู่ในความสำรวมด้วยอนุเคราะห์อีกว่า ถ้าท่านจะฆ่าสัตว์ในกลางวัน ในเวลากลางคืนก็จงงดเว้นเสีย

ข้อ ๔๘๕

ข้าพเจ้านั้นจึงฆ่าสัตว์แต่เฉพาะกลางวัน กลางคืนเป็นผู้สำรวมงดเว้น เพราะฉะนั้น กลางคืนข้าพเจ้าจึงได้รับการบำรุงบำเรอ กลางวันประสบทุกข์ ถูกสุนัขรุมกัดกิน คือ

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๖ หน้า : ๒๔๔}

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เปตวัตถุ [๓. จูฬวรรค] ๘. ทุติยมิคลุททกเปตวัตถุ

ข้อ ๔๘๖

กลางคืนได้เสวยทิพยสมบัติด้วยผลแห่งกุศลกรรมนั้น กลางวันฝูงสุนัขดุร้ายพากันวิ่งเข้ามากัดกินข้าพเจ้ารอบด้าน

ข้อ ๔๘๗

ชนเหล่าใดมีความเพียรเนืองๆ เอาธุระในพระศาสนาของพระสุคตอย่างมั่นคง ข้าพเจ้าเข้าใจว่า ชนเหล่านั้นแหละจะได้บรรลุอมตบท ซึ่งปัจจัยอะไรๆ ปรุงแต่งไม่ได้อย่างแน่นอนมิคลุททกเปตวัตถุที่ ๗ จบ

อรรถกถา

ชั้นตัวบทอรรถกถาอธิบายพระไตรปิฎกเปิดหน้าของฉบับนี้

ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์

อรรถกถาปฐมมิคลุททกเปตวัตถุที่ ๗

เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ในพระเวฬุวันมหาวิหาร ทรงปรารภมิคลุททกเปรต จึงตรัสพระคาถานี้ มีคำเริ่มต้นว่า นรนาริปุรกฺขโต ยุวา ดังนี้.

ได้ยินว่า ในกรุงราชคฤห์ ยังมีพรานคนหนึ่งเที่ยวล่าเนื้อเลี้ยงชีพตลอดคืนและวัน. พรานนั้นได้มีอุบาสกคนหนึ่งเป็นมิตร.

อุบาสกนั้น เมื่อไม่อาจจะให้นายพรานนั้นกลับจากความชั่วตลอดกาลได้ จึงชักชวนในการบุญตอนราตรีว่า มาเถอะสหาย ท่านจงงดเว้นจากปาณาติบาตในตอนกลางคืน.

เขางดเว้นในตอนกลางคืน กระทำปาณาติบาตในตอนกลางวันเท่านั้น.

สมัยต่อมา เขาทำกาละแล้ว บังเกิดเป็นเวมานิกเปรต ใกล้กรุงราชคฤห์ เสวยทุกข์อย่างใหญ่ตลอดส่วนกลางวัน เพียบพร้อม พรั่งพร้อมบำเรอด้วยกามคุณ ๕ ในกลางคืน.

ท่านนารทะเห็นดังนั้นจึงสอบถามด้วยคาถานี้ว่า :-

ท่านเป็นคนหนุ่มแน่น ห้อมล้อมด้วยเทพบุตรและเทพธิดา รุ่งเรืองอยู่ด้วยกามคุณอันให้เกิดความกำหนัดยินดีในราตรี เสวยทุกข์ในกลางวัน ท่านได้กระทำกรรมอะไรไว้ในชาติก่อน.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า นรนาริปุรกฺขโต ความว่า อันเทพบุตรเทพธิดาผู้บำรุงบำเรอ พากันแวดล้อมเข้านั่งใกล้.

บทว่า ยุวา แปลว่า ยังหนุ่มแน่น.

บทว่า รชนีเยหิ แปลว่า อันเป็นเหตุให้ใคร่ คือเป็นเหตุเกิดความกำหนัด.

บทว่า กามคุเณหิ ได้แก่ ด้วยส่วนแห่งกาม.

บทว่า โสภสิ อธิบายว่า ย่อมรุ่งเรืองด้วยความพรั่งพร้อมในกลางคืน.

ด้วยเหตุนั้น ท่านนารทะจึงกล่าวว่า เสวยทุกข์ในตอนกลางวัน ดังนี้ อธิบายว่า เสวยเหตุคือความคับแค้นมีประการต่างๆ ในตอนกลางวัน.

อีกอย่างหนึ่ง บทว่า รชนี ได้แก่ ในตอนกลางคืน.

บทว่า เยหิ เป็นเพียงนิบาต.

บทว่า กิมกาสิ ปุริมาย ชาติยา ความว่า ในชาติก่อนแต่ชาตินี้ ท่านได้กระทำกรรมอะไรอันเป็นทางให้เสวยสุขและทุกข์อย่างนี้ ขอท่านจงบอกกรรมนั้นเถิด.

เปรตได้ฟังดังนั้น เมื่อจะบอกกรรมที่ตนกระทำไว้ จึงได้กล่าวคาถาเหล่านี้ว่า :-

เมื่อก่อนกระผมเป็นพรานเนื้อ อยู่ที่กรุงราชคฤห์อันน่ารื่นรมย์มีภูเขาล้อมรอบ (เบญจคีรีนคร) เป็นผู้มีฝ่ามือเปื้อนด้วยโลหิต เป็นคนหยาบช้า ทารุณ มีใจประทุษร้ายในสัตว์เป็นอันมาก ผู้ไม่ได้กระทำความโกรธเคือง ยินดีแต่ในการเบียดเบียนสัตว์อื่น เป็นผู้ไม่สำรวมด้วยกายวาจาใจเป็นนิตย์.

อุบาสกคนหนึ่งผู้เป็นสหายของกระผมเป็นคนมีใจดี มีศรัทธา ก็อุบาสกคนนั้นเป็นคนเอ็นดูกระผม ห้ามกระผมอยู่เนืองๆ ว่า อย่าทำกรรมชั่วเลย พ่อเอ๋ย อย่าไปทุคคติเลย ถ้าท่านปรารถนาความสุขในโลกหน้าจงงดเว้นจากการฆ่าสัตว์ อันเป็นการไม่สำรวมเสียเถิด.

กระผมฟังคำของสหายผู้หวังดี มีความอนุเคราะห์ด้วยประโยชน์นั้นแล้วไม่ทำตามคำสั่งสอนทั้งสิ้น เพราะกระผมเป็นคนไม่มีปัญญา ยินดีแต่ในบาปตลอดกาลนาน

สหายผู้มีปัญญาดีนั้น แนะนำกระผมให้ตั้งอยู่ในความสำรวม ด้วยความอนุเคราะห์ว่า ถ้าท่านฆ่าสัตว์ในตอนกลางวัน ส่วนกลางคืนจงงดเว้นเสีย

กระผมจึงฆ่าสัตว์ แต่เฉพาะกลางวัน กลางคืนเป็นผู้สำรวมงดเว้น เพราะฉะนั้น กลางคืน กระผมจึงได้รับความสุข กลางวันได้เสวยทุกข์ ถูกสุนัขรุมกัดกิน คือกลางคืนได้เสวยทิพยสมบัติด้วยผลแห่งกุศลกรรมนั้น ส่วนกลางวันฝูงสุนัขมีจิตเดือดดาลพากันห้อมล้อมกัดกินกระผมรอบด้าน

ก็ชนเหล่าใดผู้มีความเพียรเนืองๆ บากบั่นในศาสนาของพระสุคตเจ้า กระผมเข้าใจว่าชนเหล่านั้นจักได้บรรลุอมตบทอันปัจจัยอะไรๆ ปรุงแต่งไม่ได้อย่างแน่นอน.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ลุทฺโท ได้แก่ ผู้ทารุณ.

บทว่า โลหิตปาณี ได้แก่ ผู้มีฝ่ามืออันเปื้อนเลือดด้วยการฆ่าสัตว์เนืองๆ.

บทว่า ทารุโณ แปลว่า กล้าแข็ง. อธิบายว่า เบียดเบียนตนเอง.

บทว่า อวิโรธกเรสุ ได้แก่ ในเนื้อและนกเป็นต้น ผู้ไม่กระทำความโกรธด้วยอาการอะไรๆ

บทว่า อสํยมา แปลว่า ผู้ไม่สำรวม คือเป็นผู้ทุศีล.

บทว่า สกลานุสาสส ความว่า ซึ่งอนุศาสนีทั้งปวง คือการงดเว้นจากปาณาติบาตตลอดกาล.

บทว่า จิรปาปาภิรโต ได้แก่ ผู้ยินดียิ่งในบาปตลอดกาลนาน.

บทว่า สํยเม คือ ในสุจริต.

บทว่า นิเวสยิ แปลว่า ตั้งอยู่แล้ว.

คำว่า ถ้าท่านฆ่าสัตว์ในเวลากลางวัน ส่วนกลางคืนจงงดเว้นเสียนี้ เป็นคำแสดงอาการแห่งความตั้งมั่น. ได้ยินว่า นายพรานนั้นได้เป็นผู้ประกอบการฆ่าสัตว์เนืองๆ ในเวลากลางคืน ด้วยการดักบ่วงคือลูกศรเป็นต้น.

บทว่า ทิวา ขชฺชามิ ทุคฺคโต ความว่า บัดนี้ฉันถึงทุคคติ เสวยทุกข์อย่างมหันต์ เคี้ยวกินในตอนกลางวัน.

ได้ยินว่า ในตอนกลางวัน เขาได้เสวยผลอันพึงเห็นเสมอด้วยกรรม เพราะเขาให้สุนัขกัดเนื้อ ในส่วนกลางวัน สุนัขใหญ่ๆ วิ่งไปทำสรีระให้เหลือเพียงร่างกระดูก แต่เมื่อย่างเข้ากลางคืน ร่างกายนั้นจึงกลับเป็นปกติตามเดิม เสวยทิพยสมบัติ.

ด้วยเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวว่า :-

เพราะฉะนั้น กลางคืนกระผมจึงได้รับความสุข กลางวันได้เสวยทุกข์ถูกสุนัขลุมกัดกิน คือกลางคืนได้เสวยทิพยสมบัติด้วยผลแห่งกุศลกรรมนั้น ส่วนกลางวันฝูงสุนัขมีจิตเดือดดาลพากันห้อมล้อมกัดกินกระผมรอบด้าน.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ปฏิหตา ความว่า เป็นผู้มีจิตเดือดดาล คือเป็นเสมือนถูกความคับแค้นผูกพัน.

บทว่า สมนฺตา ขาทิตุํ ได้แก่ วิ่งไปเพื่อกัดกินร่างกายของเราโดยรอบด้าน.

ก็ข้อนี้ ท่านกล่าวหมายเอาเวลาที่พวกสุนัขเหล่านั้นเข้าไปใกล้ นำความกลัวมาให้แก่ตนเป็นอย่างยิ่ง ก็สุนัขเหล่านั้นวิ่งไปกระทำร่างกายให้เหลือแต่เพียงกระดูกแล้วจึงไปเสีย.

ในคาถาสุดท้ายว่า เย จ เต สตตานุโยคิโน มีความสังเขปดังต่อไปนี้

ขึ้นชื่อว่าเราก็เป็นผู้งดเว้นจากเหตุเพียงการฆ่าสัตว์ เฉพาะในกลางคืน ยังได้เสวยทิพยสมบัติถึงเพียงนี้ก็บุรุษเหล่าใดผู้ขวนขวายยั่งยืนมั่นคง คือหมั่นประกอบเนืองๆ คือทุกเวลาในอธิศีลเป็นต้นในพระศาสนาของพระผู้มีพระภาคสุคตพุทธเจ้าบุรุษเหล่านั้นเป็นผู้มีบุญเห็นจะบรรลุอมตธรรมอันได้นามว่าอสังขตบท อันไม่เจือปนด้วยโลกิยสุขอย่างเดียวเท่านั้นคือบุรุษเหล่านั้นย่อมไม่มีการห้ามอะไรๆ ในการบรรลุอมตบทนั้น.

เมื่อเปรตนั้นกล่าวอย่างนี้แล้ว พระเถระจึงกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระศาสดา.

พระศาสดาทรงกระทำเรื่องนั้นให้เป็นอัตถุปปัตติเหตุแล้ว ทรงแสดงธรรมแก่บริษัทผู้ถึงพร้อมแล้ว.

คำทั้งหมดมีนัยดังกล่าวแล้วนั่นแล.

จบอรรถกถาปฐมมิคลุททกเปตวัตถุที่ ๗ -----------------------------------------------------

ฉบับที่ใช้และสัญญาอนุญาต

พระไตรปิฎกบาลี อักษรไทย ฉบับสยามรัฐ

pli-siamrath · Public domain (term expired) — operator determination · ตรวจหลักฐานเมื่อ ๒๐๒๖-๐๘-๒๕

ฉบับสยามรัฐ จัดพิมพ์โดยทางราชการ พ.ศ. ๒๔๖๘–๒๔๗๑ · พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ ๒๕๓๗ ม.๑๙–๒๒ อายุคุ้มครองงานนิติบุคคล ๕๐ ปีนับแต่โฆษณา · การพิจารณาของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่ความเห็นที่ปรึกษากฎหมายhttps://84000.org/tipitaka/pali/

พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง

th-chabab-luang · Public domain (term expired) — operator determination · ตรวจหลักฐานเมื่อ ๒๐๒๖-๐๘-๒๔

ฉบับหลวง จัดพิมพ์โดยทางราชการ พ.ศ. ๒๕๑๔ · พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ ๒๕๓๗ ม.๑๙–๒๒ อายุคุ้มครองงานนิติบุคคล ๕๐ ปีนับแต่โฆษณา · การพิจารณาของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่ความเห็นที่ปรึกษากฎหมายhttps://84000.org/tipitaka/

พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาฯ

th-mahachula · ได้รับอนุญาตจากเจ้าของสิทธิ์ — บันทึกจากคำยืนยันของผู้ดำเนินการ ยังไม่มีเอกสารประกอบ · ตรวจหลักฐานเมื่อ ๒๐๒๖-๐๘-๒๕

ผู้ดำเนินการแจ้ง ๒๕ ส.ค. ๖๙ ว่าได้รับอนุญาตจากมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัยให้เผยแพร่ตัวบทฉบับนี้ · **เป็นคำยืนยันด้วยวาจา ยังไม่มีหนังสืออนุญาตประกอบ** ⇒ ฐานของการเผยแพร่คือวินิจฉัยของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่หลักฐานเอกสารและไม่ใช่ความเห็นที่ปรึกษากฎหมาย · ข้อเท็จจริงที่ยังเป็นจริง: จัดพิมพ์ พ.ศ. ๒๕๓๙ งานที่นิติบุคคลเป็นเจ้าของคุ้มครอง ๕๐ ปีนับแต่โฆษณา (พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ ๒๕๓๗ ม.๑๙–๒๒) ถึงราว พ.ศ. ๒๕๘๙ — การอนุญาตจึงจำเป็นและต้องเก็บเอกสารไว้ให้ได้docs/legal/PERMISSIONS.md#มจร

อรรถกถาแปลไทย

th-attha-84000 · ได้รับอนุญาตจากเจ้าของสิทธิ์ — บันทึกจากคำยืนยันของผู้ดำเนินการ ยังไม่มีเอกสารประกอบ · ตรวจหลักฐานเมื่อ ๒๐๒๖-๐๘-๒๕

ผู้ดำเนินการแจ้ง ๒๕ ส.ค. ๖๙ ว่าได้รับอนุญาตให้เผยแพร่ตัวบทชุดนี้ · **เป็นคำยืนยันด้วยวาจา ยังไม่มีเอกสารประกอบ** ⇒ ฐานของการเผยแพร่คือวินิจฉัยของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่หลักฐานเอกสาร · สิ่งที่ยังไม่รู้และไม่ได้หายไปเพราะการอนุญาต: **หน้าเว็บไม่ระบุผู้แปล ผู้จัดพิมพ์ หรือปี** จึงยังไม่รู้ว่าเป็นฉบับพิมพ์ของใคร (ที่เชื่อกันคือชุดมหามกุฏราชวิทยาลัย ๙๑ เล่ม ราว พ.ศ. ๒๕๒๕) — การอนุญาตครอบคลุมใครและอะไร จึงยังระบุไม่ได้จนกว่าจะได้เอกสารdocs/legal/PERMISSIONS.md#อรรถกถา