ฉบับที่อ่านฉบับ
ฉบับมหาจุฬาฯ · ทั้งหมด · ตำแหน่งที่กำลังอ่าน ข้อ ๑๐๙๔

๑. ตาลปุฏเถรคาถา

พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาฯ

ชั้นตัวบทพุทธพจน์ข้อ ๑๐๙๔–๑๑๔๘ลำดับ 263 จาก 265 ในเถรคาถาพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาฯ 55 ข้อ3 ฉบับเทียบฉบับได้ข้อต่อข้อ

พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาฯ · อ้างว่าได้รับอนุญาต แต่ยังไม่มีเอกสาร


ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรคาถา [๑๙. ปัญญาสนิบาต] ๑. ตาลปุฏเถรคาถา ๑๙. ปัญญาสนิบาต ๑. ตาลปุฏเถรคาถา ภาษิตของพระตาลปุฏเถระ (พระตาลปุฏเถระหวังจะจำแนกแสดงโยนิโสมนสิการโดยประการต่างๆ จึงได้ กล่าวสอนภิกษุทั้งหลายด้วยภาษิตเหล่านี้ว่า)

ข้อ ๑๐๙๔

เมื่อไรหนอเราจะอยู่ผู้เดียวไม่มีตัณหาเป็นเพื่อนที่ซอกเขา เมื่อไรหนอเราจะพิจารณาเห็นแจ้งภพทั้งปวงโดยเป็นสภาวะไม่เที่ยงอยู่ เมื่อไรหนอความดำริเช่นนี้นั้นของเราจะสำเร็จได้

ข้อ ๑๐๙๕

เมื่อไรหนอเราจะได้เป็นมุนีนุ่งห่มผ้ากาสาวพัสตร์ที่ตัดด้วยศัสตรา ไม่ยึดมั่น ไม่มีความหวัง ละราคะ โทสะ และโมหะได้แล้ว เที่ยว ไปในป่าใหญ่อยู่ได้อย่างสบาย

ข้อ ๑๐๙๖

เมื่อไรหนอเราจึงจะเห็นแจ้งร่างกายนี้ซึ่งไม่เที่ยง เป็นรังแห่ง ความตายและเป็นรังแห่งโรค ถูกมรณะและชราคอยรบกวน ปราศจากความกลัว อาศัยอยู่ในป่าแต่ผู้เดียว ตรึกเช่นนี้นั้นของเราจะสำเร็จเมื่อไรหนอ

ข้อ ๑๐๙๗

เมื่อไรหนอเราพึงจับดาบคมกริบคืออริยมรรคที่สำเร็จด้วยปัญญา ตัดเถาวัลย์คือตัณหาที่ก่อให้เกิดภัย นำทุกข์มาให้ เป็นเหตุให้หมุนวนเวียนไปตามอารมณ์มากอย่าง ความตรึกเช่นนี้นั้นของเราจะสำเร็จเมื่อไรหนอ

ข้อ ๑๐๙๘

เมื่อไรหนอเราจะได้ฉวยศัสตราที่สำเร็จด้วยปัญญาอันมีเดชานุภาพ มากของท่านผู้แสวงหาคุณอันยิ่งใหญ่ทั้งหลาย หักรานกิเลสมาร พร้อมทั้งเสนามารโดยฉับพลัน เหนือบัลลังก์สีหอาสน์ ความตรึกเช่นนี้นั้นของเราจะสำเร็จเมื่อไรหนอ @เชิงอรรถ : @ บัลลังก์ที่นั่งอย่างมั่นคง, บัลลังก์ที่นั่งแล้วชนะมารและเสนามารได้ (ขุ.เถร.อ. ๒/๑๐๙๘/๕๑๗)

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๖ หน้า : ๕๑๘}

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรคาถา [๑๙. ปัญญาสนิบาต] ๑. ตาลปุฏเถรคาถา

ข้อ ๑๐๙๙

เมื่อไรหนอสัตบุรุษผู้มีความหนักแน่นในธรรม คงที่ มีปกติเห็นตามความเป็นจริง ชนะอินทรีย์แล้ว จะพึงเห็นเราว่า บำเพ็ญเพียรในสมาคม ความตรึกเช่นนี้นั้นของเราจะสำเร็จเมื่อไรหนอ

ข้อ ๑๑๐๐

เมื่อไรหนอความเกียจคร้าน ความหิวกระหาย ลม แดด หรือเหลือบ ยุง สัตว์เลื้อยคลาน จะไม่เบียดเบียนเราที่ซอกภูเขา นี้เป็นความประสงค์ส่วนตัวเรา ความตรึกเช่นนี้นั้นของเราจะสำเร็จเมื่อไรหนอ

ข้อ ๑๑๐๑

เมื่อไรหนอเราจึงจะได้เป็นผู้มีจิตตั้งมั่น มีสติ บรรลุอริยสัจ ๔ ที่เห็นได้แสนยาก ซึ่งพระสัมมาสัมพุทธเจ้าผู้ แสวงหาคุณอันยิ่งใหญ่ทรงทราบแล้วด้วยพระปัญญา ความตรึกเช่นนี้นั้นของเราจะสำเร็จเมื่อไรหนอ

ข้อ ๑๑๐๒

เมื่อไรหนอ เราจะมีความสงบระงับจากเครื่องเร่าร้อน ในเพราะรูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ และธรรมารมณ์ ที่เรายังไม่รู้เท่าทัน พิจารณาเห็นได้ด้วยปัญญา ความตรึกเช่นนี้นั้นของเราจะสำเร็จเมื่อไรหนอ

ข้อ ๑๑๐๓

เมื่อไรหนอเราถูกว่ากล่าวติเตียนด้วยคำหยาบ จะไม่เดือดร้อนใจ เพราะคำหยาบนั้นเป็นเหตุ ถึงได้รับการสรรเสริญ ก็จะไม่ยินดี เพราะการสรรเสริญนั้นเป็นเหตุ ความตรึกเช่นนี้นั้นของเราจะสำเร็จเมื่อไรหนอ

ข้อ ๑๑๐๔

เมื่อไรหนอเราพึงเห็นสภาพภายใน คือ เบญจขันธ์ของเราเหล่านี้ รูปธรรมที่ยังไม่รู้ และสภาพภายนอก คือ ท่อนไม้ กอหญ้า และลดาวัลย์ ว่าเป็นสภาพเสมอกัน ความตรึกเช่นนี้นั้นของเราจะสำเร็จเมื่อไรหนอ

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๖ หน้า : ๕๑๙}

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรคาถา [๑๙. ปัญญาสนิบาต] ๑. ตาลปุฏเถรคาถา

ข้อ ๑๑๐๕

เมื่อไรหนอน้ำฝนใหม่ตามฤดูกาลในเวลาใกล้รุ่ง จะตกรดเราผู้ครองผ้าจีวรดำเนินไปในมรรคา ที่ท่านผู้แสวงหาคุณอันยิ่งใหญ่ดำเนินไปอยู่ในป่า ความตรึกเช่นนี้นั้นของเราจะสำเร็จเมื่อไรหนอ

ข้อ ๑๑๐๖

เมื่อไรหนอเราพึงได้ยินเสียงร้องของนกยูงที่ซอกเขาในป่า แล้วลุกขึ้นพิจารณาเพื่อบรรลุอมตธรรม ความตรึกเช่นนี้นั้นของเราจะสำเร็จเมื่อไรหนอ

ข้อ ๑๑๐๗

เมื่อไรหนอเราจะพึงข้ามพ้นแม่น้ำคงคา ยมุนา สุรัสวดี ที่ไหล ไปถึงบาดาล มีปากอ่าวใหญ่ทั้งน่ากลัว ไปได้ด้วยฤทธิ์ ไม่ติดขัด ความตรึกเช่นนี้นั้นของเราจะสำเร็จเมื่อไรหนอ

ข้อ ๑๑๐๘

เมื่อไรหนอเราจะพึงงดเว้นนิมิตว่างามทั้งปวงเสียได้ ขวนขวายในฌานแล้ว ทำลายความพอใจในกามคุณทั้งหลาย เหมือนช้างทำลายเสาตะลุง และโซ่เหล็กได้แล้วเที่ยวไปในสงคราม ความตรึกเช่นนี้นั้นของเราจะสำเร็จเมื่อไรหนอ

ข้อ ๑๑๐๙

เมื่อไรหนอเราจึงจะได้บรรลุคำสอนของพระพุทธเจ้าผู้แสวงหา คุณอันยิ่งใหญ่ได้แล้ว พอใจเหมือนลูกหนี้ผู้ขัดสนถูกเจ้าหนี้บีบ บังคับ แสวงหาทรัพย์มาได้ก็พึงพอใจ ความตรึกเช่นนี้นั้นของเราจะสำเร็จเมื่อไรหนอ

ข้อ ๑๑๑๐

(จิตผู้เจริญ) ท่านอ้อนวอนเรามาเป็นเวลาหลายปีว่า ท่านไม่สมควรอยู่ครองเรือนเลย บัดนี้เรานั้นก็ได้บวชสมประสงค์ แล้ว เหตุไฉน ท่านจึงไม่ชักนำเสียเล่า

ข้อ ๑๑๑๑

จิตผู้เจริญ ท่านอ้อนวอนเรามาแล้วมิใช่หรือว่า ฝูงนกยูงมีขนปีกแพรวพราว และเสียงกึกก้องแห่งธารน้ำตกตาม ซอกเขา จะทำท่านผู้เข้าฌานอยู่ในป่าให้เพลิดเพลิน @เชิงอรรถ : @ สมถะและวิปัสสนา (ขุ.เถร.อ. ๒/๑๑๐๕/๕๑๙)

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๖ หน้า : ๕๒๐}

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรคาถา [๑๙. ปัญญาสนิบาต] ๑. ตาลปุฏเถรคาถา

ข้อ ๑๑๑๒

เรายอมสละญาติมิตรอันเป็นที่รักในสกุล ความยินดีในการเล่น และกามคุณในโลกได้หมดแล้ว เข้ามาถึงป่านี้ ท่านช่างไม่ยินดีกับเราเสียเลยนะจิต

ข้อ ๑๑๑๓

เราเมื่อพิจารณาเห็นว่า เพราะจิตนี้เป็นของเราเท่านั้น ฉะนั้น ท่านจึงไม่ใช่ของผู้อื่น การร้องไห้รำพันจะมีประโยชน์อะไร ในเวลาทำสงครามกับกิเลสมาร จิตทั้งหมดนี้มีแต่หวั่นไหวดังนี้ จึงได้ออกบวชแสวงหาอมตบท

ข้อ ๑๑๑๔

พระสัมมาสัมพุทธเจ้าผู้ประเสริฐเหนือเทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย เป็นจอมท้าวสักกเทวราช เป็นจอมสารถีฝึกนระได้ ตรัสสุภาษิตไว้ว่า จิตนี้กวัดแกว่งเหมือนลิง ทั้งห้ามได้แสนยาก เพราะไม่ปราศจากความกำหนัด

ข้อ ๑๑๑๕

เพราะเหล่าปุถุชนที่ยังไม่รู้เท่าทัน พัวพันอยู่ในกามทั้งหลายที่งดงาม มีรสหวาน ชวนให้รื่นรมย์ใจ พวกเขาแสวงหาภพใหม่ ก่อแต่สิ่งที่ไร้ประโยชน์ ถูกจิตทำให้เหินห่างจากสุข นำไปไว้ในนรก ย่อมประสบทุกข์

ข้อ ๑๑๑๖

จิต เมื่อก่อน ท่านแนะนำเราว่า ท่านมีเสือเหลืองและเสือโคร่งห้อมล้อมอยู่ในป่า ที่มีเสียงนกยูงและนกกระไนร่ำร้อง จงละความห่วงใยในร่างกาย อย่าได้พลาดหวังเสียเลย

ข้อ ๑๑๑๗

จิต เมื่อก่อน ท่านแนะนำเราว่า ท่านจงเจริญฌาน อินทรีย์ พละ โพชฌงค์ และสมาธิภาวนา ทั้งบรรลุวิชชา ๓ ในพระพุทธศาสนาให้ได้

ข้อ ๑๑๑๘

จิต เมื่อก่อน ท่านแนะนำเราว่า ท่านจงเจริญมรรคมีองค์ ๘ ที่นำสัตว์ออกจากวัฏฏทุกข์ หยั่งถึงความสิ้นทุกข์ทั้งมวล ชำระล้างกิเลสได้หมดสิ้น เพื่อบรรลุนิพพานให้ได้

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๖ หน้า : ๕๒๑}

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรคาถา [๑๙. ปัญญาสนิบาต] ๑. ตาลปุฏเถรคาถา

ข้อ ๑๑๑๙

จิต เมื่อก่อน ท่านแนะนำเราว่า ท่านจงพิจารณาเห็นเบญจขันธ์โดยอุบายที่แยบคายว่า เป็นทุกข์ จงละเหตุให้เกิดทุกข์ และจงทำความสิ้นทุกข์ในอัตภาพนี้แหละ ให้ได้

ข้อ ๑๑๒๐

จิต เมื่อก่อน ท่านแนะนำเราว่า ท่านจงพิจารณาเบญจขันธ์โดยอุบายที่แยบคายว่า ไม่เที่ยง เป็นทุกข์ ว่า ว่างเปล่า ไม่มีตัวตน และว่า ต้องวิบัติไป เป็นผู้ฆ่า จงดับมโนวิจารทางใจเสียให้ได้

ข้อ ๑๑๒๑

จิต เมื่อก่อน ท่านแนะนำเราว่า ท่านจงปลงผมและโกนหนวดแล้ว ถือเพศสมณะ มีรูปร่างแปลก ถูกเขาสาปแช่ง ถือบาตรเที่ยวภิกษาไปตามตระกูลทั้งหลาย จงพากเพียรในคำสอนของพระศาสดา ผู้ทรงแสวงหาคุณอันยิ่งใหญ่ให้ได้

ข้อ ๑๑๒๒

จิต เมื่อก่อน ท่านแนะนำเราว่า ท่านจงสำรวมระวังให้ดี เมื่อเที่ยวไปในระหว่างตรอก อย่ามีใจเกี่ยวข้องในตระกูล และกามารมณ์ทั้งหลายเที่ยวไป เหมือนดวงจันทร์วันเพ็ญที่ปราศจากเมฆฉะนั้น

ข้อ ๑๑๒๓

จิต เมื่อก่อน ท่านแนะนำเราว่า ท่านจงยินดีในธุดงคคุณทั้ง ๕ คือ (๑) ถือการอยู่ป่าเป็นวัตร (๒) ถือการเที่ยวบิณฑบาตเป็นวัตร (๓) ถือการอยู่ป่าช้าเป็นวัตร (๔) ถือการนุ่งห่มผ้าบังสุกุลเป็นวัตร (๕) ถือการไม่นอนเป็นวัตรทุกเมื่อให้ได้

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๖ หน้า : ๕๒๒}

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรคาถา [๑๙. ปัญญาสนิบาต] ๑. ตาลปุฏเถรคาถา

ข้อ ๑๑๒๔

บุคคลบางคนต้องการผลไม้ ปลูกไม้ผลไว้แล้ว ไม่ได้รับผล ประสงค์จะโค่นต้นไม้นั้นเสีย ฉันใด จิต ท่านทำเรา ที่ท่านชักนำให้หวั่นไหวในความไม่เที่ยง ให้เป็นเหมือนบุคคลผู้ปลูกต้นไม้ฉันนั้น

ข้อ ๑๑๒๕

จิต ที่ไม่มีรูปร่าง ไปได้ไกล ทั้งเที่ยวไปแต่ผู้เดียว บัดนี้ เราจะไม่ทำตามคำของท่าน เพราะกามทั้งหลาย ล้วนแต่ก่อให้เกิดทุกข์ ให้ผลเผ็ดร้อน มีภัยอย่างใหญ่หลวง เราจะประพฤติมุ่งมั่นอยู่เฉพาะนิพพาน

ข้อ ๑๑๒๖

เราไม่ได้ออกบวชเพราะไม่มีบุญ เพราะหมดความกระดากอาย เพราะตกอยู่ภายใต้อำนาจจิต เพราะทำผิดต่อชาติบ้านเมือง ก็หรือเพราะเหตุแห่งอาชีพ จิต ก็ท่านได้รับรองกับเราไว้ว่า จะอยู่ในอำนาจเรามิใช่หรือ

ข้อ ๑๑๒๗

จิต ท่านแนะนำเราไว้คราวนั้นแหละว่า ความเป็นผู้มักน้อย การละความลบหลู่คุณท่าน และความสงบทุกข์ สัตบุรุษทั้งหลายสรรเสริญ มาบัดนี้ ท่านกลับประพฤติเช่นเดิม

ข้อ ๑๑๒๘

เราไม่อาจกลับไปหาตัณหา อวิชชา ความรัก ความชัง รูปอันสวยงาม สุขเวทนา และกามคุณที่น่าชอบใจ ซึ่งคายได้แล้ว

ข้อ ๑๑๒๙

จิต เราได้ทำตามคำของท่านมาทุกภพ ทุกชาติ ทุกคติ และทุกวิญญาณฐิติ เราไม่ได้ขุ่นเคืองท่านในหลายชาติ เพราะความที่ท่านเป็นคนกตัญญู จึงเกิดมีอัตภาพนี้ขึ้น ทั้งเราก็ได้เร่ร่อนไปในทุกข์ ที่ท่านทำให้มาช้านาน

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๖ หน้า : ๕๒๓}

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรคาถา [๑๙. ปัญญาสนิบาต] ๑. ตาลปุฏเถรคาถา

ข้อ ๑๑๓๐

จิต ท่านนั่นแหละทำเราให้เป็นพราหมณ์บ้าง ให้เป็นกษัตริย์บ้าง เป็นพระราชาบ้าง เพราะอำนาจแห่งท่านนั่นแหละ บางคราวเราเป็นแพศย์บ้าง เป็นศูทรบ้าง เป็นเทพบ้าง

ข้อ ๑๑๓๑

เพราะเหตุแห่งท่าน เพราะอำนาจแห่งท่าน มีท่านเป็นมูลเหตุ บางคราวเราเป็นอสูรบ้าง เป็นสัตว์นรกบ้าง เป็นสัตว์ดิรัจฉานบ้าง เป็นเปรตบ้าง

ข้อ ๑๑๓๒

ท่านประทุษร้ายเรามาแล้วบ่อยครั้งมิใช่หรือ ท่านแสดงน้ำใจเหมือนจะห้ามเรา ครู่เดียวท่านก็ล่อลวงเหมือนกับคนบ้า จิต เราได้ผิดอะไรต่อท่านไว้บ้าง

ข้อ ๑๑๓๓

แต่ก่อนจิตนี้ได้ท่องเที่ยวไปตามอารมณ์ต่างๆ ตามความปรารถนา ตามความต้องการ ตามความสบาย วันนี้ เราจะข่มจิตนั้นโดยอุบายอันแยบคาย เหมือนควาญช้างปราปพยศช้างตกมัน

ข้อ ๑๑๓๔

พระศาสดาของเราทรงหยั่งรู้โลกนี้ โดยความเป็นสภาวะไม่เที่ยง ไม่ยั่งยืน ไม่มีแก่นสาร จิต เชิญท่านพาเราบ่ายหน้าไปในศาสนาของพระชินเจ้า ช่วยเราให้ข้ามโอฆะใหญ่ที่ข้ามได้แสนยาก

ข้อ ๑๑๓๕

จิต เรือนคืออัตภาพนี้ไม่เป็นของท่านเหมือนเมื่อก่อน เราไม่พึงกลับไปอยู่ในอำนาจท่าน จะบวชในศาสนาของพระผู้มีพระภาคผู้แสวงหาคุณอันยิ่งใหญ่ ธรรมดาสมณะทั้งหลายไม่ประสบความเสียหายเหมือนเรา

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๖ หน้า : ๕๒๔}

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรคาถา [๑๙. ปัญญาสนิบาต] ๑. ตาลปุฏเถรคาถา

ข้อ ๑๑๓๖

ภูเขา มหาสมุทร แม่น้ำคงคาเป็นต้น แผ่นดิน ทิศใหญ่ทั้ง ๔ ทิศน้อยทั้ง ๔ ทิศเบื้องบน ทิศเบื้องล่าง และภพทั้ง ๓ ล้วนเป็นสภาพไม่เที่ยง มีแต่ถูกเบียดเบียนอยู่เสมอ จิต ท่านไปที่ไหนเล่าจึงจะยินดีความสุข

ข้อ ๑๑๓๗

จิต เรามั่นคงแล้ว ท่านจะทำอะไรได้ เราไม่ยอมตกอยู่ภายใต้อำนาจท่าน คนไม่พึงแตะต้องถุงหนัง มีปากสองข้าง น่าตินัก ร่างกายที่เต็มไปด้วยของไม่สะอาดต่างๆ หลั่งของไม่สะอาดออกจากปากแผลทั้ง ๙

ข้อ ๑๑๓๘

ท่านเข้าไปสู่เรือนคือถ้ำที่เงื้อมเขาและยอดเขา ที่สวยงามตามธรรมชาติ ซึ่งฝูงหมูป่าและฝูงกวางอาศัยอยู่ และป่าที่ฝนตกรดใหม่ๆ นั้น จะยินดีภาวนา ณ ที่นั้น

ข้อ ๑๑๓๙

ฝูงนกยูงมีขนคอเขียวสวยงาม มีหงอนงาม มีปีกงาม ทั้งปกคลุมด้วยขนปีกสวยงาม ส่งสำเนียงเสียงร้องก้องกังวานไพเราะจับใจนั้น จะช่วยท่านผู้บำเพ็ญฌานอยู่ในป่าให้รื่นรมย์ได้

ข้อ ๑๑๔๐

เมื่อฝนตก หญ้างอกยาวประมาณ ๔ นิ้ว เมื่อป่าไม้ผลิดอกออกช่อ งามคล้ายก้อนเมฆ เราเป็นเหมือนต้นไม้จะนอนบนยอดหญ้าในระหว่างภูเขา เครื่องลาดหญ้านั้นอ่อนนุ่มจะเป็นเหมือนที่นอนสำลีสำหรับเรา

ข้อ ๑๑๔๑

เราจะทำท่านไว้ในอำนาจให้ได้เหมือนคนผู้เป็นใหญ่ จะพอใจด้วยปัจจัยตามที่ได้ จะทำท่านไว้ในอำนาจให้ได้ เหมือนคนไม่เกียจคร้าน เหมือนกระสอบใส่แมวที่มัดไว้ดีแล้ว

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๖ หน้า : ๕๒๕}

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรคาถา [๑๙. ปัญญาสนิบาต] ๑. ตาลปุฏเถรคาถา

ข้อ ๑๑๔๒

เราจะทำท่านไว้ในอำนาจให้ได้เหมือนคนผู้เป็นใหญ่ จะพอใจด้วยปัจจัยตามที่ได้ จะใช้ความพยายามนำท่านมาไว้ในอำนาจให้ได้ เหมือนนายควาญช้างผู้ชาญฉลาด ใช้ขอสับช้างตกมันให้อยู่ในอำนาจตน

ข้อ ๑๑๔๓

เราพร้อมกับท่านผู้ฝึกฝนดีแล้ว มั่นคง สามารถดำเนินไปถึงทางที่ปลอดโปร่ง ซึ่งท่านผู้ตามรักษาจิตทั้งหลายได้ดำเนินไปแล้วทุกสมัย เหมือนนายสารถีผู้ฝึกม้าสามารถดำเนินไปถึงภูมิภาค ที่ปลอดภัยได้ด้วยม้าอาชาไนยที่มีใจซื่อตรง

ข้อ ๑๑๔๔

เราจะผูกท่านไว้ที่อารมณ์กรรมฐานด้วยกำลังภาวนา เหมือนนายควาญช้างใช้เชือกที่เหนียวผูกช้างไว้ที่เสาตะลุง จิตที่เราคุ้มครองดี อบรมดีแล้วด้วยสติ จะเป็นจิตอันตัณหาในภพทั้งปวงอาศัยไม่ได้

ข้อ ๑๑๔๕

ท่านตัดเหตุเกิดคืออายตนะที่แล่นไปผิดทางด้วยปัญญา ข่มมันเสียด้วยความเพียร ให้ตั้งมั่นอยู่ในทางถูก เห็นแจ้งทั้งความเกิดและความดับ แล้วจะเป็นทายาทของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าผู้มีวาทะเป็นเลิศ

ข้อ ๑๑๔๖

จิต ท่านชักนำเราให้เป็นไปตามอำนาจของความเข้าใจผิด ๔ อย่าง เหมือนคนจูงเด็กชาวบ้านวิ่งวนไปฉะนั้น ท่านน่าจะคบหาพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ผู้เพียบพร้อมด้วยพระมหากรุณาธิคุณ ผู้ตัดเครื่องผูกคือสังโยชน์เสียได้ เป็นพระมหามุนี

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๖ หน้า : ๕๒๖}

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรคาถา [๑๙. ปัญญาสนิบาต] รวมเรื่องพระเถระที่มีในนิบาต

ข้อ ๑๑๔๗

มฤคชาติเข้าไปยังภูเขาอันน่ารื่นรมย์ ประกอบด้วยน้ำและดอกไม้ เที่ยวไปในป่าอันงดงามอย่างเสรี จิต ท่านก็จะรื่นรมย์ในภูเขาที่ไม่เกลื่อนกล่นด้วยผู้คนตามลำพังใจ เมื่อท่านไม่ยินดีอยู่ที่ภูเขานั้น ท่านก็จะต้องเสื่อมโดยไม่ต้องสงสัย

ข้อ ๑๑๔๘

จิตชายและหญิงเหล่าใดประพฤติตามความพอใจ ตามอำนาจของท่าน จะเสวยความสุข ชายหญิงเหล่านั้นโง่เขลา ประพฤติไปตามอำนาจมาร เพลิดเพลินในภพน้อยภพใหญ่ เป็นสาวกของท่าน ปัญญาสนิบาต จบบริบูรณ์ รวมเรื่องพระเถระที่มีในนิบาตนี้ คือ พระตาลปุฏเถระผู้บริสุทธิ์รูปเดียว และในปัญญาสนิบาตนี้ มี ๕๕ ภาษิต ฉะนี้แล

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๖ หน้า : ๕๒๗}

ฉบับหลวง

ชั้นตัวบทพุทธพจน์

หน่วยที่ตำแหน่งเดียวกันของเล่มนี้ · เลขข้อเป็นของฉบับนี้เอง · ชื่อเรื่องตรงกันทั้งสองฉบับ

เปิดหน้าของฉบับนี้

ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์

เถรคาถาย ปญฺญาสนิปาโต

พระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๖ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๑๘ ขุททกนิกาย วิมาน-เปตวัตถุ เถร-เถรีคาถา เถรคาถา ปัญญาสนิบาต ๑. ตาลปุฏเถรคาถา คาถาสุภาษิตของพระตาลปุฏเถระ

ข้อ ๓๙๙

|๓๙๙.๑๐๘๙| ๑ กทา นุหํ ปพฺพตกนฺทราสุ เอกากิโย อทฺทุติโย วิหสฺสํ อนิจฺจโต สพฺพภวํ วิปสฺสํ ตํ เม อิทนฺตํ นุ กทา ภวิสฺสติ ฯ |๓๙๙.๑๐๙๐| กทา นุหํ ภินฺนปฏนฺธโร มุนิ กาสาววตฺโถ อมโม นิราสโย ราคญฺจ โทสญฺจ ตเถว โมหํ หิตฺวา สุขี ปวนคโต วิหสฺสํ ฯ |๓๙๙.๑๐๙๑| กทา อนิจฺจํ วธโรคนิทฺธํ กายํ อิมํ มจฺจุราชสฺส ปทูตํ วิปสฺสมาโน วีตภโย วิหสฺสํ เอโก วเน ตํ นุ กทา ภวิสฺสติ ฯ |๓๙๙.๑๐๙๒| กทา นุหํ ภยชนนึ ทุกฺขาวหํ ตณฺหาลตํ พหุวิธานุวตฺตนึ ปญฺญามยํ ติขิณมสึ คเหตฺวา เฉตฺวา วเส ตมฺปิ กทา ภวิสฺสติ ฯ |๓๙๙.๑๐๙๓| กทา นุ ปญฺญามยมุคฺคเตชํ สตฺถํ อิสีนํ อหมาทยิตฺวา มารํ สเสนํ สหสา ภญฺชิสฺสํ สีหาสเน ตนฺนุ กทา ภวิสฺสติ ฯ |๓๙๙.๑๐๙๔| กทา นุหํ สพฺภิ สมาคเมสุ ทิฏฺโฐ ภเว ธมฺมครูหิ ตาทิหิ ยถาวทสฺสีหิ ชิตินฺทฺริเยหิ ปธานิโย ตนฺนุ กทา ภวิสฺสติ ฯ |๓๙๙.๑๐๙๕| กทา นุ มํ ตนฺทิขุทาปิปาสา วาตาตปา กีฏสิรึสปา วา นิพาธยิสฺสนฺติ น ตํ คิริพฺพเช อตฺตตฺถิยํ ตนฺนุ กทา ภวิสฺสติ ฯ |๓๙๙.๑๐๙๖| กทา นุ โข ยํ วิทิตํ มเหสินา จตฺตาริ สจฺจานิ สุทุทฺทสานิ สมาหิตตฺโต สติมา อคจฺฉํ ปญฺญาย ตํ ตนฺนุ กทา ภวิสฺสติ ฯ |๓๙๙.๑๐๙๗| กทา นุ รูเป อมิเต จ สทฺเท คนฺเธ รเส ผุสิตพฺเพ จ ธมฺเม อาทิตฺตโตหํ สมเถหิ ยุตฺโต ปญฺญาย ทกฺขํ ตทิทํ กทา เม ฯ |๓๙๙.๑๐๙๘| กทา นุหํ ทุพฺพจเนน วุตฺโต ตโตนิมิตฺตํ วิมโน น เหสฺสํ อโถ ปสฏฺโฐปิ ตโตนิมิตฺตํ ตุฏฺโฐ น เหสฺสํ ตทิทํ กทา เม ฯ |๓๙๙.๑๐๙๙| กทา นุ กฏฺเฐ จ ติเณ ลตา จ ขนฺเธ อิเมหํ อมิเต จ ธมฺเม อชฺฌติกาเนว จ พาหิรานิ จ สมํ ตุเลยฺยํ ตทิทํ กทา เม ฯ |๓๙๙.๑๑๐๐| กทา นุ มํ ปาวุสกาลเมโฆ นเวน โตเยน สจีวรํ วเน อิสิปฺปยาตมฺหิ ปเถ วชนฺตํ โอวสฺสเต ตนฺนุ กทา ภวิสฺสติ ฯ |๓๙๙.๑๑๐๑| กทา มยูรสฺส สิขณฺฑิโน วเน ทิชสฺส สุตฺวา คิริคพฺภเร รุตํ ปจฺจุฏฺฐหิตฺวา อมตสฺส ปตฺติยา สญฺจินฺตเย ตนฺนุ กทา ภวิสฺสติ ฯ |๓๙๙.๑๑๐๒| กทา นุ คงฺคํ ยมุนํ สรสฺสตึ ปาตาลขิตฺตํ วฬวามุขญฺจ อสชฺชมาโน ปตเรยฺยมิทฺธิยา วิภึสนํ ตํ นุ กทา ภวิสฺสติ ฯ |๓๙๙.๑๑๐๓| กทา นุ นาโคว สงฺคามจารี ปทาลเย กามคุเณสุ ฉนฺทํ นิพฺพชฺชยํ สพฺพสุภํ นิมิตฺตํ ฌาเน ยุตฺโต ตนฺนุ กทา ภวิสฺสติ ฯ |๓๙๙.๑๑๐๔| กทา อิณฏฺโฏว ทลิทฺทโก นิธึ อาราธยิตฺวา ธนิเกหิ ปีฬิโต ตุฏฺโฐ ภวิสฺสํ อธิคมฺม สาสนํ มเหสิโน ตนฺนุ กทา ภวิสฺสติ ฯ |๓๙๙.๑๑๐๕| พหูนิ วสฺสานิ ตยามฺหิ ยาจิโต อคารวาเสน อลํ นุ เต อิทํ ตํ ทานิ มํ ปพฺพชิตํ สมานํ กึการณํ จิตฺต ตุวํ น ยุญฺชสิ ฯ |๓๙๙.๑๑๐๖| นนุ อหํ จิตฺต ตยามฺหิ ยาจิโต คิริพฺพเช จิตฺรฉทา วิหงฺคมา มหินฺทโฆสตฺถนิตาภิคชฺชิโน เต ตํ รมิสฺสนฺติ วนมฺหิ ฌายินํ ฯ |๓๙๙.๑๑๐๗| กุลมฺหิ มิตฺเต จ ปิเย จ ญาตเก ขิฑฺฑารตึ กามคุณญฺจ โลเก สพฺพํ ปหาย อิทมชฺฌุปาคโต อโถปิ ตฺวํ จิตฺต น มยฺห ตุสฺสสิ ฯ |๓๙๙.๑๑๐๘| มเมว เอตํ น หิตํ ปเรสํ สนฺนาหกาเล ปริเทวิเตน กึ สพฺพํ อิทํ จลํ อิติ เปกฺขมาโน อภินิกฺขมึ อมตํ ปทํ ชิคีสํ ฯ |๓๙๙.๑๑๐๙| สุวุตฺตวาที ทฺวิปทานมุตฺตโม มหาภิสกฺโก นรทมฺมสารถิ จิตฺตํ จลํ มกฺกฏสนฺนิภํ อิติ อวีตราเคน สุทุนฺนิวาริยํ ฯ |๓๙๙.๑๑๑๐| กามาหิ จิตฺรา มธุรา มโนรมา อวิทฺทสู ยตฺถ สิตา ปุถุชฺชนา เต ทุกฺขมิจฺฉนฺติ ปุนพฺภเวสิโน จิตฺเตน นีตา นิรเย นิรงฺกตา ฯ |๓๙๙.๑๑๑๑| มยูรโกญฺจาภิรุทมฺหิ กานเน ทีปีหิ พฺยคฺเฆหิ ปุรกฺขโต วสํ กาเย อเปกฺขํ ชห มา ปธารย อิติสฺสุ มํ จิตฺต ปุเร นิยุญฺชสิ ฯ |๓๙๙.๑๑๑๒| ภาเวหิ ฌานานิ จ อินฺทฺริยานิ จ พลานิ โพชฺฌงฺคสมาธิภาวนา ติสฺโส จ วิชฺชา ผุส พุทฺธสาสเน อิติสฺสุ มํ จิตฺต ปุเร นิยุญฺชสิ ฯ |๓๙๙.๑๑๑๓| ภาเวหิ มคฺคํ อมตสฺส ปตฺติยา นิยฺยานิกํ สพฺพทุกฺขกฺขโยคธํ อฏฺฐงฺคิกํ สพฺพกิเลสโสธนํ อิติสฺสุ มํ จิตฺต ปุเร นิยุญฺชสิ ฯ |๓๙๙.๑๑๑๔| ทุกฺขนฺติ ขนฺเธ ปฏิปสฺส โยนิโส ยโต จ ทุกฺขํ สมุเทติ ตํ ชห อิเธว ทุกฺขสฺส กโรหิ อนฺตํ อิติสฺสุ มํ จิตฺต ปุเร นิยุญฺชสิ ฯ |๓๙๙.๑๑๑๕| อนิจฺจํ ทุกฺขนฺติ วิปสฺส โยนิโส สุญฺญํ อนตฺตาติ อฆํ วธนฺติ จ มโนวิจาเร อุปรุนฺธ เจตโส อิติสฺสุ มํ จิตฺต ปุเร นิยุญฺชสิ ฯ |๓๙๙.๑๑๑๖| มุณฺโฑ วิรูโป อภิสาปมาคโต กปาลหตฺโถว กุเลสุ ภิกฺขสฺสุ ยุญฺชสฺสุ สตฺถุ วจเน มเหสิโน อิติสฺสุ มํ จิตฺต ปุเร นิยุญฺชสิ ฯ |๓๙๙.๑๑๑๗| สุสํวุตตฺโต วิสิขนฺตรํ จรํ กุเลสุ กาเมสุ อสงฺคมานโส จนฺโท ยถา โทสินปุณฺณมาสิยา อิติสฺสุ มํ จิตฺต ปุเร นิยุญฺชสิ ฯ |๓๙๙.๑๑๑๘| อารญฺญิโก โหติ จ ปิณฺฑปาติโก โสสานิโก โหติ จ ปํสุกูลิโก เนสชฺชิโก โหติ สทา ธุเต รโต อิติสฺสุ มํ จิตฺต ปุเร นิยุญฺชสิ ฯ |๓๙๙.๑๑๑๙| โรเปตฺวา รุกฺขานิ ยถา ผเลสี มูเล ตรุํ เฉตฺตุ ตเมว อิจฺฉสิ ตถูปมํ จิตฺต อิทํ กโรสิ ยมฺมํ อนิจฺจมฺหิ จเล นิยุญฺชสิ ฯ |๓๙๙.๑๑๒๐| อรูป ทูรงฺคม เอกจาริ น เต กริสฺสํ วจนํ อิทานิหํ ทุกฺขา หิ กามา กฏุกา มหพฺภยา นิพฺพานเมวาภิมโน จริสฺสํ ฯ |๓๙๙.๑๑๒๑| นาหํ อลกฺขฺยา อหิรีกตาย วา น จิตฺตเหตู น จ ทูรกนฺตนา อาชีวเหตู จ อหํ น นิกฺขมึ กโต จ เต จิตฺต ปฏิสฺสโว มยา ฯ |๓๙๙.๑๑๒๒| อปฺปิจฺฉตา สปฺปุริเสหิ วณฺณิตา มกฺขปฺปหานํ วูปสโม ทุกฺขสฺส อิติสฺสุ มํ จิตฺต ตทา นิยุญฺชสิ อิทานิ ตฺวํ คจฺฉสิ ปุพฺพจิณฺณํ ฯ |๓๙๙.๑๑๒๓| ตณฺหํ วิรชฺชญฺจ ปิยาปิยญฺจ สุภานิ รูปานิ สุขา จ เวทนา มโนปิยา กามคุณา จ วนฺตา วนฺเต อหํ อาวสิตุํ น อุสฺสเห ฯ |๓๙๙.๑๑๒๔| สพฺพตฺถ เต จิตฺต วโจ กตํ มยา พหูสุ ชาติสุ น เมสิ โกปิโต อชฺฌตฺตสมฺภโว กตญฺญุตาย เต ทุกฺเข จิรํ สํสริตํ ตยา กเต ฯ |๓๙๙.๑๑๒๕| ตฺวญฺเญว โน จิตฺต กโรสิ พฺราหฺมโณ ตฺวํ ขตฺติโย ราชาทิสี กโรสิ เวสฺสา จ สุทฺทา จ ภวาม เอกทา เทวตฺตนํ วาปิ ตเวว วาหสา ฯ |๓๙๙.๑๑๒๖| ตเวว เหตู อสุรา ภวามเส ตฺวํมูลกํ เนรยิกา ภวามเส อโถ ติรจฺฉานคตาปิ เอกทา เปตตฺตนํ วาปิ ตเวว วาหสา ฯ |๓๙๙.๑๑๒๗| น นูน ทุพฺภิสฺสสิ มํ ปุนปฺปุนํ มุหุํ มุหุํ วารณิกํว ทุสฺสหํ อุมฺมตฺตเกเนว มยา ปโลภสิ กิญฺจาปิ เต จิตฺต วิราธิตํ มยา ฯ |๓๙๙.๑๑๒๘| อิทํ ปุเร จิตฺตมจาริ จาริกํ เยนิจฺฉกํ ยตฺถกามํ ยถาสุขํ ตทชฺชหํ นิคฺคหิสฺสามิ โยนิโส หตฺถึ ปภินฺนํ วิย องฺกุสคฺคโห ฯ |๓๙๙.๑๑๒๙| สตฺถา จ เม โลกมิมํ อธิฏฺฐหิ อนิจฺจโต อทฺธุวโต อสารโต ปกฺขนฺท มํ จิตฺต ชินสฺส สาสเน ตาเรหิ โอฆา มหตา สุทุตฺตรา ฯ |๓๙๙.๑๑๓๐| น เต อิทํ จิตฺต ยถาปุราณกํ นาหํ อลํ ตุยฺห วเส นิวตฺติตุํ มเหสิโน ปพฺพชิโตมฺหิ สาสเน น มาทิสา โหนฺติ วินาสธาริโน ฯ |๓๙๙.๑๑๓๑| นคา สมุทฺทา สริตา วสุนฺธรา ทิสา จตสฺโส วิทิสา อโธทิสา สพฺเพ อนิจฺจา ติภวา อุปทฺทุตา กุหึ คโต จิตฺต สุขํ รมิสฺสสิ ฯ |๓๙๙.๑๑๓๒| ธี ธี ปรํ กึ มม จิตฺต กาหสิ น เต อลํ จิตฺต วสานุวตฺตโก น ชาตุ ภสฺตํ อุภโตมุขํ ฉุเป ธิรตฺถุ ปูรํ นวโสตสนฺทนึ ฯ |๓๙๙.๑๑๓๓| วราหเอเณยฺยวิคาฬฺหเสวิเต ปพฺภารกูเฏ ปกเฏว สุนฺทเร นวมฺพุนา ปาวุสสิตฺตกานเน ตหึ คุหาเคหคโต รมิสฺสสิ ฯ |๓๙๙.๑๑๓๔| สุนีลคีวา สุสิขา สุเปขุณา สุจิตฺตปตฺตจฺฉทนา วิหงฺคมา สุมญฺชุโฆสตฺถนิตาภิคชฺชิโน เต ตํ รมิสฺสนฺติ วนมฺหิ ฌายินํ ฯ |๓๙๙.๑๑๓๕| วุฏฺฐมฺหิ เทเว จตุรงฺคุเล ติเณ สมฺปุปฺผิเต เมฆนิภมฺหิ กานเน นคนฺตเร วิฏปิสโม สยิสฺสํ ตํ เม มุทุ โหหิติ ตูลสนฺนิภํ ฯ |๓๙๙.๑๑๓๖| ตถา ตุ กริสฺสามิ ยถาปิ อิสฺสโร ยํ ลพฺภติ เตนปิ โหตุ เม อลํ ตํ ตํ กริสฺสามิ ยถา อตนฺทิโต พิฬารภสฺตํว ยถา สุมทฺทิตํ ฯ |๓๙๙.๑๑๓๗| ตถา ตุ กริสฺสามิ ยถาปิ อิสฺสโร ยํ ลพฺภติ เตนปิ โหติ เม อลํ วิริเยน ตํ มยฺห วสานยิสฺสํ คชํว มตฺตํ กุสลงฺกุสคฺคโห ฯ |๓๙๙.๑๑๓๘| ตยา สุทนฺเตน อวตฺถิเตน หิ หเยน โยคฺคาจริโยว อุชฺชุนา ปโหมิ มคฺคํ ปฏิปชฺชิตุํ สิวํ จิตฺตานุรกฺขีหิ สทา นิเสวิตํ ฯ |๓๙๙.๑๑๓๙| อารมฺมเณ ตํ พลสา นิพนฺธิสํ นาคํว ถมฺภมฺหิ ทฬฺหาย รชฺชุยา ตมฺเม สุคุตฺตํ สติยา สุภาวิตํ อนิสฺสิตํ สพฺพภเวสุ เหหิสิ ฯ |๓๙๙.๑๑๔๐| ปญฺญาย เฉตฺวา วิปถานุสารินํ โยเคน นิคฺคยฺห ปเถ นิเวสิย ทิสฺวา สมุทยํ วิภวญฺจ สมฺภวํ ทายาทโก เหหิสิ อคฺควาทิโน ฯ |๓๙๙.๑๑๔๑| จตุพฺพิปลฺลาสวสํ อธิฏฺฐิตํ คามณฺฑลํว ปริเนสิ จิตฺต มํ นนุ สญฺโญชนพนฺธนจฺฉิทํ สํเสวเส การุณิกํ มหามุนึ ฯ |๓๙๙.๑๑๔๒| มิโค ยถา เสริ สุจิตฺตกานเน รมฺมํ คิรึ ปาวิสิ อพฺภมาลินํ อนากุเล ตตฺถ นเค รมิสฺสสิ อสํสยํ จิตฺต ปราภวิสฺสสิ ฯ |๓๙๙.๑๑๔๓| เย ตุยฺห ฉนฺเทน วเสน วตฺติโน นรา จ นารี จ อนุโภนฺติ ยํ สุขํ อวิทฺทสู มารวสานุวตฺติโน ภวาภินนฺที ตว จิตฺต เสวกาติ ฯ ตาลปุโฏ เถโร ฯ อุทฺทานํ ปญฺญาสมฺหิ นิปาตมฺหิ เอโก ตาลปุโฏ สุจิ คาถาโย ตตฺถ ปญฺญาส ปุน ปญฺจ จ อุตฺตรีติ ฯ ปญฺญาสนิปาโต สมตฺโต ฯ -----------------

เมื่อไรหนอ เราจึงจักได้อยู่แต่ผู้เดียว ไม่มีตัณหาเป็นเพื่อนสอง ณ ภูเขาและซอกเขา เมื่อไรหนอ เราจึงจักพิจารณาเห็นแจ้งภพทั้งปวง โดยความเป็นของไม่เที่ยง ความตรึกเช่นนี้ของเราจักสำเร็จเมื่อไรหนอ เมื่อไรหนอ เราจึงจักได้เป็นนักปราชญ์ นุ่งห่มผ้ากาสาวพัสตร์อัน เศร้าหมอง ไม่มีความยึดมั่น ไม่มีความหวัง เป็นผู้ฆ่าราคะ โทสะ และโมหะได้แล้ว เที่ยวไปตามป่าใหญ่อย่างสบาย ความตรึกเช่นนี้ ของเราจักสำเร็จเมื่อไรหนอ เมื่อไรหนอ เราจึงจักได้เห็นแจ้งซึ่งร่างกายนี้ อันเป็นของไม่เที่ยง เป็นรังแห่งโรค คือความตาย ถูกความตายและความ เสื่อมโทรมบีบคั้นแล้ว เป็นผู้ปราศจากภัย อาศัยอยู่ในป่าแต่ผู้เดียว ความตรึกเช่นนี้ของเราจักสำเร็จเมื่อไรหนอ เมื่อไรหนอ จักเราจึงได้ถือ เอาซึ่งดาบอันคมกริบ คืออริยมรรคอันสำเร็จด้วยปัญญา แล้วตัดเสีย ซึ่งลดาชาติ คือ ตัณหาอันก่อให้เกิดภัย นำมาซึ่งทุกข์ เป็นเหตุให้คิด วนเวียนไปในอารมณ์ภายนอก ความตรึกเช่นนี้ของเราจักสำเร็จเมื่อไรหนอ เมื่อไรหนอ เราจึงจักได้ถือเอาซึ่งศาตราอันสำเร็จด้วยปัญญา มีเดชานุภาพ มากของฤาษี คือ พระพุทธเจ้า พระปัจเจกพุทธเจ้าและพระอริยสาวก แล้ว หักราญเสียซึ่งกิเลสมารพร้อมทั้งเสนาโดยเร็วพลัน เหนือเถรอาสน์มี ลีลาศดังราชสีห์ ความตรึกเช่นนี้ของเราจักสำเร็จเมื่อไรหนอ เมื่อไรหนอ นักปราชญ์มีพระพุทธเจ้าเป็นต้น ผู้มีความหนักแน่นในธรรม ผู้คงที่มีปกติ เห็นตามความเป็นจริง มีอินทรีย์อันชนะแล้ว จักเห็นว่าเราบำเพ็ญเพียร ความตรึกเช่นนี้ของเราจักสำเร็จเมื่อไรหนอ เมื่อไรหนอ ความเกียจคร้าน ความหิวกระหายลม แดด เหลือบ ยุง และสัตว์เสือกคลานทั้งหลาย จึงจักไม่เบียดเบียนเรา ตามซอกเขา ข้อนั้นเป็นความประสงค์ของเรา ความตรึกเช่นนี้ของเราสำเร็จเมื่อไรหนอ เมื่อไรหนอ เราจึงจักเป็นผู้มี จิตมั่นคง มีสติ ได้บรรลุอริยสัจ ๔ ที่เห็นได้แสนยาก อันพระผู้มี พระภาคผู้ทรงแสวงหาคุณอันยิ่งใหญ่ทรงทราบแล้วด้วยปัญญา ความตรึก เช่นนี้ของเราจักสำเร็จเมื่อไรหนอ เมื่อไรหนอ เราจึงจักประกอบด้วย ความสงบระงับ จากเครื่องเร่าร้อนใจในเพราะรูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ และธรรมารมณ์ ที่เรายังไม่รู้เท่าถึง พิจารณาเห็นด้วยปัญญา ความตรึกเช่นนี้ของเราจักสำเร็จเมื่อไรหนอ เมื่อไรหนอ เราเมื่อถูก ว่ากล่าวติเตียนด้วยถ้อยคำชั่วหยาบแล้ว จักไม่เดือดร้อนใจเพราะถ้อยคำ ชั่วหยาบนั้น อนึ่ง ถึงเขาจะสรรเสริญก็จักไม่ยินดี เพราะถ้อยคำ เช่นนั้น ความตรึกเช่นนี้ของเราจักสำเร็จเมื่อไรหนอ เมื่อไรหนอ เราจึงจักพิจารณาเห็นสภาพภายใน กล่าวคือ เบญจขันธ์และรูปธรรม เหล่าอื่น ที่ยังไม่รู้ทั่วถึง และสภาพภายนอก คือ ต้นไม้ หญ้า และ และลดาชาติ ว่าเป็นสภาพเสมอกัน ความตรึกเช่นนี้ของเราจักสำเร็จ เมื่อไรหนอ เมื่อไรหนอ ฝนที่ตกในเวลาปัจจุสมัย จักตกรด เราผู้นุ่งห่มผ้ากาสาวพัสตร์ ผู้ปฏิบัติอยู่ในมรรคปฏิปทาที่นักปราชญ์มี พระพุทธเจ้าเป็นต้น ดำเนินไปแล้วด้วยน้ำใหม่อยู่ในป่า ความตรึกเช่น นี้ของเราจักสำเร็จเมื่อไรหนอ เมื่อไรหนอ เราจึงจักได้ฟังเสียงร่ำ ร้องแห่งนกยูง และทิชาชาติในป่าและซอกเขา ลุกขึ้นจากการนอน แล้ว พิจารณาธรรมโดยความไม่เที่ยงเพื่อบรรลุอมตธรรม ความตรึก เช่นนี้ของเราจักสำเร็จเมื่อไรหนอ เมื่อไรหนอ เราจึงจักข้ามพ้นแม่ น้ำคงคา ยมุนา สรัสสดี ที่ไหลไปกระทั่งถึงบาดาล เป็นปาก น้ำใหญ่น่ากลัวนัก ไปได้ด้วยฤทธิ์โดยไม่ติดขัด ความตรึกเช่นนี้ ของเราจักสำเร็จเมื่อไรหนอ เมื่อไรหนอ เราจึงจักงดเว้นความเห็น ว่านิมิตงามทั้งปวงเสียโดยเด็ดขาด ขวนขวายอยู่ในฌาน แล้วทำ ลายความพอใจในกามคุณทั้งหลายเสียได้ เหมือนช้างทำลายเสาตลุง และโซ่เหล็กแล้ว เที่ยวไปในสงคราม ฉะนั้น ความตรึกเช่นนี้ของ เราจักสำเร็จเมื่อไรหนอ เมื่อไรหนอ เราจึงจักละความพอใจในกาม คุณ ได้บรรลุคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า ผู้แสวงหาคุณอันยิ่งใหญ่ แล้วเกิดความยินดีเปรียบเหมือนลูกหนี้ผู้ขัดสน เมื่อถูกเจ้าหนี้บีบคั้น แล้ว แสวงหาทรัพย์มาได้และชำระหนี้เสร็จแล้ว พึงดีใจ ฉะนั้น ความตรึกเช่นนี้ของเราจักสำเร็จเมื่อไรหนอ ดูกรจิต ท่านได้อ้อน วอนเราเป็นเวลาหลายปีแล้ว ว่าท่านไม่สมควรอยู่ครองเรือนเลย บัด นี้เราก็ได้บวชสมประสงค์แล้ว เหตุไฉนท่านจึงละทิ้งสมถะวิปัสสนา มัวแต่เกียจคร้านอยู่เล่า ดูกรจิต ท่านได้อ้อนวอนเรามาแล้วมิใช่หรือว่า ฝูงนกยูงมีขนปีกอันแพรวพราว และเสียงกึกก้องแห่งธารน้ำตกตาม ซอกเขา จักยังท่านผู้เพ่งฌานอยู่ในป่าให้เพลิดเพลิน เรายอมสละญาติ และมิตรที่รักใคร่ในตระกูล สลัดความยินดีในการเล่นและกามคุณในโลก ได้หมดแล้ว ได้เข้าถึงป่าและบรรพชาเพศนี้แล้ว ดูกรจิต ส่วน ท่านไม่ยินดีต่อเราผู้ดำเนินตามเสียเลย เมื่อเราพิจารณาเห็นว่าจิตนี้เป็น ของเรา ไม่ใช่ของผู้อื่น จะประโยชน์อะไรด้วยการร้องไห้ร่ำพิไร ในเวลาทำสงครามกับกิเลสมาร เพราะจิตทั้งหมดนี้เป็นธรรมชาติหวั่น ไหว ดังนี้ จึงได้ออกบวช แสวงหาทางอันไม่ตาย พระสัมมาสัม- พุทธเจ้าผู้ประเสริฐกว่าสัตว์ทั้งหลาย ผู้เป็นจอมท้าวสักกเทวราช เป็น จอมสารถีฝึกนระ ตรัสสุภาษิตไว้ว่า จิตนี้กวัดแกว่งเช่นวานร ห้าม ได้แสนยาก เพราะยังไม่ปราศจากความกำหนัด ปุถุชนทั้งหลายผู้ไม่รู้ เท่าทัน พัวพันอยู่ในกามทั้งหลายอันล้วนแต่เป็นของงดงาม มีรส อร่อย น่ารื่นรมย์ใจ เขาเหล่านั้นเป็นผู้แสวงหาภพใหม่ กระทำ แต่สิ่งไร้ประโยชน์ ชื่อว่าประสงค์ทุกข์ ย่อมถูกจิตนำไปสู่นรกโดย แท้ ดูกรจิต แต่ก่อนท่านเคยแนะนำเราไว้ว่า ท่านจงเป็นผู้แวด ล้อมด้วยเสียงร่ำร้องแห่งนกยูง และนกกระเรียน อีกทั้งเสือเหลือง และเสือโคร่งอยู่ในป่า ท่านจงสละความห่วงใยในร่างกาย อย่ามีความ อาลัยเลย ดูกรจิต แต่ก่อนท่านเคยแนะนำเราว่า จงอุตส่าห์เจริญ ฌาน อินทรีย์ พละ โพชฌงค์ และสมาธิภาวนา จงบรรลุ วิชชา ๒ ในพระพุทธศาสนา ดูกรจิต แต่ก่อนท่านเคยแนะนำเรา ว่า จงเจริญอัฏฐังคิกมรรคเพื่อบรรลุนิพพาน อันเป็นทางนำสัตว์ออก จากโลก ให้ถึงความสิ้นทุกข์ทั้งปวง เป็นเครื่องชำระล้างกิเลส ทั้งปวง ดูกรจิต แต่ก่อนท่านเคยแนะนำเราว่า จงพิจารณาเห็นเบญจ- ขันธ์โดยอุบายอันแยบคายว่า เป็นทุกข์ จงละเหตุอันก่อให้เกิดทุกข์ จง ทำที่สุดแห่งทุกข์ในอัตภาพนี้เถิด ดูกรจิต แต่ก่อนท่านเคยแนะนำเรา ว่า จงพิจารณาเบญจขันธ์โดยอุบายอันแยบคายว่า เป็นของไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นของว่างเปล่า หาตัวตนมิได้ เป็นของวิบัติและว่า เป็นผู้ฆ่า จงดับมโนวิจารณ์เสียโดยแยบคายเถิด ดูกรจิต แต่ก่อน ท่านเคยแนะนำเราว่า จงปลงผมและหนวดแล้ว ถือเอาเพศสมณะมี รูปลักษณะอันแปลก ต้องถูกเขาสาบแช่ง ถือเอาบาตรเที่ยวภิกษา ตามตระกูล จงประกอบตนอยู่ในคำสอนของพระบรมศาสดาผู้แสวงหา คุณอันยิ่งใหญ่เถิด ดูกรจิต แต่ก่อนท่านเคยแนะนำเราว่า จงสำรวม ระวังเมื่อเวลาเที่ยวไปบิณฑบาตตามระหว่างตรอก อย่ามีใจเกี่ยวข้อง ในตระกูลและกามารมณ์ทั้งหลาย เหมือนพระจันทร์ในวันเพ็ญเว้นจาก โทษฉะนั้น ดูกรจิต แต่ก่อนท่านเคยแนะนำเราว่า จงยินดีใน ธุดงคคุณทั้ง ๕ ถืออยู่ในป่าเป็นวัตร ถือเที่ยวบิณฑบาตเป็นวัตร ถืออยู่ป่าช้าเป็นวัตร ถือนุ่งห่มผ้าบังสุกุลเป็นวัตร ถือการไม่นอน เป็นวัตร ตลอดกาลทุกเมื่อเถิด บุคคลผู้ต้องการผลไม้ ปลูกต้นไม้ ไว้แล้ว เก็บผลไม่ได้ ก็ประสงค์จะโค่นต้นไม้นั้นเสีย ฉันใด ดูกร จิต ท่านแนะนำเราผู้ใดให้หวั่นไหวในความไม่เที่ยง ท่านจงทำเราผู้นี้ ให้เหมือนกับบุคคลผู้ปลูกต้นไม้ไว้ฉะนั้นเถิด ดูกรจิตผู้หารูปมิได้ ไป ได้ในที่ไกล เที่ยวไปแต่ผู้เดียว บัดนี้เราจักไม่ทำตามคำของท่านแล้ว เพราะว่ากามทั้งหลายล้วนเป็นทุกข์ มีผลเผ็ดร้อน เป็นภัยใหญ่หลวง เราจักมีใจมุ่งนิพพานเท่านั้น เราไม่ได้ออกบวชเพราะหมดบุญ เพราะ ไม่มีความละอาย เพราะเหตุแห่งจิต เพราะเหตุแห่งการทำผิดต่อชาติ บ้านเมือง หรือเพราะเหตุแห่งอาชีพ ดูกรจิต ท่านได้รับรองกับเรา ไว้ว่า จักอยู่ในอำนาจของเรามิใช่หรือ ดูกรจิต ท่านได้แนะนำเราไว้ ในครั้งนั้นว่า ความเป็นผู้มักน้อย การละความลบหลู่คุณท่าน และ ความสงบระงับทุกข์ สัตบุรุษทั้งหลายสรรเสริญ แต่บัดนี้ ท่านกลับเป็น ผู้มีความมักมากขึ้น เราไม่อาจกลับไปสู่ตัณหา ราคะ ความรัก ความ ชัง รูปอันสวยงาม สุขเวทนา และเบญจกามคุณ อันเป็นของ ชอบใจที่เราคายเสียแล้วอีก ดูกรจิต เราได้ปฏิบัติตามถ้อยคำของท่าน ในภพทั้งปวงแล้ว เราไม่ได้มีความขุ่นเคืองต่อท่านหลายชาติมาแล้ว เพราะความที่ท่านมีความกตัญญู จึงปรากฏมีอัตภาพนี้ขึ้นอีก ท่านทำ ให้เราต้องท่องเที่ยวไปในกองทุกข์มาช้านานแล้ว ดูกรจิต ท่านทำเรา ให้เป็นพราหมณ์ก็มี เป็นพระราชามหากษัตริย์ก็มี เพราะอำนาจแห่งท่าน บางคราวเราเป็นแพศย์ เป็นศูทร เป็นเทพเจ้าก็มี เพราะอำนาจแห่งท่าน เพราะเหตุแห่งท่าน มีท่านเป็นมูลเหตุ เราเป็นอสูร บางคราวเป็น สัตว์นรก บางคราวเป็นสัตว์ดิรัจฉาน บางคราวเป็นเปรต ท่านได้ประทุษ ร้ายเรามาบ่อยๆ มิใช่หรือ บัดนี้ เราจักไม่ให้ท่านทำเหมือนกาลก่อนอีก ละ แม้เพียงครู่เดียว ท่านได้ล่อลวงเราเหมือนกับคนคนบ้าได้ทำความผิด ให้แก่เรามาแล้วมิใช่หรือ จิตนี้แต่ก่อนเคยเที่ยวจาริกไปในอารมณ์ต่างๆ ตามความประสงค์ ตามความใคร่ ตามความสบาย วันนี้ เราจักข่มจิตนั้นไว้ โดยอุบายอันชอบดังนายหัตถาจารย์ข่มช้างตัวตกมันไว้ด้วยขอ ฉะนั้น พระ ศาสดาของเราได้ทรงตั้งโลกนี้ โดยความเป็นของไม่เที่ยง ไม่ยั่งยืน ไม่เป็นแก่นสาร ดูกรจิต ท่านจงพาเราบ่ายหน้าไปในศาสนาของพระ ชินสีห์ จงพาเราข้ามจากห้วงใหญ่ที่ข้ามได้แสนยาก ดูกรจิต เรือน คืออัตภาพของท่านนี้ ไม่เป็นเหมือนกาลก่อนเสียแล้ว เพราะเราจัก ไม่เป็นไปตามอำนาจของท่านอีกต่อไป เราได้บวชในศาสนาของพระ พุทธเจ้าผู้แสวงหาประโยชน์อันยิ่งใหญ่แล้ว สมณะทั้งหลายผู้ทรงความ พินาศไม่เป็นเช่นเรา ภูเขา มหาสมุทร แม่น้ำคงคาเป็นต้น แผ่นดิน ทิศใหญ่สี่ ทิศน้อยสี่ ทิศเบื้องบน ทิศเบื้องต่ำ และภพสาม ล้วน เป็นสภาพไม่เที่ยง มีแต่ถูกเบียดเบียนอยู่เสมอ ดูกรจิต ท่านจะไป ณ ที่ไหนเล่าจึงจะมีความสุขรื่นรมย์ ดูกรจิต เบื้องหน้าแต่จิตของเราตั้งมั่น แล้ว ท่านจักทำอะไรแก่เราได้ เราไม่เป็นไปตามอำนาจของท่านแล้ว บุคคลไม่ควรถูกต้องไถ้สองปาก คือร่างกายอันเต็มไปด้วยของไม่สะอาด มีช่อง ๙ แห่ง เป็นที่ไหลออก น่าติเตียน ท่านผู้ไปสู่เรือนคือถ้ำที่เงื้อม ภูเขาอันสวยงามตามธรรมชาติ เป็นที่อาศัยอยู่แห่งสัตว์ป่า คือ หมูและ กวาง และในป่าที่ฝนตกใหม่ๆ จักได้ความรื่นรมย์ใจ ณ ที่นั้น ฝูงนกยูง มีขนที่คอเขียว มีหงอนและปีกงาม ลำแพนหางมีแวววิจิตรนัก ส่ง สำเนียงก้องกังวาลไพเราะจับใจ จักยังท่านผู้บำเพ็ญฌานอยู่ในป่าให้ ร่าเริงได้ เมื่อฝนตนหญ้างอกยาวประมาณ ๔ นิ้ว ท้องฟ้างามแจ่มใส ไม่มีเมฆปกคลุม เมื่อท่านทำตนให้เสมอด้วยไม้แล้ว นอนอยู่เหนือหญ้า ระหว่างภูเขานั้น จะรู้สึกอ่อนนุ่มดังสำลี เราจักกระทำให้เหมือนผู้ใหญ่ จะยินดีด้วยปัจจัยตามมีตามได้ บุคคลผู้ไม่เกียจคร้าน ย่อมกระทำจิต ของตนให้ควรแก่การงาน ฉันใด เราจักกระทำจิต ฉันนั้น เหมือน บุคคลเลื่อนถุงใส่แมวไว้ ฉะนั้นเราจักทำให้เหมือนผู้ใหญ่ จักยินดีด้วย ปัจจัยตามมีตามได้ จักนำท่านไปสู่อำนาจของเราด้วยความเพียรเหมือน นายหัตถาจารย์ผู้ฉลาด นำช้างที่ซับมันไปสู่อำนาจของตนด้วยขอ ฉะนั้น เราย่อมสามารถที่จะดำเนินตามหนทางอันเกษมสุข ซึ่งเป็นทางอันบุคคล ผู้ตามรักษาจิต ได้ดำเนินมาแล้วทุกสมัย ด้วยหทัยอันเที่ยงตรงที่ท่านฝึกฝน ไว้ดีแล้ว มั่นคงแล้ว เปรียบเหมือนนายหัตถาจารย์ สามารถจะดำเนินไป ตามภูมิสถานที่ปลอดภัย ด้วยม้าที่ฝึกดีแล้ว ฉะนั้น เราจักผูกจิตไว้ใน อารมณ์ คือ กรรมฐานด้วยกำลังภาวนา เหมือนนายหัตถาจรรย์ มัดช้างไว้ ที่เสาตลุงด้วยเชือกอันมั่นคง ฉะนั้น จิตที่เราคุ้มครองดีแล้ว อบรมดีแล้ว ด้วยสติ จักเป็นจิตอันตัณหาเป็นต้น ไม่อาศัยในภพทั้งปวง ท่านจงตัด ทางดำเนินที่ผิดเสียด้วยปัญญา ข่มใจให้ดำเนินไปในทางที่ถูกด้วย ความเพียร ได้เห็นแจ้งทั้งความเกิดขึ้นและความเสื่อมไป แล้วจัก ได้เป็นทายาทของพระพุทธเจ้า ผู้มักแสดงธรรมอันประเสริฐ ดูกรจิต ท่านได้นำเอาให้เป็นไปตามอำนาจของความเข้าใจผิด ๔ ประการ เหมือน บุคคลจูงเด็กชาวบ้านวิ่งวนไป ฉะนั้น ท่านควรคบหาพระสัมมาสัม- พุทธเจ้า ผู้ตัดเครื่องเกาะเกี่ยวและเครื่องผูกเสียได้ เพียบพร้อมด้วย พระมหากรุณา เป็นจอมปราชญ์มิใช่หรือ มฤคชาติเข้าไปยังภูเขาอันน่า รื่นรมย์ ประกอบด้วยน้ำและดอกไม้ เที่ยวไปในป่าอันงดงามตามลำพัง ใจ ฉันใด ดูกรจิต ท่านก็จักรื่นรมย์อยู่ในภูเขาที่ไม่เกลื่อนกล่น ด้วย ผู้คนตามลำพังใจ ฉันนั้น เมื่อท่านไม่ยินดีอยู่ที่ภูเขานั้น ท่านก็จักต้อง เสื่อมโดยไม่ต้องสงสัย ดูกรจิต หญิงชายเหล่าใดประพฤติตามความ พอใจ ตามอำนาจของท่านแล้วเสวยความสุขใดอันอาศัยเบญจกามคุณ หญิงชายเหล่านั้นชื่อว่าเป็นผู้โง่เขลา ตกอยู่ในอำนาจของมาร เป็นผู้ เพลิดเพลินอยู่ในภพน้อย ภพใหญ่ และชื่อว่าเป็นสาวกของท่าน. จบ ตาลปุฏเถรคาถา ----------------------------------------------------- พระตาลปุฏเถระองค์เดียวเท่านั้น ได้ภาษิตคาถาไว้ในปัญญาสนิบาตนี้ รวมเป็นคาถา ๕๕ คาถา ฉะนี้แล. ปัญญาสนิบาต จบบริบูรณ์. -----------------------------------------------------

ฉบับที่ใช้และสัญญาอนุญาต

พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาฯ

th-mahachula · ได้รับอนุญาตจากเจ้าของสิทธิ์ — บันทึกจากคำยืนยันของผู้ดำเนินการ ยังไม่มีเอกสารประกอบ · ตรวจหลักฐานเมื่อ ๒๐๒๖-๐๘-๒๕

ผู้ดำเนินการแจ้ง ๒๕ ส.ค. ๖๙ ว่าได้รับอนุญาตจากมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัยให้เผยแพร่ตัวบทฉบับนี้ · **เป็นคำยืนยันด้วยวาจา ยังไม่มีหนังสืออนุญาตประกอบ** ⇒ ฐานของการเผยแพร่คือวินิจฉัยของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่หลักฐานเอกสารและไม่ใช่ความเห็นที่ปรึกษากฎหมาย · ข้อเท็จจริงที่ยังเป็นจริง: จัดพิมพ์ พ.ศ. ๒๕๓๙ งานที่นิติบุคคลเป็นเจ้าของคุ้มครอง ๕๐ ปีนับแต่โฆษณา (พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ ๒๕๓๗ ม.๑๙–๒๒) ถึงราว พ.ศ. ๒๕๘๙ — การอนุญาตจึงจำเป็นและต้องเก็บเอกสารไว้ให้ได้docs/legal/PERMISSIONS.md#มจร

พระไตรปิฎกบาลี อักษรไทย ฉบับสยามรัฐ

pli-siamrath · Public domain (term expired) — operator determination · ตรวจหลักฐานเมื่อ ๒๐๒๖-๐๘-๒๕

ฉบับสยามรัฐ จัดพิมพ์โดยทางราชการ พ.ศ. ๒๔๖๘–๒๔๗๑ · พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ ๒๕๓๗ ม.๑๙–๒๒ อายุคุ้มครองงานนิติบุคคล ๕๐ ปีนับแต่โฆษณา · การพิจารณาของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่ความเห็นที่ปรึกษากฎหมายhttps://84000.org/tipitaka/pali/

พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง

th-chabab-luang · Public domain (term expired) — operator determination · ตรวจหลักฐานเมื่อ ๒๐๒๖-๐๘-๒๔

ฉบับหลวง จัดพิมพ์โดยทางราชการ พ.ศ. ๒๕๑๔ · พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ ๒๕๓๗ ม.๑๙–๒๒ อายุคุ้มครองงานนิติบุคคล ๕๐ ปีนับแต่โฆษณา · การพิจารณาของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่ความเห็นที่ปรึกษากฎหมายhttps://84000.org/tipitaka/