๑. นาคสมาลเถรคาถา
พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาฯ
ชั้นตัวบทพุทธพจน์ข้อ ๒๖๗–๒๗๑ลำดับ 187 จาก 265 ในเถรคาถาพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาฯ 5 ข้อ3 ฉบับเทียบฉบับได้ข้อต่อข้อพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาฯ · อ้างว่าได้รับอนุญาต แต่ยังไม่มีเอกสาร
ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรคาถา [๔. จตุตกกนิบาต] ๒. ภคุเถรคาถา ๔. จตุกกนิบาต ๑. นาคสมาลเถรคาถา ภาษิตของพระนาคสมาลเถระ (พระนาคสมาลเถระพยากรณ์พระอรหัตด้วย ๔ คาถาไว้ดังนี้ว่า)
หญิงนักฟ้อนตกแต่งร่างกายนุ่งผ้าสวยงาม ทัดทรงดอกไม้ ลูบไล้ด้วยจุรณแก่นจันทน์ ฟ้อนรำอยู่ในท่ามกลางถนนหลวง เมื่อดนตรีบรรเลงอยู่
เมื่อเราเดินเข้าไปบิณฑบาต ได้เห็นนางผู้ตกแต่งร่างกาย นุ่งผ้าสวยงาม เหมือนบ่วงมัจจุราชที่วางดักไว้
จากนั้น โยนิโสมนสิการจึงเกิดขึ้นแก่เรา โทษก็ปรากฏ ความเบื่อหน่ายก็เกิดขึ้นพร้อมกัน
ต่อแต่นั้น จิตของเราก็หลุดพ้น ท่านจงมองเห็นธรรมว่าเป็นธรรมดีงาม เราบรรลุวิชชา ๓ ได้ทำตามคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้าแล้ว๒. ภคุเถรคาถา ภาษิตของพระภคุเถระ (พระภคุเถระได้กล่าว ๔ คาถาไว้ดังนี้ว่า)
เราถูกความง่วงเหงาหาวนอนครอบงำ ได้ออกไปจากที่อยู่ กำลังขึ้นที่จงกรม ได้ล้มลงที่พื้นดินตรงนั้นเอง @เชิงอรรถ : @ วิชชา ๓ คือ (๑) ปุพเพนิวาสานุสสติญาณ ความรู้ที่ให้ระลึกชาติได้ (๒) จุตูปปาตญาณ ความรู้การจุติ@และอุบัติของสัตว์ทั้งหลาย (๓) อาสวักขยญาณ ความรู้ที่ทำอาสวะให้สิ้น (ที.ปา. ๑๑/๓๕๓/๒๕๔)
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๖ หน้า : ๓๘๓}
ฉบับหลวง
ชั้นตัวบทพุทธพจน์หน่วยที่ตำแหน่งเดียวกันของเล่มนี้ · เลขข้อเป็นของฉบับนี้เอง · ชื่อเรื่องตรงกันทั้งสองฉบับ
เปิดหน้าของฉบับนี้ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
เถรคาถาย จตุกฺกนิปาโต
พระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๖ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๑๘ ขุททกนิกาย วิมาน-เปตวัตถุ เถร-เถรีคาถา เถรคาถา จตุกกนิบาต ว่าด้วยคาถาสุภาษิต ในจตุกกนิบาต ๑. นาคสมาลเถรคาถา สุภาษิตชี้โทษแห่งบ่วงมัจจุราช
|๓๒๓.๒๖๗| ๑ อลงฺกตา สุวสนา มาลินี จนฺทนุสฺสทา มชฺเฌ มหาปเถ นารี ตุริเย นจฺจติ นฏฺฏกี ฯ |๓๒๓.๒๖๘| ปิณฺฑิกาย ปวิฏฺโฐหํ คจฺฉนฺโต นํ อุทิกฺขิสํ อลงฺกตํ สุวสนํ มจฺจุปาสํว โอฑฺฑิตํ ฯ |๓๒๓.๒๖๙| ตโต เม มนสีกาโร โยนิโส อุทปชฺชถ อาทีนโว ปาตุรหุ นิพฺพิทา สมติฏฺฐถ ฯ |๓๒๓.๒๗๐| ตโต จิตฺตํ วิมุจฺจิ เม ปสฺส ธมฺมสุธมฺมตํ ติสฺโส วิชฺชา อนุปฺปตฺตา กตํ พุทฺธสฺส สาสนนฺติ ฯ นาคสมาโล เถโร ฯ
เราเดินเข้าไปบิณฑบาตในพระนคร ได้เห็นหญิงฟ้อนรำคนหนึ่ง ตก แต่งร่างกายด้วยเครื่องอาภรณ์ นุ่งห่มผ้าสวยงาม ทัดทรงดอกไม้ ลูบ ไล้ด้วยกระแจะจันทน์ ฟ้อนรำอยู่ในวงดนตรีที่ถนนหลวง ท่ามกลาง พระนคร เป็นดุจบ่วงแห่งมัจจุราชอันธรรมชาติมาดักไว้ เพราะฉะนั้น การกระทำไว้ในใจโดยอุบายอันแยบคาย จึงบังเกิดขึ้นแก่เรา อาทีนว- โทษปรากฏแก่เรา ความเบื่อหน่ายก็ตั้งลงมั่น ลำดับนั้นจิตของเราก็ หลุดพ้นจากสรรพกิเลส ขอท่านจงดูความที่แห่งธรรมเป็นธรรมอันดีเลิศ เราได้บรรลุวิชชา ๓ แล้ว ได้ทำกิจพระพุทธศาสนาเสร็จแล้ว.