๗. เขมสุมนสูตร เล่ม ๒๒
พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง · ผู้ดำเนินการอ่านข้อเท็จจริงสาธารณะแล้วสรุปเอง
๓๒๐๔๙ เอกํ สมยํ ภควา สาวตฺถิยํ วิหรติ เชตวเน อนาถปิณฺฑิกสฺส อาราเม ฯ เตน โข ปน สมเยน อายสฺมา จ เขโม อายสฺมา จ สุมโน สาวตฺถิยํ วิหรนฺติ อนฺธวนสฺมึ ฯ อถ โข อายสฺมา จ เขโม อายสฺมา จ สุมโน เยน ภควา เตนุปสงฺกมึสุ อุปสงฺกมิตฺวา ภควนฺตํ อภิวาเทตฺวา เอกมนฺตํ นิสีทึสุ เอกมนฺตํ นิสินฺโน โข อายสฺมา เขโม ภควนฺตํ เอตทโวจ โย โส ภนฺเต ภิกฺขุ อรหํ ขีณาสโว วุสิตวา กตกรณีโย โอหิตภาโร อนุปฺปตฺตสทตฺโถ ปริกฺขีณภวสญฺโญชโน สมฺมทญฺญา วิมุตฺโต ตสฺส น เอวํ โหติ อตฺถิ เม เสยฺโยติ วา อตฺถิ เม สทิโสติ วา อตฺถิ เม หีโนติ วาติ ฯ อิทมโวจ อายสฺมา เขโม ฯ สมนุญฺโญ สตฺถา อโหสิ ฯ อถ โข อายสฺมา เขโม สมนุญฺโญ เม สตฺถาติ อุฏฺฐายาสนา ภควนฺตํ อภิวาเทตฺวา ปทกฺขิณํ กตฺวา ปกฺกามิ ฯ {๓๒๐.๑} อถ โข อายสฺมา สุมโน อจิรปกฺกนฺเต อายสฺมนฺเต เขเม ภควนฺตํ เอตทโวจ โย โส ภนฺเต ภิกฺขุ อรหํ ขีณาสโว วุสิตวา กตกรณีโย โอหิตภาโร อนุปฺปตฺตสทตฺโถ ปริกฺขีณภวสญฺโญชโน สมฺมทญฺญา วิมุตฺโต ตสฺส น เอวํ โหติ นตฺถิ เม เสยฺโยติ วา นตฺถิ เม สทิโสติ วา นตฺถิ เม หีโนติ วาติ ฯ อิทมโวจ อายสฺมา สุมโน ฯ สมนุญฺโญ สตฺถา อโหสิ ฯ อถ โข อายสฺมา สุมโน สมนุญฺโญ เม สตฺถาติ อุฏฺฐายาสนา ภควนฺตํ อภิวาเทตฺวา ปทกฺขิณํ กตฺวา ปกฺกามิ ฯ อถ โข ภควา อจิรปกฺกนฺเตสุ อายสฺมนฺเต จ เขเม อายสฺมนฺเต จ สุมเน ภิกฺขู อามนฺเตสิ เอวํ โข ภิกฺขเว กุลปุตฺตา อญฺญํ พฺยากโรนฺติ อตฺโถ จ วุตฺโต อตฺตา จ อนุปนีโต อถ จ ปน อิเธกจฺเจ โมฆปุริสา หสมานกา มญฺเญ อญฺญํ พฺยากโรนฺติ เต ปจฺฉา วิฆาตํ อาปชฺชนฺตีติ ฯ น อุสฺเสสุ น โอเสสุ สมตฺเถ โนปนิยฺยเร ขีณา สญฺชาติ วุสิตํ พฺรหฺมจริยํ จรนฺติ สญฺโญชนวิปฺปมุตฺตาติ ฯ
ฉบับมหาจุฬาฯ
ชั้นตัวบทพุทธพจน์หน่วยที่ตำแหน่งเดียวกันของเล่มนี้ · เลขข้อเป็นของฉบับนี้เอง · จับคู่ตามตำแหน่ง · เล่มนี้ทั้งสองฉบับแบ่งเรื่องเท่ากัน จึงเทียบตามลำดับได้ · ชื่อเรื่องไม่ตรงกัน จึงยังไม่ได้ยืนยันว่าเป็นเรื่องเดียวกัน
เปิดหน้าของฉบับนี้ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
๗. เขมสูตร ว่าด้วยพระเขมะ
สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ พระเชตวัน อารามของ อนาถบิณฑิกเศรษฐี เขตกรุงสาวัตถี สมัยนั้นแล ท่านพระเขมะและท่านพระสุมนะ อยู่ที่ป่าอันธวัน เขตกรุงสาวัตถี ได้เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคถึงที่ประทับ ถวาย อภิวาทแล้วนั่งลง ณ ที่สมควร ท่านพระเขมะได้กราบทูลพระผู้มีพระภาคดังนี้ว่า
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๒ หน้า : ๕๑๖}
พระสุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย ฉักกนิบาต [๑. ปฐมปัณณาสก์] ๕. ธัมมิกวรรค ๗. เขมสูตร “ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ภิกษุใดเป็นพระอรหันตขีณาสพ อยู่จบพรหมจรรย์แล้ว ทำกิจที่ควรทำ เสร็จแล้ว ปลงภาระ ได้แล้ว บรรลุประโยชน์ตน โดยลำดับแล้ว สิ้นภวสังโยชน์แล้ว หลุดพ้นเพราะรู้โดยชอบ ภิกษุนั้นไม่มีความคิดอย่างนี้ว่า ‘ผู้ที่ ประเสริฐกว่าเรามีอยู่’ ว่า ‘ผู้ที่เสมอกับเรามีอยู่’ หรือว่า ‘ผู้ที่ด้อยกว่าเรามีอยู่” เมื่อท่านพระเขมะกราบทูลแล้วอย่างนี้ พระศาสดาทรงพอพระทัย ลำดับนั้น ท่านพระเขมะรู้ว่า ‘พระศาสดาทรงพอพระทัยเรา’ จึงลุกจากอาสนะ ถวายอภิวาทพระผู้มีพระภาค ทำประทักษิณแล้วหลีกไป ครั้งนั้นแล เมื่อท่านพระเขมะหลีกไปไม่นาน ท่านพระสุมนะได้กราบทูลพระผู้มี พระภาคดังนี้ว่า “ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ภิกษุใดเป็นพระอรหันตขีณาสพ อยู่จบ พรหมจรรย์แล้ว ทำกิจที่ควรทำเสร็จแล้ว ปลงภาระได้แล้ว บรรลุประโยชน์ตน โดยลำดับแล้ว สิ้นภวสังโยชน์แล้ว หลุดพ้นเพราะรู้โดยชอบ ภิกษุนั้นไม่มีความคิด อย่างนี้ว่า ‘ผู้ที่ประเสริฐกว่าเราไม่มี’ ว่า ‘ผู้ที่เสมอกับเราไม่มี’ หรือว่า ‘ผู้ที่ด้อยกว่าเราไม่มี” เมื่อท่านพระสุมนะกราบทูลอย่างนี้แล้ว พระศาสดาทรงพอพระทัย ลำดับนั้น ท่านพระสุมนะรู้ว่า ‘พระศาสดาทรงพอพระทัยเรา’ จึงลุกจากอาสนะถวายอภิวาทพระผู้มีพระภาค ทำประทักษิณแล้วหลีกไป ครั้งนั้นแล เมื่อท่านพระเขมะและท่านพระสุมนะหลีกไปไม่นาน พระผู้มี พระภาคได้รับสั่งเรียกภิกษุทั้งหลายมาตรัสว่า “ภิกษุทั้งหลาย กุลบุตรทั้งหลาย พยากรณ์อรหัตตผลอย่างนี้ กล่าวแต่เนื้อความ และไม่น้อมตนเข้าไปหา ส่วน @เชิงอรรถ : @ ดูเชิงอรรถที่ ๒ ปัญจกนิบาต ข้อ ๕๖ (อุปัชฌายสูตร) หน้า ๙๘ ในเล่มนี้ @ ภาระ ในที่นี้หมายถึงภาระคือขันธ์ ภาระคือกิเลส และภาระคืออภิสังขาร (องฺ.ฉกฺก.อ. ๓/๔๙/๑๒๘)@ ประโยชน์ตน ในที่นี้หมายถึงพระอรหัตตผล ที่เรียกว่า ประโยชน์ตน เพราะมีนัย ๓ ประการ คือ (๑) เพราะ@เกี่ยวข้องกับโยนิโสมนสิการของตน (๒) เพราะไม่ละตนโดยนับเนื่องในสันดานของตน (๓) เพราะเป็นประโยชน์@สูงสุดสำหรับตน (องฺ.ฉกฺก.อ. ๓/๔๙/๑๒๘) @ รู้โดยชอบ หมายถึงรู้อริยสัจ ๔ มีทุกข์เป็นต้นตามความเป็นจริง ด้วยมัคคปัญญา @(องฺ.ฉกฺก.ฏีกา ๓/๔๙/๑๔๒)
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๒ หน้า : ๕๑๗}
พระสุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย ฉักกนิบาต [๑. ปฐมปัณณาสก์] ๕. ธัมมิกวรรค ๘. อินทริยสังวรสูตร โมฆบุรุษ บางพวกในธรรมวินัยนี้ เหมือนจะร่าเริงกล่าวพยากรณ์อรหัตตผลอยู่ เขาเหล่านั้นย่อมถึงความคับแค้นในภายหลัง พระขีณาสพทั้งหลาย ไม่น้อมตนเข้าไปเปรียบเทียบกับบุคคลที่ดีกว่า ไม่น้อมตนเข้าไปเปรียบเทียบกับบุคคลที่ด้อยกว่า ไม่น้อมตนเข้าไปเปรียบเทียบกับบุคคลที่เสมอกัน มีชาติสิ้นแล้ว อยู่จบพรหมจรรย์แล้ว เป็นผู้หลุดพ้นจากสังโยชน์ทั้งปวงเที่ยวไปอยู่ เขมสูตรที่ ๗ จบ
ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
อรรถกถาเขมสุมนสูตรที่ ๗
พึงทราบวินิจฉัยในเขมสุมนสูตรที่ ๗ ดังต่อไปนี้ :-
บทว่า วุสิตวา ได้แก่ ผู้อยู่จบพรหมจรรย์แล้ว.
บทว่า กตกรณีโย ได้แก่ ผู้ทำกิจที่ควรทำด้วยมรรค ๔ แล้วอยู่.
บทว่า โอหิตภาโร ได้แก่ ผู้ปลงขันธภาระ กิเลสภาระและอภิสังขารภาระลงแล้วอยู่.
บทว่า อนุปฺปตฺตสทตฺโถ ความว่า พระอรหัตเรียกว่า ประโยชน์ของตน ผู้บรรลุประโยชน์ของตนนั้น.
บทว่า ปริกฺขีณภวสํโยชโน ความว่า ผู้มีกิเลสเครื่องผูกสัตว์ไว้ในภพสิ้นแล้ว.
บทว่า สมฺมทญฺญา วิมุตฺโต ความว่า หลุดพ้นแล้ว เพราะรู้โดยชอบ คือโดยเหตุ โดยการณะ.
พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงปฏิเสธมานะ ๓ มีมานะว่าเราดีกว่าเป็นต้น (อันเป็นของมีอยู่) ของปุถุชนผู้ดีกว่า (บุคคลอื่น) แม้ด้วยบทว่า ตสฺส น เอวํ โหติ อตฺถิ เม เสยฺโยติ วา เป็นต้น. เพราะว่า พระขีณาสพไม่มีมานะว่า คนที่ดีกว่าเรายังมีอยู่ คนที่เสมอกับเรายังมีอยู่ คนที่เลวกว่าเรายังมีอยู่.
พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงปฏิเสธมานะ ๓ เหล่านั้นนั่นแล แม้ด้วยบทว่า นตฺถิ เม เสยฺโย เป็นต้น. เพราะว่า พระขีณาสพไม่มีมานะอย่างนี้ว่า เรานี่แหละดีกว่าเขา เราเสมอกับเขา เราเลวกว่าเขา ไม่มีบุคคลอื่นที่ดีกว่าเป็นต้น.
บทว่า อจิรปกฺกนฺเตสุ ความว่า เมื่อพระเขมะกับพระสุมนะพยากรณ์อรหัตผล แล้วหลีกไปได้ไม่นาน.
บทว่า อญฺญํ พฺยากโรนฺติ ได้แก่ กล่าวถึงอรหัตผล.
บทว่า หสมานกา มญฺเญ อญฺญํ พฺยากโรนฺติ ความว่า พูดเหมือนหัวเราะ.
บทว่า วิฆาตํ อาปชฺชนติ ได้แก่ ประสบทุกข์.
ในบทว่า น อุสฺเสสุ นโอเมสุ สมตฺเต โนปนียฺยเร นี้ มีอธิบายว่า บทว่า อุสฺสา ได้แก่ บุคคลผู้ที่เขายกย่อง คือบุคคลผู้ประเสริฐกว่าเขา. บทว่า โอมา ได้แก่ บุคคลผู้เลวกว่าเขา. บทว่า สมตฺโต ได้แก่ บุคคลผู้เสมอกันกับเขา.
บรรดาบุคคลผู้ประเสริฐกว่าเขา เลวกว่าเขา และเสมอกับเขาทั้ง ๓ จำพวกนี้ พระขีณาสพอันมานะย่อมนำเข้าไปไม่ได้ คือไม่เข้าใกล้. อธิบายว่า ไม่เข้าถึงมานะ.
บทว่า ขีณา สญฺชาติ ได้แก่ ชาติของพระขีณาสพเหล่านั้นสิ้นแล้ว.
บทว่า วุสิตํ พฺรหฺมจริยํ ได้แก่ มรรคพรหมจรรย์อันพระขีณาสพอยู่จบแล้ว.
บทว่า จรนฺติ สญฺโญชนวิปฺปมุตฺตา ความว่า พระขีณาสพทั้งหลายเป็นผู้หลุดพ้นจากสังโยชน์ทั้งปวงเที่ยวไป.
พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสถึงพระขีณาสพทั้งในพระสูตร ทั้งในคาถา.
จบอรรถกถาเขมสุมนสูตรที่ ๗ -----------------------------------------------------