๙. จตุจักกสูตร
พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาฯ
ชั้นตัวบทพุทธพจน์ข้อ ๒๙–๓๐ลำดับ 29 จาก 271 ในสคาถวรรคพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาฯ 2 ข้อ3 ฉบับเทียบฉบับได้ข้อต่อข้อพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาฯ · อ้างว่าได้รับอนุญาต แต่ยังไม่มีเอกสาร
ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
๙. จตุจักกสูตร ว่าด้วยสรีรยนต์ ๔ ล้อ
เทวดาทูลถามว่า ข้าแต่พระมหาวีรเจ้า สรีรยนต์ ๔ ล้อ มีประตู ๙ ประตู เต็มไปด้วยของไม่สะอาด ถูกโลภะประกอบไว้ เป็นเหมือนเปือกตม สรีรยนต์นั้นจักแล่นไปได้อย่างไร @เชิงอรรถ : @ ๔ ล้อ หมายถึงอิริยาบถ ๔ (คือ เดิน ยืน นั่ง นอน) (สํ.ส.อ. ๑/๒๙/๕๒)@ ๙ ประตู หมายถึงช่องทั้ง ๙ คือ ตา ๒, หู ๒, จมูก ๒, ปาก ๑, ทวารหนัก ๑, ทวารเบา ๑@(สํ.ส.อ. ๑/๒๙/๕๒) @ ดูเทียบคาถาข้อ ๑๐๙ หน้า ๑๒๐-๑๒๑ ในเล่มนี้
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑๕ หน้า : ๓๒}
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สคาถวรรค [๑. เทวดาสังยุต] ๓. สัตติวรรค ๑๐. เอณิชังฆสูตร พระผู้มีพระภาคตรัสตอบว่า เพราะตัดชะเนาะ เชือกหนัง ตัดความปรารถนาและความโลภอันเลวทราม และเพราะถอนตัณหาพร้อมทั้งรากได้ สรีรยนต์นั้นจักแล่นไปได้อย่างนี้ จตุจักกสูตรที่ ๙ จบ ๑๐. เอณิชังฆสูตร ว่าด้วยพระผู้มีพระชงฆ์เหมือนเนื้อทราย
เทวดากล่าวว่า พวกข้าพระองค์พากันมาเฝ้า ขอทูลถามพระองค์ ผู้มีพระชงฆ์เหมือนเนื้อทราย มีพระวรกายสมส่วน มีความเพียร ฉันพระกระยาหารน้อย ไม่มีความโลเล เป็นเหมือนราชสีห์และช้างเที่ยวไปตามลำพัง ไม่มีความห่วงในกามทั้งหลาย ว่า บุคคลหลุดพ้นจากทุกข์ได้อย่างไร @เชิงอรรถ : @ ชะเนาะ หมายถึงความผูกโกรธ (สํ.ส.อ. ๑/๒๙/๕๓) @ เชือกหนัง หมายถึงกิเลสมีทิฏฐิและวิจิกิจฉาเป็นต้น (สํ.ส.อ. ๑/๒๙/๕๓)@ ดูเทียบคาถาข้อ ๑๐๙ หน้า ๑๒๑ ในเล่มนี้
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑๕ หน้า : ๓๓}
ฉบับหลวง
ชั้นตัวบทพุทธพจน์หน่วยที่ตำแหน่งเดียวกันของเล่มนี้ · เลขข้อเป็นของฉบับนี้เอง · ชื่อเรื่องตรงกันทั้งสองฉบับ
เปิดหน้าของฉบับนี้ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
นวมํ จตุจกฺกสุตฺตํ
พระไตรปิฎก เล่มที่ ๑๕ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๗ สังยุตตนิกาย สคาถวรรค จตุจักกสูตรที่ ๙
จตุจกฺกํ นวทฺวารํ ปุณฺณํ โลเภน สํยุตํ ปงฺกชาตํ มหาวีร กถํ ยาตฺรา ภวิสฺสตีติ ฯ
ท. ข้าแต่พระองค์ผู้มีความเพียรมาก สรีระมีจักร ๔ มี ทวาร ๙ เต็มด้วยของไม่สะอาด ประกอบด้วยโลภะ ย่อม เป็นดังว่าเปือกตม ความออกไป (จากทุกข์) ได้ จักมีได้ อย่างไร ฯ
เฉตฺวา นทฺธึ วรตฺตญฺจ อิจฺฉาโลภญฺจ ปาปกํ สมูลํ ตณฺหํ อพฺพุยฺห เอวํ ยาตฺรา ภวิสฺสตีติ ฯ
ภ. ตัดความผูกโกรธด้วย กิเลสเป็นเครื่องร้อยรัดด้วย ความปรารถนาและความโลภอันลามกด้วย ถอนตัณหาอันมี อวิชชาเป็นมูลเสียแล้วอย่างนี้ ความออกไป (จากทุกข์) จึงจักมีได้ ฯ