ฉบับที่อ่านฉบับแสดงอรรถกถา
ฉบับหลวง · ทั้งหมด · ตำแหน่งที่กำลังอ่าน ข้อ ๖๘๒

๓. เทวหิตสูตร เล่ม ๑๕

ชั้นตัวบทพุทธพจน์ข้อ ๖๘๒–๖๘๘ลำดับ 199 จาก 271 ในสคาถวรรคพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง 7 ข้อ4 ฉบับเทียบฉบับได้ข้อต่อข้อ

พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง · ผู้ดำเนินการอ่านข้อเท็จจริงสาธารณะแล้วสรุปเอง


บาลีและคำแปล

ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์

ตติยํ เทวหิตสุตฺตํ

พระไตรปิฎก เล่มที่ ๑๕ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๗ สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เทวหิตสูตรที่ ๓

ข้อ ๖๘๒

สาวตฺถิยํ วิหรติ เชตวเน ... เตน โข ปน สมเยน ภควา วาเตหาพาธิโก โหติ ฯ อายสฺมา จ อุปวาโณ ภควโต อุปฏฺฐาโก โหติ ฯ อถ โข ภควา อายสฺมนฺตํ อุปวาณํ อามนฺเตสิ อิงฺฆ เม ตฺวํ อุปวาณ อุโณฺหทกํ ชานาหีติ ฯ เอวํ ภนฺเตติ โข อายสฺมา อุปวาโณ ภควโต ปฏิสฺสุตฺวา นิวาเสตฺวา ปตฺตจีวรมาทาย เยน เทวหิตสฺส พฺราหฺมณสฺส นิเวสนํ เตนุปสงฺกมิ อุปสงฺกมิตฺวา ตุณฺหีภูโต เอกมนฺตํ อฏฺฐาสิ ฯ

พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ พระวิหารเชตวัน อันเป็นอาราม ของอนาถบิณฑิกเศรษฐี เขตพระนครสาวัตถี ฯ สมัยนั้น พระผู้มีพระภาคประชวรด้วยโรคลม ฯ ท่านพระอุปวาณะ เป็นอุปัฏฐากพระผู้มีพระภาค ฯ ครั้งนั้น พระผู้มีพระภาคทรงเรียกท่านพระอุปวาณะมาตรัสว่า อุปวาณะเธอจงรู้ น้ำร้อนเพื่อฉัน ท่านพระอุปวาณะทูลรับพระผู้มีพระภาคแล้ว นุ่งสบงถือบาตรและจีวรเข้าไปยังที่อยู่ของเทวหิตพราหมณ์ แล้วยืนนิ่งอยู่ ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง ฯ

ข้อ ๖๘๓

อทฺทสา โข เทวหิโต พฺราหฺมโณ อายสฺมนฺตํ อุปวาณํ ตุณฺหีภูตํ เอกมนฺตํ ฐิตํ ทิสฺวาน อายสฺมนฺตํ อุปวาณํ คาถาย อชฺฌภาสิ ตุณฺหีภูโต ภวํ ติฏฺฐ มุณฺโฑ สงฺฆาฏิปารุโต กึ ปตฺถยาโน กึ เอสํ กึ นุ ยาจิตุมาคโตติ ฯ

เทวหิตพราหมณ์ได้เห็นท่านพระอุปวาณะยืนนิ่งอยู่ ณ ที่ควรส่วน ข้างหนึ่ง ได้กล่าวกะท่านพระอุปวาณะด้วยคาถาว่า ท่านเป็นสมณะศีรษะโล้น ครองผ้าสังฆาฏิยืนนิ่งอยู่ ท่าน ปรารถนาอะไร แสวงหาอะไร มาเพื่อขออะไรหรือ ฯ

ข้อ ๖๘๔

อรหํ สุคโต โลเก วาเตหาพาธิโก มุนิ สเจ อุโณฺหทกํ อตฺถิ มุนิโน เทหิ พฺราหฺมณ ปูชิโต ปูชเนยฺยานํ สกฺกเรยฺยาน สกฺกโต อปจิโต อปจิเนยฺยานํ ตสฺส อิจฺฉามิ หาตเวติ ฯ

ท่านพระอุปวาณะตอบว่า พระสุคตมุนีเป็นอรหันต์ในโลกประชวรด้วยโรคลม ถ้ามี น้ำร้อน ขอท่านจงถวายแก่พระสุคตมุนีเถิดพราหมณ์ ฉัน ปรารถนาจะเอาไปถวายพระผู้มีพระภาค ในบรรดาผู้ที่ควรแก่ การบูชา สักการะ นอบน้อมทั้งหลาย อันบุคคลได้บูชา สักการะ นอบน้อมแล้วนั้น ฯ

ข้อ ๖๘๕

อถ โข เทวหิโต พฺราหฺมโณ อุโณฺหทกสฺส กาชํ ปุริเสน คาหาเปตฺวา ผาณิตสฺส จ ปุฏํ จ อายสฺมโต อุปวาณสฺส ปาทาสิ ฯ อถ โข อายสฺมา อุปวาโณ เยน ภควา เตนุปสงฺกมิ อุปสงฺกมิตฺวา ภควนฺตํ อุโณฺหทเกน นฺหาเปตฺวา อุโณฺหทเกน ผาณิตํ อาโลเฬตฺวา ภควโต ปาทาสิ ฯ อถ โข ภควโต โส อาพาโธ ปฏิปฺปสฺสมฺภิ ฯ

ครั้งนั้น เทวหิตพราหมณ์ให้บุรุษ (คนใช้) ถือกา น้ำร้อน และห่อน้ำอ้อย (ตามไป) ถวายท่านพระอุปวาณะ ฯ ลำดับนั้น ท่านพระอุปวาณะเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคยังที่ประทับแล้วอัญเชิญให้พระผู้มีพระภาคสรงสนาน และละลายน้ำอ้อยด้วยน้ำร้อนแล้วถวายพระผู้มีพระภาค ฯ ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคทรงหายประชวรนั้น ฯ

ข้อ ๖๘๖

อถ โข เทวหิโต พฺราหฺมโณ เยน ภควา เตนุปสงฺกมิ อุปสงฺกมิตฺวา ภควตา สทฺธึ สมฺโมทิ สมฺโมทนียํ กถํ สาราณียํ วีติสาเรตฺวา เอกมนฺตํ นิสีทิ ฯ เอกมนฺตํ นิสินฺโน โข เทวหิโต พฺราหฺมโณ ภควนฺตํ คาถาย อชฺฌภาสิ กตฺถ ทชฺชา เทยฺยธมฺมํ กตฺถ ทินฺนํ มหปฺผลํ กถํ หิ ยชมานสฺส กตฺถ อิชฺฌติ ทกฺขิณาติ ฯ

ต่อมา เทวหิตพราหมณ์เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคยังที่ประทับ แล้ว ปราศรัยกับพระผู้มีพระภาค ครั้นผ่านการปราศรัยพอให้ระลึกถึงกันไปแล้วนั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง ฯ เทวหิตพราหมณ์นั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่งแล้ว ได้กราบทูลพระผู้มีพระภาคด้วยคาถาว่า พึงให้ไทยธรรมที่ไหน ทานอันบุคคลให้ที่ไหนมีผลมาก ทักษิณาสำเร็จในที่ไหน แก่บุคคลผู้บูชาอย่างไร ฯ

ข้อ ๖๘๗

ปุพฺเพนิวาสํ โย เวทิ สคฺคาปายญฺจ ปสฺสติ อโถ ชาติกฺขยํ ปตฺโต อภิญฺญา โวสิโต มุนิ เอตฺถ ทชฺชา เทยฺยธมฺมํ เอตฺถ ทินฺนํ มหปฺผลํ เอวํ หิ ยชมานสฺส เอวํ อิชฺฌติ ทกฺขิณาติ ฯ

พระผู้มีพระภาคตรัสตอบว่า ผู้ใดรู้ขันธ์ที่เคยอาศัยในก่อน แลเห็นสวรรค์และอบาย บรรลุ พระอรหัตอันเป็นที่สิ้นชาติ อยู่จบแล้วเพราะรู้ยิ่ง เป็นมุนี พึง ให้ไทยธรรมในผู้นี้ ทานที่ให้แล้วในผู้นี้มีผลมาก ทักษิณา ย่อมสำเร็จแก่บุคคลผู้บูชาอย่างนี้แหละ ฯ

ข้อ ๖๘๘

เอวํ วุตฺเต เทวหิโต พฺราหฺมโณ ภควนฺตํ เอตทโวจ อภิกฺกนฺตํ โภ โคตม อภิกฺกนฺตํ โภ โคตม ฯเปฯ อุปาสกํ มํ ภวํ โคตโม ธาเรตุ อชฺชตคฺเค ปาณุเปตํ สรณงฺคตนฺติ ฯ

เมื่อพระผู้มีพระภาคตรัสอย่างนี้แล้ว เทวหิตพราหมณ์ได้กราบ-*ทูลพระผู้มีพระภาคว่า ข้าแต่ท่านพระโคดม ภาษิตของพระองค์แจ่มแจ้งนักข้าแต่ท่านพระโคดม ภาษิตของพระองค์แจ่มแจ้งนัก พระองค์ทรงประกาศธรรมโดยอเนกปริยาย ดุจหงายภาชนะที่คว่ำ เปิดของที่ปิด บอกทางแก่คนหลงทางส่องประทีปในที่มืดด้วยหวังว่า คนมีจักษุจักมองเห็นรูปได้ ข้าแต่ท่านพระโคดมข้าพระองค์ขอถึงพระผู้มีพระภาค กับพระธรรมและพระภิกษุสงฆ์ว่าเป็นสรณะ ขอพระองค์จงทรงจำข้าพระองค์ว่าเป็นอุบาสก ผู้ถึงพระรัตนตรัยเป็นสรณะตลอดชีวิตตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป ฯ

ฉบับมหาจุฬาฯ

ชั้นตัวบทพุทธพจน์

หน่วยที่ตำแหน่งเดียวกันของเล่มนี้ · เลขข้อเป็นของฉบับนี้เอง · ชื่อเรื่องตรงกันทั้งสองฉบับ

เปิดหน้าของฉบับนี้

ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์

พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สคาถวรรค [๗. พราหมณสังยุต] ๒. อุปาสกวรรค ๓. เทวหิตสูตร ๓. เทวหิตสูตร ว่าด้วยเทวหิตพราหมณ์

ข้อ ๑๙๙

สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ พระเชตวัน อารามของ อนาถบิณฑิกเศรษฐี เขตกรุงสาวัตถี สมัยนั้น พระผู้มีพระภาคทรงพระประชวรด้วยโรคลม ท่านพระอุปวาณะเป็นอุปัฏฐากของพระผู้มีพระภาค ครั้งนั้น พระผู้มีพระภาครับสั่งเรียกท่านพระอุปวาณะมาตรัสว่า “อุปวาณะ เอาเถิด เธอจงจัดหาน้ำร้อนสำหรับเรา” ท่านพระอุปวาณะทูลรับสนองพระดำรัสแล้ว ครองอันตรวาสก ถือบาตรและจีวร เข้าไปยังที่อยู่ของเทวหิตพราหมณ์แล้วยืนนิ่งอยู่ ณ ที่สมควร เทวหิตพราหมณ์ได้เห็นท่านพระอุปวาณะยืนนิ่งอยู่ ณ ที่สมควรแล้ว ได้ กล่าวกับท่านพระอุปวาณะด้วยคาถาว่า ท่านเป็นสมณะโล้น ครองผ้าสังฆาฏิยืนนิ่งอยู่ ท่านปรารถนาอะไร แสวงหาอะไร มาเพื่อขออะไร ท่านพระอุปวาณะตอบว่า พระสุคตมุนีเป็นพระอรหันต์ในโลก ทรงพระประชวรด้วยโรคลม พราหมณ์ ถ้าท่านมีน้ำร้อน ขอท่านจงถวายแด่พระสุคตมุนีด้วยเถิด อาตมภาพปรารถนาจะนำไปถวายพระผู้มีพระภาคพระองค์นั้น ผู้ควรบูชาสักการะ และนับถือกว่าบรรดาพระอริยบุคคล ที่ควรบูชาสักการะ และนับถือเหล่านั้น ครั้งนั้น เทวหิตพราหมณ์ให้บุรุษถือกาน้ำร้อนและห่อน้ำอ้อยตามไปถวายท่านพระอุปวาณะ ลำดับนั้น ท่านพระอุปวาณะเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคถึงที่ประทับแล้วทูลให้สรงสนาน และใช้น้ำร้อนละลายน้ำอ้อยแล้วถวายพระผู้มีพระภาค

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑๕ หน้า : ๒๘๗}

พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สคาถวรรค [๗. พราหมณสังยุต] ๒. อุปาสกวรรค ๔. มหาสาลสูตร ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคทรงหายจากพระอาการประชวร ต่อมาเทวหิต-พราหมณ์เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคถึงที่ประทับ ได้สนทนาปราศรัยพอเป็นที่บันเทิงใจพอเป็นที่ระลึกถึงกันแล้วนั่ง ณ ที่สมควร ได้กราบทูลพระผู้มีพระภาคด้วยคาถาว่าบุคคลพึงให้ไทยธรรม ณ ที่ไหน ทานที่บุคคลให้ ณ ที่ไหน มีผลมาก ทักษิณาสำเร็จผลอย่างไรแก่บุคคลผู้บูชาอย่างไร พระผู้มีพระภาคตรัสว่า มุนีผู้บรรลุอภิญญา คือรู้ปุพเพนิวาสญาณอย่างแจ่มแจ้ง เห็นสวรรค์และอบาย ทั้งบรรลุความสิ้นชาติ แล้ว บุคคลพึงให้ไทยธรรมในมุนีนี้ ทานที่ให้แล้วในมุนีนี้มีผลมาก ทักษิณาสำเร็จผลอย่างนี้แก่บุคคลผู้บูชาอย่างนี้แล เมื่อพระผู้มีพระภาคตรัสอย่างนี้แล้ว เทวหิตพราหมณ์ได้กราบทูลพระผู้มีพระภาคดังนี้ว่า “ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ พระภาษิตของพระองค์ชัดเจนไพเราะยิ่งนัก ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ พระภาษิตของพระองค์ชัดเจนไพเราะยิ่งนัก ฯลฯ ขอพระโคดมผู้เจริญโปรดทรงจำข้าพระองค์ว่าเป็นอุบาสกผู้ถึงสรณะ ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไปจนตลอดชีวิต”เทวหิตสูตรที่ ๓ จบ ๔. มหาสาลสูตร ว่าด้วยพราหมณมหาศาล

ข้อ ๒๐๐

เรื่องเกิดขึ้นที่กรุงสาวัตถี ครั้งนั้น พราหมณมหาศาลคนหนึ่ง เป็นผู้เศร้าหมอง นุ่งผ้าเศร้าหมอง เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคถึงที่ประทับ ได้สนทนาปราศรัยพอเป็นที่บันเทิงใจ พอเป็นที่ระลึกถึงกันแล้วนั่ง ณ ที่สมควร พระผู้มีพระภาคได้ตรัสกับพราหมณมหาศาลนั้นดังนี้ว่า “พราหมณ์ ทำไมท่านจึงดูเศร้าหมอง นุ่งห่มก็เศร้าหมอง” @เชิงอรรถ : @ ดูเชิงอรรถข้อ ๑๙๔ หน้า ๒๗๔ ในเล่มนี้

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑๕ หน้า : ๒๘๘}

อรรถกถา

ชั้นตัวบทอรรถกถาอธิบายพระไตรปิฎกเปิดหน้าของฉบับนี้

ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์

อรรถกถาเทวหิตสูตรที่ ๓

ในเทวหิตสูตรที่ ๓ มีวินิจฉัยดังต่อไปนี้ :-

บทว่า วาเตหิ ได้แก่ ด้วยลมในท้อง.

เล่ากันมาว่า เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงกระทำทุกกรกิริยา ๖ พรรษา ทรงนำเอาถั่วเขียวและถั่วพูเป็นต้นอย่างละฟายมือมาเสวย ลมในพระอุทรกำเริบเพราะเสวยไม่ดีและบรรทมลำบาก. สมัยต่อมา ทรงบรรลุพระสัมโพธิญาณแล้ว แม้เสวยโภชนะประณีต อาพาธนั้นก็ยังปรากฏตัวเป็นระยะๆ.

คำนี้ท่านกล่าวหมายเอาอาพาธนั้น.

บทว่า อุปฏฺฐาโก โหติ ความว่า เป็นอุปัฏฐากในคราวยังไม่มีอุปัฏฐากประจำตอนปฐมโพธิกาล.

ได้ยินว่า ในเวลานั้น บรรดาพระอสีติมหาเถระผู้ที่ไม่เคยเป็นอุปัฏฐากของพระศาสดาไม่มี. ก็พระเถระเหล่านี้ คือ พระนาคสุมนะพระอุปวาณะ พระสุนักขัตตะ พระจุนทะ จุนทสมณุเทส พระสาคตะ พระเมฆิยะ เป็นอุปัฏฐากที่มีชื่อมาในบาลี.

แต่ในเวลานี้ พระอุปวาณเถระลุกขึ้นแต่เช้าตรู่ ได้อุปัฏฐากพระผู้มีพระภาคเจ้าทุกอย่าง เช่นกวาดบริเวณ ถวายไม้ชำระพระทนต์ จัดถวายน้ำสรง ถือบาตรจีวรตามเสด็จ.

บทว่า อุปสงฺกมิ ความว่า ได้ยินว่า ตลอดเวลา ๒๐ ปีในปฐมโพธิกาล ป่าปราศจากควันไฟ แม้พระผู้มีพระภาคเจ้าก็ยังมิได้ทรงอนุญาต ที่ต้มน้ำแก่ภิกษุทั้งหลายก็พราหมณ์นั้นให้ทำเตาเป็นแถว ยกภาชนะใหญ่ๆ ขึ้นตั้งบนเตา ให้ทำน้ำร้อน แล้วขายน้ำร้อนพร้อมกับผงสำหรับอาบน้ำเป็นต้นเลี้ยงชีพ. ผู้ประสงค์อาบน้ำไปในที่นั้นแล้วให้ราคา (ซื้อ) อาบน้ำลูบไล้ด้วยของหอม ประดับดอกไม้แล้วหลีกไป. เพราะฉะนั้น พระเถระจึงเข้าไปในที่นั้น.

บทว่า กึ ปตฺถยาโน ได้แก่ ปรารถนาอะไร.

บทว่า กึ เอสํ ได้แก่ แสวงหาอะไร.

บทว่า ปูชิโต ปูชเนยฺยานํ ความว่า พระเถระเริ่มกล่าวสดุดีพระทศพลนี้. ท่านกล่าวคำนี้ไว้ว่า ได้ยินว่า พระเถระไปเพื่อคิลานเภสัช กล่าวสรรเสริญภิกษุไข้ ดังนี้.

จริงอยู่ พวกมนุษย์ได้ฟังคำสรรเสริญแล้ว ย่อมสำคัญเภสัชที่ควรถวายโดยเคารพ. ภิกษุไข้ได้เภสัชอันเป็นสัปปายะแล้ว ย่อมหายไข้ฉับพลันทีเดียว ความจริง เมื่อจะกล่าว ไม่ควรกล่าวพาดพิงไปถึงฌานวิโมกข์สมาบัติและมรรคผล. แต่ควรกล่าวอาคมนียปฏิปทาอย่างนี้ คือผู้มีศีล มีความละอาย มักรังเกียจ พหูสูต ทรงไว้ซึ่งนิกายเป็นที่มาผู้ตามรักษาอริยวงศ์.

บทว่า ปูชเนยฺยานํ ความว่า พระอสีติมหาเถระ ชื่อว่า ปูชเนยฺยา เพราะโลกพร้อมทั้งเทวโลกควรบูชา. ท่านเหล่านั้นนั่นแล ชื่อว่า สกฺกเรยฺยา เพราะควรสักการะ. ชื่อว่า อปจิเนยฺยา เพราะควรทำความนอบน้อมแก่ท่านเหล่านั้นทีเดียว.

พระเถระเมื่อประกาศคุณของพระผู้มีพระภาคเจ้านั้นว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าเป็นผู้อันเทวดาและมนุษย์เหล่านั้นบูชาสักการะนอบน้อม ดังนี้ จึงกล่าวอย่างนี้.

บทว่า หาตเว แปลว่า เพื่อนำไป.

บทว่า ผาณิตสฺส จ ปูฏํ ได้แก่ ก้อนน้ำอ้อยใหญ่ที่ปราศจากขี้เถ้า.

ได้ยินว่า พราหมณ์นั้นถามว่า พระสมณโคดมทรงไม่สบายเป็นอะไร ได้ทราบว่า ลมในท้อง จึงกล่าวว่า ถ้าเช่นนั้น พวกเรารู้จักยาในเรื่องนี้ ต่อแต่นี้ ขอท่านจงเอาน้ำหน่อยหนึ่งละลายน้ำอ้อยนี้ ถวายให้ทรงดื่มในเวลาสรงเสร็จ พระเสโทจักซึมออกภายนอกพระสรีระด้วยน้ำร้อน ลมในท้องจักหายด้วยยานี้ ด้วยประการฉะนี้ พระสมณโคดมจักทรงสำราญด้วยอาการดังว่ามานี้ ดังนี้แล้วจึงได้ถวายใส่ลงในบาตรพระเถระ.

บทว่า อุปสงฺกมิ ความว่า ได้ยินว่า เมื่ออาพาธนั้นสงบแล้ว ได้เกิดเรื่องพิสดารว่า เทวหิตพราหมณ์ถวายเภสัชแด่พระตถาคต โรคสงบเพราะเภสัชนั้นนั่นเอง น่าอัศจรรย์ ทานของพราหมณ์เป็นบรมทาน. พราหมณ์ผู้ประสงค์ชื่อเสียง ได้ฟังดังนั้นแล้ว เกิดโสมนัสว่า กิตติศัพท์ของเรานี้ขจรไป แม้ด้วยเหตุเพียงเท่านี้เอง ประสงค์จะให้เขารู้เรื่องที่ตนกระทำแล้ว ในขณะนั้นเอง เข้าไปเฝ้าทำความคุ้นเคยในพระทศพล.

บทว่า ทชฺชา แปลว่า พึงให้.

บทว่า กถํ หิ ยชมานสฺส ได้แก่ บูชาด้วยเหตุอะไร.

บทว่า อิชฺฌติ ได้แก่มีผลมาก.

บทว่า โย เวทิ ความว่า ได้กระทำผู้ที่รู้ทั่วถึงให้ปรากฏชัด. ปาฐะว่า โย เวติ ดังนี้ก็มี. อธิบายว่า ผู้ใดย่อมรู้ คือรู้ทั่วถึง.

บทว่า ปสฺสติ ได้แก่ ย่อมเห็นด้วยทิพยจักษุ.

บทว่า ชาติกฺขยํ ได้แก่ พระอรหัต.

บทว่า อภิญฺญา โวสิโต ความว่า อยู่จบพรหมจรรย์ คือถึงที่สุดพรหมจรรย์ คือความเป็นผู้ทำกิจเสร็จแล้ว เพราะรู้.

บทว่า เอวํ หิ ยชมานสฺส ความว่า บูชาอยู่ด้วยอาการนี้ คืออาการบูชาพระขีณาสพ.

จบอรรถกถาเทวหิตสูตรที่ ๓ -----------------------------------------------------

ฉบับที่ใช้และสัญญาอนุญาต

พระไตรปิฎกบาลี อักษรไทย ฉบับสยามรัฐ

pli-siamrath · Public domain (term expired) — operator determination · ตรวจหลักฐานเมื่อ ๒๐๒๖-๐๘-๒๕

ฉบับสยามรัฐ จัดพิมพ์โดยทางราชการ พ.ศ. ๒๔๖๘–๒๔๗๑ · พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ ๒๕๓๗ ม.๑๙–๒๒ อายุคุ้มครองงานนิติบุคคล ๕๐ ปีนับแต่โฆษณา · การพิจารณาของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่ความเห็นที่ปรึกษากฎหมายhttps://84000.org/tipitaka/pali/

พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง

th-chabab-luang · Public domain (term expired) — operator determination · ตรวจหลักฐานเมื่อ ๒๐๒๖-๐๘-๒๔

ฉบับหลวง จัดพิมพ์โดยทางราชการ พ.ศ. ๒๕๑๔ · พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ ๒๕๓๗ ม.๑๙–๒๒ อายุคุ้มครองงานนิติบุคคล ๕๐ ปีนับแต่โฆษณา · การพิจารณาของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่ความเห็นที่ปรึกษากฎหมายhttps://84000.org/tipitaka/

พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาฯ

th-mahachula · ได้รับอนุญาตจากเจ้าของสิทธิ์ — บันทึกจากคำยืนยันของผู้ดำเนินการ ยังไม่มีเอกสารประกอบ · ตรวจหลักฐานเมื่อ ๒๐๒๖-๐๘-๒๕

ผู้ดำเนินการแจ้ง ๒๕ ส.ค. ๖๙ ว่าได้รับอนุญาตจากมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัยให้เผยแพร่ตัวบทฉบับนี้ · **เป็นคำยืนยันด้วยวาจา ยังไม่มีหนังสืออนุญาตประกอบ** ⇒ ฐานของการเผยแพร่คือวินิจฉัยของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่หลักฐานเอกสารและไม่ใช่ความเห็นที่ปรึกษากฎหมาย · ข้อเท็จจริงที่ยังเป็นจริง: จัดพิมพ์ พ.ศ. ๒๕๓๙ งานที่นิติบุคคลเป็นเจ้าของคุ้มครอง ๕๐ ปีนับแต่โฆษณา (พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ ๒๕๓๗ ม.๑๙–๒๒) ถึงราว พ.ศ. ๒๕๘๙ — การอนุญาตจึงจำเป็นและต้องเก็บเอกสารไว้ให้ได้docs/legal/PERMISSIONS.md#มจร

อรรถกถาแปลไทย

th-attha-84000 · ได้รับอนุญาตจากเจ้าของสิทธิ์ — บันทึกจากคำยืนยันของผู้ดำเนินการ ยังไม่มีเอกสารประกอบ · ตรวจหลักฐานเมื่อ ๒๐๒๖-๐๘-๒๕

ผู้ดำเนินการแจ้ง ๒๕ ส.ค. ๖๙ ว่าได้รับอนุญาตให้เผยแพร่ตัวบทชุดนี้ · **เป็นคำยืนยันด้วยวาจา ยังไม่มีเอกสารประกอบ** ⇒ ฐานของการเผยแพร่คือวินิจฉัยของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่หลักฐานเอกสาร · สิ่งที่ยังไม่รู้และไม่ได้หายไปเพราะการอนุญาต: **หน้าเว็บไม่ระบุผู้แปล ผู้จัดพิมพ์ หรือปี** จึงยังไม่รู้ว่าเป็นฉบับพิมพ์ของใคร (ที่เชื่อกันคือชุดมหามกุฏราชวิทยาลัย ๙๑ เล่ม ราว พ.ศ. ๒๕๒๕) — การอนุญาตครอบคลุมใครและอะไร จึงยังระบุไม่ได้จนกว่าจะได้เอกสารdocs/legal/PERMISSIONS.md#อรรถกถา