๘. สีสุปจาลาสูตร
พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาฯ
ชั้นตัวบทพุทธพจน์ข้อ ๑๖๙ลำดับ 169 จาก 271 ในสคาถวรรคพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาฯ 1 ข้อ3 ฉบับเทียบฉบับได้ข้อต่อข้อพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาฯ · อ้างว่าได้รับอนุญาต แต่ยังไม่มีเอกสาร
ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
๘. สีสุปจาลาสูตร ว่าด้วยสีสุปจาลาภิกษุณี
เรื่องเกิดขึ้นที่กรุงสาวัตถี ครั้งนั้น สีสุปจาลาภิกษุณีครองอันตรวาสก ฯลฯ จึงนั่งพักกลางวันที่โคนต้นไม้แห่งหนึ่ง ลำดับนั้น มารผู้มีบาปเข้าไปหาสีสุปจาลาภิกษุณีถึงที่นั่งพัก ได้ถามสีสุป-จาลาภิกษุณีดังนี้ว่า “ภิกษุณี ท่านชอบใจลัทธิของใคร” สีสุปจาลาภิกษุณีตอบว่า “ท่านผู้มีอายุ เราไม่ชอบใจลัทธิของใครเลย” มารผู้มีบาปกล่าวด้วยคาถาว่า ท่านเป็นคนโล้น เจาะจงใคร จึงปรากฏตัวเหมือนสมณะ แต่ทำไมท่านจึงไม่ชอบใจลัทธิ ท่านประพฤติเรื่องนี้ เพราะความงมงายหรือไร สีสุปจาลาภิกษุณีกล่าวด้วยคาถาว่า เจ้าลัทธิภายนอกพระศาสนานี้ ย่อมจมอยู่ในทิฏฐิทั้งหลาย เราไม่ชอบใจธรรมของพวกเขา พวกเขาเป็นคนไม่ฉลาดในธรรม พระพุทธเจ้าผู้เสด็จอุบัติในศากยตระกูล ไม่มีบุคคลอื่นเปรียบ ทรงครอบงำสิ่งทั้งปวง
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑๕ หน้า : ๒๒๕}
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สคาถวรรค [๕. ภิกขุนีสังยุต] ๙. เสลาสูตร บรรเทาเสียซึ่งมาร ไม่ปราชัยในที่ทุกสถาน พ้นแล้วจากกิเลสทั้งปวง ไม่มีตัณหาและทิฏฐิอาศัย มีพระจักษุ ทรงเห็นธรรมทั้งปวง บรรลุธรรมเป็นที่สิ้นกรรมทุกอย่าง หลุดพ้นเพราะธรรมเป็นที่สิ้นอุปธิแล้ว พระผู้มีพระภาคพระองค์นั้นเป็นศาสดาของเรา เราชอบใจคำสอนของพระองค์ ลำดับนั้น มารผู้มีบาปเป็นทุกข์เสียใจว่า “สีสุปจาลาภิกษุณีรู้จักเรา” จึงหายตัวไป ณ ที่นั้นเอง สีสุปจาลาสูตรที่ ๘ จบ
ฉบับหลวง
ชั้นตัวบทพุทธพจน์หน่วยที่ตำแหน่งเดียวกันของเล่มนี้ · เลขข้อเป็นของฉบับนี้เอง · ชื่อเรื่องตรงกันทั้งสองฉบับ
เปิดหน้าของฉบับนี้ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
อฏฺฐมํ สีสุปจาลาสุตฺตํ
พระไตรปิฎก เล่มที่ ๑๕ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๗ สังยุตตนิกาย สคาถวรรค สีสุปจาลาสูตรที่ ๘
สาวตฺถิยํ ... อถ โข สีสุปจาลา ภิกฺขุนี ปุพฺพณฺหสมยํ นิวาเสตฺวา ฯเปฯ อญฺญตรสฺมึ รุกฺขมูเล ทิวาวิหารํ นิสีทิ ฯ
สาวัตถีนิทาน ฯ ครั้งนั้น เวลาเช้า สีสุปจาลาภิกษุณีนุ่งห่มแล้ว ถือบาตรและจีวรเข้าไปบิณฑบาตยังพระนครสาวัตถี เที่ยวบิณฑบาตไปในพระนครสาวัตถีแล้ว เวลาปัจ-*ฉาภัตกลับจากบิณฑบาตแล้วเข้าไปยังป่าอันธวันเพื่อพักกลางวัน ครั้นถึงป่าอันธวันจึงนั่งพักกลางวันที่โคนไม้ต้นหนึ่ง ฯ
อถ โข มาโร ปาปิมา เยน สีสุปจาลา ภิกฺขุนี เตนุปสงฺกมิ อุปสงฺกมิตฺวา สีสุปจารํ ภิกฺขุนึ เอตทโวจ กสฺส นุ ตฺวํ ภิกฺขุนิ ปาสณฺฑํ โรเจสีติ ฯ น ขฺวาหํ อาวุโส กสฺสจิ ปาสณฺฑํ โรเจมีติ ฯ
ลำดับนั้น มารผู้มีบาปเข้าไปหาสีสุปจาลาภิกษุณีถึงที่นั่งพัก ครั้นแล้วได้กล่าวกะสีสุปจาลาภิกษุณีว่า ดูกรภิกษุณี ท่านชอบใจทิฐิของใครหนอ ฯ สีสุปจาลาภิกษุณีตอบว่า ดูกรท่านผู้มีอายุ เราไม่ชอบใจทิฐิของใครเลย ฯ
กึ นุ อุทฺทิสฺส มุณฺฑาสิ สมณี วิย ทิสฺสสิ น จ โรเจสิ ปาสณฺฑํ กิมิทํ จรสิ โมมุหาติ ฯ
ม. ท่านจงใจเป็นคนโล้น ปรากฏตัวเหมือนสมณะ แต่ไฉน ท่านจึงไม่ชอบใจทิฐิ ท่านจึงประพฤติเรื่องนี้ เพราะความ งมงายดอกหรือ ฯ
อิโต พหิทฺธา ปาสณฺฑา ทิฏฺฐีสุ สํสิทนฺติ เต น เตสํ ธมฺมํ โรเจมิ น เต ธมฺมสฺส โกวิทา อตฺถิ สกฺยกุเล ชาโต พุทฺโธ อปฺปฏิปุคฺคโล สพฺพาภิภู มารนุโท สพฺพตฺถ มปราชิโต สพฺพตฺถ มุตฺโต อสฺสิโต สพฺพํ ปสฺสติ จกฺขุมา สพฺพกมฺมกฺขยํ ปตฺโต วิมุตฺโต อุปธิสงฺขเย โส มยฺหํ ภควา สตฺถา ตสฺส โรเจมิ สาสนนฺติ ฯ อถ โข มาโร ปาปิมา ชานาติ มํ สีสุปจาลา ภิกฺขุนีติ ทุกฺขี ทุมฺมโน ตตฺเถวนฺตรธายีติ ฯ
สี. คนเจ้าทิฐิ ภายนอกพระศาสนานี้ ย่อมจมอยู่ใน ทิฐิทั้งหลาย เราไม่ชอบใจธรรมของพวกเขา พวกเขาเป็นคน ไม่ฉลาดต่อธรรม ยังมีพระพุทธเจ้าผู้เสด็จอุบัติในศากยสกุล หาบุคคลอื่นเปรียบมิได้ ทรงครอบงำส่วนทั้งปวง ทรงบรรเทา เสียซึ่งมาร ไม่ปราชัยในที่ทุกสถาน ทรงพ้นแล้วในส่วน ทั้งปวง เป็นผู้อันตัณหาและทิฐิอาศัยไม่ได้ มีพระจักษุทรง เห็นธรรมทั้งปวง ทรงบรรลุธรรมเป็นที่สิ้นกรรมทุกอย่าง ทรงน้อมไปในธรรมเป็นที่สิ้นอุปธิ พระผู้มีพระภาคพระองค์ นั้นเป็นศาสดาของเรา เราชอบใจคำสอนของพระองค์ท่าน ฯ ลำดับนั้น มารผู้มีบาปเป็นทุกข์ เสียใจว่า สีสุปจาลาภิกษุณีรู้จักเราดังนี้ จึงได้อันตรธานไปในที่นั้นเอง ฯ