ข้อ ๕๕๘–๖๐๓ เล่ม ๓๙
พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง · ผู้ดำเนินการอ่านข้อเท็จจริงสาธารณะแล้วสรุปเอง
๕๕๘ยสฺส ยตฺถ จกฺขุนฺทฺริยํ อุปฺปชฺชติ ตสฺส ตตฺถ โสตินฺทฺริยํ อุปฺปชฺชตีติ: สจกฺขุกานํ อโสตกานํ อุปปชฺชนฺตานํ เตสํ ตตฺถ จกฺขุนฺทฺริยํ อุปฺปชฺชติ โน จ เตสํ ตตฺถ โสตินฺทฺริยํ อุปฺปชฺชติ สจกฺขุกานํ สโสตกานํ อุปปชฺชนฺตานํ เตสํ ตตฺถ จกฺขุนฺทฺริยญฺจ อุปฺปชฺชติ โสตินฺทฺริยญฺจ อุปฺปชฺชติ ฯ ยสฺส วา ปน ยตฺถ โสตินฺทฺริยํ อุปฺปชฺชติ ตสฺส ตตฺถ จกฺขุนฺทฺริยํ อุปฺปชฺชตีติ: สโสตกานํ อจกฺขุกานํ อุปปชฺชนฺตานํ เตสํ ตตฺถ โสตินฺทฺริยํ อุปฺปชฺชติ โน จ เตสํ ตตฺถ จกฺขุนฺทฺริยํ อุปฺปชฺชติ สโสตกานํ สจกฺขุกานํ อุปปชฺชนฺตานํ เตสํ ตตฺถ โสตินฺทฺริยญฺจ อุปฺปชฺชติ จกฺขุนฺทฺริยญฺจ อุปฺปชฺชติ ฯ
๕๕๙ยสฺส ยตฺถ จกฺขุนฺทฺริยํ อุปฺปชฺชติ ตสฺส ตตฺถ ฆานินฺทฺริยํ อุปฺปชฺชตีติ: สจกฺขุกานํ อฆานกานํ อุปปชฺชนฺตานํ เตสํ ตตฺถ จกฺขุนฺทฺริยํ อุปฺปชฺชติ โน จ เตสํ ตตฺถ ฆานินฺทฺริยํ อุปฺปชฺชติ สจกฺขุกานํ สฆานกานํ อุปปชฺชนฺตานํ เตสํ ตตฺถ จกฺขุนฺทฺริยญฺจ อุปฺปชฺชติ ฆานินฺทฺริยญฺจ อุปฺปชฺชติ ฯ ยสฺส วา ปน ยตฺถ ฆานินฺทฺริยํ อุปฺปชฺชติ ตสฺส ตตฺถ จกฺขุนฺทฺริยํ อุปฺปชฺชตีติ: สฆานกานํ อจกฺขุกานํ อุปปชฺชนฺตานํ เตสํ ตตฺถ ฆานินฺทฺริยํ อุปฺปชฺชติ โน จ เตสํ ตตฺถ จกฺขุนฺทฺริยํ อุปฺปชฺชติ สฆานกานํ สจกฺขุกานํ อุปปชฺชนฺตานํ เตสํ ตตฺถ ฆานินฺทฺริยญฺจ อุปฺปชฺชติ จกฺขุนฺทฺริยญฺจ อุปฺปชฺชติ ฯ
๕๖๐ยสฺส ยตฺถ จกฺขุนฺทฺริยํ อุปฺปชฺชติ ตสฺส ตตฺถ อิตฺถินฺทฺริยํ อุปฺปชฺชตีติ: สจกฺขุกานํ นอิตฺถีนํ อุปปชฺชนฺตานํ เตสํ ตตฺถ จกฺขุนฺทฺริยํ อุปฺปชฺชติ โน จ เตสํ ตตฺถ อิตฺถินฺทฺริยํ อุปฺปชฺชติ สจกฺขุกานํ อิตฺถีนํ อุปปชฺชนฺตีนํ ตาสํ ตตฺถ จกฺขุนฺทฺริยญฺจ อุปฺปชฺชติ อิตฺถินฺทฺริยญฺจ อุปฺปชฺชติ ฯ ยสฺส วา ปน ยตฺถ อิตฺถินฺทฺริยํ อุปฺปชฺชติ ตสฺส ตตฺถ จกฺขุนฺทฺริยํ อุปฺปชฺชตีติ: อิตฺถีนํ อจกฺขุกานํ อุปปชฺชนฺตีนํ ตาสํ ตตฺถ อิตฺถินฺทฺริยํ อุปฺปชฺชติ โน จ ตาสํ ตตฺถ จกฺขุนฺทฺริยํ อุปฺปชฺชติ อิตฺถีนํ สจกฺขุกานํ อุปปชฺชนฺตีนํ ตาสํ ตตฺถ อิตฺถินฺทฺริยญฺจ อุปฺปชฺชติ จกฺขุนฺทฺริยญฺจ อุปฺปชฺชติ ฯ
๕๖๑ยสฺส ยตฺถ จกฺขุนฺทฺริยํ อุปฺปชฺชติ ตสฺส ตตฺถ ปุริสินฺทฺริยํ อุปฺปชฺชตีติ: สจกฺขุกานํ นปุริสานํ อุปปชฺชนฺตานํ เตสํ ตตฺถ จกฺขุนฺทฺริยํ อุปฺปชฺชติ โน จ เตสํ ตตฺถ ปุริสินฺทฺริยํ อุปฺปชฺชติ สจกฺขุกานํ ปุริสานํ อุปปชฺชนฺตานํ เตสํ ตตฺถ จกฺขุนฺทฺริยญฺจ อุปฺปชฺชติ ปุริสินฺทฺริยญฺจ อุปฺปชฺชติ ฯ ยสฺส วา ปน ยตฺถ ปุริสินฺทฺริยํ อุปฺปชฺชติ ตสฺส ตตฺถ จกฺขุนฺทฺริยํ อุปฺปชฺชตีติ: ปุริสานํ อจกฺขุกานํ อุปปชฺชนฺตานํ เตสํ ตตฺถ ปุริสินฺทฺริยํ อุปฺปชฺชติ โน จ เตสํ ตตฺถ จกฺขุนฺทฺริยํ อุปฺปชฺชติ ปุริสานํ สจกฺขุกานํ อุปปชฺชนฺตานํ เตสํ ตตฺถ ปุริสินฺทฺริยญฺจ อุปฺปชฺชติ จกฺขุนฺทฺริยญฺจ อุปฺปชฺชติ ฯ
๕๖๒ยสฺส ยตฺถ จกฺขุนฺทฺริยํ อุปฺปชฺชติ ตสฺส ตตฺถ ชีวิตินฺทฺริยํ อุปฺปชฺชตีติ: อามนฺตา ฯ ยสฺส วา ปน ยตฺถ ชีวิตินฺทฺริยํ อุปฺปชฺชติ ตสฺส ตตฺถ จกฺขุนฺทฺริยํ อุปฺปชฺชตีติ: อจกฺขุกานํ อุปปชฺชนฺตานํ เตสํ ตตฺถ ชีวิตินฺทฺริยํ อุปฺปชฺชติ โน จ เตสํ ตตฺถ จกฺขุนฺทฺริยํ อุปฺปชฺชติ สจกฺขุกานํ อุปปชฺชนฺตานํ เตสํ ตตฺถ ชีวิตินฺทฺริยญฺจ อุปฺปชฺชติ จกฺขุนฺทฺริยญฺจ อุปฺปชฺชติ ฯ
๕๖๓ยสฺส ยตฺถ จกฺขุนฺทฺริยํ อุปฺปชฺชติ ตสฺส ตตฺถ โสมนสฺสินฺทฺริยํ อุปฺปชฺชตีติ: สจกฺขุกานํ วินา โสมนสฺเสน อุปปชฺชนฺตานํ เตสํ ตตฺถ จกฺขุนฺทฺริยํ อุปฺปชฺชติ โน จ เตสํ ตตฺถ โสมนสฺสินฺทฺริยํ อุปฺปชฺชติ สจกฺขุกานํ โสมนสฺเสน อุปปชฺชนฺตานํ เตสํ ตตฺถ จกฺขุนฺทฺริยญฺจ อุปฺปชฺชติ โสมนสฺสินฺทฺริยญฺจ อุปฺปชฺชติ ฯ ยสฺส วา ปน ยตฺถ โสมนสฺสินฺทฺริยํ อุปฺปชฺชติ ตสฺส ตตฺถ จกฺขุนฺทฺริยํ อุปฺปชฺชตีติ: อามนฺตา ฯ
๕๖๔ยสฺส ยตฺถ จกฺขุนฺทฺริยํ อุปฺปชฺชติ ตสฺส ตตฺถ อุเปกฺขินฺทฺริยํ อุปฺปชฺชตีติ: สจกฺขุกานํ วินา อุเปกฺขาย อุปปชฺชนฺตานํ เตสํ ตตฺถ จกฺขุนฺทฺริยํ อุปฺปชฺชติ โน จ เตสํ ตตฺถ อุเปกฺขินฺทฺริยํ อุปฺปชฺชติ สจกฺขุกานํ อุเปกฺขาย อุปปชฺชนฺตานํ เตสํ ตตฺถ จกฺขุนฺทฺริยญฺจ อุปฺปชฺชติ อุเปกฺขินฺทฺริยญฺจ อุปฺปชฺชติ ฯ ยสฺส วา ปน ยตฺถ อุเปกฺขินฺทฺริยํ อุปฺปชฺชติ ตสฺส ตตฺถ จกฺขุนฺทฺริยํ อุปฺปชฺชตีติ: อุเปกฺขาย อจกฺขุกานํ อุปปชฺชนฺตานํ เตสํ ตตฺถ อุเปกฺขินฺทฺริยํ อุปฺปชฺชติ โน จ เตสํ ตตฺถ จกฺขุนฺทฺริยํ อุปฺปชฺชติ อุเปกฺขาย สจกฺขุกานํ อุปปชฺชนฺตานํ เตสํ ตตฺถ อุเปกฺขินฺทฺริยญฺจ อุปฺปชฺชติ จกฺขุนฺทฺริยญฺจ อุปฺปชฺชติ ฯ
๕๖๕ยสฺส ยตฺถ จกฺขุนฺทฺริยํ อุปฺปชฺชติ ตสฺส ตตฺถ สทฺธินฺทฺริยํ อุปฺปชฺชตีติ: สจกฺขุกานํ อเหตุกานํ อุปปชฺชนฺตานํ เตสํ ตตฺถ จกฺขุนฺทฺริยํ อุปฺปชฺชติ โน จ เตสํ ตตฺถ สทฺธินฺทฺริยํ อุปฺปชฺชติ สจกฺขุกานํ สเหตุกานํ อุปปชฺชนฺตานํ เตสํ ตตฺถ จกฺขุนฺทฺริยญฺจ อุปฺปชฺชติ สทฺธินฺทฺริยญฺจ อุปฺปชฺชติ ฯ ยสฺส วา ปน ยตฺถ สทฺธินฺทฺริยํ อุปฺปชฺชติ ตสฺส ตตฺถ จกฺขุนฺทฺริยํ อุปฺปชฺชตีติ: สเหตุกานํ อจกฺขุกานํ อุปปชฺชนฺตานํ เตสํ ตตฺถ สทฺธินฺทฺริยํ อุปฺปชฺชติ โน จ เตสํ ตตฺถ จกฺขุนฺทฺริยํ อุปฺปชฺชติ สเหตุกานํ สจกฺขุกานํ อุปปชฺชนฺตานํ เตสํ ตตฺถ สทฺธินฺทฺริยญฺจ อุปฺปชฺชติ จกฺขุนฺทฺริยญฺจ อุปฺปชฺชติ ฯ
๕๖๖ยสฺส ยตฺถ จกฺขุนฺทฺริยํ อุปฺปชฺชติ ตสฺส ตตฺถ ปญฺญินฺทฺริยํ อุปฺปชฺชตีติ: สจกฺขุกานํ ญาณวิปฺปยุตฺตานํ อุปปชฺชนฺตานํ เตสํ ตตฺถ จกฺขุนฺทฺริยํ อุปฺปชฺชติ โน จ เตสํ ตตฺถ ปญฺญินฺทฺริยํ อุปฺปชฺชติ สจกฺขุกานํ ญาณสมฺปยุตฺตานํ อุปปชฺชนฺตานํ เตสํ ตตฺถ จกฺขุนฺทฺริยญฺจ อุปฺปชฺชติ ปญฺญินฺทฺริยญฺจ อุปฺปชฺชติ ฯ ยสฺส วา ปน ยตฺถ ปญฺญินฺทฺริยํ อุปฺปชฺชติ ตสฺส ตตฺถ จกฺขุนฺทฺริยํ อุปฺปชฺชตีติ: ญาณสมฺปยุตฺตานํ อจกฺขุกานํ อุปปชฺชนฺตานํ เตสํ ตตฺถ ปญฺญินฺทฺริยํ อุปฺปชฺชติ โน จ เตสํ ตตฺถ จกฺขุนฺทฺริยํ อุปฺปชฺชติ ญาณสมฺปยุตฺตานํ สจกฺขุกานํ อุปปชฺชนฺตานํ เตสํ ตตฺถ ปญฺญินฺทฺริยญฺจ อุปฺปชฺชติ จกฺขุนฺทฺริยญฺจ อุปฺปชฺชติ ฯ
๕๖๗ยสฺส ยตฺถ จกฺขุนฺทฺริยํ อุปฺปชฺชติ ตสฺส ตตฺถ มนินฺทฺริยํ อุปฺปชฺชตีติ: อามนฺตา ฯ ยสฺส วา ปน ยตฺถ มนินฺทฺริยํ อุปฺปชฺชติ ตสฺส ตตฺถ จกฺขุนฺทฺริยํ อุปฺปชฺชตีติ: สจิตฺตกานํ อจกฺขุกานํ อุปปชฺชนฺตานํ เตสํ ตตฺถ มนินฺทฺริยํ อุปฺปชฺชติ โน จ เตสํ ตตฺถ จกฺขุนฺทฺริยํ อุปฺปชฺชติ สจกฺขุกานํ อุปปชฺชนฺตานํ เตสํ ตตฺถ มนินฺทฺริยญฺจ อุปฺปชฺชติ จกฺขุนฺทฺริยญฺจ อุปฺปชฺชติ ฯ
๕๖๘ยสฺส ยตฺถ ฆานินฺทฺริยํ อุปฺปชฺชติ ตสฺส ตตฺถ อิตฺถินฺทฺริยํ อุปฺปชฺชตีติ: สฆานกานํ นอิตฺถีนํ อุปปชฺชนฺตานํ เตสํ ตตฺถ ฆานินฺทฺริยํ อุปฺปชฺชติ โน จ เตสํ ตตฺถ อิตฺถินฺทฺริยํ อุปฺปชฺชติ สฆานกานํ อิตฺถีนํ อุปปชฺชนฺตีนํ ตาสํ ตตฺถ ฆานินฺทฺริยญฺจ อุปฺปชฺชติ อิตฺถินฺทฺริยญฺจ อุปฺปชฺชติ ฯ ยสฺส วา ปน ยตฺถ อิตฺถินฺทฺริยํ อุปฺปชฺชติ ตสฺส ตตฺถ ฆานินฺทฺริยํ อุปฺปชฺชตีติ: อิตฺถีนํ อฆานกานํ อุปปชฺชนฺตีนํ ตาสํ ตตฺถ อิตฺถินฺทฺริยํ อุปฺปชฺชติ โน จ เตสํ ตตฺถ ฆานินฺทฺริยํ อุปฺปชฺชติ อิตฺถีนํ สฆานกานํ อุปปชฺชนฺตีนํ ตาสํ ตตฺถ อิตฺถินฺทฺริยญฺจ อุปฺปชฺชติ ฆานินฺทฺริยญฺจ อุปฺปชฺชติ ฯ
๕๖๙ยสฺส ยตฺถ ฆานินฺทฺริยํ อุปฺปชฺชติ ตสฺส ตตฺถ ปุริสินฺทฺริยํ อุปฺปชฺชตีติ: สฆานกานํ นปุริสานํ อุปปชฺชนฺตานํ เตสํ ตตฺถ ฆานินฺทฺริยํ อุปฺปชฺชติ โน จ เตสํ ตตฺถ ปุริสินฺทฺริยํ อุปฺปชฺชติ สฆานกานํ ปุริสานํ อุปปชฺชนฺตานํ เตสํ ตตฺถ ฆานินฺทฺริยญฺจ อุปฺปชฺชติ ปุริสินฺทฺริยญฺจ อุปฺปชฺชติ ฯ ยสฺส วา ปน ยตฺถ ปุริสินฺทฺริยํ อุปฺปชฺชติ ตสฺส ตตฺถ ฆานินฺทฺริยํ อุปฺปชฺชตีติ: ปุริสานํ อฆานกานํ อุปปชฺชนฺตานํ เตสํ ตตฺถ ปุริสินฺทฺริยํ อุปฺปชฺชติ โน จ เตสํ ตตฺถ ฆานินฺทฺริยํ อุปฺปชฺชติ ปุริสานํ สฆานกานํ อุปปชฺชนฺตานํ เตสํ ตตฺถ ปุริสินฺทฺริยญฺจ อุปฺปชฺชติ ฆานินฺทฺริยญฺจ อุปฺปชฺชติ ฯ
๕๗๐ยสฺส ยตฺถ ฆานินฺทฺริยํ อุปฺปชฺชติ ตสฺส ตตฺถ ชีวิตินฺทฺริยํ อุปฺปชฺชตีติ: อามนฺตา ฯ ยสฺส วา ปน ยตฺถ ชีวิตินฺทฺริยํ อุปฺปชฺชติ ตสฺส ตตฺถ ฆานินฺทฺริยํ อุปฺปชฺชตีติ: อฆานกานํ อุปปชฺชนฺตานํ เตสํ ตตฺถ ชีวิตินฺทฺริยํ อุปฺปชฺชติ โน จ เตสํ ตตฺถ ฆานินฺทฺริยํ อุปฺปชฺชติ สฆานกานํ อุปปชฺชนฺตานํ เตสํ ตตฺถ ชีวิตินฺทฺริยญฺจ อุปฺปชฺชติ ฆานินฺทฺริยญฺจ อุปฺปชฺชติ ฯ
๕๗๑ยสฺส ยตฺถ ฆานินฺทฺริยํ อุปฺปชฺชติ ตสฺส ตตฺถ โสมนสฺสินฺทฺริยํ อุปฺปชฺชตีติ: สฆานกานํ วินา โสมนสฺเสน อุปปชฺชนฺตานํ เตสํ ตตฺถ ฆานินฺทฺริยํ อุปฺปชฺชติ โน จ เตสํ ตตฺถ โสมนสฺสินฺทฺริยํ อุปฺปชฺชติ สฆานกานํ โสมนสฺเสน อุปฺปชฺชนฺตานํ เตสํ ตตฺถ ฆานินฺทฺริยญฺจ อุปฺปชฺชติ โสมนสฺสินฺทฺริยญฺจ อุปฺปชฺชติ ฯ ยสฺส วา ปน ยตฺถ โสมนสฺสินฺทฺริยํ อุปฺปชฺชติ ตสฺส ตตฺถ ฆานินฺทฺริยํ อุปฺปชฺชตีติ: โสมนสฺเสน อฆานกานํ อุปปชฺชนฺตานํ เตสํ ตตฺถ โสมนสฺสินฺทฺริยํ อุปฺปชฺชติ โน จ เตสํ ตตฺถ ฆานินฺทฺริยํ อุปฺปชฺชติ โสมนสฺเสน สฆานกานํ อุปปชฺชนฺตานํ เตสํ ตตฺถ โสมนสฺสินฺทฺริยญฺจ อุปฺปชฺชติ ฆานินฺทฺริยญฺจ อุปฺปชฺชติ ฯ
๕๗๒ยสฺส ยตฺถ ฆานินฺทฺริยํ อุปฺปชฺชติ ตสฺส ตตฺถ อุเปกฺขินฺทฺริยํ อุปฺปชฺชตีติ: สฆานกานํ วินา อุเปกฺขาย อุปปชฺชนฺตานํ เตสํ ตตฺถ ฆานินฺทฺริยํ อุปฺปชฺชติ โน จ เตสํ ตตฺถ อุเปกฺขินฺทฺริยํ อุปฺปชฺชติ สฆานกานํ อุเปกฺขาย อุปปชฺชนฺตานํ เตสํ ตตฺถ ฆานินฺทฺริยญฺจ อุปฺปชฺชติ อุเปกฺขินฺทฺริยญฺจ อุปฺปชฺชติ ฯ ยสฺส วา ปน ยตฺถ อุเปกฺขินฺทฺริยํ อุปฺปชฺชติ ตสฺส ตตฺถ ฆานินฺทฺริยํ อุปฺปชฺชตีติ: อุเปกฺขาย อฆานกานํ อุปปชฺชนฺตานํ เตสํ ตตฺถ อุเปกฺขินฺทฺริยํ อุปฺปชฺชติ โน จ เตสํ ตตฺถ ฆานินฺทฺริยํ อุปฺปชฺชติ อุเปกฺขาย สฆานกานํ อุปปชฺชนฺตานํ เตสํ ตตฺถ อุเปกฺขินฺทฺริยญฺจ อุปฺปชฺชติ ฆานินฺทฺริยญฺจ อุปฺปชฺชติ ฯ
๕๗๓ยสฺส ยตฺถ ฆานินฺทฺริยํ อุปฺปชฺชติ ตสฺส ตตฺถ สทฺธินฺทฺริยํ อุปฺปชฺชตีติ: สฆานกานํ อเหตุกานํ อุปปชฺชนฺตานํ เตสํ ตตฺถ ฆานินฺทฺริยํ อุปฺปชฺชติ โน จ เตสํ ตตฺถ สทฺธินฺทฺริยํ อุปฺปชฺชติ สฆานกานํ สเหตุกานํ อุปปชฺชนฺตานํ เตสํ ตตฺถ ฆานินฺทฺริยญฺจ อุปฺปชฺชติ สทฺธินฺทฺริยญฺจ อุปฺปชฺชติ ฯ ยสฺส วา ปน ยตฺถ สทฺธินฺทฺริยํ อุปฺปชฺชติ ตสฺส ตตฺถ ฆานินฺทฺริยํ อุปฺปชฺชตีติ: สเหตุกานํ อฆานกานํ อุปปชฺชนฺตานํ เตสํ ตตฺถ สทฺธินฺทฺริยํ อุปฺปชฺชติ โน จ เตสํ ตตฺถ ฆานินฺทฺริยํ อุปฺปชฺชติ สเหตุกานํ สฆานกานํ อุปปชฺชนฺตานํ เตสํ ตตฺถ สทฺธินฺทฺริยญฺจ อุปฺปชฺชติ ฆานินฺทฺริยญฺจ อุปฺปชฺชติ ฯ
๕๗๔ยสฺส ยตฺถ ฆานินฺทฺริยํ อุปฺปชฺชติ ตสฺส ตตฺถ ปญฺญินฺทฺริยํ อุปฺปชฺชตีติ: สฆานกานํ ญาณวิปฺปยุตฺตานํ อุปปชฺชนฺตานํ เตสํ ตตฺถ ฆานินฺทฺริยํ อุปฺปชฺชติ โน จ เตสํ ตตฺถ ปญฺญินฺทฺริยํ อุปฺปชฺชติ สฆานกานํ ญาณสมฺปยุตฺตานํ อุปปชฺชนฺตานํ เตสํ ตตฺถ ฆานินฺทฺริยญฺจ อุปฺปชฺชติ ปญฺญินฺทฺริยญฺจ อุปฺปชฺชติ ฯ ยสฺส วา ปน ยตฺถ ปญฺญินฺทฺริยํ อุปฺปชฺชติ ตสฺส ตตฺถ ฆานินฺทฺริยํ อุปฺปชฺชตีติ: ญาณสมฺปยุตฺตานํ อฆานกานํ อุปปชฺชนฺตานํ เตสํ ตตฺถ ปญฺญินฺทฺริยํ อุปฺปชฺชติ โน จ เตสํ ตตฺถ ฆานินฺทฺริยํ อุปฺปชฺชติ ญาณสมฺปยุตฺตานํ สฆานกานํ อุปปชฺชนฺตานํ เตสํ ตตฺถ ปญฺญินฺทฺริยญฺจ อุปฺปชฺชติ ฆานินฺทฺริยญฺจ อุปฺปชฺชติ ฯ
๕๗๕ยสฺส ยตฺถ ฆานินฺทฺริยํ อุปฺปชฺชติ ตสฺส ตตฺถ มนินฺทฺริยํ อุปฺปชฺชตีติ: อามนฺตา ฯ ยสฺส วา ปน ยตฺถ มนินฺทฺริยํ อุปฺปชฺชติ ตสฺส ตตฺถ ฆานินฺทฺริยํ อุปฺปชฺชตีติ: สจิตฺตกานํ อฆานกานํ อุปปชฺชนฺตานํ เตสํ ตตฺถ มนินฺทฺริยํ อุปฺปชฺชติ โน จ เตสํ ตตฺถ ฆานินฺทฺริยํ อุปฺปชฺชติ สฆานกานํ อุปปชฺชนฺตานํ เตสํ ตตฺถ มนินฺทฺริยญฺจ อุปฺปชฺชติ ฆานินฺทฺริยญฺจ อุปฺปชฺชติ ฯ
๕๗๖ยสฺส ยตฺถ อิตฺถินฺทฺริยํ อุปฺปชฺชติ ตสฺส ตตฺถ ปุริสินฺทฺริยํ อุปฺปชฺชตีติ: โน ฯ ยสฺส วา ปน ยตฺถ ปุริสินฺทฺริยํ อุปฺปชฺชติ ตสฺส ตตฺถ อิตฺถินฺทฺริยํ อุปฺปชฺชตีติ: โน ฯ
๕๗๗ยสฺส ยตฺถ อิตฺถินฺทฺริยํ อุปฺปชฺชติ ตสฺส ตตฺถ ชีวิตินฺทฺริยํ อุปฺปชฺชตีติ: อามนฺตา ฯ ยสฺส วา ปน ยตฺถ ชีวิตินฺทฺริยํ อุปฺปชฺชติ ตสฺส ตตฺถ อิตฺถินฺทฺริยํ อุปฺปชฺชตีติ: นอิตฺถีนํ อุปปชฺชนฺตานํ เตสํ ตตฺถ ชีวิตินฺทฺริยํ อุปฺปชฺชติ โน จ เตสํ ตตฺถ อิตฺถินฺทฺริยํ อุปฺปชฺชติ อิตฺถีนํ อุปปชฺชนฺตีนํ ตาสํ ตตฺถ ชีวิตินฺทฺริยญฺจ อุปฺปชฺชติ อิตฺถินฺทฺริยญฺจ อุปฺปชฺชติ ฯ
๕๗๘ยสฺส ยตฺถ อิตฺถินฺทฺริยํ อุปฺปชฺชติ ตสฺส ตตฺถ โสมนสฺสินฺทฺริยํ อุปฺปชฺชตีติ: อิตฺถีนํ วินา โสมนสฺเสน อุปปชฺชนฺตีนํ ตาสํ ตตฺถ อิตฺถินฺทฺริยํ อุปฺปชฺชติ โน จ ตาสํ ตตฺถ โสมนสฺสินฺทฺริยํ อุปฺปชฺชติ อิตฺถีนํ โสมนสฺเสน อุปปชฺชนฺตีนํ ตาสํ ตตฺถ อิตฺถินฺทฺริยญฺจ อุปฺปชฺชติ โสมนสฺสินฺทฺริยญฺจ อุปฺปชฺชติ ฯ ยสฺส วา ปน ยตฺถ โสมนสฺสินฺทฺริยํ อุปฺปชฺชติ ตสฺส ตตฺถ อิตฺถินฺทฺริยํ อุปฺปชฺชตีติ: โสมนสฺเสน นอิตฺถีนํ อุปปชฺชนฺตานํ เตสํ ตตฺถ โสมนสฺสินฺทฺริยํ อุปฺปชฺชติ โน จ เตสํ ตตฺถ อิตฺถินฺทฺริยํ อุปฺปชฺชติ โสมนสฺเสน อิตฺถีนํ อุปปชฺชนฺตีนํ ตาสํ ตตฺถ โสมนสฺสินฺทฺริยญฺจ อุปฺปชฺชติ อิตฺถินฺทฺริยญฺจ อุปฺปชฺชติ ฯ
๕๗๙ยสฺส ยตฺถ อิตฺถินฺทฺริยํ อุปฺปชฺชติ ตสฺส ตตฺถ อุเปกฺขินฺทฺริยํ อุปฺปชฺชตีติ: อิตฺถีนํ วินา อุเปกฺขาย อุปปชฺชนฺตีนํ ตาสํ ตตฺถ อิตฺถินฺทฺริยํ อุปฺปชฺชติ โน จ ตาสํ ตตฺถ อุเปกฺขินฺทฺริยํ อุปฺปชฺชติ อิตฺถีนํ อุเปกฺขาย อุปปชฺชนฺตีนํ ตาสํ ตตฺถ อิตฺถินฺทฺริยญฺจ อุปฺปชฺชติ อุเปกฺขินฺทฺริยญฺจ อุปฺปชฺชติ ฯ ยสฺส วา ปน ยตฺถ อุเปกฺขินฺทฺริยํ อุปฺปชฺชติ ตสฺส ตตฺถ อิตฺถินฺทฺริยํ อุปฺปชฺชตีติ: อุเปกฺขาย นอิตฺถีนํ อุปปชฺชนฺตานํ เตสํ ตตฺถ อุเปกฺขินฺทฺริยํ อุปฺปชฺชติ โน จ เตสํ ตตฺถ อิตฺถินฺทฺริยํ อุปฺปชฺชติ อุเปกฺขาย อิตฺถีนํ อุปปชฺชนฺตีนํ ตาสํ ตตฺถ อุเปกฺขินฺทฺริยญฺจ อุปฺปชฺชติ อิตฺถินฺทฺริยญฺจ อุปฺปชฺชติ ฯ
๕๘๐ยสฺส ยตฺถ อตฺถินฺทฺริยํ อุปฺปชฺชติ ตสฺส ตตฺถ สทฺธินฺทฺริยํ อุปฺปชฺชตีติ: อิตฺถีนํ อเหตุกานํ อุปปชฺชนฺตีนํ ตาสํ ตตฺถ อิตฺถินฺทฺริยํ อุปฺปชฺชติ โน จ ตาสํ ตตฺถ สทฺธินฺทฺริยํ อุปฺปชฺชติ อิตฺถีนํ สเหตุกานํ อุปปชฺชนฺตีนํ ตาสํ ตตฺถ อิตฺถินฺทฺริยญฺจ อุปฺปชฺชติ สทฺธินฺทฺริยญฺจ อุปฺปชฺชติ ฯ ยสฺส วา ปน ยตฺถ สทฺธินฺทฺริยํ อุปฺปชฺชติ ตสฺส ตตฺถ อิตฺถินฺทฺริยํ อุปฺปชฺชตีติ: สเหตุกานํ นอิตฺถีนํ อุปปชฺชนฺตานํ เตสํ ตตฺถ สทฺธินฺทฺริยํ อุปฺปชฺชติ โน จ เตสํ ตตฺถ อิตฺถินฺทฺริยํ อุปฺปชฺชติ สเหตุกานํ อตฺถีนํ อุปปชฺชนฺตีนํ ตาสํ ตตฺถ สทฺธินฺทฺริยญฺจ อุปฺปชฺชติ อิตฺถินฺทฺริยญฺจ อุปฺปชฺชติ ฯ
๕๘๑ยสฺส ยตฺถ อิตฺถินฺทฺริยํ อุปฺปชฺชติ ตสฺส ตตฺถ ปญฺญินฺทฺริยํ อุปฺปชฺชตีติ: อิตฺถีนํ ญาณวิปฺปยุตฺตานํ อุปปชฺชนฺตีนํ ตาสํ ตตฺถ อิตฺถินฺทฺริยํ อุปฺปชฺชติ โน จ ตาสํ ตตฺถ ปญฺญินฺทฺริยํ อุปฺปชฺชติ อิตฺถีนํ ญาณสมฺปยุตฺตานํ อุปปชฺชนฺตีนํ ตาสํ ตตฺถ อิตฺถินฺทฺริยญฺจ อุปฺปชฺชติ ปญฺญินฺทฺริยญฺจ อุปฺปชฺชติ ฯ ยสฺส วา ปน ยตฺถ ปญฺญินฺทฺริยํ อุปฺปชฺชติ ตสฺส ตตฺถ อิตฺถินฺทฺริยํ อุปฺปชฺชตีติ: ญาณสมฺปยุตฺตานํ นอิตฺถีนํ อุปปชฺชนฺตานํ เตสํ ตตฺถ ปญฺญินฺทฺริยํ อุปฺปชฺชติ โน จ เตสํ ตตฺถ อิตฺถินฺทฺริยํ อุปฺปชฺชติ ญาณสมฺปยุตฺตานํ อิตฺถีนํ อุปปชฺชนฺตีนํ ตาสํ ตตฺถ ปญฺญินฺทฺริยญฺจ อุปฺปชฺชติ อิตฺถินฺทฺริยญฺจ อุปฺปชฺชติ ฯ
๕๘๒ยสฺส ยตฺถ อิตฺถินฺทฺริยํ อุปฺปชฺชติ ตสฺส ตตฺถ มนินฺทฺริยํ อุปฺปชฺชตีติ: อามนฺตา ฯ ยสฺส วา ปน ยตฺถ มนินฺทฺริยํ อุปฺปชฺชติ ตสฺส ตตฺถ อิตฺถินฺทฺริยํ อุปฺปชฺชตีติ: สจิตฺตกานํ นอิตฺถีนํ อุปปชฺชนฺตานํ เตสํ ตตฺถ มนินฺทฺริยํ อุปฺปชฺชติ โน จ เตสํ ตตฺถ อิตฺถินฺทฺริยํ อุปฺปชฺชติ อิตฺถีนํ อุปปชฺชนฺตีนํ ตาสํ ตตฺถ มนินฺทฺริยญฺจ อุปฺปชฺชติ อิตฺถินฺทฺริยญฺจ อุปฺปชฺชติ ฯ
๕๘๓ยสฺส ยตฺถ ปุริสินฺทฺริยํ อุปฺปชฺชติ ตสฺส ตตฺถ ชีวิตินฺทฺริยํ อุปฺปชฺชตีติ: อามนฺตา ฯ ยสฺส วา ปน ยตฺถ ชีวิตินฺทฺริยํ อุปฺปชฺชติ ตสฺส ตตฺถ ปุริสินฺทฺริยํ อุปฺปชฺชตีติ: นปุริสานํ อุปปชฺชนฺตานํ เตสํ ตตฺถ ชีวิตินฺทฺริยํ อุปฺปชฺชติ โน จ เตสํ ตตฺถ ปุริสินฺทฺริยํ อุปฺปชฺชติ ปุริสานํ อุปปชฺชนฺตานํ เตสํ ตตฺถ ชีวิตินฺทฺริยญฺจ อุปฺปชฺชติ ปุริสินฺทฺริยญฺจ อุปฺปชฺชติ ฯ
๕๘๔ยสฺส ยตฺถ ปุริสินฺทฺริยํ อุปฺปชฺชติ ตสฺส ตตฺถ โสมนสฺสินฺทฺริยํ อุปฺปชฺชตีติ: ปุริสานํ วินา โสมนสฺเสน อุปปชฺชนฺตานํ เตสํ ตตฺถ ปุริสินฺทฺริยํ อุปฺปชฺชติ โน จ เตสํ ตตฺถ โสมนสฺสินฺทฺริยํ อุปฺปชฺชติ ปุริสานํ โสมนสฺเสน อุปปชฺชนฺตานํ เตสํ ตตฺถ ปุริสินฺทฺริยญฺจ อุปฺปชฺชติ โสมนสฺสินฺทฺริยญฺจ อุปฺปชฺชติ ฯ ยสฺส วา ปน ยตฺถ โสมนสฺสินฺทฺริยํ อุปฺปชฺชติ ตสฺส ตตฺถ ปุริสินฺทฺริยํ อุปฺปชฺชตีติ: โสมนสฺเสน นปุริสานํ อุปปชฺชนฺตานํ เตสํ ตตฺถ โสมนสฺสินฺทฺริยํ อุปฺปชฺชติ โน จ เตสํ ตตฺถ ปุริสินฺทฺริยํ อุปฺปชฺชติ โสมนสฺเสน ปุริสานํ อุปปชฺชนฺตานํ เตสํ ตตฺถ โสมนสฺสินฺทฺริยญฺจ อุปฺปชฺชติ ปุริสินฺทฺริยญฺจ อุปฺปชฺชติ ฯ
๕๘๕ยสฺส ยตฺถ ปุริสินฺทฺริยํ อุปฺปชฺชติ ตสฺส ตตฺถ อุเปกฺขินฺทฺริยํ อุปฺปชฺชตีติ: ปุริสานํ วินา อุเปกฺขาย อุปปชฺชนฺตานํ เตสํ ตตฺถ ปุริสินฺทฺริยํ อุปฺปชฺชติ โน จ เตสํ ตตฺถ อุเปกฺขินฺทฺริยํ อุปฺปชฺชติ ปุริสานํ อุเปกฺขาย อุปปชฺชนฺตานํ เตสํ ตตฺถ ปุริสินฺทฺริยญฺจ อุปฺปชฺชติ อุเปกฺขินฺทฺริยญฺจ อุปฺปชฺชติ ฯ ยสฺส วา ปน ยตฺถ อุเปกฺขินฺทฺริยํ อุปฺปชฺชติ ตสฺส ตตฺถ ปุริสินฺทฺริยํ อุปฺปชฺชตีติ: อุเปกฺขาย นปุริสานํ อุปปชฺชนฺตานํ เตสํ ตตฺถ อุเปกฺขินฺทฺริยํ อุปฺปชฺชติ โน จ เตสํ ตตฺถ ปุริสินฺทฺริยํ อุปฺปชฺชติ อุเปกฺขาย ปุริสานํ อุปปชฺชนฺตานํ เตสํ ตตฺถ อุเปกฺขินฺทฺริยญฺจ อุปฺปชฺชติ ปุริสินฺทฺริยญฺจ อุปฺปชฺชติ ฯ
๕๘๖ยสฺส ยตฺถ ปุริสินฺทฺริยํ อุปฺปชฺชติ ตสฺส ตตฺถ สทฺธินฺทฺริยํ อุปฺปชฺชตีติ: ปุริสานํ อเหตุกานํ อุปปชฺชนฺตานํ เตสํ ตตฺถ ปุริสินฺทฺริยํ อุปฺปชฺชติ โน จ เตสํ ตตฺถ สทฺธินฺทฺริยํ อุปฺปชฺชติ ปุริสานํ สเหตุกานํ อุปปชฺชนฺตานํ เตสํ ตตฺถ ปุริสินฺทฺริยญฺจ อุปฺปชฺชติ สทฺธินฺทฺริยญฺจ อุปฺปชฺชติ ฯ ยสฺส วา ปน ยตฺถ สทฺธินฺทฺริยํ อุปฺปชฺชติ ตสฺส ตตฺถ ปุริสินฺทฺริยํ อุปฺปชฺชตีติ: สเหตุกานํ นปุริสานํ อุปปชฺชนฺตานํ เตสํ ตตฺถ สทฺธินฺทฺริยํ อุปฺปชฺชติ โน จ เตสํ ตตฺถ ปุริสินฺทฺริยํ อุปฺปชฺชติ สเหตุกานํ ปุริสานํ อุปปชฺชนฺตานํ เตสํ ตตฺถ สทฺธินฺทฺริยญฺจ อุปฺปชฺชติ ปุริสินฺทฺริยญฺจ อุปฺปชฺชติ ฯ
๕๘๗ยสฺส ยตฺถ ปุริสินฺทฺริยํ อุปฺปชฺชติ ตสฺส ตตฺถ ปญฺญินฺทฺริยํ อุปฺปชฺชตีติ: ปุริสานํ ญาณวิปฺปยุตฺตานํ อุปปชฺชนฺตานํ เตสํ ตตฺถ ปุริสินฺทฺริยํ อุปฺปชฺชติ โน จ เตสํ ตตฺถ ปญฺญินฺทฺริยํ อุปฺปชฺชติ ปุริสานํ ญาณสมฺปยุตฺตานํ อุปปชฺชนฺตานํ เตสํ ตตฺถ ปุริสินฺทฺริยญฺจ อุปฺปชฺชติ ปญฺญินฺทฺริยญฺจ อุปฺปชฺชติ ฯ ยสฺส วา ปน ยตฺถ ปญฺญินฺทฺริยํ อุปฺปชฺชติ ตสฺส ตตฺถ ปุริสินฺทฺริยํ อุปฺปชฺชตีติ: ญาณสมฺปยุตฺตานํ นปุริสานํ อุปปชฺชนฺตานํ เตสํ ตตฺถ ปญฺญินฺทฺริยํ อุปฺปชฺชติ โน จ เตสํ ตตฺถ ปุริสินฺทฺริยํ อุปฺปชฺชติ ญาณสมฺปยุตฺตานํ ปุริสานํ อุปปชฺชนฺตานํ เตสํ ตตฺถ ปญฺญินฺทฺริยญฺจ อุปฺปชฺชติ ปุริสินฺทฺริยญฺจ อุปฺปชฺชติ ฯ
๕๘๘ยสฺส ยตฺถ ปุริสินฺทฺริยํ อุปฺปชฺชติ ตสฺส ตตฺถ มนินฺทฺริยํ อุปฺปชฺชตีติ: อามนฺตา ฯ ยสฺส วา ปน ยตฺถ มนินฺทฺริยํ อุปฺปชฺชติ ตสฺส ตตฺถ ปุริสินฺทฺริยํ อุปฺปชฺชตีติ: สจิตฺตกานํ นปุริสานํ อุปปชฺชนฺตานํ เตสํ ตตฺถ มนินฺทฺริยํ อุปฺปชฺชติ โน จ เตสํ ตตฺถ ปุริสินฺทฺริยํ อุปฺปชฺชติ ปุริสานํ อุปปชฺชนฺตานํ เตสํ ตตฺถ มนินฺทฺริยญฺจ อุปฺปชฺชติ ปุริสินฺทฺริยญฺจ อุปฺปชฺชติ ฯ
๕๘๙ยสฺส ยตฺถ ชีวิตินฺทฺริยํ อุปฺปชฺชติ ตสฺส ตตฺถ โสมนสฺสินฺทฺริยํ อุปฺปชฺชตีติ: วินา โสมนสฺเสน อุปปชฺชนฺตานํ ปวตฺเต โสมนสฺสวิปฺปยุตฺตจิตฺตสฺส อุปฺปาทกฺขเณ เตสํ ตตฺถ ชีวิตินฺทฺริยํ อุปฺปชฺชติ โน จ เตสํ ตตฺถ โสมนสฺสินฺทฺริยํ อุปฺปชฺชติ โสมนสฺเสน อุปปชฺชนฺตานํ ปวตฺเต โสมนสฺสสมฺปยุตฺตจิตฺตสฺส อุปฺปาทกฺขเณ เตสํ ตตฺถ ชีวิตินฺทฺริยญฺจ อุปฺปชฺชติ โสมนสฺสินฺทฺริยญฺจ อุปฺปชฺชติ ฯ ยสฺส วา ปน ยตฺถ โสมนสฺสินฺทฺริยํ อุปฺปชฺชติ ตสฺส ตตฺถ ชีวิตินฺทฺริยํ อุปฺปชฺชตีติ: อามนฺตา ฯ
๕๙๐ยสฺส ยตฺถ ชีวิตินฺทฺริยํ อุปฺปชฺชติ ตสฺส ตตฺถ อุเปกฺขินฺทฺริยํ อุปฺปชฺชตีติ: วินา อุเปกฺขาย อุปปชฺชนฺตานํ ปวตฺเต อุเปกฺขาวิปฺปยุตฺตจิตฺตสฺส อุปฺปาทกฺขเณ เตสํ ตตฺถ ชีวิตินฺทฺริยํ อุปฺปชฺชติ โน จ เตสํ ตตฺถ อุเปกฺขินฺทฺริยํ อุปฺปชฺชติ อุเปกฺขาย อุปปชฺชนฺตานํ ปวตฺเต อุเปกฺขาสมฺปยุตฺตจิตฺตสฺส อุปฺปาทกฺขเณ เตสํ ตตฺถ ชีวิตินฺทฺริยญฺจ อุปฺปชฺชติ อุเปกฺขินฺทฺริยญฺจ อุปฺปชฺชติ ฯ ยสฺส วา ปน ยตฺถ อุเปกฺขินฺทฺริยํ อุปฺปชฺชติ ตสฺส ตตฺถ ชีวิตินฺทฺริยํ อุปฺปชฺชตีติ: อามนฺตา ฯ
๕๙๑ยสฺส ยตฺถ ชีวิตินฺทฺริยํ อุปฺปชฺชติ ตสฺส ตตฺถ สทฺธินฺทฺริยํ อุปฺปชฺชตีติ: อเหตุกานํ อุปปชฺชนฺตานํ ปวตฺเต สทฺธาวิปฺปยุตฺตจิตฺตสฺส อุปฺปาทกฺขเณ เตสํ ตตฺถ ชีวิตินฺทฺริยํ อุปฺปชฺชติ โน จ เตสํ ตตฺถ สทฺธินฺทฺริยํ อุปฺปชฺชติ สเหตุกานํ อุปปชฺชนฺตานํ ปวตฺเต สทฺธาสมฺปยุตฺตจิตฺตสฺส อุปฺปาทกฺขเณ เตสํ ตตฺถ ชีวิตินฺทฺริยญฺจ อุปฺปชฺชติ สทฺธินฺทฺริยญฺจ อุปฺปชฺชติ ฯ ยสฺส วา ปน ยตฺถ สทฺธินฺทฺริยํ อุปฺปชฺชติ ตสฺส ตตฺถ ชีวิตินฺทฺริยํ อุปฺปชฺชตีติ: อามนฺตา ฯ
๕๙๒ยสฺส ยตฺถ ชีวิตินฺทฺริยํ อุปฺปชฺชติ ตสฺส ตตฺถ ปญฺญินฺทฺริยํ อุปฺปชฺชตีติ: ญาณวิปฺปยุตฺตานํ อุปปชฺชนฺตานํ ปวตฺเต ญาณวิปฺปยุตฺตจิตฺตสฺส อุปฺปาทกฺขเณ เตสํ ตตฺถ ชีวิตินฺทฺริยํ อุปฺปชฺชติ โน จ เตสํ ตตฺถ ปญฺญินฺทฺริยํ อุปฺปชฺชติ ญาณสมฺปยุตฺตานํ อุปปชฺชนฺตานํ ปวตฺเต ญาณสมฺปยุตฺตจิตฺตสฺส อุปฺปาทกฺขเณ เตสํ ตตฺถ ชีวิตินฺทฺริยญฺจ อุปฺปชฺชติ ปญฺญินฺทฺริยญฺจ อุปฺปชฺชติ ฯ ยสฺส วา ปน ยตฺถ ปญฺญินฺทฺริยํ อุปฺปชฺชติ ตสฺส ตตฺถ ชีวิตินฺทฺริยํ อุปฺปชฺชตีติ: อามนฺตา ฯ
๕๙๓ยสฺส ยตฺถ ชีวิตินฺทฺริยํ อุปฺปชฺชติ ตสฺส ตตฺถ มนินฺทฺริยํ อุปฺปชฺชตีติ: อจิตฺตกานํ อุปปชฺชนฺตานํ เตสํ ตตฺถ ชีวิตินฺทฺริยํ อุปฺปชฺชติ โน จ เตสํ ตตฺถ มนินฺทฺริยํ อุปฺปชฺชติ สจิตฺตกานํ อุปปชฺชนฺตานํ ปวตฺเต จิตฺตสฺส อุปฺปาทกฺขเณ เตสํ ตตฺถ ชีวิตินฺทฺริยญฺจ อุปฺปชฺชติ มนินฺทฺริยญฺจ อุปฺปชฺชติ ฯ ยสฺส วา ปน ยตฺถ มนินฺทฺริยํ อุปฺปชฺชติ ตสฺส ตตฺถ ชีวิตินฺทฺริยํ อุปฺปชฺชตีติ: อามนฺตา ฯ
๕๙๔ยสฺส ยตฺถ โสมนสฺสินฺทฺริยํ อุปฺปชฺชติ ตสฺส ตตฺถ อุเปกฺขินฺทฺริยํ อุปฺปชฺชตีติ: โน ฯ ยสฺส วา ปน ยตฺถ อุเปกฺขินฺทฺริยํ อุปฺปชฺชติ ตสฺส ตตฺถ โสมนสฺสินฺทฺริยํ อุปฺปชฺชตีติ: โน ฯ
๕๙๕ยสฺส ยตฺถ โสมนสฺสินฺทฺริยํ อุปฺปชฺชติ ตสฺส ตตฺถ สทฺธินฺทฺริยํ อุปฺปชฺชตีติ: ปวตฺเต โสมนสฺสสมฺปยุตฺตสทฺธา- วิปฺปยุตฺตจิตฺตสฺส อุปฺปาทกฺขเณ เตสํ ตตฺถ โสมนสฺสินฺทฺริยํ อุปฺปชฺชติ โน จ เตสํ ตตฺถ สทฺธินฺทฺริยํ อุปฺปชฺชติ โสมนสฺเสน อุปปชฺชนฺตานํ ปวตฺเต โสมนสฺสสมฺปยุตฺตสทฺธาสมฺปยุตฺตจิตฺตสฺส อุปฺปาทกฺขเณ เตสํ ตตฺถ โสมนสฺสินฺทฺริยญฺจ อุปฺปชฺชติ สทฺธินฺทฺริยญฺจ อุปฺปชฺชติ ฯ {๕๙๕.๑} ยสฺส วา ปน ยตฺถ สทฺธินฺทฺริยํ อุปฺปชฺชติ ตสฺส ตตฺถ โสมนสฺสินฺทฺริยํ อุปฺปชฺชตีติ: สเหตุกานํ วินา โสมนสฺเสน อุปปชฺชนฺตานํ ปวตฺเต สทฺธาสมฺปยุตฺตโสมนสฺสวิปฺปยุตฺตจิตฺตสฺส อุปฺปาทกฺขเณ เตสํ ตตฺถ สทฺธินฺทฺริยํ อุปฺปชฺชติ โน จ เตสํ ตตฺถ โสมนสฺสินฺทฺริยํ อุปฺปชฺชติ โสมนสฺเสน อุปปชฺชนฺตานํ ปวตฺเต สทฺธาสมฺปยุตฺตโสมนสฺสสมฺปยุตฺตจิตฺตสฺส อุปฺปาทกฺขเณ เตสํ ตตฺถ สทฺธินฺทฺริยญฺจ อุปฺปชฺชติ โสมนสฺสินฺทฺริยญฺจ อุปฺปชฺชติ ฯ
๕๙๖ยสฺส ยตฺถ โสมนสฺสินฺทฺริยํ อุปฺปชฺชติ ตสฺส ตตฺถ ปญฺญินฺทฺริยํ อุปฺปชฺชตีติ: โสมนสฺเสน ญาณวิปฺปยุตฺตานํ อุปปชฺชนฺตานํ ปวตฺเต โสมนสฺสสมฺปยุตฺตญาณวิปฺปยุตฺตจิตฺตสฺส อุปฺปาทกฺขเณ เตสํ ตตฺถ โสมนสฺสินฺทฺริยํ อุปฺปชฺชติ โน จ เตสํ ตตฺถ ปญฺญินฺทฺริยํ อุปฺปชฺชติ โสมนสฺเสน ญาณสมฺปยุตฺตานํ อุปปชฺชนฺตานํ ปวตฺเต โสมนสฺสสมฺปยุตฺตญาณสมฺปยุตฺตจิตฺตสฺส อุปฺปาทกฺขเณ เตสํ ตตฺถ โสมนสฺสินฺทฺริยญฺจ อุปฺปชฺชติ ปญฺญินฺทฺริยญฺจ อุปฺปชฺชติ ฯ {๕๙๖.๑} ยสฺส วา ปน ยตฺถ ปญฺญินฺทฺริยํ อุปฺปชฺชติ ตสฺส ตตฺถ โสนสฺสินฺทฺริยํ อุปฺปชฺชตีติ: ญาณสมฺปยุตฺตานํ วินา โสมนสฺเสน อุปปชฺชนฺตานํ ปวตฺเต ญาณสมฺปยุตฺตโสมนสฺสวิปฺปยุตฺตจิตฺตสฺส อุปฺปาทกฺขเณ เตสํ ตตฺถ ปญฺญินฺทฺริยํ อุปฺปชฺชติ โน จ เตสํ ตตฺถ โสมนสฺสินฺทฺริยํ อุปฺปชฺชติ ญาณสมฺปยุตฺตานํ โสมนสฺเสน อุปปชฺชนฺตานํ ปวตฺเต ญาณสมฺปยุตฺตโสมนสฺสสมฺปยุตฺตจิตฺตสฺส อุปฺปาทกฺขเณ เตสํ ตตฺถ ปญฺญินฺทฺริยญฺจ อุปฺปชฺชติ โสมนสฺสินฺทฺริยญฺจ อุปฺปชฺชติ ฯ
๕๙๗ยสฺส ยตฺถ โสมนสฺสินฺทฺริยํ อุปฺปชฺชติ ตสฺส ตตฺถ มนินฺทฺริยํ อุปฺปชฺชตีติ: อามนฺตา ฯ ยสฺส วา ปน ยตฺถ มนินฺทฺริยํ อุปฺปชฺชติ ตสฺส ตตฺถ โสมนสฺสินฺทฺริยํ อุปฺปชฺชตีติ: สจิตฺตกานํ วินา โสมนสฺเสน อุปปชฺชนฺตานํ ปวตฺเต โสมนสฺสวิปฺปยุตฺตจิตฺตสฺส อุปฺปาทกฺขเณ เตสํ ตตฺถ มนินฺทฺริยํ อุปฺปชฺชติ โน จ เตสํ ตตฺถ โสมนสฺสินฺทฺริยํ อุปฺปชฺชติ โสมนสฺเสน อุปปชฺชนฺตานํ ปวตฺเต โสมนสฺสสมฺปยุตฺตจิตฺตสฺส อุปฺปาทกฺขเณ เตสํ ตตฺถ มนินฺทฺริยญฺจ อุปฺปชฺชติ โสมนสฺสินฺทฺริยญฺจ อุปฺปชฺชติ ฯ
๕๙๘ยสฺส ยตฺถ อุเปกฺขินฺทฺริยํ อุปฺปชฺชติ ตสฺส ตตฺถ สทฺธินฺทฺริยํ อุปฺปชฺชตีติ: อุเปกฺขาย อเหตุกานํ อุปปชฺชนฺตานํ ปวตฺเต อุเปกฺขาสมฺปยุตฺตสทฺธาวิปฺปยุตฺตจิตฺตสฺส อุปฺปาทกฺขเณ เตสํ ตตฺถ อุเปกฺขินฺทฺริยํ อุปฺปชฺชติ โน จ เตสํ ตตฺถ สทฺธินฺทฺริยํ อุปฺปชฺชติ อุเปกฺขาย สเหตุกานํ อุปปชฺชนฺตานํ ปวตฺเต อุเปกฺขา- สมฺปยุตฺตสทฺธาสมฺปยุตฺตจิตฺตสฺส อุปฺปาทกฺขเณ เตสํ ตตฺถ อุเปกฺขินฺทฺริยญฺจ อุปฺปชฺชติ สทฺธินฺทฺริยญฺจ อุปฺปชฺชติ ฯ {๕๙๘.๑} ยสฺส วา ปน ยตฺถ สทฺธินฺทฺริยํ อุปฺปชฺชติ ตสฺส ตตฺถ อุเปกฺขินฺทฺริยํ อุปฺปชฺชตีติ: สเหตุกานํ วินา อุเปกฺขาย อุปปชฺชนฺตานํ ปวตฺเต สทฺธาสมฺปยุตฺตอุเปกฺขาวิปฺปยุตฺตจิตฺตสฺส อุปฺปาทกฺขเณ เตสํ ตตฺถ สทฺธินฺทฺริยํ อุปฺปชฺชติ โน จ เตสํ ตตฺถ อุเปกฺขินฺทฺริยํ อุปฺปชฺชติ สเหตุกานํ อุเปกฺขาย อุปปชฺชนฺตานํ ปวตฺเต สทฺธาสมฺปยุตฺตอุเปกฺขาสมฺปยุตฺตจิตฺตสฺส อุปฺปาทกฺขเณ เตสํ ตตฺถ สทฺธินฺทฺริยญฺจ อุปฺปชฺชติ อุเปกฺขินฺทฺริยญฺจ อุปฺปชฺชติ ฯ
๕๙๙ยสฺส ยตฺถ อุเปกฺขินฺทฺริยํ อุปฺปชฺชติ ตสฺส ตตฺถ ปญฺญินฺทฺริยํ อุปฺปชฺชตีติ: อุเปกฺขาย ญาณวิปฺปยุตฺตานํ อุปปชฺชนฺตานํ ปวตฺเต อุเปกฺขาสมฺปยุตฺตญาณวิปฺปยุตฺตจิตฺตสฺส อุปฺปาทกฺขเณ เตสํ ตตฺถ อุเปกฺขินฺทฺริยํ อุปฺปชฺชติ โน จ เตสํ ตตฺถ ปญฺญินฺทฺริยํ อุปฺปชฺชติ อุเปกฺขาย ญาณสมฺปยุตฺตานํ อุปปชฺชนฺตานํ ปวตฺเต อุเปกฺขาสมฺปยุตฺตญาณสมฺปยุตฺตจิตฺตสฺส อุปฺปาทกฺขเณ เตสํ ตตฺถ อุเปกฺขินฺทฺริยญฺจ อุปฺปชฺชติ ปญฺญินฺทฺริยญฺจ อุปฺปชฺชติ ฯ {๕๙๙.๑} ยสฺส วา ปน ยตฺถ ปญฺญินฺทฺริยํ อุปฺปชฺชติ ตสฺส ตตฺถ อุเปกฺขินฺทฺริยํ อุปฺปชฺชตีติ: ญาณสมฺปยุตฺตานํ วินา อุเปกฺขาย อุปปชฺชนฺตานํ ปวตฺเต ญาณสมฺปยุตฺตอุเปกฺขาวิปฺปยุตฺตจิตฺตสฺส อุปฺปาทกฺขเณ เตสํ ตตฺถ ปญฺญินฺทฺริยํ อุปฺปชฺชติ โน จ เตสํ ตตฺถ อุเปกฺขินฺทฺริยํ อุปฺปชฺชติ ญาณสมฺปยุตฺตานํ อุเปกฺขาย อุปปชฺชนฺตานํ ปวตฺเต ญาณสมฺปยุตฺตอุเปกฺขาสมฺปยุตฺตจิตฺตสฺส อุปฺปาทกฺขเณ เตสํ ตตฺถ ปญฺญินฺทฺริยญฺจ อุปฺปชฺชติ อุเปกฺขินฺทฺริยญฺจ อุปฺปชฺชติ ฯ
๖๐๐ยสฺส ยตฺถ อุเปกฺขินฺทฺริยํ อุปฺปชฺชติ ตสฺส ตตฺถ มนินฺทฺริยํ อุปฺปชฺชตีติ: อามนฺตา ฯ ยสฺส วา ปน ยตฺถ มนินฺทฺริยํ อุปฺปชฺชติ ตสฺส ตตฺถ อุเปกฺขินฺทฺริยํ อุปฺปชฺชตีติ: สจิตฺตกานํ วินา อุเปกฺขาย อุปปชฺชนฺตานํ ปวตฺเต อุเปกฺขาวิปฺปยุตฺตจิตฺตสฺส อุปฺปาทกฺขเณ เตสํ ตตฺถ มนินฺทฺริยํ อุปฺปชฺชติ โน จ เตสํ ตตฺถ อุเปกฺขินฺทฺริยํ อุปฺปชฺชติ อุเปกฺขาย อุปปชฺชนฺตานํ ปวตฺเต อุเปกฺขาสมฺปยุตฺตจิตฺตสฺส อุปฺปาทกฺขเณ เตสํ ตตฺถ มนินฺทฺริยญฺจ อุปฺปชฺชติ อุเปกฺขินฺทฺริยญฺจ อุปฺปชฺชติ ฯ
๖๐๑ยสฺส ยตฺถ สทฺธินฺทฺริยํ อุปฺปชฺชติ ตสฺส ตตฺถ ปญฺญินฺทฺริยํ อุปฺปชฺชตีติ: สเหตุกานํ ญาณวิปฺปยุตฺตานํ อุปปชฺชนฺตานํ ปวตฺเต สทฺธาสมฺปยุตฺตญาณวิปฺปยุตฺตจิตฺตสฺส อุปฺปาทกฺขเณ เตสํ ตตฺถ สทฺธินฺทฺริยํ อุปฺปชฺชติ โน จ เตสํ ตตฺถ ปญฺญินฺทฺริยํ อุปฺปชฺชติ สเหตุกานํ ญาณสมฺปยุตฺตานํ อุปปชฺชนฺตานํ ปวตฺเต สทฺธาสมฺปยุตฺตญาณสมฺปยุตฺตจิตฺตสฺส อุปฺปาทกฺขเณ เตสํ ตตฺถ สทฺธินฺทฺริยญฺจ อุปฺปชฺชติ ปญฺญินฺทฺริยญฺจ อุปฺปชฺชติ ฯ ยสฺส วา ปน ยตฺถ ปญฺญินฺทฺริยํ อุปฺปชฺชติ ตสฺส ตตฺถ สทฺธินฺทฺริยํ อุปฺปชฺชตีติ: อามนฺตา ฯ
๖๐๒ยสฺส ยตฺถ สทฺธินฺทฺริยํ อุปฺปชฺชติ ตสฺส ตตฺถ มนินฺทฺริยํ อุปฺปชฺชตีติ: อามนฺตา ฯ ยสฺส วา ปน ยตฺถ มนินฺทฺริยํ อุปฺปชฺชติ ตสฺส ตตฺถ สทฺธินฺทฺริยํ อุปฺปชฺชตีติ: สจิตฺตกานํ อเหตุกานํ อุปปชฺชนฺตานํ ปวตฺเต สทฺธาวิปฺปยุตฺตจิตฺตสฺส อุปฺปาทกฺขเณ เตสํ ตตฺถ มนินฺทฺริยํ อุปฺปชฺชติ โน จ เตสํ ตตฺถ สทฺธินฺทฺริยํ อุปฺปชฺชติ สเหตุกานํ อุปปชฺชนฺตานํ ปวตฺเต สทฺธาสมฺปยุตฺตจิตฺตสฺส อุปฺปาทกฺขเณ เตสํ ตตฺถ มนินฺทฺริยญฺจ อุปฺปชฺชติ สทฺธินฺทฺริยญฺจ อุปฺปชฺชติ ฯ
๖๐๓ยสฺส ยตฺถ ปญฺญินฺทฺริยํ อุปฺปชฺชติ ตสฺส ตตฺถ มนินฺทฺริยํ อุปฺปชฺชตีติ: อามนฺตา ฯ ยสฺส วา ปน ยตฺถ มนินฺทฺริยํ อุปฺปชฺชติ ตสฺส ตตฺถ ปญฺญินฺทฺริยํ อุปฺปชฺชตีติ: สจิตฺตกานํ ญาณวิปฺปยุตฺตานํ อุปปชฺชนฺตานํ ปวตฺเต ญาณวิปฺปยุตฺตจิตฺตสฺส อุปฺปาทกฺขเณ เตสํ ตตฺถ มนินฺทฺริยํ อุปฺปชฺชติ โน จ เตสํ ตตฺถ ปญฺญินฺทฺริยํ อุปฺปชฺชติ ญาณสมฺปยุตฺตานํ อุปปชฺชนฺตานํ ปวตฺเต ญาณสมฺปยุตฺตจิตฺตสฺส อุปฺปาทกฺขเณ เตสํ ตตฺถ มนินฺทฺริยญฺจ อุปฺปชฺชติ ปญฺญินฺทฺริยญฺจ อุปฺปชฺชติ ฯ
ฉบับมหาจุฬาฯ
ชั้นตัวบทพุทธพจน์หน่วยที่ตำแหน่งเดียวกันของเล่มนี้ · เลขข้อเป็นของฉบับนี้เอง · จับคู่ตามตำแหน่ง · เล่มนี้ทั้งสองฉบับแบ่งเรื่องเท่ากัน จึงเทียบตามลำดับได้ · ชื่อเรื่องไม่ตรงกัน จึงยังไม่ได้ยืนยันว่าเป็นเรื่องเดียวกัน
เปิดหน้าของฉบับนี้ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
อนุโลมปุคคโลกาส จักขุนทรียมูลกนัย
อนุ. จักขุนทรีย์ของบุคคลใดในภูมิใดกำลังเกิด โสตินทรีย์ของ บุคคลนั้นในภูมินั้นก็กำลังเกิดใช่ไหม วิ. บุคคลผู้มีจักขุเกิดได้โสตะเกิดไม่ได้กำลังอุบัติ จักขุนทรีย์ของบุคคล เหล่านั้นในภูมินั้นกำลังเกิด แต่โสตินทรีย์ไม่ใช่กำลังเกิด บุคคลผู้มีจักขุและโสตะเกิดได้กำลังอุบัติ จักขุนทรีย์ของบุคคลเหล่านั้นในภูมินั้นกำลังเกิดและโสตินทรีย์ก็กำลังเกิด ปฏิ. โสตินทรีย์ของบุคคลใดในภูมิใดกำลังเกิด จักขุนทรีย์ของบุคคลนั้นในภูมินั้นก็กำลังเกิด
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๙ หน้า : ๒๗๔}
พระอภิธรรมปิฎก ยมก [๑๐. อินทรียยมก] ๒. ปวัตติวาร ๑. อุปปาทวาร ๑. ปัจจุปปันนวาร วิ. บุคคลผู้มีโสตะเกิดได้จักขุเกิดไม่ได้กำลังอุบัติ โสตินทรีย์ของบุคคล เหล่านั้นในภูมินั้นกำลังเกิด แต่จักขุนทรีย์ไม่ใช่กำลังเกิด บุคคลผู้มีโสตะและจักขุเกิดได้กำลังอุบัติ โสตินทรีย์ของบุคคลเหล่านั้นในภูมินั้นกำลังเกิดและจักขุนทรีย์ก็กำลังเกิด อนุ. จักขุนทรีย์ของบุคคลใดในภูมิใดกำลังเกิด ฆานินทรีย์ของบุคคลนั้นในภูมินั้นก็กำลังเกิดใช่ไหม วิ. บุคคลผู้มีจักขุเกิดได้ฆานะเกิดไม่ได้กำลังอุบัติ จักขุนทรีย์ของบุคคล เหล่านั้นในภูมินั้นกำลังเกิด แต่ฆานินทรีย์ไม่ใช่กำลังเกิด บุคคลผู้มีจักขุและฆานะเกิดได้กำลังอุบัติ จักขุนทรีย์ของบุคคลเหล่านั้นในภูมินั้นกำลังเกิดและฆานินทรีย์ก็กำลังเกิด ปฏิ. ฆานินทรีย์ของบุคคลใดในภูมิใดกำลังเกิด จักขุนทรีย์ของบุคคลนั้นในภูมินั้นก็กำลังเกิดใช่ไหม วิ. บุคคลผู้มีฆานะเกิดได้จักขุเกิดไม่ได้กำลังอุบัติ ฆานินทรีย์ของบุคคลเหล่านั้นในภูมินั้นกำลังเกิด แต่จักขุนทรีย์ไม่ใช่กำลังเกิด บุคคลผู้มีฆานะและจักขุเกิดได้กำลังอุบัติ ฆานินทรีย์ของบุคคลเหล่านั้นในภูมินั้นกำลังเกิดและจักขุนทรีย์ก็กำลังเกิด อนุ. จักขุนทรีย์ของบุคคลใดในภูมิใดกำลังเกิด อิตถินทรีย์ของบุคคลนั้นในภูมินั้นก็กำลังเกิดใช่ไหม วิ. บุคคลผู้มีจักขุเกิดได้อิตถีเกิดไม่ได้กำลังอุบัติ จักขุนทรีย์ของบุคคล เหล่านั้นในภูมินั้นกำลังเกิด แต่อิตถินทรีย์ไม่ใช่กำลังเกิด บุคคลผู้มีจักขุและอิตถีเกิดได้กำลังอุบัติ จักขุนทรีย์ของบุคคลเหล่านั้นในภูมินั้นกำลังเกิดและอิตถินทรีย์ก็กำลังเกิด ปฏิ. อิตถินทรีย์ของบุคคลใดในภูมิใดกำลังเกิด จักขุนทรีย์ของบุคคลนั้นในภูมินั้นก็กำลังเกิดใช่ไหม วิ. บุคคลผู้มีอิตถีเกิดได้จักขุเกิดไม่ได้กำลังอุบัติ อิตถินทรีย์ของบุคคล เหล่านั้นในภูมินั้นกำลังเกิด แต่จักขุนทรีย์ไม่ใช่กำลังเกิด บุคคลผู้มีอิตถีและจักขุเกิดได้กำลังอุบัติ อิตถินทรีย์ของบุคคลเหล่านั้นในภูมินั้นกำลังเกิดและจักขุนทรีย์ก็กำลังเกิด
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๙ หน้า : ๒๗๕}
พระอภิธรรมปิฎก ยมก [๑๐. อินทรียยมก] ๒. ปวัตติวาร ๑. อุปปาทวาร ๑. ปัจจุปปันนวาร อนุ. จักขุนทรีย์ของบุคคลใดในภูมิใดกำลังเกิด ปุริสินทรีย์ของบุคคลนั้นในภูมินั้นก็กำลังเกิดใช่ไหม วิ. บุคคลผู้มีจักขุเกิดได้ปุริสะเกิดไม่ได้กำลังอุบัติ จักขุนทรีย์ของบุคคล นั้นในภูมินั้นกำลังเกิด แต่ปุริสินทรีย์ไม่ใช่กำลังเกิด บุคคลผู้มีจักขุและปุริสะเกิดได้กำลังอุบัติ จักขุนทรีย์ของบุคคลเหล่านั้นในภูมินั้นกำลังเกิดและปุริสินทรีย์ก็กำลังเกิด ปฏิ. ปุริสินทรีย์ของบุคคลใดในภูมิใดกำลังเกิด จักขุนทรีย์ของบุคคลนั้นในภูมินั้นก็กำลังเกิดใช่ไหม วิ. บุคคลผู้มีปุริสะเกิดได้จักขุเกิดไม่ได้กำลังอุบัติ ปุริสินทรีย์ของบุคคล เหล่านั้นในภูมินั้นกำลังเกิด แต่จักขุนทรีย์ไม่ใช่กำลังเกิด บุคคลผู้มีปุริสะและจักขุเกิดได้กำลังอุบัติ ปุริสินทรีย์ของบุคคลเหล่านั้นในภูมินั้นกำลังเกิดและจักขุนทรีย์ก็กำลังเกิด อนุ. จักขุนทรีย์ของบุคคลใดในภูมิใดกำลังเกิด ชีวิตินทรีย์ของบุคคลนั้นในภูมินั้นก็กำลังเกิดใช่ไหม วิ. ใช่ ปฏิ. ชีวิตินทรีย์ของบุคคลใดในภูมิใดกำลังเกิด จักขุนทรีย์ของบุคคลนั้นในภูมินั้นก็กำลังเกิดใช่ไหม วิ. บุคคลผู้มีจักขุเกิดไม่ได้กำลังอุบัติ ชีวิตินทรีย์ของบุคคลเหล่านั้นในภูมิ นั้นกำลังเกิด แต่จักขุนทรีย์ไม่ใช่กำลังเกิด บุคคลผู้มีจักขุเกิดได้กำลังอุบัติ ชีวิตินทรีย์ของบุคคลเหล่านั้นในภูมินั้นกำลังเกิดและจักขุนทรีย์ก็กำลังเกิด อนุ. จักขุนทรีย์ของบุคคลใดในภูมิใดกำลังเกิด โสมนัสสินทรีย์ของบุคคล นั้นในภูมินั้นก็กำลังเกิดใช่ไหม วิ. บุคคลผู้มีจักขุเกิดได้แต่มีจิตปราศจากโสมนัสกำลังอุบัติ จักขุนทรีย์ของบุคคลเหล่านั้นในภูมินั้นกำลังเกิด แต่โสมนัสสินทรีย์ไม่ใช่กำลังเกิด บุคคลผู้มีจักขุเกิดได้และมีจิตเป็นโสมนัสกำลังอุบัติ จักขุนทรีย์ของบุคคลเหล่านั้นในภูมินั้นกำลังเกิดและโสมนัสสินทรีย์ก็กำลังเกิด
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๙ หน้า : ๒๗๖}
พระอภิธรรมปิฎก ยมก [๑๐. อินทรียยมก] ๒. ปวัตติวาร ๑. อุปปาทวาร ๑. ปัจจุปปันนวาร ปฏิ. โสมนัสสินทรีย์ของบุคคลใดในภูมิใดกำลังเกิด จักขุนทรีย์ของบุคคลนั้นในภูมินั้นก็กำลังเกิดใช่ไหม วิ. ใช่ อนุ. จักขุนทรีย์ของบุคคลใดในภูมิใดกำลังเกิด อุเปกขินทรีย์ของบุคคลนั้นในภูมินั้นก็กำลังเกิดใช่ไหม วิ. บุคคลผู้มีจักขุเกิดได้แต่มีจิตปราศจากอุเบกขากำลังอุบัติ จักขุนทรีย์ ของบุคคลเหล่านั้นในภูมินั้นกำลังเกิด แต่อุเปกขินทรีย์ไม่ใช่กำลังเกิด บุคคลผู้มีจักขุเกิดได้และมีจิตเป็นอุเบกขากำลังอุบัติ จักขุนทรีย์ของบุคคลเหล่านั้นในภูมินั้นกำลังเกิดและอุเปกขินทรีย์ก็กำลังเกิด ปฏิ. อุเปกขินทรีย์ของบุคคลใดในภูมิใดกำลังเกิด จักขุนทรีย์ของบุคคลนั้นในภูมินั้นก็กำลังเกิดใช่ไหม วิ. บุคคลผู้มีจิตเป็นอุเบกขาและมีจักขุเกิดไม่ได้กำลังอุบัติ อุเปกขินทรีย์ ของบุคคลนั้นในภูมินั้นกำลังเกิด แต่จักขุนทรีย์ไม่ใช่กำลังเกิด บุคคลผู้มีจิตเป็นอุเบกขาและมีจักขุเกิดได้กำลังอุบัติ อุเปกขินทรีย์ของบุคคลเหล่านั้นในภูมินั้นกำลังเกิดและจักขุนทรีย์ก็กำลังเกิด อนุ. จักขุนทรีย์ของบุคคลใดในภูมิใดกำลังเกิด สัทธินทรีย์ของบุคคลนั้นในภูมินั้นก็กำลังเกิดใช่ไหม วิ. บุคคลผู้มีจักขุเกิดได้แต่เป็นอเหตุกะกำลังอุบัติ จักขุนทรีย์ของบุคคลเหล่านั้นในภูมินั้นกำลังเกิด แต่สัทธินทรีย์ไม่ใช่กำลังเกิด บุคคลผู้มีจักขุเกิดได้และเป็นสเหตุกะกำลังอุบัติ จักขุนทรีย์ของบุคคลเหล่านั้นในภูมินั้นกำลังเกิดและสัทธินทรีย์ก็กำลังเกิด ปฏิ. สัทธินทรีย์ของบุคคลใดในภูมิใดกำลังเกิด จักขุนทรีย์ของบุคคลนั้นในภูมินั้นก็กำลังเกิดใช่ไหม วิ. บุคคลผู้เป็นสเหตุกะและมีจักขุเกิดไม่ได้กำลังอุบัติ สัทธินทรีย์ของ บุคคลเหล่านั้นในภูมินั้นกำลังเกิด แต่จักขุนทรีย์ไม่ใช่กำลังเกิด บุคคลผู้เป็นสเหตุกะและมีจักขุเกิดได้กำลังอุบัติ สัทธินทรีย์ของบุคคลเหล่านั้นในภูมินั้นกำลังเกิดและจักขุนทรีย์ก็กำลังเกิด
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๙ หน้า : ๒๗๗}
พระอภิธรรมปิฎก ยมก [๑๐. อินทรียยมก] ๒. ปวัตติวาร ๑. อุปปาทวาร ๑. ปัจจุปปันนวาร อนุ. จักขุนทรีย์ของบุคคลใดในภูมิใดกำลังเกิด ปัญญินทรีย์ของบุคคลนั้นในภูมินั้นก็กำลังเกิดใช่ไหม วิ. บุคคลผู้มีจักขุเกิดได้ แต่เป็นญาณวิปปยุตกำลังอุบัติ จักขุนทรีย์ของ บุคคลเหล่านั้นในภูมินั้นกำลังเกิด แต่ปัญญินทรีย์ไม่ใช่กำลังเกิด บุคคลผู้มีจักขุเกิดได้และเป็นญาณสัมปยุตกำลังอุบัติ จักขุนทรีย์ของบุคคลเหล่านั้นในภูมินั้นกำลังเกิดและปัญญินทรีย์ก็กำลังเกิด ปฏิ. ปัญญินทรีย์ของบุคคลใดในภูมิใดกำลังเกิด จักขุนทรีย์ของบุคคลนั้นในภูมินั้นก็กำลังเกิดใช่ไหม วิ. บุคคลผู้เป็นญาณสัมปยุต แต่มีจักขุเกิดไม่ได้กำลังอุบัติ ปัญญินทรีย์ ของบุคคลเหล่านั้นในภูมินั้นกำลังเกิด แต่จักขุนทรีย์ไม่ใช่กำลังเกิด บุคคลผู้เป็นญาณวิปปยุต แต่มีจักขุเกิดได้กำลังอุบัติ ปัญญินทรีย์ของบุคคลเหล่านั้นในภูมินั้นกำลังเกิดและจักขุนทรีย์ก็กำลังเกิด อนุ. จักขุนทรีย์ของบุคคลใดในภูมิใดกำลังเกิด มนินทรีย์ของบุคคลนั้นในภูมินั้นก็กำลังเกิดใช่ไหม วิ. ใช่ ปฏิ. มนินทรีย์ของบุคคลใดในภูมิใดกำลังเกิด จักขุนทรีย์ของบุคคลนั้นใน ภูมินั้นก็กำลังเกิดใช่ไหม วิ. บุคคลผู้มีจิตเกิดได้จักขุเกิดไม่ได้กำลังอุบัติ มนินทรีย์ของบุคคลเหล่านั้นในภูมินั้นกำลังเกิด แต่จักขุนทรีย์ไม่ใช่กำลังเกิด บุคคลผู้มีจักขุเกิดได้กำลังอุบัติมนินทรีย์ของบุคคลเหล่านั้นในภูมินั้นกำลังเกิดและจักขุนทรีย์ก็กำลังเกิด จักขุนทรียมูลกนัย จบ ฆานินทรียมูลกนัย
อนุ. ฆานินทรีย์ของบุคคลใดในภูมิใดกำลังเกิด อิตถินทรีย์ของ บุคคลนั้นในภูมินั้นก็กำลังเกิดใช่ไหม
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๙ หน้า : ๒๗๘}
พระอภิธรรมปิฎก ยมก [๑๐. อินทรียยมก] ๒. ปวัตติวาร ๑. อุปปาทวาร ๑. ปัจจุปปันนวาร วิ. บุคคลผู้มีฆานะเกิดได้อิตถีเกิดไม่ได้กำลังอุบัติ ฆานินทรีย์ของบุคคล เหล่านั้นในภูมินั้นกำลังเกิด แต่อิตถินทรีย์ไม่ใช่กำลังเกิด บุคคลผู้มีฆานะและอิตถีเกิดได้กำลังอุบัติ ฆานินทรีย์ของบุคคลเหล่านั้นในภูมินั้นกำลังเกิดและอิตถินทรีย์ก็กำลังเกิด ปฏิ. อิตถินทรีย์ของบุคคลใดในภูมิใดกำลังเกิด ฆานินทรีย์ของบุคคลนั้นในภูมินั้นก็กำลังเกิดใช่ไหม วิ. บุคคลผู้มีอิตถีเกิดได้ฆานะเกิดไม่ได้กำลังอุบัติ อิตถินทรีย์ของบุคคล เหล่านั้นในภูมินั้นกำลังเกิด แต่ฆานินทรีย์ไม่ใช่กำลังเกิด บุคคลผู้มีอิตถีและฆานะเกิดได้กำลังอุบัติ อิตถินทรีย์ของบุคคลเหล่านั้นในภูมินั้นกำลังเกิดและฆานินทรีย์ก็กำลังเกิด อนุ. ฆานินทรีย์ของบุคคลใดในภูมิใดกำลังเกิด ปุริสินทรีย์ของบุคคลนั้นในภูมินั้นก็กำลังเกิดใช่ไหม วิ. บุคคลผู้มีฆานะเกิดได้ปุริสะเกิดไม่ได้กำลังอุบัติ ฆานินทรีย์ของบุคคล เหล่านั้นในภูมินั้นกำลังเกิด แต่ปุริสินทรีย์ไม่ใช่กำลังเกิด บุคคลผู้มีฆานะและปุริสะเกิดได้กำลังอุบัติ ฆานินทรีย์ของบุคคลเหล่านั้นในภูมินั้นกำลังเกิดและปุริสินทรีย์ก็กำลังเกิด ปฏิ. ปุริสินทรีย์ของบุคคลใดในภูมิใดกำลังเกิด ฆานินทรีย์ของบุคคลนั้นในภูมินั้นก็กำลังเกิดใช่ไหม วิ. บุคคลผู้มีปุริสะเกิดได้ฆานะเกิดไม่ได้กำลังอุบัติ ปุริสินทรีย์ของบุคคล เหล่านั้นในภูมินั้นกำลังเกิด แต่ฆานินทรีย์ไม่ใช่กำลังเกิด บุคคลผู้มีปุริสะและฆานะเกิดได้กำลังอุบัติ ปุริสินทรีย์ของบุคคลเหล่านั้นในภูมินั้นกำลังเกิดและฆานินทรีย์ก็กำลังเกิด อนุ. ฆานินทรีย์ของบุคคลใดในภูมิใดกำลังเกิด ชีวิตินทรีย์ของบุคคลนั้นในภูมินั้นก็กำลังเกิดใช่ไหม วิ. ใช่
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๙ หน้า : ๒๗๙}
พระอภิธรรมปิฎก ยมก [๑๐. อินทรียยมก] ๒. ปวัตติวาร ๑. อุปปาทวาร ๑. ปัจจุปปันนวาร ปฏิ. ชีวิตินทรีย์ของบุคคลใดในภูมิใดกำลังเกิด ฆานินทรีย์ของบุคคลนั้นในภูมินั้นก็กำลังเกิดใช่ไหม วิ. บุคคลผู้มีฆานะเกิดไม่ได้กำลังอุบัติ ชีวิตินทรีย์ของบุคคลเหล่านั้นใน ภูมินั้นกำลังเกิด แต่ฆานินทรีย์ไม่ใช่กำลังเกิด บุคคลผู้มีฆานะเกิดได้กำลังอุบัติชีวิตินทรีย์ของบุคคลเหล่านั้นในภูมินั้นกำลังเกิดและฆานินทรีย์ก็กำลังเกิด อนุ. ฆานินทรีย์ของบุคคลใดในภูมิใดกำลังเกิด โสมนัสสินทรีย์ของบุคคล นั้นในภูมินั้นก็กำลังเกิดใช่ไหม วิ. บุคคลผู้มีฆานะเกิดได้แต่มีจิตปราศจากโสมนัสกำลังอุบัติ ฆานินทรีย์ ของบุคคลเหล่านั้นในภูมินั้นกำลังเกิด แต่โสมนัสสินทรีย์ไม่ใช่กำลังเกิด บุคคลผู้มีฆานะเกิดได้และมีจิตเป็นโสมนัสกำลังอุบัติ ฆานินทรีย์ของบุคคลนั้นในภูมินั้นกำลังเกิดและโสมนัสสินทรีย์ก็กำลังเกิด ปฏิ. โสมนัสสินทรีย์ของบุคคลใดในภูมิใดกำลังเกิด ฆานินทรีย์ของบุคคล นั้นในภูมินั้นก็กำลังเกิดใช่ไหม วิ. บุคคลผู้มีจิตเป็นโสมนัสแต่มีฆานะเกิดไม่ได้กำลังอุบัติ โสมนัสสินทรีย์ ของบุคคลเหล่านั้นในภูมินั้นกำลังเกิด แต่ฆานินทรีย์ไม่ใช่กำลังเกิด บุคคลผู้มีมีจิตเป็นโสมนัสและฆานะเกิดได้กำลังอุบัติ โสมนัสสินทรีย์ของบุคคลเหล่านั้นในภูมินั้นกำลังเกิดและฆานินทรีย์ก็กำลังเกิด อนุ. ฆานินทรีย์ของบุคคลใดในภูมิใดกำลังเกิด อุเปกขินทรีย์ของบุคคลนั้นในภูมินั้นก็กำลังเกิดใช่ไหม วิ. บุคคลผู้มีฆานะเกิดได้แต่มีจิตปราศจากอุเบกขากำลังอุบัติ ฆานินทรีย์ ของบุคคลเหล่านั้นในภูมินั้นกำลังเกิด แต่อุเปกขินทรีย์ไม่ใช่กำลังเกิด บุคคลผู้มีฆานะเกิดได้และมีจิตเป็นอุเบกขากำลังอุบัติ ฆานินทรีย์ของบุคคลเหล่านั้นในภูมินั้นกำลังเกิดและอุเปกขินทรีย์ก็กำลังเกิด ปฏิ. อุเปกขินทรีย์ของบุคคลใดในภูมิใดกำลังเกิด ฆานินทรีย์ของบุคคลนั้นในภูมินั้นก็กำลังเกิดใช่ไหม
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๙ หน้า : ๒๘๐}
พระอภิธรรมปิฎก ยมก [๑๐. อินทรียยมก] ๒. ปวัตติวาร ๑. อุปปาทวาร ๑. ปัจจุปปันนวาร วิ. บุคคลผู้มีจิตเป็นอุเบกขาและมีฆานะเกิดไม่ได้กำลังอุบัติ อุเปกขินทรีย์ของบุคคลเหล่านั้นในภูมินั้นกำลังเกิด แต่ฆานินทรีย์ไม่ใช่กำลังเกิด บุคคลผู้มีจิตเป็นอุเบกขาและมีฆานะเกิดได้กำลังอุบัติ อุเปกขินทรีย์ของบุคคลเหล่านั้นในภูมินั้นกำลังเกิดและฆานินทรีย์ก็กำลังเกิด อนุ. ฆานินทรีย์ของบุคคลใดในภูมิใดกำลังเกิด สัทธินทรีย์ของบุคคลนั้นในภูมินั้นก็กำลังเกิดใช่ไหม วิ. บุคคลผู้มีฆานะเกิดได้แต่เป็นอเหตุกะกำลังอุบัติ ฆานินทรีย์ของบุคคล เหล่านั้นในภูมินั้นกำลังเกิด แต่สัทธินทรีย์ไม่ใช่กำลังเกิด บุคคลผู้มีฆานะเกิดได้และเป็นสเหตุกะกำลังอุบัติ ฆานินทรีย์ของบุคคลเหล่านั้นในภูมินั้นกำลังเกิดและสัทธินทรีย์ก็กำลังเกิด ปฏิ. สัทธินทรีย์ของบุคคลใดในภูมิใดกำลังเกิด ฆานินทรีย์ของบุคคลนั้นในภูมินั้นก็กำลังเกิดใช่ไหม วิ. บุคคลผู้เป็นสเหตุกะแต่มีฆานะเกิดไม่ได้กำลังอุบัติ สัทธินทรีย์ของ บุคคลเหล่านั้นในภูมินั้นกำลังเกิด แต่ฆานินทรีย์ไม่ใช่กำลังเกิด บุคคลผู้เป็นสเหตุกะและมีฆานะเกิดได้กำลังอุบัติ สัทธินทรีย์ของบุคคลเหล่านั้นในภูมินั้นกำลังเกิดและฆานินทรีย์ก็กำลังเกิด อนุ. ฆานินทรีย์ของบุคคลใดในภูมิใดกำลังเกิด ปัญญินทรีย์ของบุคคลนั้นในภูมินั้นก็กำลังเกิดใช่ไหม วิ. บุคคลผู้มีฆานะเกิดได้แต่เป็นญาณวิปปยุตกำลังอุบัติ ฆานินทรีย์ของ บุคคลเหล่านั้นในภูมินั้นกำลังเกิด แต่ปัญญินทรีย์ไม่ใช่กำลังเกิด บุคคลผู้มีฆานะเกิดได้และเป็นญาณสัมปยุตกำลังอุบัติ ฆานินทรีย์ของบุคคลเหล่านั้นในภูมินั้นกำลังเกิดและปัญญินทรีย์ก็กำลังเกิด ปฏิ. ปัญญินทรีย์ของบุคคลใดในภูมิใดกำลังเกิด ฆานินทรีย์ของบุคคลนั้นในภูมินั้นก็กำลังเกิดใช่ไหม
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๙ หน้า : ๒๘๑}
พระอภิธรรมปิฎก ยมก [๑๐. อินทรียยมก] ๒. ปวัตติวาร ๑. อุปปาทวาร ๑. ปัจจุปปันนวาร วิ. บุคคลผู้เป็นญาณสัมปยุต แต่มีฆานะเกิดไม่ได้กำลังอุบัติ ปัญญินทรีย์ ของบุคคลเหล่านั้นในภูมินั้นกำลังเกิด แต่ฆานินทรีย์ไม่ใช่กำลังเกิด บุคคลผู้เป็นญาณสัมปยุตและมีฆานะเกิดได้กำลังอุบัติ ปัญญินทรีย์ของบุคคลเหล่านั้นในภูมินั้นกำลังเกิดและฆานินทรีย์ก็กำลังเกิด อนุ. ฆานินทรีย์ของบุคคลใดในภูมิใดกำลังเกิด มนินทรีย์ของบุคคลนั้นใน ภูมินั้นก็กำลังเกิดใช่ไหม วิ. ใช่ ปฏิ. มนินทรีย์ของบุคคลใดในภูมิใดกำลังเกิด ฆานินทรีย์ของบุคคลนั้นใน ภูมินั้นก็กำลังเกิดใช่ไหม วิ. บุคคลผู้มีจิตเกิดได้ฆานะเกิดไม่ได้กำลังอุบัติ มนินทรีย์ของบุคคล เหล่านั้นในภูมินั้นกำลังเกิด แต่ฆานินทรีย์ไม่ใช่กำลังเกิด บุคคลผู้มีฆานะเกิดได้กำลังอุบัติ มนินทรีย์ของบุคคลเหล่านั้นในภูมินั้นกำลังเกิดและฆานินทรีย์ก็กำลังเกิดฆานินทรียมูลกนัย จบ อิตถินทรียมูลกนัย
อนุ. อิตถินทรีย์ของบุคคลใดในภูมิใดกำลังเกิด ปุริสินทรีย์ของ บุคคลนั้นในภูมินั้นก็กำลังเกิดใช่ไหม วิ. ไม่ใช่ ปฏิ. ปุริสินทรีย์ของบุคคลใดในภูมิใดกำลังเกิด อิตถินทรีย์ของบุคคลนั้นใน ภูมินั้นก็กำลังเกิดใช่ไหม วิ. ไม่ใช่ อนุ. อิตถินทรีย์ของบุคคลใดในภูมิใดกำลังเกิด ชีวิตินทรีย์ของบุคคลนั้นใน ภูมินั้นก็กำลังเกิดใช่ไหม วิ. ใช่ ปฏิ. ชีวิตินทรีย์ของบุคคลใดในภูมิใดกำลังเกิด อิตถินทรีย์ของบุคคลนั้นใน ภูมินั้นก็กำลังเกิดใช่ไหม
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๙ หน้า : ๒๘๒}
พระอภิธรรมปิฎก ยมก [๑๐. อินทรียยมก] ๒. ปวัตติวาร ๑. อุปปาทวาร ๑. ปัจจุปปันนวาร วิ. บุคคลผู้มีอิตถีเกิดไม่ได้ กำลังอุบัติ ชีวิตินทรีย์ของบุคคลนั้นในภูมินั้น กำลังเกิด แต่อิตถินทรีย์ไม่ใช่กำลังเกิด บุคคลผู้มีอิตถีเกิดได้กำลังอุบัติ ชีวิตินทรีย์ของบุคคลเหล่านั้นในภูมินั้นกำลังเกิดและอิตถินทรีย์ก็กำลังเกิด อนุ. อิตถินทรีย์ของบุคคลใดในภูมิใดกำลังเกิด โสมนัสสินทรีย์ของบุคคลนั้น ในภูมินั้นก็กำลังเกิดใช่ไหม วิ. บุคคลผู้มีอิตถีเกิดได้แต่มีจิตปราศจากโสมนัสกำลังอุบัติ อิตถินทรีย์ของ บุคคลเหล่านั้นในภูมินั้นกำลังเกิด แต่โสมนัสสินทรีย์ไม่ใช่กำลังเกิด บุคคลผู้มีอิตถีเกิดได้และมีจิตเป็นโสมนัสกำลังอุบัติ อิตถินทรีย์ของบุคคลเหล่านั้นในภูมินั้นกำลังเกิดและโสมนัสสินทรีย์ก็กำลังเกิด ปฏิ. โสมนัสสินทรีย์ของบุคคลใดในภูมิใดกำลังเกิด อิตถินทรีย์ของบุคคลนั้น ในภูมินั้นก็กำลังเกิดใช่ไหม วิ. บุคคลผู้มีอิตถีเกิดไม่ได้แต่มีจิตเป็นโสมนัสกำลังอุบัติ โสมนัสสินทรีย์ ของบุคคลเหล่านั้นในภูมินั้นกำลังเกิด แต่อิตถินทรีย์ไม่ใช่กำลังเกิด บุคคลผู้มีอิตถีเกิดได้และมีจิตเป็นโสมนัสกำลังอุบัติ โสมนัสสินทรีย์ของบุคคลเหล่านั้นในภูมินั้นกำลังเกิดและอิตถินทรีย์ก็กำลังเกิด อนุ. อิตถินทรีย์ของบุคคลใดในภูมิใดกำลังเกิด อุเปกขินทรีย์ของบุคคลนั้น ในภูมินั้นก็กำลังเกิดใช่ไหม วิ. บุคคลผู้มีอิตถีเกิดได้แต่มีจิตปราศจากอุเบกขากำลังอุบัติ อิตถินทรีย์ ของบุคคลเหล่านั้นในภูมินั้นกำลังเกิด แต่อุเปกขินทรีย์ไม่ใช่กำลังเกิด บุคคลผู้มีอิตถีเกิดได้และมีจิตเป็นอุเบกขากำลังอุบัติ อิตถินทรีย์ของบุคคลเหล่านั้นในภูมินั้นกำลังเกิดและอุเปกขินทรีย์ก็กำลังเกิด ปฏิ. อุเปกขินทรีย์ของบุคคลใดในภูมิใดกำลังเกิด อิตถินทรีย์ของบุคคลนั้น ในภูมินั้นก็กำลังเกิดใช่ไหม วิ. บุคคลผู้มีอิตถีเกิดไม่ได้แต่มีจิตเป็นอุเบกขากำลังอุบัติ อุเปกขินทรีย์ ของบุคคลเหล่านั้นในภูมินั้นกำลังเกิด แต่อิตถินทรีย์ไม่ใช่กำลังเกิด บุคคลผู้มีอิตถีเกิดได้และมีจิตเป็นอุเบกขากำลังอุบัติ อุเปกขินทรีย์ของบุคคลเหล่านั้นในภูมินั้นกำลังเกิดและอิตถินทรีย์ก็กำลังเกิด @เชิงอรรถ : @ คำว่า บุคคลผู้มีอิตถีเกิดไม่ได้ หมายถึงมีอิตถีภาวรูปเกิดไม่ได้ เช่น ผู้ชายอิตถีภาวรูปก็เกิดไม่ได้ หรือว่า@ผู้หญิงปุริสภาวรูปก็เกิดไม่ได้เช่นกัน
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๙ หน้า : ๒๘๓}
พระอภิธรรมปิฎก ยมก [๑๐. อินทรียยมก] ๒. ปวัตติวาร ๑. อุปปาทวาร ๑. ปัจจุปปันนวาร อนุ. อิตถินทรีย์ของบุคคลใดในภูมิใดกำลังเกิด สัทธินทรีย์ของบุคคลนั้นใน ภูมินั้นก็กำลังเกิดใช่ไหม วิ. บุคคลผู้มีอิตถีเกิดได้แต่เป็นอเหตุกะกำลังอุบัติ อิตถินทรีย์ของบุคคล เหล่านั้นในภูมินั้นกำลังเกิด แต่สัทธินทรีย์ไม่ใช่กำลังเกิด บุคคลผู้มีอิตถีเกิดได้ และเป็นสเหตุกะกำลังอุบัติ อิตถินทรีย์ของบุคคลเหล่านั้นในภูมินั้นกำลังเกิดและสัทธินทรีย์ก็กำลังเกิด ปฏิ. สัทธินทรีย์ของบุคคลใดในภูมิใดกำลังเกิด อิตถินทรีย์ของบุคคลนั้นใน ภูมินั้นก็กำลังเกิดใช่ไหม วิ. บุคคลผู้เป็นสเหตุกะแต่มีอิตถีเกิดไม่ได้กำลังอุบัติ สัทธินทรีย์ของบุคคล เหล่านั้นในภูมินั้นกำลังเกิด แต่อิตถินทรีย์ไม่ใช่กำลังเกิด บุคคลผู้เป็นสเหตุกะและมีอิตถีเกิดได้กำลังอุบัติ สัทธินทรีย์ของบุคคลเหล่านั้นในภูมินั้นกำลังเกิดและอิตถิน-ทรีย์ก็กำลังเกิด อนุ. อิตถินทรีย์ของบุคคลใดในภูมิใดกำลังเกิด ปัญญินทรีย์ของบุคคลนั้น ในภูมินั้นก็กำลังเกิดใช่ไหม วิ. บุคคลผู้มีอิตถีเกิดได้แต่เป็นญาณวิปปยุตกำลังอุบัติ อิตถินทรีย์ของ บุคคลเหล่านั้นในภูมินั้นกำลังเกิด แต่ปัญญินทรีย์ไม่ใช่กำลังเกิด บุคคลผู้มีอิตถีเกิดได้และเป็นญาณสัมปยุตกำลังอุบัติ อิตถินทรีย์ของบุคคลเหล่านั้นในภูมินั้นกำลังเกิด และปัญญินทรีย์ก็กำลังเกิด ปฏิ. ปัญญินทรีย์ของบุคคลใดในภูมิใดกำลังเกิด อิตถินทรีย์ของบุคคลนั้น ในภูมินั้นก็กำลังเกิดใช่ไหม วิ. บุคคลผู้เป็นญาณสัมปยุตแต่มีอิตถีเกิดไม่ได้กำลังอุบัติ ปัญญินทรีย์ของ บุคคลเหล่านั้นในภูมินั้นกำลังเกิด แต่อิตถินทรีย์ไม่ใช่กำลังเกิด บุคคลผู้เป็นญาณ-สัมปยุตและมีอิตถีเกิดได้กำลังอุบัติ ปัญญินทรีย์ของบุคคลเหล่านั้นในภูมินั้นกำลัง เกิดและอิตถินทรีย์ก็กำลังเกิด อนุ. อิตถินทรีย์ของบุคคลใดในภูมิใดกำลังเกิด มนินทรีย์ของบุคคลนั้นใน ภูมินั้นก็กำลังเกิดใช่ไหม วิ. ใช่
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๙ หน้า : ๒๘๔}
พระอภิธรรมปิฎก ยมก [๑๐. อินทรียยมก] ๒. ปวัตติวาร ๑. อุปปาทวาร ๑. ปัจจุปปันนวาร ปฏิ. มนินทรีย์ของบุคคลใดในภูมิใดกำลังเกิด อิตถินทรีย์ของบุคคลนั้นใน ภูมินั้นก็กำลังเกิดใช่ไหม วิ. บุคคลผู้มีจิตเกิดได้อิตถีเกิดไม่ได้กำลังอุบัติ มนินทรีย์ของบุคคลเหล่า นั้นในภูมินั้นกำลังเกิด แต่อิตถินทรีย์ไม่ใช่กำลังเกิด บุคคลมีอิตถีเกิดได้กำลังอุบัติมนินทรีย์ของบุคคลเหล่านั้นในภูมินั้นกำลังเกิดและอิตถินทรีย์ก็กำลังเกิด อิตถินทรียมูลกนัย จบ ปุริสินทรียมูลกนัย
อนุ. ปุริสินทรีย์ของบุคคลใดในภูมิใดกำลังเกิด ชีวิตินทรีย์ของ บุคคลนั้นในภูมินั้นก็กำลังเกิดใช่ไหม วิ. ใช่ ปฏิ. ชีวิตินทรีย์ของบุคคลใดในภูมิใดกำลังเกิด ปุริสินทรีย์ของบุคคลนั้นในภูมินั้นก็กำลังเกิดใช่ไหม วิ. บุคคลผู้มีปุริสะเกิดไม่ได้กำลังอุบัติ ชีวิตินทรีย์ของบุคคลเหล่านั้นใน ภูมินั้นกำลังเกิด แต่ปุริสินทรีย์ไม่ใช่กำลังเกิด บุคคลผู้มีปุริสะเกิดได้กำลังอุบัติชีวิตินทรีย์ของบุคคลเหล่านั้นในภูมินั้นกำลังเกิดและปุริสินทรีย์ก็กำลังเกิด อนุ. ปุริสินทรีย์ของบุคคลใดในภูมิใดกำลังเกิด โสมนัสสินทรีย์ของบุคคล นั้นในภูมินั้นก็กำลังเกิดใช่ไหม วิ. บุคคลผู้มีปุริสะเกิดได้แต่มีจิตปราศจากโสมนัสกำลังอุบัติ ปุริสินทรีย์ ของบุคคลเหล่านั้นในภูมินั้นกำลังเกิด แต่โสมนัสสินทรีย์ไม่ใช่กำลังเกิด บุคคลผู้มีปุริสะเกิดได้และมีจิตเป็นโสมนัสกำลังอุบัติ ปุริสินทรีย์ของบุคคลเหล่านั้นในภูมินั้นกำลังเกิดและโสมนัสสินทรีย์ก็กำลังเกิด ปฏิ. โสมนัสสินทรีย์ของบุคคลใดในภูมิใดกำลังเกิด ปุริสินทรีย์ของบุคคล นั้นในภูมินั้นก็กำลังเกิดใช่ไหม
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๙ หน้า : ๒๘๕}
พระอภิธรรมปิฎก ยมก [๑๐. อินทรียยมก] ๒. ปวัตติวาร ๑. อุปปาทวาร ๑. ปัจจุปปันนวาร วิ. บุคคลผู้มีปุริสะเกิดไม่ได้แต่มีจิตเป็นโสมนัสกำลังอุบัติ โสมนัสสินทรีย์ ของบุคคลเหล่านั้นในภูมินั้นกำลังเกิด แต่ปุริสินทรีย์ไม่ใช่กำลังเกิด บุคคลผู้มีปุริสะเกิดได้และมีจิตเป็นโสมนัสกำลังอุบัติ โสมนัสสินทรีย์ของบุคคลเหล่านั้นในภูมินั้นกำลังเกิดและปุริสินทรีย์ก็กำลังเกิด อนุ. ปุริสินทรีย์ของบุคคลใดในภูมิใดกำลังเกิด อุเปกขินทรีย์ของบุคคลนั้นในภูมินั้นก็กำลังเกิดใช่ไหม วิ. บุคคลผู้มีปุริสะเกิดได้แต่มีจิตปราศจากอุเบกขากำลังอุบัติ ปุริสินทรีย์ ของบุคคลเหล่านั้นในภูมินั้นกำลังเกิด แต่อุเปกขินทรีย์ไม่ใช่กำลังเกิด บุคคลผู้มีปุริสะเกิดได้และมีจิตเป็นอุเบกขากำลังอุบัติ ปุริสินทรีย์ของบุคคลเหล่านั้นในภูมินั้นกำลังเกิดและอุเปกขินทรีย์ก็กำลังเกิด ปฏิ. อุเปกขินทรีย์ของบุคคลใดในภูมิใดกำลังเกิด ปุริสินทรีย์ของบุคคลนั้นในภูมินั้นก็กำลังเกิดใช่ไหม วิ. บุคคลผู้มีปุริสะเกิดไม่ได้แต่มีจิตเป็นอุเบกขากำลังอุบัติ อุเปกขินทรีย์ ของบุคคลเหล่านั้นในภูมินั้นกำลังเกิด แต่ปุริสินทรีย์ไม่ใช่กำลังเกิด บุคคลผู้มีปุริสะเกิดได้และมีจิตเป็นอุเบกขาลังอุบัติ อุเปกขินทรีย์ของบุคคลเหล่านั้นในภูมินั้นกำลังเกิดและปุริสินทรีย์ก็กำลังเกิด อนุ. ปุริสินทรีย์ของบุคคลใดในภูมิใดกำลังเกิด สัทธินทรีย์ของบุคคลนั้น ในภูมินั้นก็กำลังเกิดใช่ไหม วิ. บุคคลผู้มีปุริสะเกิดได้แต่เป็นอเหตุกะกำลังอุบัติ ปุริสินทรีย์ของบุคคล เหล่านั้นในภูมินั้นกำลังเกิด แต่สัทธินทรีย์ไม่ใช่กำลังเกิด บุคคลผู้มีปุริสะเกิดได้และเป็นสเหตุกะกำลังอุบัติ ปุริสินทรีย์ของบุคคลเหล่านั้นในภูมินั้นกำลังเกิดและสัทธินทรีย์ก็กำลังเกิด ปฏิ. สัทธินทรีย์ของบุคคลใดในภูมิใดกำลังเกิด ปุริสินทรีย์ของบุคคลนั้นในภูมินั้นก็กำลังเกิดใช่ไหม วิ. บุคคลผู้เป็นสเหตุกะแต่มีปุริสะเกิดไม่ได้กำลังอุบัติ สัทธินทรีย์ของ บุคคลเหล่านั้นในภูมินั้นกำลังเกิด แต่ปุริสินทรีย์ไม่ใช่กำลังเกิด บุคคลผู้เป็นสเหตุกะและมีปุริสะเกิดได้กำลังอุบัติ สัทธินทรีย์ของบุคคลเหล่านั้นในภูมินั้นกำลังเกิดและปุริสินทรีย์ก็กำลังเกิด
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๙ หน้า : ๒๘๖}
พระอภิธรรมปิฎก ยมก [๑๐. อินทรียยมก] ๒. ปวัตติวาร ๑. อุปปาทวาร ๑. ปัจจุปปันนวาร อนุ. ปุริสินทรีย์ของบุคคลใดในภูมิใดกำลังเกิด ปัญญินทรีย์ของบุคคลนั้นในภูมินั้นก็กำลังเกิดใช่ไหม วิ. บุคคลผู้มีปุริสะเกิดได้แต่เป็นญาณวิปปยุตกำลังอุบัติ ปุริสินทรีย์ของ บุคคลเหล่านั้นในภูมินั้นกำลังเกิด แต่ปัญญินทรีย์ไม่ใช่กำลังเกิด บุคคลผู้มีปุริสะเกิดได้และเป็นญาณสัมปยุตกำลังอุบัติ ปุริสินทรีย์ของบุคคลเหล่านั้นในภูมินั้นกำลังเกิดและปัญญินทรีย์ก็กำลังเกิด ปฏิ. ปัญญินทรีย์ของบุคคลใดในภูมิใดกำลังเกิด ปุริสินทรีย์ของบุคคลนั้นในภูมินั้นก็กำลังเกิดใช่ไหม วิ. บุคคลผู้เป็นญาณสัมปยุตแต่มีปุริสะเกิดไม่ได้กำลังอุบัติ ปัญญินทรีย์ ของบุคคลเหล่านั้นในภูมินั้นกำลังเกิด แต่ปุริสินทรีย์ไม่ใช่กำลังเกิด บุคคลผู้เป็นญาณสัมปยุตและมีปุริสะเกิดได้กำลังอุบัติ ปัญญินทรีย์ของบุคคลเหล่านั้นในภูมินั้นกำลังเกิดและปุริสินทรีย์ก็กำลังเกิด อนุ. ปุริสินทรีย์ของบุคคลใดในภูมิใดกำลังเกิด มนินทรีย์ของบุคคลนั้นใน ภูมินั้นก็กำลังเกิดใช่ไหม วิ. ใช่ ปฏิ. มนินทรีย์ของบุคคลใดในภูมิใดกำลังเกิด ปุริสินทรีย์ของบุคคลนั้นใน ภูมินั้นก็กำลังเกิดใช่ไหม วิ. บุคคลผู้มีจิตเกิดได้ปุริสะเกิดไม่ได้กำลังอุบัติ มนินทรีย์ของบุคคลเหล่านั้นในภูมินั้นกำลังเกิด แต่ปุริสินทรีย์ไม่ใช่กำลังเกิด บุคคลผู้มีปุริสะเกิดได้กำลังอุบัติ มนินทรีย์ของบุคคลเหล่านั้นในภูมินั้นกำลังเกิดและปุริสินทรีย์ก็กำลังเกิดปุริสินทรียมูลกนัย จบ ชีวิตินทรียมูลกนัย
อนุ. ชีวิตินทรีย์ของบุคคลใดในภูมิใดกำลังเกิด โสมนัสสินทรีย์ของ บุคคลนั้นในภูมินั้นก็กำลังเกิดใช่ไหม วิ. บุคคลมีจิตปราศจากโสมนัสกำลังอุบัติ ในอุปปาทขณะแห่งจิตที่วิปปยุต จากโสมนัสในปวัตติกาล ชีวิตินทรีย์ของบุคคลเหล่านั้นในภูมินั้นกำลังเกิด แต่โสมนัส-
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๙ หน้า : ๒๘๗}
พระอภิธรรมปิฎก ยมก [๑๐. อินทรียยมก] ๒. ปวัตติวาร ๑. อุปปาทวาร ๑. ปัจจุปปันนวาร สินทรีย์ไม่ใช่กำลังเกิด บุคคลมีจิตเป็นโสมนัสกำลังอุบัติ ในอุปปาทขณะแห่งจิตที่สัมปยุตด้วยโสมนัสในปวัตติกาล ชีวิตินทรีย์ของบุคคลเหล่านั้นในภูมินั้นกำลังเกิดและโสมนัสสินทรีย์ก็กำลังเกิด ปฏิ. โสมนัสสินทรีย์ของบุคคลใดในภูมิใดกำลังเกิด ชีวิตินทรีย์ของบุคคลนั้นในภูมินั้นก็กำลังเกิดใช่ไหม วิ. ใช่ อนุ. ชีวิตินทรีย์ของบุคคลใดในภูมิใดกำลังเกิด อุเปกขินทรีย์ของบุคคลนั้นในภูมินั้นก็กำลังเกิดใช่ไหม วิ. บุคคลมีจิตปราศจากอุเบกขากำลังอุบัติ ในอุปปาทขณะแห่งจิตที่วิป- ปยุตจากอุเบกขาในปวัตติกาล ชีวิตินทรีย์ของบุคคลเหล่านั้นในภูมินั้นกำลังเกิด แต่อุเปกขินทรีย์ไม่ใช่กำลังเกิด บุคคลมีจิตเป็นอุเบกขากำลังอุบัติ ในอุปปาทขณะแห่งจิตที่สัมปยุตด้วยอุเบกขาในปวัตติกาล ชีวิตินทรีย์ของบุคคลเหล่านั้นในภูมินั้นกำลังเกิดและอุเปกขินทรีย์ก็กำลังเกิด ปฏิ. อุเปกขินทรีย์ของบุคคลใดในภูมิใดกำลังเกิด ชีวิตินทรีย์ของบุคคลนั้นในภูมินั้นก็กำลังเกิดใช่ไหม วิ. ใช่ อนุ. ชีวิตินทรีย์ของบุคคลใดในภูมิใดกำลังเกิด สัทธินทรีย์ของบุคคลนั้นในภูมินั้นก็กำลังเกิดใช่ไหม วิ. บุคคลผู้เป็นอเหตุกะกำลังอุบัติ ในอุปปาทขณะแห่งจิตที่วิปปยุตจาก สัทธาในปวัตติกาล ชีวิตินทรีย์ของบุคคลเหล่านั้นในภูมินั้นกำลังเกิด แต่สัทธินทรีย์ไม่ใช่กำลังเกิด บุคคลผู้เป็นสเหตุกะกำลังอุบัติ ในอุปปาทขณะแห่งจิตที่สัมปยุตด้วยสัทธาในปวัตติกาล ชีวิตินทรีย์ของบุคคลเหล่านั้นในภูมินั้นกำลังเกิดและสัทธินทรีย์ก็กำลังเกิด ปฏิ. สัทธินทรีย์ของบุคคลใดในภูมิใดกำลังเกิด ชีวิตินทรีย์ของบุคคลนั้นในภูมินั้นก็กำลังเกิดใช่ไหม วิ. ใช่
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๙ หน้า : ๒๘๘}
พระอภิธรรมปิฎก ยมก [๑๐. อินทรียยมก] ๒. ปวัตติวาร ๑. อุปปาทวาร ๑. ปัจจุปปันนวาร อนุ. ชีวิตินทรีย์ของบุคคลใดในภูมิใดกำลังเกิด ปัญญินทรีย์ของบุคคลนั้นในภูมินั้นก็กำลังเกิดใช่ไหม วิ. บุคคลผู้เป็นญาณวิปปยุตกำลังอุบัติ ในอุปปาทขณะแห่งจิตที่วิปปยุต จากญาณในปวัตติกาล ชีวิตินทรีย์ของบุคคลเหล่านั้นในภูมินั้นกำลังเกิด แต่ปัญญินทรีย์ไม่ใช่กำลังเกิด บุคคลผู้เป็นญาณสัมปยุตกำลังอุบัติ ในอุปปาทขณะแห่งจิตที่สัมปยุตด้วยญาณในปวัตติกาล ชีวิตินทรีย์ของบุคคลเหล่านั้นในภูมินั้นกำลังเกิดและ ปัญญินทรีย์ก็กำลังเกิด ปฏิ. ปัญญินทรีย์ของบุคคลใดในภูมิใดกำลังเกิด ชีวิตินทรีย์ก็ของบุคคลนั้น ในภูมินั้นก็กำลังเกิดใช่ไหม วิ. ใช่ อนุ. ชีวิตินทรีย์ของบุคคลใดในภูมิใดกำลังเกิด มนินทรีย์ของบุคคลนั้นใน ภูมินั้นก็กำลังเกิดใช่ไหม วิ. บุคคลผู้มีจิตเกิดไม่ได้กำลังอุบัติ ชีวิตินทรีย์ของบุคคลเหล่านั้นในภูมินั้นกำลังเกิด แต่มนินทรีย์ไม่ใช่กำลังเกิด บุคคลผู้มีจิตเกิดได้กำลังอุบัติ ในอุปปาทขณะแห่งจิตในปวัตติกาล ชีวิตินทรีย์ของบุคคลเหล่านั้นในภูมินั้นกำลังเกิดและมนินทรีย์ก็กำลังเกิด ปฏิ. มนินทรีย์ของบุคคลใดในภูมิใดกำลังเกิด ชีวิตินทรีย์ของบุคคลนั้นใน ภูมินั้นก็กำลังเกิดใช่ไหม วิ. ใช่ ชีวิตินทรียมูลกนัย จบ โสมนัสสินทรียมูลกนัย
อนุ. โสมนัสสินทรีย์ของบุคคลใดในภูมิใดกำลังเกิด อุเปกขินทรีย์ ของบุคคลนั้นในภูมินั้นก็กำลังเกิดใช่ไหม วิ. ไม่ใช่
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๙ หน้า : ๒๘๙}
พระอภิธรรมปิฎก ยมก [๑๐. อินทรียยมก] ๒. ปวัตติวาร ๑. อุปปาทวาร ๑. ปัจจุปปันนวาร ปฏิ. อุเปกขินทรีย์ของบุคคลใดในภูมิใดกำลังเกิด โสมนัสสินทรีย์ของบุคคลนั้นในภูมินั้นก็กำลังเกิดใช่ไหม วิ. ไม่ใช่ อนุ. โสมนัสสินทรีย์ของบุคคลใดในภูมิใดกำลังเกิด สัทธินทรีย์ของบุคคล นั้นในภูมินั้นก็กำลังเกิดใช่ไหม วิ. ในอุปปาทขณะแห่งจิตที่สัมปยุตด้วยโสมนัสและที่วิปปยุตจากสัทธาใน ปวัตติกาล โสมนัสสินทรีย์ของบุคคลเหล่านั้นในภูมินั้นกำลังเกิด แต่สัทธินทรีย์ไม่ใช่กำลังเกิด บุคคลมีจิตเป็นโสมนัสกำลังอุบัติ ในอุปปาทขณะแห่งจิตที่สัมปยุตด้วยโสมนัสและสัทธาในปวัตติกาล โสมนัสสินทรีย์ของบุคคลเหล่านั้นกำลัง เกิดและสัทธินทรีย์ก็กำลังเกิด ปฏิ. สัทธินทรีย์ของบุคคลใดในภูมิใดกำลังเกิด โสมนัสสินทรีย์ของบุคคล นั้นในภูมินั้นก็กำลังเกิดใช่ไหม วิ. บุคคลผู้เป็นสเหตุกะแต่มีจิตปราศจากโสมนัสกำลังอุบัติ ในอุปปาทขณะแห่งจิตที่สัมปยุตด้วยสัทธาและที่วิปปยุตจากโสมนัสในปวัตติกาล สัทธินทรีย์ของบุคคลเหล่านั้นในภูมินั้นกำลังเกิด แต่โสมนัสสินทรีย์ไม่ใช่กำลังเกิด บุคคลมีจิตเป็นโสมนัสกำลังอุบัติ ในอุปปาทขณะแห่งจิตที่สัมปยุตด้วยสัทธาและโสมนัสในปวัตติกาล สัทธินทรีย์ของบุคคลเหล่านั้นในภูมินั้นกำลังเกิดและโสมนัสสินทรีย์ก็กำลังเกิด อนุ. โสมนัสสินทรีย์ของบุคคลใดในภูมิใดกำลังเกิด ปัญญินทรีย์ของบุคคล นั้นในภูมินั้นก็กำลังเกิดใช่ไหม วิ. บุคคลผู้เป็นญาณวิปปยุตแต่มีจิตเป็นโสมนัสกำลังอุบัติ ในอุปปาทขณะ แห่งจิตที่สัมปยุตด้วยโสมนัสและที่วิปปยุตจากญาณในปวัตติกาล โสมนัสสินทรีย์ของบุคคลเหล่านั้นในภูมินั้นกำลังเกิด แต่ปัญญินทรีย์ไม่ใช่กำลังเกิด บุคคลผู้เป็นญาณสัมปยุตกำลังอุบัติ ในอุปปาทขณะแห่งจิตที่สัมปยุตด้วยโสมนัสและญาณ ในอุปปาทขณะแห่งจิตที่สัมปยุตด้วยโสมนัสและญาณในปวัตติกาล โสมนัสสินทรีย์ของบุคคลเหล่านั้นในภูมินั้นกำลังเกิดและปัญญินทรีย์ก็กำลังเกิด
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๙ หน้า : ๒๙๐}
พระอภิธรรมปิฎก ยมก [๑๐. อินทรียยมก] ๒. ปวัตติวาร ๑. อุปปาทวาร ๑. ปัจจุปปันนวาร ปฏิ. ปัญญินทรีย์ของบุคคลใดในภูมิใดกำลังเกิด โสมนัสสินทรีย์ของบุคคล นั้นในภูมินั้นก็กำลังเกิดใช่ไหม วิ. บุคคลผู้เป็นญาณสัมปยุตแต่มีจิตปราศจากโสมนัสกำลัง ในอุป- ปาทขณะแห่งจิตที่สัมปยุตด้วยญาณและที่วิปปยุตจากโสมนัสในปวัตติกาล ปัญญินทรีย์ของบุคคลเหล่านั้นในภูมินั้นกำลังเกิด แต่โสมนัสสินทรีย์ไม่ใช่กำลังเกิดบุคคลผู้เป็นญาณสัมปยุตและมีจิตเป็นโสมนัสกำลังอุบัติ ในอุปปาทขณะแห่งจิตที่สัมปยุตด้วยญาณและโสมนัสในปวัตติกาล ปัญญินทรีย์ของบุคคลเหล่านั้นในภูมินั้นกำลังเกิดและโสมนัสสินทรีย์ก็กำลังเกิด อนุ. โสมนัสสินทรีย์ของบุคคลใดในภูมิใดกำลังเกิด มนินทรีย์ของบุคคลนั้นในภูมินั้นก็กำลังเกิดใช่ไหม วิ. ใช่ ปฏิ. มนินทรีย์ของบุคคลใดในภูมิใดกำลังเกิด โสมนัสสินทรีย์ของบุคคลนั้นในภูมินั้นก็กำลังเกิดใช่ไหม วิ. บุคคลผู้มีจิตเกิดได้แต่มีจิตปราศจากโสมนัสกำลังอุบัติ ในอุปปาทขณะ แห่งจิตที่วิปปยุตจากโสมนัสในปวัตติกาล มนินทรีย์ของบุคคลเหล่านั้นในภูมินั้นกำลังเกิดแต่โสมนัสสินทรีย์ไม่ใช่กำลังเกิด บุคคลมีจิตเป็นโสมนัสกำลังอุบัติ ในอุปปาทขณะแห่งจิตที่สัมปยุตด้วยโสมนัสในปวัตติกาล มนินทรีย์ของบุคคลเหล่านั้นในภูมินั้นกำลังเกิดและโสมนัสสินทรีย์ก็กำลังเกิด โสมนัสสินทรียมูลกนัย จบ อุเปกขินทรียมูลกนัย
อนุ. อุเปกขินทรีย์ของบุคคลใดในภูมิใดกำลังเกิด สัทธินทรีย์ของ บุคคลนั้นในภูมินั้นก็กำลังเกิดใช่ไหม วิ. บุคคลผู้เป็นอเหตุกะและมีจิตเป็นอุเบกขากำลังอุบัติ ในอุปปาทขณะ แห่งจิตที่สัมปยุตด้วยอุเบกขาและที่วิปปยุตจากสัทธาในปวัตติกาล อุเปกขินทรีย์ของบุคคลเหล่านั้นในภูมินั้นกำลังเกิด แต่สัทธินทรีย์ไม่ใช่กำลังเกิด บุคคลมีจิตเป็น
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๙ หน้า : ๒๙๑}
พระอภิธรรมปิฎก ยมก [๑๐. อินทรียยมก] ๒. ปวัตติวาร ๑. อุปปาทวาร ๑. ปัจจุปปันนวาร อุเบกขาและเป็นสเหตุกะกำลังอุบัติ ในอุปปาทขณะแห่งจิตที่สัมปยุตด้วยอุเบกขาและสัทธาในปวัตติกาล อุเปกขินทรีย์ของบุคคลเหล่านั้นในภูมินั้นกำลังเกิดและสัทธินทรีย์ก็กำลังเกิด ปฏิ. สัทธินทรีย์ของบุคคลใดในภูมิใดกำลังเกิด อุเปกขินทรีย์ของบุคคลนั้นในภูมินั้นก็กำลังเกิดใช่ไหม วิ. บุคคลผู้เป็นสเหตุกะแต่มีจิตปราศจากอุเบกขากำลังอุบัติ ในอุปปาท- ขณะแห่งจิตที่สัมปยุตด้วยสัทธาและที่วิปปยุตจากอุเบกขาในปวัตติกาล สัทธินทรีย์ของบุคคลเหล่านั้นในภูมินั้นกำลังเกิด แต่อุเปกขินทรีย์ไม่ใช่กำลังเกิด บุคคลผู้เป็นสเหตุกะและมีจิตเป็นอุเบกขากำลังอุบัติ ในอุปปาทขณะแห่งจิตที่สัมปยุตด้วยสัทธาและอุเบกขาในปวัตติกาล สัทธินทรีย์ของบุคคลเหล่านั้นในภูมินั้นกำลังเกิดและอุเปกขินทรีย์ก็กำลังเกิด อนุ. อุเปกขินทรีย์ของบุคคลใดในภูมิใดกำลังเกิด ปัญญินทรีย์ของบุคคลนั้นในภูมินั้นก็กำลังเกิดใช่ไหม วิ. บุคคลผู้เป็นญาณวิปปยุตและมีจิตเป็นอุเบกขากำลังอุบัติ ในอุปปาทขณะแห่งจิตที่สัมปยุตด้วยอุเบกขาและที่วิปปยุตจากญาณในปวัตติกาล อุเปกขินทรีย์ของบุคคลเหล่านั้นในภูมินั้นกำลังเกิด แต่ปัญญินทรีย์ไม่ใช่กำลังเกิด บุคคลผู้เป็นญาณสัมปยุตและมีจิตเป็นอุเบกขากำลังอุบัติ ในอุปปาทขณะแห่งจิตที่สัมปยุตด้วยอุเบกขาและญาณในปวัตติกาล อุเปกขินทรีย์ของบุคคลเหล่านั้นในภูมินั้นกำลังเกิดและปัญญินทรีย์ก็กำลังเกิด ปฏิ. ปัญญินทรีย์ของบุคคลใดในภูมิใดกำลังเกิด อุเปกขินทรีย์ของบุคคลนั้นในภูมินั้นก็กำลังเกิดใช่ไหม วิ. บุคคลผู้เป็นญาณสัมปยุตแต่มีจิตปราศจากอุเบกขากำลังอุบัติ ในอุปปาท-ขณะแห่งจิตที่สัมปยุตด้วยญาณและที่วิปปยุตจากอุเบกขาในปวัตติกาล ปัญญินทรีย์ของบุคคลเหล่านั้นในภูมินั้นกำลังเกิด แต่อุเปกขินทรีย์ไม่ใช่กำลังเกิด บุคคลผู้เป็นญาณสัมปยุตและมีจิตเป็นอุเบกขากำลังอุบัติ ในอุปปาทขณะแห่งจิตที่สัมปยุตด้วยญาณและอุเบกขาในปวัตติกาล ปัญญินทรีย์ของบุคคลเหล่านั้นในภูมินั้นกำลังเกิดและอุเปกขินทรีย์ก็กำลังเกิด
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๙ หน้า : ๒๙๒}
พระอภิธรรมปิฎก ยมก [๑๐. อินทรียยมก] ๒. ปวัตติวาร ๑. อุปปาทวาร ๑. ปัจจุปปันนวาร อนุ. อุเปกขินทรีย์ของบุคคลใดในภูมิใดกำลังเกิด มนินทรีย์ของบุคคลนั้นในภูมินั้นก็กำลังเกิดใช่ไหม วิ. ใช่ ปฏิ. มนินทรีย์ของบุคคลใดในภูมิใดกำลังเกิด อุเปกขินทรีย์ของบุคคลนั้นในภูมินั้นก็กำลังเกิดใช่ไหม วิ. บุคคลผู้มีจิตเกิดได้แต่มีจิตปราศจากอุเบกขากำลังอุบัติ ในอุปปาทขณะแห่งจิตที่วิปปยุตจากอุเบกขาในปวัตติกาล มนินทรีย์ของบุคคลเหล่านั้นในภูมินั้นกำลังเกิด แต่อุเปกขินทรีย์ไม่ใช่กำลังเกิด บุคคลมีจิตเป็นอุเบขากำลังอุบัติ ในอุปปาท-ขณะแห่งจิตที่สัมปยุตด้วยอุเบกขาในปวัตติกาล มนินทรีย์ของบุคคลเหล่านั้นในภูมินั้นกำลังเกิดและอุเปกขินทรีย์ก็กำลังเกิด อุเปกขินทรียมูลกนัย จบ สัทธินทรียมูลกนัย
อนุ. สัทธินทรีย์ของบุคคลใดในภูมิใดกำลังเกิด ปัญญินทรีย์ของ บุคคลนั้นในภูมินั้นก็กำลังเกิดใช่ไหม วิ. บุคคลผู้เป็นสเหตุกะแต่เป็นญาณวิปปยุตกำลังอุบัติ ในอุปปาทขณะ แห่งจิตที่สัมปยุตด้วยสัทธาและที่วิปปยุตจากญาณในปวัตติกาล สัทธินทรีย์ของบุคคลเหล่านั้นในภูมินั้นกำลังเกิด แต่ปัญญินทรีย์ไม่ใช่กำลังเกิด บุคคลผู้เป็นสเหตุกะและเป็นญาณสัมปยุตกำลังอุบัติ ในอุปปาทขณะแห่งจิตที่สัมปยุตด้วยสัทธาและญาณในปวัตติกาล สัทธินทรีย์ของบุคคลเหล่านั้นในภูมินั้นกำลังเกิดและปัญญินทรีย์ก็กำลังเกิด ปฏิ. ปัญญินทรีย์ของบุคคลใดในภูมิใดกำลังเกิด สัทธินทรีย์ของบุคคลนั้น ในภูมินั้นก็กำลังเกิดใช่ไหม วิ. ใช่ อนุ. สัทธินทรีย์ของบุคคลใดในภูมิใดกำลังเกิด มนินทรีย์ของบุคคลนั้นใน ภูมินั้นก็กำลังเกิดใช่ไหม วิ. ใช่
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๙ หน้า : ๒๙๓}
พระอภิธรรมปิฎก ยมก [๑๐. อินทรียยมก] ๒. ปวัตติวาร ๑. อุปปาทวาร ๑. ปัจจุปปันนวาร ปฏิ. มนินทรีย์ของบุคคลใดในภูมิใดกำลังเกิด สัทธินทรีย์ของบุคคลนั้นใน ภูมินั้นก็กำลังเกิดใช่ไหม วิ. บุคคลผู้มีจิตเกิดได้ แต่เป็นอเหตุกะกำลังอุบัติ ในอุปปาทขณะแห่งจิตที่วิปปยุตจากสัทธาในปวัตติกาล มนินทรีย์ของบุคคลเหล่านั้นในภูมินั้นกำลังเกิดแต่สัทธินทรีย์ไม่ใช่กำลังเกิด บุคคลผู้เป็นสเหตุกะกำลังอุบัติ ในอุปปาทขณะแห่งจิตที่สัมปยุตด้วยสัทธาในปวัตติกาล มนินทรีย์ของบุคคลเหล่านั้นในภูมินั้นกำลังเกิดและสัทธินทรีย์ก็กำลังเกิด สัทธินทรียมูลกนัย จบ ปัญญินทรียมูลกนัย
อนุ. ปัญญินทรีย์ของบุคคลใดในภูมิใดกำลังเกิด มนินทรีย์ของบุคคลนั้นในภูมินั้นก็กำลังเกิดใช่ไหม วิ. ใช่ ปฏิ. มนินทรีย์ของบุคคลใดในภูมิใดกำลังเกิด ปัญญินทรีย์ของบุคคลนั้นในภูมินั้นก็กำลังเกิดใช่ไหม วิ. บุคคลผู้มีจิตเกิดได้แต่เป็นญาณวิปปยุตกำลังอุบัติ ในอุปปาทขณะแห่งจิตที่วิปปยุตจากญาณในปวัตติกาล มนินทรีย์ของบุคคลเหล่านั้นในภูมินั้นกำลังเกิดแต่ปัญญินทรียไม่ใช่กำลังเกิด บุคคลผู้เป็นญาณสัมปยุตกำลังอุบัติ ในอุปปาท-ขณะแห่งจิตที่สัมปยุตด้วยญาณในปวัตติกาล มนินทรีย์ของบุคคลเหล่านั้นในภูมินั้นกำลังเกิดและปัญญินทรีย์ก็กำลังเกิด ปัญญินทรียมูลกนัย จบ
อรรถกถา
ชั้นตัวบทอรรถกถาอธิบายพระไตรปิฎกอรรถกถายึดที่ข้อ ๓๗๙ ซึ่งครอบมาถึงข้อที่กำลังอ่าน
เปิดหน้าของฉบับนี้ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
อรรถกถาอินทริยยมก
บัดนี้เป็นการพรรณนาอินทริยยมก ที่พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงในลำดับต่อจากธรรมยมก เพราะทรงรวบรวมธรรมทั้งหลายมีกุศลธรรมเป็นต้น ที่พระองค์ทรงแสดงแล้วในมูลยมกเหล่านั้นให้เป็นส่วนหนึ่ง ด้วยอำนาจแห่งธรรมที่ได้อยู่ ในอินทริยยมกนั้นพึงทราบการกำหนดพระบาลี โดยนัยที่กล่าวแล้วในขันธยมกเป็นต้น.
ก็แม้ในอินทริยยมกนี้ มหาวาระ ๓ มีปัณณัตติวาระเป็นต้น และอนันตรวาระ ที่เหลือก็เป็นเช่นกับที่มาแล้วในยมกทั้งหลายมีขันธยมกเป็นต้นพร้อมด้วยประเภทแห่งกาลเป็นต้น แต่ว่ายมกทั้งหลายมีมากกว่าธาตุยมกเพราะความที่แห่งอินทรีย์ทั้งหลายมีมาก ก็ท่านไม่ประกอบ ชิวหายตนะและกายายตนะกับด้วยจักขวายตนะและจักขุธาตุ ในนัยอันมีจักขวายตนะและจักขุธาตุเป็นมูล ในปุคคลวาระเป็นต้น ในหนหลัง และไม่ถือเอายมกทั้งหลาย มีชิวหายตนะและกายายตนะเป็นมูล ฉันใดแม้ในอินทริยยมกนี้ ท่านก็ไม่ประกอบชิวหินทรีย์และกายินทรีย์ ในนัยอันมีจักขุนทรีย์เป็นมูล และไม่ถือเอายมกทั้งหลายที่มีชิวหินทรีย์และกายินทรีย์เป็นมูล ฉันนั้น
พึงทราบเหตุในการไม่ถือเอายมกทั้งหลายเหล่านั้น ตามนัยที่ท่านกล่าวไว้แล้วในยมกนั้นนั่นแหละ.
ส่วนมนินทรีย์ พึงทราบว่า ท่านประกอบแล้วด้วยมูลทั้งหลายมีจักขุนทรีย์เป็นมูลเป็นต้น ฉันใด แม้กับมูลทั้งหลายมีอิตถินทรีย์เป็นมูล ก็ฉันนั้นนั่นแหละ มนินทรีย์ย่อมถึงการประกอบ เพราะเหตุใด เพราะเหตุนั้น พึงทราบว่า ท่านไม่ประกอบแล้ว โดยลำดับ บทที่วางไว้ (แต่) ประกอบไว้ในที่สุดกับมูลทั้งหลายมีจักขนุทรีย์เป็นต้น แม้ทั้งหมด.
ท่านประกอบอิตถินทรีย์กับจักขุนทริย์, ปุริสินทรีย์กับจักขุนทรีย์, ชีวิตินทรีย์กับจักขุนทรีย์, สุขินทรีย์ ทุกขินทรีย์ โทมนัสสินทรีย์ไม่มีในปฏิสนธิ เพราะเหตุนั้นท่านจึงไม่ถือเอา.
โสมนัสสินทริย์ อุเบกขินทรีย์ ท่านถือเอาแล้วในปฏิสนธิ เพราะเกิดมีพร้อมกับการเกิดขึ้น อินทรีย์ ๕ อย่างมีสัทธินทรีย์เป็นต้นก็เหมือนอย่างนั้นอินทรีย์ที่เป็นโลกุตตร ๓ อย่าง ท่านก็ไม่ถือเอา เพราะไม่มีในปฏิสนธิ อินทรีย์เหล่าใดท่านถือเอาแล้วด้วยอำนาจแห่งอินทรีย์เหล่านั้นพึงทราบการนับยมกในนัยอันมีจักขุนทรีย์เป็นมูลในอินทริยยมกนี้ ด้วยประการฉะนี้ ก็ในที่มี้พึงทราบการนับยมกในนัยอันมีจักขุทรีย์เป็นมูลในที่นี้ฉันใด ในที่ทั้งปวงก็ฉันนั้นพึงทราบการกำหนดพระบาลีในวาระทั้งหลายอย่างนี้ก่อนว่า ก็ยมกเหล่าใดที่พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงถือเอาแล้วควรนับยมกทั้งหลายด้วยสามารถแห่งยมกเหล่านั้น.
อีกอย่างหนึ่ง เมื่อนับ พึงนับด้วยสามารถแห่งโมฆะปุจฉา.
ก็ในการวินิจฉัยเนื้อความนี้ พึงทราบนัยมุขนี้ดังต่อไปนี้.
คำว่า สจกฺขุกานํ น อิตฺถีนํ ท่านกล่าวแล้วด้วยสามารถแห่งสัตว์ทั้งหลายที่มีรูป มีพรหมปาริสัชชาเป็นต้น และด้วยสามารถแห่งบุรุษเพศและผู้ไม่มีเพศ เพราะว่าอิตถินทรีย์ย่อมไม่เกิดแก่พรหม บุรุษเพศ และผู้ไม่มีเพศเหล่านั้น.
คำว่า สจกฺขุกานํ น ปุริสานํ ท่านกล่าวแล้วด้วยสามารถแห่งรูปพรหมด้วย แห่งสตรีเพศและบุคคลผู้ไม่มีเพศด้วย เพราะว่า ปุริสินทรีย์ย่อมไม่เกิดแก่รูปพรหม สตรีและผู้ไม่มีเพศเหล่านั้น.
คำว่า อจกฺขุกานํ อุปปชฺชนฺตานํ เตสํ ชีวิตินฺทริยํ อุปฺปชฺชติ ท่านกล่าวหมายเอาสัตว์ทั้งหลายในเอกโวการภพ จตุโวการภพและในกามธาตุ.
คำว่า สจกฺขุกานํ วินา โสมนสฺเสน ท่านกล่าวแล้วด้วยสามารถแห่งบุคคลผู้ปฏิสนธิด้วยมหาวิบากปฏิสนธิ ๔ ที่เกิดพร้อมด้วยอุเบกขา.
คำว่า สจกฺขุกานํ วินา อุเปกฺขาย ท่านกล่าวด้วยสามารถแห่งบุคคลผู้ปฏิสนธิพร้อมด้วยโสมนัส.
คำว่า อุเปกฺขาย อจกฺขุกานํ ท่านกล่าวด้วยสามารถแห่งอเหตุกปฏิสนธิ.
คำว่า อเหตุกานํ ท่านกล่าวแล้วเพราะความไม่มีแห่งอินทรีย์ทั้งหลายมีสัทธินทรีย์เป็นต้น กับด้วยอเหตุกปฏิสนธิ.
จริงอยู่ ในอเหตุกปฏิสนธิ ย่อมไม่มีศรัทธา สติ ปัญญาแน่นอน แต่สมาธิและวิริยะ ย่อมไม่ถึงความเป็นอินทรีย์.
คำว่า สเหตุกานํ อจกฺขุกานํ ท่านกล่าวแล้วด้วยอำนาจคัพภเสยยกสัตว์ และพรหมที่ไม่มีรูป ก็พวกสเหตุกะอื่นชื่อว่า อจกฺขุโก = ไม่มีจักขุ ย่อมไม่มี.
คำว่า สจกฺขุกานํ อเหตุกานํ ท่านกล่าวหมายเอาสัตว์ในอบายด้วยสามารถแห่งโอปปาติกะ.
คำว่า สจกฺขุกานํ ญาณวิปฺปยุตฺตานํ ท่านกล่าวหมายเอาสัตว์ที่ปฏิสนธิด้วยเหตุสอง ในกามธาตุ.
คำว่า สจกฺขุกานํ ญาณสมฺปยุตฺตานํ กล่าวหมายเอารูปพรหมด้วย เทวดาและมนุษย์ในกามาวจรด้วย.
คำว่า ญาณสมฺปยุตฺตานํ อจกฺขุกานํ ท่านกล่าวหมายเอาอรูปพรหม และติเหตุกสัตว์ผู้เกิดในครรภ์.
ในชีวิตินทรีย์มูล คำว่า วินา โสมนสฺเสน อุปฺปชฺชนฺตานํ ท่านกล่าวหมายเอาชีวิตินทรีย์แม้ทั้งสองอย่าง.
คำว่า ปวตฺเต โสมนสฺสวิปฺปยุตฺตจิตฺตสฺส อุปฺปาทกฺขเณ ท่านกล่าวหมายเอาอรูปชีวิตินทรีย์.
พึงทราบการประกอบ ชีวิตินทรีย์ด้วยสามารถปฏิสนธิและปวัตติ แม้ในที่ทั้งปวงโดยนัยนี้แม้ในมูลทั้งหลายมีโสมนัสสินทรีย์เป็นมูลเป็นต้น พึงถือเอาเนื้อความด้วยสามารถแห่งปฏิสนธิและปวัตตินั่นแหละแต่ในปฏิโลมนัย ในนิโรธวาระ พึงทราบการเกิด การไม่เกิด การดับและการไม่ดับ ในจุติ ปฏิสนธิและปวัตติแม้ทั้ง ๓ กาลด้วยสามารถแห่งธรรมทั้งหลายเหล่านั้นด้วย เหล่าอื่นด้วยตามที่ได้.
ในอนาคตวาระ คำว่า เอเตเนว ภาเวน ดังนี้ อธิบายว่า ด้วยการถือเอาปุริสปฏิสนธินั่นแหละ เพราะไม่ถึงซึ่งอิตถีภาวะ ในลำดับด้วยปุริสภาวะนั้นนั่นแหละ.
คำวิสัชนาว่า กติจิ ภเว ทสฺเสตฺวา ปรินิพฺพายิสฺสนฺติ อธิบายว่า บุรุษใดถือเอาแล้วซึ่งปฏิสนธิในภพไรๆ ไม่ถึงแล้วซึ่งอิตถีภาวะ จักปรินิพพานเทียว (หมายความว่าเกิดในภพใดด้วยเพศใด จักปรินิพพานด้วยเพศนั้นในภพนั้น)
แม้ในปัญหาที่สองก็นัยนี้ ก็บทว่า มนินทรีย์ด้วยไม่เกิดในภังคขณะแห่งอุปัตติจิตของสุทธาวาสพรหม ดังนี้ในอดีตวาระด้วยปัจจุบันวาระ (ปัจจุปันนาตีตวาระ) อธิบายว่า บัณฑิตไม่ถือเอาเนื้อความด้วยอำนาจการก้าวล่วงอุปาทขณะเหมือนกับในจิตตยมกแต่ควรถือเอาด้วยอำนาจแห่งการไม่เคยเกิดขึ้นในภพนั้น พึงทราบการวินิจฉัยเนื้อความในปวัตติวาระ แม้ทั้งหมดโดยนัยมุขนี้.
ก็ในปริญญาวาระ ท่านแสดงจักขุโสตยมกอย่างเดียวเท่านั้น ในมูลทั้งหลายมีจักขุมูลเป็นต้น ก็เพราะท่านแสดงอินทรีย์ทั้งหลายที่บุคคลไม่ควรกำหนดรู้ ที่เป็นโลกิยอัพยากตะด้วย ที่เจือด้วยโลกิยอัพยากตะด้วย แม้ที่เหลือเหตุนั้นท่านจึงแสดงอินทรีย์ ที่ท่านไม่แสดงเหล่านั้น โดยนัยนี้นั่นเทียว ก็เพราะอกุศลเป็นธรรมอันบุคคลพึงละโดยส่วนเดียวกุศลพึงเจริญโดยส่วนเดียว โลกุตตระอันเป็นอัพยากตะอันบุคคลพึงทำให้แจ้ง เพราะเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวว่า ย่อมละโทมนัสสินทรีย์ ย่อมเจริญอนัญญาตัญญัสสามีตินทรีย์ ย่อมกระทำให้แจ้งซึ่งอัญญาตาวินทรีย์ก็อัญญินทรีย์บุคคลควรเจริญก็มี ควรทำให้แจ้งก็มี อัญญินทรีย์นั้น ท่านถือเอาด้วยอำนาจการภาวนา (การทำให้เจริญ).
ในคำทั้งหลายเหล่านั้น คำว่า เทฺว ปุคฺคลา ได้แก่ ผู้พร้อมเพรียงด้วยสกทาคามี และผู้พร้อมเพรียงด้วยอรหัตตมรรค ในบุคคลทั้งสองนั้น คนหนึ่งชื่อว่า ย่อมไม่ละโทมนัสสินทรีย์ เพราะไม่สามารถตัดขาดได้ คนหนึ่งชื่อว่า ย่อมไม่ละโทมนัส เพราะความที่ท่านละโทมนัสสินทรีย์แล้ว.
บทว่า จกฺขุนฺทฺริยํ น ปริชานาติ ได้แก่ย่อมไม่รู้ทั่ว เพราะความที่แห่งท่านไม่สามารถยังมรรคที่ยังไม่เกิดให้เกิดขึ้นได้บัณฑิตพึงทราบเนื้อความในคำวิสัชนาทั้งปวงโดยนัยนี้. อรรถกถาอินทริยยมก จบ.
นิคมคาถา
ก็หญิงชายผู้ใดถึงพร้อมด้วยกิจดำรงอยู่ในโอวาทของพระศาสดาสัมมาสัมพุทธะพระองค์ใดผู้ทำกิจเสร็จแล้วหญิงชายผู้นั้น กำหนดตั้งมั่นในโอวาทของพระจอมมุนีไว้ดีแล้ว ย่อมเป็นผู้ก้าวล่วงอำนาจของพระยายม. พระสัมมาสัมพุทธะผู้ทรงเป็นเทพยิ่งกว่าเทพทั้งปวง ผู้ไม่มีมลทินอันจะนำไปสู่อำนาจของพระยายมเสด็จประทับอยู่ท่ามกลางเทวบริษัทหมู่ใหญ่ในเทวบุรี ทรงประกาศปกรณ์ชื่อว่ายมก ฉันใด ข้าพเจ้า (พระพุทธโฆษาจารย์) ปรารภอรรถกถาแห่งปกรณ์ยมกนั้น เพื่อแสดงวิธีกำหนดพระบาลีและนัยแห่งอรรถในคำปุจฉาวิสัชนา.
บัดนี้ อรรถกถาแห่งปกรณ์นี้นั้นถึงความสำเร็จแล้วด้วยแบบแผนมีประมาณ ๕ ภาณวาร โดยปราศจากอันตรายในโลกที่มีอันตรายมากฉันใด ขอสัตว์ทั้งหลายจงเป็นผู้มีความสำเร็จในหิตานุหิตประโยชน์ พรั่งพร้อมด้วยความสุข และขอมโนรถแม้ทั้งปวงของสรรพสัตว์ทั้งหลายจงถึงความสำเร็จฉันนั้น เทอญ.
อรรถกถาแห่งยมก จบ. -----------------------------------------------------