๑๓. หัตถิปาลชาดก
พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาฯ
ชั้นตัวบทพุทธพจน์ข้อ ๓๓๗–๓๖๒ลำดับ 509 จาก 525 ในชาดกพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาฯ 26 ข้อ3 ฉบับเทียบฉบับได้ข้อต่อข้อพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาฯ · อ้างว่าได้รับอนุญาต แต่ยังไม่มีเอกสาร
ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
๑๓. หัตถิปาลชาดก (๕๐๙) ว่าด้วยหัตถิปาลกุมาร (หัตถิปาลกุมารเห็นฤๅษีเหล่านั้นแล้วดีใจเลื่อมใส ได้กล่าว ๓ คาถาว่า)
นานแล้วหนอ ข้าพเจ้าเพิ่งจะได้พบเห็นพราหมณ์ ผู้มีเพศดังเทพ มีชฎาใหญ่ ทรงไว้ซึ่งหาบคอน มีขี้ฟันเขรอะ มีศีรษะหมักหมมด้วยธุลี
นานแล้วหนอ ข้าพเจ้าเพิ่งจะได้พบเห็น ฤๅษีผู้ยินดีในธรรมคุณ นุ่งผ้าย้อมด้วยน้ำฝาด มีผ้าคากรองปิดร่างกาย
ขอพระคุณเจ้าผู้เจริญจงรับอาสนะ น้ำ และผ้าเช็ดเท้าของข้าพเจ้าเถิด ข้าพเจ้าขอถวายของมีค่าต้อนรับพระคุณเจ้าผู้เจริญ ขอพระคุณเจ้าผู้เจริญจงใช้สอยของมีค่าของข้าพเจ้าด้วยเถิด
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๗ หน้า : ๕๒๘}
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก [๑๕. วีสตินิบาต] ๑๓. หัตถิปาลชาดก (๕๐๙) (ต่อมาพระราชบิดาเมื่อทรงพร่ำสอนพระกุมารตามอัธยาศัย จึงตรัสคาถาว่า)
หัตถิบาลลูกรัก เจ้าจงเล่าเรียนวิทยาแสวงหาทรัพย์ ปลูกฝังบุตรธิดาให้ดำรงอยู่ในเหย้าเรือน แล้วจงเสวยคันธารมณ์ รสารมณ์ และวัตถุกาม ทั้งปวงเถิด เป็นนักบวชได้ในเวลาแก่ เป็นการดี พระอริยะสรรเสริญผู้บวชนั้นว่าเป็นมุนี (หัตถิปาลกุมารได้กล่าวคาถาว่า)
เวทวิทยาเป็นของไม่จริง ลาภคือทรัพย์มีสภาพเป็นอันเดียวก็หาไม่ ชนทั้งหลายห้ามความชราได้เพราะลาภคือบุตรก็หาไม่ สัตบุรุษกล่าวยกย่องการปล่อยวางคันธารมณ์และรสารมณ์ ผลสำเร็จย่อมมีได้ เพราะการกระทำของตน (พระราชาทรงสดับดังนั้นแล้วจึงตรัสคาถาว่า)
คำของเจ้านั้นเป็นคำสัตย์อย่างแท้จริง ผลสำเร็จย่อมมีได้เพราะการกระทำของตน แต่มารดาบิดาของเจ้าเหล่านี้แก่เฒ่าแล้ว พึงเห็นเจ้ามีอายุ ๑๐๐ ปี ไม่มีโรค (หัตถิปาลกุมารสดับดังนั้นแล้วจึงได้กล่าว ๒ คาถาว่า)
ขอเดชะพระมหาราช ผู้แกล้วกล้าประเสริฐกว่านรชน ความเป็นเพื่อนกับความตาย ความเป็นมิตรไมตรีกับความแก่ พึงมีแก่ผู้ใด และแม้ผู้ใดพึงรู้ในกาลบางคราวว่า เราจักไม่ตาย มารดาบิดาพึงเห็นผู้นั้นมีอายุ ๑๐๐ ปี ไม่มีโรค @เชิงอรรถ : @ คันธารมณ์ อารมณ์ที่เกิดแต่กลิ่น รสารมณ์ อารมณ์ที่เกิดแต่รส วัตถุกาม วัตถุที่น่าใคร่ น่าปรารถนา@น่าอยากได้ โดยความได้แก่กามคุณ ๕ คือ รูป เสียง กลิ่น รส และโผฏฐัพพะ
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๗ หน้า : ๕๒๙}
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก [๑๕. วีสตินิบาต] ๑๓. หัตถิปาลชาดก (๕๐๙)
ถ้าคนยกเรือลงน้ำพายไป นำคนข้ามฟากไปยังฝั่งได้แม้ฉันใด พยาธิและชราก็ฉันนั้น ย่อมนำสัตว์ไปสู่อำนาจ ของมัจจุราชผู้ทำที่สุดแน่นอน (อัสสปาลกุมารเมื่อจะแสดงธรรมแก่พระราชบิดา จึงตรัส ๒ คาถาว่า)
กามทั้งหลายเสมือนเปือกตม เสมือนหล่ม เป็นเครื่องนำใจเหล่าสัตว์ไปได้ ข้ามได้ยาก เป็นที่ตั้งแห่งพญามัจจุราช สัตว์ทั้งหลายผู้จมอยู่ในเปือกตมและหล่มคือกามนั้น เป็นผู้มีอัตภาพเลวทรามย่อมข้ามถึงฝั่งคือพระนิพพานหาได้ไม่
เมื่อก่อน อัตภาพนี้ได้กระทำกรรมอันหยาบช้าไว้ ข้าพระพุทธเจ้าได้รับวิบากกรรมนั้นแล้ว ความพ้นจากวิบากกรรมนี้ไม่มีแก่ข้าพระพุทธเจ้าเลย ข้าพระพุทธเจ้าจะปิดกั้นปกปักรักษาอัตภาพนั้นไว้ ขออัตภาพนี้อย่าได้กระทำกรรมหยาบช้าอีกเลย (โคปาลกุมารทรงปฏิเสธพระราชบิดาแล้ว จึงตรัสคาถาว่า)
ขอเดชะพระมหาราช นายโคบาลเมื่อไม่เห็นโคที่หายไปในป่า ย่อมตามหาฉันใด ขอเดชะพระเจ้าเอสุการีมหาราช ประโยชน์ของข้าพระพุทธเจ้าก็หายไปแล้วฉันนั้น ไฉนเล่า ข้าพระพุทธเจ้านั้นจะไม่พึงแสวงหา (และท่านได้ฟังพระดำรัสขอร้องของพระราชบิดาแล้ว จึงตรัสคาถาอีกว่า)
คนกล่าวผัดเพี้ยนว่า พรุ่งนี้ก็เสื่อม ว่า มะรืนนี้ก็ยิ่งเสื่อม ธีรชนคนใดเล่าจะพึงรู้ว่า อนาคตนั้นไม่มี แล้วบรรเทาความพอใจที่เกิดขึ้นได้ (อชปาลกุมารกราบทูลปฏิเสธพระราชบิดาแล้ว จึงตรัส ๒ คาถาว่า)
ข้าพระพุทธเจ้าเห็นหญิงสาวคนหนึ่ง ท่องเที่ยวไปเหมือนคนเมา มีดวงตาเหมือนดอกการะเกด พญามัจจุราชได้คร่าชีวิตนางในปฐมวัยซึ่งยังมิได้บริโภคโภคะไป
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๗ หน้า : ๕๓๐}
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก [๑๕. วีสตินิบาต] ๑๓. หัตถิปาลชาดก (๕๐๙)
สามชายหนุ่มมีชาติกำเนิดที่ดี มีใบหน้างดงาม ทรวดทรงน่าทัศนา มีหนวดประปรายเหมือนเกษรดอกโกสุม ยังตกอยู่ในอำนาจของพญามัจจุราช ขอเดชะพระองค์ผู้สมมติเทพ ข้าพระพุทธเจ้าจักรีบละกามคุณและเคหสถานบวช ขอทรงพระกรุณาโปรดอนุญาต ให้ข้าพระพุทธเจ้าบวชเถิด พระเจ้าข้า (ปุโรหิตเมื่อจะปรึกษากับนางพราหมณี จึงกล่าวคาถาว่า)
ต้นไม้ได้โวหารว่าต้นไม้ เพราะมีกิ่งทั้งหลาย แต่ต้นไม้ที่ขาดกิ่ง ชาวโลกเรียกว่าตอไม้ แม่วาเสฏฐีผู้เจริญ บัดนี้เราขาดบุตร ถึงเวลาที่จะเที่ยวภิกขาจาร (นางพราหมณีเมื่อจะนำตัวอย่างที่เป็นอดีตมา กล่าวอุทานคาถาว่า)
นกกระเรียนทั้งหลายบินไปในอากาศได้ฉันใด หงส์ทั้งหลายทำลายข่ายคือใยที่แมงมุมชักขึงไว้ ในปลายฤดูฝนบินไปได้ฉันนั้น ลูกและผัวของเราก็พากันไปหมด ไฉนเรารู้อยู่จะไม่พึงไปตาม (พระอัครมเหสีเมื่อจะให้พระราชาทรงทราบเรื่องกามด้วยอุปมา จึงตรัส๒ คาถาว่า)
นกเหล่านี้กินเนื้อแล้วสำรอกแล้วด้วย ย่อมบินหลีกไปได้ ส่วนนกเหล่าใดกินเนื้อแล้วไม่สำรอก นกเหล่านั้นก็ตกอยู่ในเงื้อมมือของหม่อมฉัน
ขอเดชะพระมหาราช พราหมณ์ได้สำรอกกามทั้งหลายทิ้งแล้ว พระองค์นั้นกลับจะบริโภคกามนั้นอีก คนบริโภคสิ่งที่เขาคายทิ้งแล้วเป็นคนที่บัณฑิตไม่สรรเสริญเลย
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๗ หน้า : ๕๓๑}
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก [๑๕. วีสตินิบาต] ๑๓. หัตถิปาลชาดก (๕๐๙) (พระราชาเกิดความสลดพระทัยเมื่อจะทรงชมเชยพระเทวี จึงตรัสคาถาว่า)
บุรุษผู้มีกำลังฉุดบุรุษผู้มีกำลังทราม ที่จมอยู่ในเปือกตมและหล่มเลนขึ้นได้ฉันใด แม่ธิดาแห่งปัญจาลนครผู้เจริญ แม้พระนางก็ฉันนั้น พยุงพี่ให้ข้ามขึ้นจากเปือกตมคือกามได้ด้วยคาถาสุภาษิต (พระศาสดาเมื่อจะประกาศว่าพระราชาทรงผนวชแล้ว จึงตรัสพระคาถาว่า)
พระเจ้าเอสุการีมหาราช ผู้เป็นใหญ่ทั่วทิศ ครั้นตรัสพระดำรัสนี้แล้วละแคว้นทรงผนวชแล้ว เหมือนพญาช้างตัดเครื่องผูกได้ขาด (ชาวเมืองประชุมกันไปกราบทูลพระราชเทวี จึงกล่าวคาถาว่า)
ก็พระราชาผู้กล้าหาญ ประเสริฐกว่านรชน ทรงพอพระทัยการบรรพชา ละแคว้นไปแล้ว แม้พระนางก็จงทรงเป็นพระราชาของพวกข้าพระพุทธเจ้าเถิด พวกข้าพระพุทธเจ้าถวายความคุ้มครองแล้ว ขอพระนางทรงครอบครองราชสมบัติโดยธรรมเหมือนพระราชาเถิด (พระราชเทวีทรงสดับคำกราบทูลของมหาชนแล้ว จึงตรัสคาถาที่เหลือว่า)
ก็พระราชาผู้กล้าหาญ ประเสริฐกว่านรชน ทรงพอพระทัยการบรรพชา ละแคว้นไปแล้ว ถึงเราก็จักละกามทั้งหลาย ซึ่งเป็นที่น่ารื่นรมย์ยินดี ท่องเที่ยวไปคนเดียวในโลก
ก็พระราชาผู้กล้าหาญ ประเสริฐกว่านรชน ทรงพอพระทัยการบรรพชา ละแคว้นไปแล้ว ถึงเราก็จักละกามทั้งหลายที่มีอยู่โดยทั่วไป ท่องเที่ยวไปคนเดียวในโลก
กาลเวลาย่อมล่วงเลยไป ราตรีย่อมผ่านพ้นไป ชั้นแห่งวัยก็ละลำดับไป ถึงเราก็จักละกามทั้งหลาย ซึ่งเป็นที่น่ารื่นรมย์ยินดีท่องเที่ยวไปคนเดียวในโลก
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๗ หน้า : ๕๓๒}
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก [๑๕. วีสตินิบาต] ๑๔. อโยฆรชาดก (๕๑๐)
กาลเวลาย่อมล่วงเลยไป ราตรีย่อมผ่านพ้นไป ชั้นแห่งวัยก็ละลำดับไป ถึงเราก็จักละกามทั้งหลายที่มีอยู่โดยทั่วไป ท่องเที่ยวไปคนเดียวในโลก
กาลเวลาย่อมล่วงเลยไป ราตรีย่อมผ่านพ้นไป ชั้นแห่งวัยก็ละลำดับไป ถึงเราก็จักเป็นผู้เยือกเย็น ล่วงเครื่องข้องทั้งปวง ท่องเที่ยวไปคนเดียวในโลก หัตถิปาลชาดกที่ ๑๓ จบ
ฉบับหลวง
ชั้นตัวบทพุทธพจน์หน่วยที่ตำแหน่งเดียวกันของเล่มนี้ · เลขข้อเป็นของฉบับนี้เอง · ชื่อเรื่องตรงกันทั้งสองฉบับ
เปิดหน้าของฉบับนี้ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
๑๓ หตฺถิปาลชาตกํ
พระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๗ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๑๙ ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๑ ๑๓. หัตถิปาลชาดก ว่าด้วยกาลเวลาไม่คอยใคร
จิรสฺสํ วต ปสฺสาม พฺราหฺมณํ เทววณฺณินํ มหาชฏํ ขาริธรํ ปงฺกทนฺตํ รชสฺสิรํ ฯ จิรสฺสํ วต ปสฺสาม อิสึ ธมฺมคุเณ รตํ กาสายวตฺถวสนํ วากจีรํ ปริจฺฉทํ ฯ อาสนํ อุทกํ ปชฺชํ ปฏิคฺคณฺหาตุ โน ภวํ อคฺเฆ ภวนฺตํ ปุจฺฉาม อคฺฆํ กุรุตุ โน ภวํ ฯ
นานทีเดียว ข้าพเจ้าเพิ่งได้พบท่านพราหมณ์ผู้มีผิวพรรณดังเทพเจ้า มุ่น ชฎาใหญ่ ทรงไว้ซึ่งหาบคอน มีฟันเขลอะ มีธุลีบนเศียร. นานที เดียว ข้าพเจ้าเพิ่งได้พบท่านฤาษีผู้ยินดีในคุณธรรม นุ่งห่มผ้าย้อมน้ำ ฝาด ผ้าคากรอง ปกปิดโดยรอบ. ขอท่านผู้เจริญจงรับอาสนะ น้ำ ผ้า เช็ดเท้า และน้ำมันทาเท้าของข้าพเจ้า ข้าพเจ้าขอต้อนรับท่านด้วยสิ่ง ของมีค่ามาก ได้กรุณารับของมีค่ามากของข้าพเจ้าเถิด.
อธิจฺจ เวเท ปริเยส วิตฺตํ ปุตฺเต เคเห ตาต ปติฏฺฐเปตฺวา คนฺเธ รเส ปจฺจนุโภตฺว สพฺพํ อรญฺญํ สาธุ มุนิ โส ปสตฺโถ ฯ
ลูกรัก เจ้าจงเรียนวิชาและจงแสวงหาทรัพย์ จงปลูกฝังบุตรธิดาให้ดำรง อยู่ในเรือนเสียก่อน แล้วจงบริโภคกลิ่นรสและวัตถุกามทั้งปวงเถิด กิจ ที่จะอยู่ป่า เมื่อเวลาแก่สำเร็จประโยชน์ดี มุนีใดบวชในกาลเช่นนี้ได้ มุนีนั้นพระอริยเจ้าสรรเสริญ.
เวทา น สจฺจา น จ วิตฺตลาโภ น ปุตฺตลาเภน ชรํ วิหนฺติ คนฺเธ รเส มุจฺจนมาหุ สนฺโต สกมฺมุนา โหติ ผลูปปตฺติ ฯ
วิชาเป็นของไม่จริง และลาภ คือ ทรัพย์ก็ไม่จริง ใครๆ จะห้ามความ ชราด้วยลาภ คือ บุตรไม่ได้เลย สัตบุรุษทั้งหลายสอนให้ปล่อยกลิ่น และรสทั้งหลายเสีย ความอุบัติแห่งผลย่อมมีได้เพราะกรรมของตน.
อทฺธา หิ สจฺจํ วจนํ ตเวตํ สกมฺมุนา โหติ ผลูปปตฺติ ชิณฺณา จ มาตาปิตโร ตวยิเม ปสฺเสยฺยุ ตํ วสฺสสตํ อโรคฺยํ ฯ
คำของท่านที่ว่า ความอุบัติแห่งผลย่อมมีได้เพราะกรรมของตนนั้น เป็น คำจริงแท้แน่นอน อนึ่ง บิดามารดาของท่านนี้ แก่เฒ่าแล้วหวังจะเห็น ท่านมีอายุยืน ๑๐๐ ปี ไม่มีโรค.
ยสฺสสฺสุ สกฺขี มรเณน ราช ชราย มิตฺตี นรวีร เสฏฺฐ โย จาปิ ชญฺญา น มริสฺสํ กทาจิ ปสฺเสยฺยุ ตํ วสฺสสตํ อโรคฺยํ ฯ ยถาปิ นาวํ ปุริโสทกมฺหิ เอเรติ เจนํ อุปเนติ ตีรํ เอวํปิ พฺยาธิ สตตํ ชรา จ อุปเนติ มจฺจุวสมนฺตกสฺส ฯ
ข้าแต่พระราชาผู้ประเสริฐกว่านรชน ความเป็นสหายกับความตาย ความ ไมตรีกับความแก่ พึงมีแก่ผู้ใด หรือแม้ผู้ใดพึงรู้ว่าจักไม่ตาย มารดา บิดาพึงเห็นผู้นั้นมีอายุยืน ๑๐๐ ปี ไม่มีโรคเบียดเบียน ได้ในบางคราว บุรุษเอาเรือมาจอดไว้ที่ท่าน้ำ รับคนฝั่งนี้ส่งถึงฝั่งโน้น แล้วย้อนกลับรับ คนฝั่งโน้นพามาส่งถึงฝั่งนี้ ฉันใด ชราและพยาธิก็ย่อมนำเอาชีวิตสัตว์ ไปสู่อำนาจแห่งมัจจุราชอยู่เนืองๆ ฉันนั้น.
ปงฺโก จ กามา ปลิโป จ กามา มโนหรา ทุตฺตรา มจฺจุเธยฺยา เอตสฺมึ ปงฺเก ปลิเป วิสนฺนา หีนตฺตรูปา น ตรนฺติ ปารํ ฯ อยํ ปุเร ลุทฺทมกาสิ กมฺมํ สฺวายํ คหีโต น หิ โมกฺขิโต เม โอรุนฺธิยา นํ ปริรกฺขิสฺสามิ มายํ ปุน ลุทฺทมกาสิ กมฺมํ ฯ
กามทั้งหลายเป็นดังเปือกตม เป็นเครื่องให้จมลง และเป็นเครื่องนำไป ซึ่งน้ำใจสัตว์ ข้ามได้ยาก เป็นที่ตั้งแห่งมฤตยู สัตว์ทั้งหลาย ผู้ข้องอยู่ ในกามอันเป็นดังเปือกตม เป็นเครื่องให้จมลงนี้ เป็นสัตว์มีจิตเลวทราม ย่อมข้ามถึงฝั่งไม่ได้. เมื่อครั้งก่อน อัตภาพของพระองค์นี้ ได้กระทำ กรรมอันหยาบช้า ผลแห่งกรรมนั้นข้าพระองค์ถือไว้มั่นแล้ว ข้าพระองค์ จะพ้นไปจากผลแห่งกรรมนี้ไม่ได้เลย ข้าพระองค์จักปิดกั้นรักษาอัตภาพ นั้นอย่างรอบคอบ ขออัตภาพนี้อย่าได้ทำกรรมอันหยาบช้าอีกเลย.
ควํว นฏฺฐํ ปุริโส ยถา วเน อเนฺวสติ ราช อปสฺสมาโน เอวํ นฏฺโฐ เอสุการิ มมตฺโถ โสหํ กถํ น คเวเสยฺยํ ราช ฯ
ข้าแต่พระเจ้าเอสุการี ประโยชน์ของข้าพระองค์ ย่อมพินาศไปเสียแล้ว เหมือนบุรุษเลี้ยงโคไม่เห็นโคที่หายไปในป่า ฉะนั้น ข้าแต่พระราชา ข้าพระองค์ได้เห็นทางแห่งบรรพชิตทั้งหลาย แล้วไฉนจะไม่แสวงหาการ บรรพชาเล่า?
หิยฺโยติ หิยฺยติ โปโส ปเรติ ปริหายติ อนาคตํ เนตมตฺถีติ ญตฺวา อุปฺปนฺนจฺฉนฺทํ โก ปนุเทยฺย ธีโร ฯ
บุรุษกล่าวผัดเพี้ยนการงานที่ควรจะทำในวันนี้ว่า ควรทำในวันพรุ่งนี้ การ งานที่ควรจะทำในวันพรุ่งนี้ว่า ควรทำในวันต่อไป ย่อมเสื่อมจากการ งานนั้น ธีรชนคนใดรู้ว่า สิ่งใดเป็นอนาคต สิ่งนั้นไม่มีแล้ว พึง บรรเทาความพอใจที่เกิดขึ้นเสีย.
ปสฺสามิ โวหํ ทหรึ กุมารึ มตฺตูปมํ เกตกปุปฺผเนตฺตํ อภุตฺวา โภเค ปฐเม วยสฺมึ อาทาย มจฺจุ วชเต กุมารึ ฯ ยุวา สุชาโต สุมุโข สุทสฺสโน สาโม กุสุมฺภปริกิณฺณมสฺสุ หิตฺวาน กาเม ปฏิคจฺฉ เคหํ อนุชาน มํ ปพฺพชิสฺสามิ เทว ฯ
ข้าพระองค์ได้เห็นหญิงสาวคนหนึ่ง รูปร่างงามพอประมาณ มีดวงเนตร เหมือนดอกการเกต มัจจุราชมาฉุดคร่าพาหญิงสาวคนนั้นซึ่งกำลังตั้งอยู่ ในปฐมวัย ยังไม่ทันได้บริโภคสมบัติไป. อนึ่ง ชายหนุ่มมีทรวดทรง งาม มีใบหน้าผ่องใส น่าดูน่าชม มีวรรณะเรืองรองดังทองคำ มีหนวด เคราละเอียดอ่อนดังเกสรดอกคำฝอย แม้ชายหนุ่มเห็นปานนี้ก็ย่อมไปสู่ อำนาจแห่งมฤตยู ขอเดชะ ข้าพระองค์จะละกามและเรือนเสียแล้ว จักบวช ขอได้โปรดทรงพระกรุณาอนุญาตข้าพระองค์เถิด.
สาขาหิ รุกฺโข ลภเต สมญฺญํ ปหีนสาขํ ปน ขาณุมาหุ ปหีนปุตฺตสฺส มมชฺช โภติ วาเสฏฺฐิ ภิกฺขาจริยาย กาโล ฯ
ดูกรแม่วาเสฏฐี ต้นไม้จะได้นามโวหารว่า ต้นไม้ได้ ก็เพราะมีกิ่งและ ใบ ชาวโลกเขาเรียกต้นไม้ที่ไม่มีกิ่งและใบว่า เป็นตอไม้ วันนี้ เราผู้มี บุตรละทิ้งไปเสียแล้ว เวลานี้ เราสมควรจะบวชเที่ยวภิกขาจารไป.
อฆสฺมึ โกญฺจาว ยถา หิมจฺจเย กตานิ ชาลานิ ปทาเลยฺยุ หํสา คจฺฉนฺติ ปุตฺตา จ ปตี จ มยฺหํ สาหํ กถํ นานุวเช ปชานํ ฯ
นกกระเรียนทั้งหลายบินไปในอากาศได้คล่องแคล่ว ฉันใด หงส์ทั้งหลาย เมื่อสิ้นฤดูฝนแล้ว พึงทำลายใยที่แมงมุมทำไว้ แล้วออกไปได้ ฉันนั้น บุตรและสามีของเราพากันไปหมด ไฉนเราจะไม่ปฏิบัติตามบุตรและสามี ของเราเล่า.
เอเต ภุตฺวา วมิตฺวา จ ปกฺกมนฺติ วิหงฺคมา เย จ ภุตฺวา น วมึสุ เต เม หตฺถตฺถมาคตา ฯ อวมิ พฺราหฺมโณ กาเม โส ตฺวํ ปจฺจาวมิสฺสสิ วนฺตาโท ปุริโส ราช น โส โหติ ปสํสิโย ฯ
แร้งเหล่านี้ กินเนื้อและสำรอกออกหมดแล้ว ย่อมพากันบินไปได้ ฝ่ายแร้งเหล่าใด กินเนื้อแล้วไม่สำรอกเนื้อออกเสีย แร้งเหล่านั้น ก็พา กันตกอยู่ในเงื้อมมือของหม่อมฉัน. ข้าแต่พระราชา พราหมณ์ได้คลายกาม ทั้งหลายออกทิ้งแล้ว ส่วนพระองค์นั้นกลับรับเอากามนั้นไว้บริโภคอีก บุรุษผู้บริโภคสิ่งที่ผู้อื่นคายออกแล้ว ไม่พึงได้รับความสรรเสริญเลย.
ปงฺเก จ โปสํ ปลิเป พฺยสนฺนํ พลี ยถา ทุพฺพลมุทฺธเรยฺย เอวมฺปิ มํ ตฺวํ อุทตาริ โภติ ปญฺจาลิ คาถาหิ สุภาสิตาหิ ฯ
ดูกรพระนางปัญจาลีผู้เจริญ บุรุษผู้มีกำลังช่วยฉุดบุรุษทุพพลภาพ ผู้จมอยู่ ในเปือกตมขึ้นได้ ฉันใด เธอก็ช่วยพยุงฉันให้ขึ้นจากกามได้ด้วยคาถา อันเป็นสุภาษิต ฉันนั้นแล.
อิทํ วตฺวา มหาราชา เอสุการี ทิสมฺปติ รฏฺฐํ หิตฺวาน ปพฺพชฺชิ นาโค เฉตฺวาว พนฺธนํ ฯ
พระเจ้าเอสุการีมหาราชา ผู้เป็นอธิบดีในทิศ ทรงภาษิตคาถานี้แล้ว ทรง ละรัฐสีมาเสด็จออกบรรพชา ดุจช้างตัวประเสริฐสลัดเครื่องผูกให้ขาด ไปได้ ฉะนั้น.
ราชา จ ปพฺพชฺชมโรจยิตฺถ รฏฺฐํ ปหาย นรวีรเสฏฺโฐ ตุวํปิ โน โหหิ ยเถว ราชา อเมฺหหิ คุตฺตา อนุสาส รชฺชํ ฯ
ก็พระราชาผู้กล้าหาญ ประเสริฐที่สุดกว่านรชน ทรงพอพระทัยใน บรรพชาเพศ ละรัฐสีมาไปแล้ว ขอพระนางเจ้าโปรดเป็นพระราชาแห่ง ข้าพระพุทธเจ้าทั้งหลายเถิด พระนางเจ้า อันข้าพระพุทธเจ้าทั้งหลาย คุ้มครองแล้ว โปรดเสวยราชสมบัติเหมือนพระราชาเถิด.
ราชา จ ปพฺพชฺชมโรจยิตฺถ รฏฺฐํ ปหาย นรวีรเสฏฺโฐ อหํปิ เอกา จริสฺสามิ โลเก หิตฺวาน กามานิ มโนรมานิ ฯ ราชา จ ปพฺพชฺชมโรจยิตฺถ รฏฺฐํ ปหาย นรวีรเสฏฺโฐ อหํปิ เอกา จริสฺสามิ โลเก หิตฺวาน กามานิ ยโถธิกานิ ฯ อจฺเจนฺติ กาลา ตรยนฺติ รตฺติโย วโยคุณา อนุปุพฺพํ ชหนฺติ อหํปิ เอกา จริสฺสามิ โลเก หิตฺวาน กามานิ มโนรมานิ ฯ อจฺเจนฺติ กาลา ตรยนฺติ รตฺติโย วโยคุณา อนุปุพฺพํ ชหนฺติ อหํปิ เอกา จริสฺสามิ โลเก หิตฺวาน กามานิ ยโถธิกานิ ฯ อจฺเจนฺติ กาลา ตรยนฺติ รตฺติโย วโยคุณา อนุปุพฺพํ ชหนฺติ อหํปิ เอกา จริสฺสามิ โลเก สีติภูตา สพฺพมติจฺจ สงฺคนฺติ ฯ หตฺถิปาลชาตกํ เตรสมํ ---------
ก็พระราชาผู้กล้าหาญ ประเสริฐที่สุดกว่านรชน ทรงพอพระทัยใน บรรพชาเพศ ละรัฐสีมาไปแล้ว แม้เราก็จักละกามทั้งหลายอันน่ารื่นรมย์ ใจ เที่ยวไปในโลกแต่ผู้เดียว ก็พระราชาผู้กล้าหาญ ประเสริฐที่สุด กว่านรชน ทรงพอพระทัยในบรรพชาเพศ ละรัฐสีมาไปแล้ว แม้เรา ก็จักละกามทั้งหลายอันตั้งอยู่เป็นถ่องแถว แล้วเที่ยวไปในโลกแต่ผู้เดียว กาลย่อมล่วงไปๆ ราตรีย่อมผ่านไปๆ ชั้นแห่งวัยย่อมละลำดับไป แม้ เราก็จักละกามทั้งหลายอันน่ารื่นรมย์ใจ เที่ยวไปในโลกแต่ผู้เดียว. กาล ย่อมล่วงไปๆ ราตรีย่อมผ่านไปๆ ชั้นแห่งวัยย่อมละลำดับไป แม้เราก็จัก ละกามทั้งหลายอันตั้งอยู่เป็นถ่องแถว เที่ยวไปในโลกแต่ผู้เดียว. กาล ย่อมล่วงไปๆ ราตรีย่อมผ่านไปๆ ชั้นแห่งวัยย่อมละลำดับไป แม้เรา ก็จักเป็นผู้เย็นใจ ก้าวล่วงความข้องทั้งปวง เที่ยวไปในโลกแต่ผู้เดียว. จบ หัตถิปาลชาดกที่ ๑๓.