๖. เสลเถรคาถา
พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาฯ
ชั้นตัวบทพุทธพจน์ข้อ ๘๑๘–๘๔๑ลำดับ 254 จาก 265 ในเถรคาถาพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาฯ 24 ข้อ3 ฉบับเทียบฉบับได้ข้อต่อข้อพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาฯ · อ้างว่าได้รับอนุญาต แต่ยังไม่มีเอกสาร
ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
๖. เสลเถรคาถา ภาษิตของพระเสลเถระ (พระเสลเถระ ครั้งเป็นคฤหัสถ์ ได้สดุดีพระผู้มีพระภาคด้วยภาษิต ๖ ภาษิตว่า)
ข้าแต่พระผู้มีพระภาค พระองค์เสด็จอุบัติมาดีแล้ว ทรงมีพระวิริยภาพ มีพระวรกายสมบูรณ์ มีพระรัศมีที่ซ่านออกจากพระวรกายงดงาม สวยงามน่าทัศนายิ่งนัก พระฉวีวรรณเปล่งปลั่งดังทองคำ พระเขี้ยวแก้วทั้งซ้ายขวาก็สุกใส
เพราะพระลักษณะแห่งมหาบุรุษ ที่มีปรากฏแก่มหาบุรุษนั้น ย่อมมีปรากฏในพระวรกายของพระองค์อย่างครบถ้วน
พระองค์มีพระเนตรแจ่มใส พระพักตร์ผุดผ่อง พระวรกายสูงใหญ่ตรง มีพระเดช ทรงรุ่งเรืองท่ามกลางหมู่สมณะ เหมือนดวงอาทิตย์รุ่งเรืองอยู่
พระองค์เป็นภิกษุ มีพระคุณสมบัติงดงามน่าชม มีพระฉวีวรรณ ผุดผ่องดังทองคำ พระองค์ทรงมีวรรณสูงส่งถึงเพียงนี้ จะเป็นสมณะไปทำไม
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๖ หน้า : ๔๗๖}
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรคาถา [๑๖. วีสตินิบาต] ๖. เสลเถรคาถา
พระองค์ควรเป็นพระเจ้าจักรพรรดิ ที่องอาจในหมู่พลรถ ทรงปราบปรามไพรีชนะ ทรงเป็นใหญ่ในภาคพื้นชมพูทวีป ซึ่งมีสมุทรสาครทั้งสี่เป็นขอบเขต
ข้าแต่พระโคดม ขอเชิญพระองค์ขึ้นครองราชย์ เป็นพระเจ้าจักรพรรดิจอมมนุษย์ตามพระราชประเพณี ที่กษัตราธิราชโดยพระชาติได้เสวยราชย์ มีหมู่เสวกามาตย์เสด็จตามพระองค์เถิด (พระผู้มีพระภาคตรัสพระพุทธภาษิตนี้ว่า)
เสลพราหมณ์ เราเป็นพระราชาอยู่แล้ว คือเป็นพระธรรมราชาผู้ยอดเยี่ยม ยังธรรมจักรที่ไม่มีใครๆ หมุนไปได้ ให้หมุนไปได้ (พระเสลเถระครั้งเป็นคฤหัสถ์ได้กล่าวภาษิตเหล่านี้ว่า)
ข้าแต่พระโคดม พระองค์ทรงปฏิญาณว่า เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เป็นธรรมราชาผู้ยอดเยี่ยม ทั้งยังตรัสยืนยันว่า ยังธรรมจักรให้เป็นไป
ใครหนอเป็นเสนาบดีของพระองค์ผู้เจริญ เป็นสาวกผู้ประพฤติตามเบื้องพระยุคลบาทของพระองค์ผู้เป็นศาสดา ใครจะช่วยประกาศธรรมจักรที่พระองค์ทรงให้เป็นไปแล้วนี้ได้ (พระผู้มีพระภาคตรัสพระพุทธภาษิตนี้ว่า)
เสลพราหมณ์เอ๋ย สารีบุตรผู้เกิดตามตถาคต จะช่วยประกาศธรรมจักรที่ยอดเยี่ยมซึ่งเราให้เป็นไปไว้แล้ว
พราหมณ์ เราได้รู้ยิ่งธรรมที่ควรรู้ยิ่ง ได้เจริญธรรมที่ควรให้เจริญ ได้ละธรรมที่ควรละได้แล้ว เพราะฉะนั้น เราจึงเป็นพระพุทธเจ้า
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๖ หน้า : ๔๗๗}
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรคาถา [๑๖. วีสตินิบาต] ๖. เสลเถรคาถา
พราหมณ์ ท่านจงกำจัดความเคลือบแคลงสงสัยในเราเสีย จงน้อมใจเชื่อเราเสียเถิด เพราะว่าการพบเห็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทั้งหลาย
ผู้จะปรากฏเนืองๆ ในโลก ย่อมเป็นการหาได้ยาก พราหมณ์ เรานั้น เป็นพุทธเจ้า เป็นหมอผ่าตัดลูกศรคือกิเลสมีราคะเป็นต้นชั้นเยี่ยม
เป็นผู้ประเสริฐ ไม่มีผู้เปรียบเทียบ ย่ำยีมารและเสนามาร ทำมารทั้งหมดซึ่งไม่ใช่มิตรไว้ในอำนาจ ไม่มีภัยแต่ที่ไหนเบิกบานอยู่ (พระเสลเถระ ครั้งเป็นคฤหัสถ์ กราบทูลด้วย ๓ คาถาว่า)
ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ขอเชิญพระองค์ จงทรงใคร่ครวญคำของข้าพระองค์นี้ เหมือนอย่างที่พระตถาคตผู้มีพระจักษุ เป็นหมอผ่าตัดลูกศรคือกิเลสมีราคะเป็นต้น เป็นมหาวีระ ตรัสไว้ดังราชสีห์บันลือในป่า
ใครได้เห็นพระองค์ผู้ประเสริฐ ไม่มีผู้เปรียบเทียบ ย่ำยีมารและเสนามาร จะไม่พึงเลื่อมใสเล่า ถึงคนที่เกิดในตระกูลต่ำก็ยังเลื่อมใส
ผู้ปรารถนาจะตามฉัน ก็เชิญมา หรือผู้ไม่ปรารถนา ก็เชิญกลับไป ฉันจะบวชในสำนักของพระพุทธเจ้า ผู้มีพระปัญญาประเสริฐนี้
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๖ หน้า : ๔๗๘}
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรคาถา [๑๖. วีสตินิบาต] ๖. เสลเถรคาถา (มาณพทั้งหลายซึ่งเป็นอันเตวาสิก ๓๐๐ คน ได้กล่าวภาษิตนี้ว่า)
ถ้าท่านอาจารย์ผู้เจริญชอบใจคำสอน ของพระสัมมาสัมพุทธเจ้านี้ แม้พวกเราก็จะบวชในสำนัก ของพระพุทธเจ้าผู้มีพระปัญญาประเสริฐ (พระเสลเถระ ครั้งเป็นคฤหัสถ์ดีใจ ได้กราบทูลด้วยภาษิตว่า)
พราหมณ์ ๓๐๐ คนนี้ พากันประนมมือ ทูลขอบรรพชาว่า ข้าแต่พระผู้มีพระภาค ข้าพระองค์ทั้งหลาย จะประพฤติพรหมจรรย์ในสำนักของพระองค์ (พระผู้มีพระภาค ให้พราหมณ์ทั้งหมดบวชแล้ว ตรัสพระพุทธภาษิตว่า)
เสละ พรหมจรรย์เรากล่าวไว้ดีแล้ว ผู้บรรลุจะเห็นได้เอง ให้ผลไม่จำกัดกาล ในศาสนาที่มีการบรรพชาไม่ไร้ผล เมื่อคนที่ไม่ประมาทหมั่นศึกษาอยู่ (พระเสลเถระเมื่อจะพยากรณ์พระอรหัต ได้กล่าวภาษิตเหล่านี้ว่า)
ข้าแต่พระผู้มีพระภาคผู้มีพระจักษุ เพราะข้าพระองค์ทั้งหลายได้ถึงสรณคมน์นั้นในวันที่ ๘ แต่นี้ ฉะนั้น ข้าพระองค์ทั้งหลายจึงได้ใช้เวลาฝึกอินทรีย์ ในพระศาสนาของพระองค์มาเป็นเวลา ๗ วัน
พระองค์ทรงเป็นสัพพัญญูพุทธเจ้า เป็นศาสดา เป็นจอมปราชญ์ ทรงครอบงำมารได้ ทรงตัดอนุสัยกิเลสได้ ทรงข้ามห้วงน้ำใหญ่คือสงสารได้แล้ว จึงทรงยังหมู่สัตว์นี้ให้ข้ามได้ด้วย
พระองค์ทรงล่วงอุปธิกิเลสได้พ้น ทำลายอาสวะแล้ว ไม่มีความยึดมั่น ละความหวาดกลัวภัยได้ เหมือนราชสีห์ ไม่กลัวต่อหมู่เนื้อ
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๖ หน้า : ๔๗๙}
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรคาถา [๑๖. วีสตินิบาต] ๗. ภัททิยกาฬิโคธาปุตตเถรคาถา
ข้าแต่พระองค์ผู้ทรงแกล้วกล้า ภิกษุทั้ง ๓๐๐ รูปนี้ ยืนประนมมืออยู่ ขอพระองค์ทรงเหยียดพระยุคลบาทเถิด ภิกษุทั้งหลาย จะได้ถวายบังคมพระองค์ผู้เป็นศาสดา
ฉบับหลวง
ชั้นตัวบทพุทธพจน์หน่วยที่ตำแหน่งเดียวกันของเล่มนี้ · เลขข้อเป็นของฉบับนี้เอง · ชื่อเรื่องตรงกันทั้งสองฉบับ
เปิดหน้าของฉบับนี้ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
พระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๖ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๑๘ ขุททกนิกาย วิมาน-เปตวัตถุ เถร-เถรีคาถา ๖. เสลเถรคาถา คาถาสุภาษิตของพระเสลเถระ
|๓๙๐.๘๑๘| ๖ ปริปุณฺณกาโย สุรุจิ สุชาโต จารุทสฺสโน สุวณฺณวณฺโณสิ ภควา สุสุกฺกทาโฐสิ วิริยวา ฯ |๓๙๐.๘๑๙| นรสฺส หิ สุชาตสฺส เย ภวนฺติ วิยญฺชนา สพฺเพ เต ตว กายสฺมึ มหาปุริสลกฺขณา ฯ |๓๙๐.๘๒๐| ปสนฺนเนตฺโต สุมุโข พฺรหา อุชุ ปตาปวา มชฺเฌ สมณสงฺฆสฺส อาทิจฺโจว วิโรจสิ ฯ |๓๙๐.๘๒๑| กลฺยาณทสฺสโน ภิกฺขุ กญฺจนสนฺนิภตฺตโจ กึ เต สมณภาเวน เอวํ อุตฺตมวณฺณิโน ฯ |๓๙๐.๘๒๒| ราชา อรหสิ ภวิตุํ จกฺกวตฺติ รเถสโภ จาตุรนฺโต วิชิตาวี ชมฺพุสณฺฑสฺส อิสฺสโร ฯ |๓๙๐.๘๒๓| ขตฺติยา โภชราชาโน อนุยนฺตา ภวนฺติ เต ราชาภิราชา มนุชินฺโท รชฺชํ กาเรหิ โคตม ฯ |๓๙๐.๘๒๔| ราชาหมสฺมิ เสลาติ (ภควา) ธมฺมราชา อนุตฺตโร ธมฺเมน จกฺกํ วตฺเตมิ จกฺกํ อปฺปฏิวตฺติยํ ฯ |๓๙๐.๘๒๕| สมฺพุทฺโธ ปฏิชานาสิ (อิติ เสโล พฺราหฺมโณ) ธมฺมราชา อนุตฺตโร ธมฺเมน จกฺกํ วตฺเตมิ อิติ ภาสสิ โคตม ฯ |๓๙๐.๘๒๖| โก นุ เสนาปติ โภโต สาวโก สตฺถุรนฺวโย โก อิมํ อนุวตฺเตติ ธมฺมจกฺกํ ปวตฺติตํ ฯ |๓๙๐.๘๒๗| มยา ปวตฺติตํ จกฺกํ (เสลาติ ภควา) ธมฺมจกฺกมนุตฺตรํ สารีปุตฺโตนุวตฺเตติ อนุชาโต ตถาคตํ ฯ |๓๙๐.๘๒๘| อภิญฺเญยฺยํ อภิญฺญาตํ ภาเวตพฺพญฺจ ภาวิตํ ปหาตพฺพํ ปหีนํ เม ตสฺมา พุทฺโธสฺมิ พฺราหฺมณ ฯ |๓๙๐.๘๒๙| วินยสฺสุ มยิ กงฺขํ อธิมุจฺจสฺสุ พฺราหฺมณ ทุลฺลภํ ทสฺสนํ โหติ สมฺพุทฺธานํ อภิณฺหโส ฯ |๓๙๐.๘๓๐| เยสํ เว ทุลฺลโภ โลเก ปาตุภาโว อภิณฺหโส โสหํ พฺราหฺมณ พุทฺโธสฺมิ สลฺลกตฺโต อนุตฺตโร ฯ |๓๙๐.๘๓๑| พฺรหฺมภูโต อติตุโล มารเสนปฺปมทฺทโน สพฺพามิตฺเต วสีกตฺวา โมทามิ อกุโตภโย ฯ |๓๙๐.๘๓๒| อิทํ โภนฺโต นิสาเมถ ยถา ภาสติ จกฺขุมา สลฺลกตฺโต มหาวีโร สีโหว นทตี วเน ฯ |๓๙๐.๘๓๓| พฺรหฺมภูตํ อติตุลํ มารเสนปฺปมทฺทนํ โก ทิสฺวา นปฺปสีเทยฺย อปิ กณฺหาภิชาติโก ฯ |๓๙๐.๘๓๔| โย มํ อิจฺฉติ อเนฺวตุ โย วา นิจฺฉติ คจฺฉตุ อิธาหํ ปพฺพชิสฺสามิ วรปญฺญสฺส สนฺติเก ฯ |๓๙๐.๘๓๕| เอตญฺเจ รุจฺจตี โภโต สมฺมาสมฺพุทฺธสาสนํ มยมฺปิ ปพฺพชิสฺสาม วรปญฺญสฺส สนฺติเก ฯ |๓๙๐.๘๓๖| พฺราหฺมณา ติสตา อิเม ยาจนฺติ ปญฺชลีกตา พฺรหฺมจริยํ จริสฺสาม ภควา ตว สนฺติเก ฯ |๓๙๐.๘๓๗| สฺวากฺขาตํ พฺรหฺมจริยํ (เสลาติ ภควา) สนฺทิฏฺฐิกมกาลิกํ ยตฺถ อโมฆา ปพฺพชฺชา อปฺปมตฺตสฺส สิกฺขโต ฯ |๓๙๐.๘๓๘| ยนฺตํ สรณมาคมฺม อิโต อฏฺฐมิ จกฺขุม สตฺตรตฺเตน ภควา ทนฺตมฺห ตว สาสเน ฯ |๓๙๐.๘๓๙| ตุวํ พุทฺโธ ตุวํ สตฺถา ตุวํ มาราภิภู มุนิ ตุวํ อนุสเย เฉตฺวา ติณฺโณ ตาเรสิมํ ปชํ ฯ |๓๙๐.๘๔๐| อุปธี เต สมติกฺกนฺตา อาสวา เต ปทาลิตา สีโหว อนุปาทาโน ปหีนภยเภรโว ฯ |๓๙๐.๘๔๑| ภิกฺขโว ติสตา อิเม ติฏฺฐนฺตี ปญฺชลีกตา ปาเท วีร ปสาเรหิ นาคา วนฺทนฺตุ สตฺถุโนติ ฯ เสโล เถโร ฯ
พระเสลเถระเมื่อครั้งยังเป็นพราหมณ์ได้กล่าวชมเชยพระผู้มีพระภาคด้วยคาถา ๖ คาถา ความว่า ข้าแต่พระผู้มีพระภาค พระองค์ผู้ทรงมีพระวิริยภาพ มีพระสรีระกาย สมบูรณ์ มีพระรัศมีงดงามชวนให้น่าดูยิ่งนัก พระฉวีวรรณก็เปล่งปลั่ง ดังทองคำ พระเขี้ยวแก้วทั้งซ้ายขวาก็สุกใส ด้วยว่าลักษณะแห่งมหาบุรุษ เหล่าใด ย่อมมีปรากฏแก่พระอริยเจ้า หรือพระบรมจักรพรรดิ ผู้เป็น นระเกิดแล้วโดยชอบ ลักษณะแห่งมหาบุรุษเหล่านั้น ย่อมมีปรากฏใน พระกายของพระองค์ครบทุกสิ่ง พระองค์มีดวงพระเนตรแจ่มใส พระ พักตร์ผุดผ่อง พระวรกายทั้งสูงทั้งกว้างและตั้งตรง มีพระเดชรุ่งโรจน์ อยู่ในท่ามกลางแห่งหมู่พระสมณะ ปานดังดวงอาทิตย์ฉะนั้น พระองค์ ทรงเป็นภิกษุที่มีคุณสมบัติงดงามน่าชม มีพระฉวีวรรณผุดผ่องงดงามดัง ทองคำ พระองค์ทรงสมบูรณ์ด้วยพระวรรณะและพระลักษณะอันอุดมถึง อย่างนี้ จะมัวมาเป็นสมณะอยู่ทำไมกัน พระองค์ควรจะเป็นพระราชา หรือไม่ก็จักรพรรดิราชันย์ผู้ประเสริฐ ทรงปราบปรามไพรีชนะแล้วเสด็จ ผ่านพิภพ เป็นบรมเอกราชในสากลชมพูทวีป มีสมุทรสาครสี่เป็นขอบ เขต ข้าแต่พระโคดม ขอเชิญพระองค์เสด็จขึ้นผ่านราชสมบัติ เป็นองค์ ราชาธิราชจอมมนุษย์นิกรทั้งหลาย ตามพระราชประเพณีของกษัตราธิราช โดยพระชาติที่ได้เสวยราชย์ อันมีหมู่เสวกามาตย์โดยเสด็จตามพระองค์ มาเถิด. พระผู้มีพระภาคตรัสตอบว่า ดูกรเสลพราหมณ์ เราเป็นพระราชาอยู่แล้ว คือ เป็นธรรมราชายอด เยี่ยม เรายังจักรอันใครๆ ให้เป็นไปไม่ได้ให้เป็นไปโดยธรรม. เสลพราหมณ์ได้กราบทูลด้วยคาถา ๒ คาถาว่า ข้าแต่พระโคดม พระองค์ทรงปฏิญาณว่า เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เป็นธรรมราชาผู้ยอดเยี่ยม ทั้งยังได้ตรัสยืนยันว่า จะทรงยังจักรให้เป็น ไปโดยธรรม ใครหนอเป็นเสนาบดีของพระองค์ เป็นสาวกผู้ประพฤติ ตามพระองค์ผู้เป็นศาสดา ใครจะประกาศธรรมจักรที่พระองค์ทรงประกาศ แล้วให้เป็นไปตามได้. พระผู้มีพระภาคตรัสตอบว่า ดูกรเสลพราหมณ์ สารีบุตรผู้อนุชาตบุตรของตถาคต จะประกาศธรรม- จักรอันยอดเยี่ยมที่เราประกาศแล้ว ดูกรพราหมณ์ เรารู้ยิ่งซึ่งธรรมที่ควรรู้ ยิ่งแล้ว เจริญธรรมที่ควรเจริญแล้ว ละธรรมที่ควรละแล้ว เหตุนั้น เราจึงเป็นพระพุทธเจ้า ดูกรพราหมณ์ ท่านจงนำความเคลือบแคลงในเรา ออกเสีย จงน้อมใจเชื่อเถิด เพราะการเห็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเนืองๆ ที่ปรากฏขึ้นในโลก เป็นการหาได้ยาก ดูกรพราหมณ์ เราเป็นพระพุทธเจ้า เป็นหมอผ่าตัดลูกศร คือ กิเลสชั้นเยี่ยม เราเป็นผู้ประเสริฐดังพรหม ไม่มีผู้เสมอเหมือน เป็นผู้ย่ำยีมารและเสนามาร ทำให้หมู่สัตว์ผู้มิใช่ มิตรทุกๆ จำพวกไว้ในอำนาจได้ เป็นผู้ไม่มีภัยแต่ที่ไหนๆ เบิกบานอยู่. เสลพราหมณ์กราบทูลว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ขอเชิญพระองค์ทรงสดับคำของข้าพระองค์นี้ก่อน พระตถาคตผู้มีพระจักษุเป็นแพทย์ผ่าตัดลูกศร ทรงมีความเพียรยิ่งใหญ่ ได้ตรัสพระวาจาเหมือนราชสีห์บันลือสีหนาทในป่า ใครได้เห็นพระองค์ ผู้ประเสริฐดังพรหม ไม่มีใครเสมอเหมือน ทรงย่ำยีมารและเสนามาร ได้แล้ว จะไม่พึงเลื่อมใสเล่า แม้คนที่เกิดในเหล่ากอคนดำ ก็ย่อม เลื่อมใส ผู้ใดปรารถนาจะตามฉันมา ก็เชิญตามมา หรือไม่ปรารถนา ก็จงกลับไปเถิด แต่ตัวฉันจะบวชในสำนักของพระพุทธเจ้าผู้มีพระปัญญา อย่างประเสริฐนี้ละ. พอเสลพราหมณ์ผู้อาจารย์พูดจบลง ทันใดนั้นเอง มาณพอันเตวาสิก ๓๐๐ คนเป็นผู้ มุ่งจะบวชเหมือนกัน จึงกล่าวคาถาว่า ถ้าท่านอาจารย์ชอบใจคำสอน ของพระสัมมาสัมพุทธเจ้านี้ แม้ข้าพเจ้า ทั้งหลายก็จะพากันบวชในสำนักของพระพุทธเจ้า ผู้มีพระปัญญาอย่าง ประเสริฐ. เสลพราหมณ์กราบทูลพระผู้มีพระภาคว่า ข้าแต่พระผู้มีพระภาค พราหมณ์ ๓๐๐ คนนี้ พากันประนมอัญชลีทูลขอ บรรพชาว่า ข้าพระองค์ทั้งหลายจักประพฤติพรหมจรรย์ในสำนักของพระ องค์ พระเจ้าข้า. พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ท่านทั้งหลายจงเป็นภิกษุมาเถิด พรหมจรรย์เรากล่าวดีแล้ว อันผู้บรรลุจะ พึงเห็นเอง ไม่ประกอบด้วยกาล เพราะการบวชในศาสนานี้ ไม่ไร้ผล แก่บุคคลผู้ไม่ประมาทศึกษาอยู่. ครั้นพระเสลเถระได้บรรลุอรหัตแล้ว จึงเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาค เมื่อจะประกาศ อรหัตผลที่ตนได้บรรลุ จึงกล่าวคาถา ๔ คาถา ความว่า ข้าแต่พระผู้มีพระภาคผู้มีพระจักษุ นับแต่วันที่ข้าพระองค์ทั้งหลายถึง สรณคมน์ล่วงไปแล้วได้ ๗ วัน ครบ ๘ วันเข้าวันนี้ ข้าพระองค์ทั้งหลาย เป็นผู้มีอินทรีย์อันฝึกแล้ว ในศาสนาของพระองค์ พระองค์เป็นผู้ตื่น แล้วและยังทรงปลุกผู้อื่นให้ตื่นได้อีกด้วย พระองค์เป็นครูผู้สั่งสอนแก่ ทวยเทพแลมนุษย์ทั้งหลาย เป็นจอมปราชญ์ ทรงครอบงำมารและ เสนามาร ทรงตัดอนุสัยได้แล้ว ทรงข้ามห้วงแห่งสังสารวัฏได้แล้ว ทรง ยังหมู่สัตว์นี้ให้ข้ามห้วงแห่งสังสารวัฏได้ด้วย ทรงก้าวล่วงอุปธิได้แล้ว ทรงทำลายอาสวะทั้งหลายได้แล้ว ทรงเป็นผู้ไม่มีความยึดมั่น ทรงละ ความขลาดกลัวต่อภัยได้แล้ว เหมือนสีหราชผู้ไม่ครั่นคร้ามต่อหมู่เนื้อ ฉะนั้น ข้าแต่พระองค์ผู้แกล้วกล้า ภิกษุ ๓๐๐ รูปเหล่านี้ พากันมายืน ประนมอัญชลีอยู่พร้อมหน้า ขอพระองค์โปรดทรงเหยียดฝ่าพระบาททั้ง สองมาเถิด ภิกษุผู้ประเสริฐทั้งหลายจะขอถวายบังคมพระองค์ผู้เป็น ศาสดา.