๒. ปาราปริยเถรคาถา
พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาฯ
ชั้นตัวบทพุทธพจน์ข้อ ๗๒๖–๗๔๖ลำดับ 250 จาก 265 ในเถรคาถาพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาฯ 21 ข้อ3 ฉบับเทียบฉบับได้ข้อต่อข้อพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาฯ · อ้างว่าได้รับอนุญาต แต่ยังไม่มีเอกสาร
ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรคาถา [๑๖. วีสตินิบาต] ๒. ปาราปริยเถรคาถา ๒. ปาราปริยเถรคาถา ภาษิตของพระปาราปริยเถระ (พระปาราปริยเถระเมื่อจะประกาศอาการที่ตนคิด จึงได้กล่าวภาษิตเหล่านี้ว่า)
ภิกษุชื่อปาราปริยะ เป็นสมณะ นั่งอยู่แต่ลำพังผู้เดียว มีจิตสงบสงัดเข้าฌานอยู่ ได้มีความคิดว่า
คนพึงทำอะไรโดยลำดับ ประพฤติวัตรอย่างไร ประพฤติมารยาทอย่างไร จึงจะชื่อว่าพึงทำกิจของตนและไม่เบียดเบียนใครๆ
อินทรีย์ทั้งหลายนั่นแหละ ย่อมมีไว้เพื่อเป็นประโยชน์ และไม่เป็นประโยชน์สำหรับมวลมนุษย์ อินทรีย์ที่ไม่ได้ระวังรักษาย่อมเป็นไปเพื่อมิใช่ประโยชน์ ส่วนอินทรีย์ที่ระวังรักษาแล้วย่อมเป็นไปเพื่อประโยชน์
คนที่ระวังรักษาและคุ้มครองอินทรีย์เท่านั้น ชื่อว่าเป็นผู้ทำกิจของตน และไม่พึงเบียดเบียนใครๆ
ถ้าผู้ใดไม่ห้ามจักขุนทรีย์ที่เป็นไปในรูปทั้งหลายมักไม่เห็นโทษ ผู้นั้นย่อมพ้นจากทุกข์ไม่ได้เลย
อนึ่ง ผู้ใดไม่ห้ามโสตินทรีย์ที่เป็นไปในเสียงทั้งหลาย มักไม่เห็นโทษ ผู้นั้นย่อมพ้นจากทุกข์ไม่ได้เลย
หากผู้ใดไม่เห็นอุบายเป็นที่สลัดออก ส้องเสพกลิ่น ผู้นั้นยังติดอยู่ในกลิ่น ย่อมพ้นจากทุกข์ไม่ได้
ผู้ใดยังคำนึงถึงรสเปรี้ยว รสหวาน และรสขม ติดอยู่ในความอยากในรส ย่อมไม่รู้สึกถึงความคิดในใจที่เกิดขึ้นว่า เราจะทำที่สุดทุกข์ ผู้นั้นก็ย่อมพ้นจากทุกข์ไม่ได้
ผู้ใดยังนึกถึงโผฏฐัพพะที่สวยงาม ไม่ปฏิกูล ยินดีแล้ว ผู้นั้นย่อมประสบทุกข์ต่างๆ ซึ่งมีราคะเป็นเหตุ
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๖ หน้า : ๔๖๓}
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรคาถา [๑๖. วีสตินิบาต] ๒.ปาราปริยเถรคาถา
ผู้ใดไม่อาจระวังรักษาใจจากธรรมารมณ์เหล่านี้ ทุกข์ที่เกิดจากกระแสอารมณ์ทั้ง ๕ ย่อมติดตามผู้นั้น เพราะไม่ระวังรักษาใจนั้น
ร่างกายนี้เต็มไปด้วยหนอง เลือด และซากศพเป็นจำนวนมาก ที่นรชนผู้กล้าสร้างไว้ เกลี้ยงเกลา วิจิตรงดงามแต่ภายนอก ภายในเต็มไปด้วยของไม่สะอาด มีคูถเป็นต้น ดุจสมุก
ที่เผ็ดร้อน มีรสหวานชื่นใจ ผูกพันด้วยความรัก เป็นทุกข์ ฉาบไว้ด้วยของที่น่าชื่นใจภายนอก ดุจมีดโกนทาน้ำผึ้งที่คนเขลาไม่รู้ซึ้งฉะนั้น
บุรุษที่ยังกำหนัดยินดีในรูป เสียง กลิ่น (รส) และโผฏฐัพพะ ของสตรี ย่อมประสบทุกข์ต่างๆ
กระแสตัณหาในสตรีทั้ง ๕ ย่อมไหลไปในทวารทั้ง ๕ ของบุรุษ ผู้ใดมีความเพียรอาจทำการป้องกันกระแสตัณหาทั้ง ๕ นั้นได้
ผู้นั้น มีความรู้ตั้งอยู่ในธรรม ขยัน มีปัญญาเครื่องพิจารณา ถึงจะยินดีอยู่ ก็พึงทำกิจที่ประกอบด้วยเหตุผลได้
ถ้ายังติดอยู่กับการประกอบกิจที่เป็นประโยชน์ปัจจุบัน ควรเว้นกิจที่ไม่เป็นประโยชน์ เป็นผู้ไม่ประมาท มีปัญญาเครื่องพิจารณา รู้ว่ากิจนั้นไม่ควรทำแล้ว พึงเว้นเสีย
ควรยึดกิจที่ประกอบประโยชน์ในปัจจุบัน และความยินดีที่ประกอบด้วยธรรม ประพฤติ เพราะความยินดี นั้นแล ชื่อว่าเป็นความยินดีสูงสุด
ผู้ใดปรารถนาจะใช้อุบายต่างๆ ช่วงชิงเอาสิ่งของของคนเหล่าอื่น ฆ่า เบียดเบียนผู้อื่น และทำผู้อื่นให้เศร้าโศก ฉกชิงเอาสิ่งของของคนเหล่าอื่นด้วยความทารุณ ร้ายกาจ การกระทำของผู้นั้นไม่ประกอบด้วยประโยชน์
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๖ หน้า : ๔๖๔}
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรคาถา [๑๖. วีสตินิบาต] ๓. เตลกานิเถรคาถา
คนมีกำลัง เมื่อจะถากไม้ย่อมใช้ลิ่มตอกลิ่ม ฉันใด ภิกษุผู้ฉลาดก็ฉันนั้น ย่อมใช้อินทรีย์นั่นแหละขจัดอินทรีย์
นรชนใดอบรมศรัทธา วิริยะ สติ สมาธิ และปัญญา ใช้อินทรีย์ ๕ ฝึกอินทรีย์ ๕ เป็นพราหมณ์ ไม่มีทุกข์ ถึงอนุปาทิเสสนิพพาน
นรชนนั้นมีความรู้ ตั้งอยู่ในธรรม ทำตามอนุสาสนีที่เป็นคำสอนของพระพุทธเจ้าทุกประการ ย่อมประสบสุข
ฉบับหลวง
ชั้นตัวบทพุทธพจน์หน่วยที่ตำแหน่งเดียวกันของเล่มนี้ · เลขข้อเป็นของฉบับนี้เอง · จับคู่ตามตำแหน่ง · เล่มนี้ทั้งสองฉบับแบ่งเรื่องเท่ากัน จึงเทียบตามลำดับได้ · ชื่อเรื่องไม่ตรงกัน จึงยังไม่ได้ยืนยันว่าเป็นเรื่องเดียวกัน
เปิดหน้าของฉบับนี้ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
พระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๖ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๑๘ ขุททกนิกาย วิมาน-เปตวัตถุ เถร-เถรีคาถา ๒. ปาราสริยเถรคาถา คาถาสุภาษิตของพระปาราสริยเถระ
|๓๘๖.๗๒๖| ๒ สมณสฺส อหู จินฺตา ปาราสริยสฺส ภิกฺขุโน เอกกสฺส นิสินฺนสฺส ปวิวิตฺตสฺส ฌายิโน |๓๘๖.๗๒๗| กิมานุปุพฺพํ ปุริโส กึ วตฺตํ กึ สมาจารํ อตฺตโน กิจฺจการิสฺส น จ กิญฺจิ วิเหฐเย ฯ |๓๘๖.๗๒๘| อินฺทฺริยานิ มนุสฺสานํ หิตาย อหิตาย จ อรกฺขิตานิ อหิตาย รกฺขิตานิ หิตาย จ ฯ |๓๘๖.๗๒๙| อินฺทฺริยาเนว สารกฺขํ อินฺทฺริยานิ จ โคปยํ อตฺตโน กิจฺจการิสฺส น จ กิญฺจิ วิเหฐเย ฯ |๓๘๖.๗๓๐| จกฺขุนฺทฺริยญฺจ รูเปสุ คจฺฉนฺตํ อนิวารยํ อนาทีนวทสฺสาวี โส ทุกฺขา น หิ มุจฺจติ ฯ |๓๘๖.๗๓๑| โสตินฺทฺริยญฺจ สทฺเทสุ คจฺฉนฺตํ อนิวารยํ อนาทีนวทสฺสาวี โส ทุกฺขา น หิ มุจฺจติ ฯ |๓๘๖.๗๓๒| อนิสฺสรณทสฺสาวี คนฺเธ เจ ปฏิเสวติ น โส มุจฺจติ ทุกฺขมฺหา คนฺเธสุ อธิมุจฺฉิโต ฯ |๓๘๖.๗๓๓| อมฺพิลมธุรคฺคญฺจ ติตฺตกคฺคมนุสฺสรํ รสตณฺหาย คธิโต หทยํ นาวพุชฺฌติ ฯ |๓๘๖.๗๓๔| สุภานยปฺปฏิกูลานิ โผฏฺฐพฺพานิ อนุสฺสรํ รตฺโต ราคาธิกรณํ วิวิธํ วินฺทเต ทุกฺขํ ฯ |๓๘๖.๗๓๕| มนญฺเจเตหิ ธมฺเมหิ โย น สกฺโกติ รกฺขิตุํ ตโต นํ ทุกฺขมเนฺวติ สพฺพโสเตหิ ปญฺจหิ ฯ |๓๘๖.๗๓๖| ปุพฺพโลหิตสมฺปุณฺณํ พหุสฺส กุณปสฺส จ นรวีรกตํ วคฺคุํ สมุคฺคมิว จิตฺติตํ ฯ |๓๘๖.๗๓๗| กฏุกํ มธุรสฺสาทํ ปิยนิพนฺธนํ ทุกฺขํ ขุรํว มธุนาลิตฺตํ อุลฺลิตฺตํ นาวพุชฺฌติ ฯ |๓๘๖.๗๓๘| อิตฺถิรูเป อิตฺถิรเส โผฏฺฐพฺเพปิจ อิตฺถิยา อิตฺถิคนฺเธสุ สารตฺโต วิวิธํ วินฺทเต ทุกฺขํ ฯ |๓๘๖.๗๓๙| อิตฺถิโสตานิ สพฺพานิ สนฺทนฺติ ปญฺจปญฺจสุ เตสมาวรณํ กาตุํ โย สกฺโกติ วิริยวา ฯ |๓๘๖.๗๔๐| โส อตฺถวา โส ธมฺมฏฺโฐ โส ทกฺโข โส วิจกฺขโณ กเรยฺย รมมาโน หิ กิจฺจํ ธมฺมตฺถสํหิตํ ฯ |๓๘๖.๗๔๑| อโถ สีทติ สญฺญุตฺตํ วชฺเช กิจฺจํ นิรตฺถกํ น ตํ กิจฺจนฺติ มญฺญิตฺวา อปฺปมตฺโต วิจกฺขโณ ฯ |๓๘๖.๗๔๒| ยญฺจ อตฺเถน สญฺญุตฺตํ ยา จ ธมฺมคตา รติ ตํ สมาทาย วตฺเตถ สา หิ เว อุตฺตมา รติ ฯ |๓๘๖.๗๔๓| อุจฺจาวเจหุปาเยหิ ปเรสมภิชิคีสาติ หนฺตฺวา วธิตฺวา อถ โสจยิตฺวา อาโลปติ สาหสา โย ปเรสํ ฯ |๓๘๖.๗๔๔| ตจฺฉนฺโต อาณิยา อาณึ นิหนฺติ พลวา ยถา อินฺทฺริยานินฺทฺริเยเหว นิหนฺติ กุสลา ตถา ฯ |๓๘๖.๗๔๕| สทฺธํ วิริยํ สมาธิญฺจ สติปญฺญญฺจ ภาวยํ ปญฺจ ปญฺจหิ หนฺตฺวาน อนีโฆ ยาติ พฺราหฺมโณ ฯ |๓๘๖.๗๔๖| โส อตฺถวา โส ธมฺมฏฺโฐ กตฺวา วากฺยานุสาสนึ สพฺเพน สพฺพํ พุทฺธสฺส โส นโร สุขเมธตีติ ฯ ปาราสริโย เถโร ฯ
ความคิดได้มีแล้วแก่ภิกษุผู้ชื่อว่าปาราสริยะ ผู้เป็นสมณะนั่งอยู่แล้วแต่ ผู้เดียว มีจิตสงบสงัด เพ่งฌาน บุรุษพึงทำอะไรโดยลำดับ พึงประพฤติ วัตรอย่างไร ประพฤติมารยาทอย่างไร จึงชื่อว่าเป็นผู้ทำกิจของตน และ ชื่อว่าไม่เบียดเบียนใครๆ อินทรีย์ทั้งหลายย่อมมีเพื่อประโยชน์และ ไม่ใช่ประโยชน์ แก่มนุษย์ทั้งหลาย อินทรีย์ที่ไม่รักษา ย่อมไม่เป็นไป เพื่อประโยชน์ อินทรีย์ที่รักษา ย่อมเป็นไปเพื่อประโยชน์ บุรุษผู้รักษา และคุ้มครองอินทรีย์นั่นแล จึงชื่อว่าเป็นผู้กระทำกิจของตน และชื่อว่า ไม่เบียดเบียนใครๆ ถ้าผู้ใดไม่ห้ามจักขุนทรีย์ อันไปอยู่ในรูปทั้งหลาย ไม่เห็นโทษผู้นั้นย่อมไม่พ้นจากทุกข์ได้เลย อนึ่ง ผู้ใดไม่ห้ามโสตินทรีย์ อันเป็นไปอยู่ในเสียงทั้งหลาย ไม่เห็นโทษ ผู้นั้นย่อมไม่พ้นจากทุกข์ได้ เลย ถ้าผู้ใดไม่เห็นอุบายเครื่องสลัดออก ซ่องเสพในกลิ่น ผู้นั้นเป็น ผู้หมกมุ่นอยู่ในกลิ่นย่อมไม่พ้นไปจากทุกข์ ผู้ใดมัวแต่คำนึงถึงรสเปรี้ยว รสหวานและรสขมเป็นผู้กำหนัดยินดีด้วยตัณหาในรส ไม่รู้สึกถึงความ คิดในใจอันเกิดขึ้นในขณะบรรพชาว่า จักทำที่สุดทุกข์ ผู้นั้นย่อมไม่พ้น ไปจากทุกข์ ผู้ใดมัวนึกถึงโผฏฐัพพะอันสวยงาม ไม่ปฏิกูล ยินดีแล้ว ผู้นั้นย่อมได้ประสบทุกข์มีประการต่างๆ อันมีราคะเป็นเหตุ ก็ผู้ใดไม่ อาจจะรักษาใจจากธรรมเหล่านี้ ทุกข์อันเกิดจากกระแสอารมณ์ทั้ง ๕ นั้น ย่อมติดตามผู้นั้นไป เพราะการไม่รักษาใจนั้น ร่างกายนี้เต็มไปด้วยหนอง เลือดและซากศพเป็นอันมาก เป็นของอันนายช่างผู้ฉลาดทำไว้ เป็นของ เกลี้ยงเกลาวิจิตรงดงามแต่ภายนอก ภายในเต็มไปด้วยของไม่สะอาด มี คูถเป็นต้น ดังสมุคฉะนั้น คนพาลย่อมไม่รู้สึกว่า ร่างกายนี้เป็นของ เผ็ดร้อน มีรสหวานเป็นที่ยินดี เกี่ยวพันด้วยความรัก เป็นทุกข์ เป็น ของฉาบไล้ไว้ด้วยสิ่งที่น่าชื่นใจ เหมือนมีดโกนอันทาแล้วด้วยน้ำผึ้ง ฉะนั้น บุคคลผู้กำหนัดยินดีในรูป เสียง กลิ่น รส และโผฏฐัพพะ ของหญิง ย่อมต้องประสบทุกข์มีประการต่างๆ กระแสตัณหาในหญิง ทั้งปวงย่อมไหลไปในทวารทั้ง ๕ ของบุรุษ ผู้ใดมีความเพียร อาจทำการ ป้องกันกระแสตัณหาเหล่านั้นได้ ผู้นั้นตั้งอยู่ในอรรถ ตั้งอยู่ในธรรม เป็นผู้ขยันมีปัญญาเครื่องพิจารณา ก็บุคคลควรเป็นผู้ยินดีทำกิจอันประ- กอบด้วยอรรถและธรรม การประกอบด้วยกามารมณ์ย่อมทำให้จมอยู่ใน โลกบุคคลพึงเว้นกิจอันไร้ประโยชน์เสีย เมื่อรู้ว่า สิ่งนั้นไม่ควรทำแล้ว พึงเป็นผู้ไม่ประมาท มีปัญญาสอดส่องในสิ่งนั้น บุคคลพึงยึดเอาแต่กิจที่ ประกอบด้วยประโยชน์ และความยินดีอันประกอบด้วยธรรม แล้วพึง ประพฤติ เพราะว่าความยินดีในธรรมนั้นแล เป็นความยินดีสูงสุด ผู้ใดปรารถนาจะชิงเอาสิ่งของของผู้อื่นด้วยอุบายใหญ่น้อย ฆ่าผู้อื่น เบียดเบียนผู้อื่น ทำคนอื่นให้เศร้าโศก ฉกชิงเอาสิ่งของของคนอื่น ด้วยความทารุณร้ายกาจ การกระทำของผู้นั้น เป็นการกระทำอาศัยความ ยินดีในการประกอบด้วยความฉิบหาย บุคคลผู้มีกำลัง เมื่อผ่าไม้ ย่อม ตอกลิ่มด้วยลิ่ม ฉันใด ภิกษุผู้ฉลาดย่อมกำจัดอินทรีย์ ด้วยอินทรีย์ ฉันนั้น บุคคลผู้อบรมศรัทธา วิริยะ สติ สมาธิ และปัญญา กำจัด อินทรีย์ ๕ ด้วยอินทรีย์ ๕ แล้ว เป็นพราหมณ์ผู้ไม่มีทุกข์ไป บุคคลนั้น เป็นผู้ตั้งอยู่ในอรรถตั้งอยู่ในธรรม ทำตามคำสอนของพระพุทธเจ้า ทั้งปวง โดยประการทั้งปวง ย่อมได้รับความสุข.