๑. ภูตเถรคาถา
พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาฯ
ชั้นตัวบทพุทธพจน์ข้อ ๕๑๘–๕๒๖ลำดับ 233 จาก 265 ในเถรคาถาพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาฯ 9 ข้อ3 ฉบับเทียบฉบับได้ข้อต่อข้อพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาฯ · อ้างว่าได้รับอนุญาต แต่ยังไม่มีเอกสาร
ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรคาถา [๙. นวกนิบาต] ๑. ภูตเถรคาถา ๙. นวกนิบาต ๑. ภูตเถรคาถา ภาษิตของพระภูตเถระ (พระภูตเถระได้กล่าวคาถาเหล่านี้ว่า)
เมื่อใด บัณฑิตกำหนดรู้ทุกข์ว่า ชราและมรณะเป็นทุกข์ที่ปุถุชนทั้งหลาย ผู้ติดอยู่ในเบญจขันธ์ไม่รู้แจ้ง เป็นผู้มีสติ เข้าฌานอยู่ เมื่อนั้น ย่อมไม่ได้ความยินดีที่ประเสริฐยิ่งกว่า ความยินดีในวิปัสสนา มรรคและผลนั้น
เมื่อใด บัณฑิตละตัณหาที่ซ่านไปในอารมณ์ต่างๆ อันนำทุกข์มาให้ นำทุกข์อันเกิดเพราะความต่อเนื่องแห่งปปัญจธรรม มีสติ เข้าฌานอยู่ เมื่อนั้น ย่อมไม่ได้ความยินดีที่ประเสริฐ ยิ่งกว่าความยินดีวิปัสสนา มรรค และผลนั้น
เมื่อใด บัณฑิตสัมผัสทางอันสูงสุด ปลอดโปร่ง ที่ให้ลุถึงมรรคมีองค์ ๘ เป็นที่ชำระกิเลสได้หมด ด้วยปัญญา มีสติ เข้าฌานอยู่ เมื่อนั้น ย่อมไม่ได้ความยินดีที่ประเสริฐ ยิ่งกว่าความยินดีในวิปัสสนามรรคและผลนั้น @เชิงอรรถ : @ ธรรมเครื่องเนิ่นช้า หมายถึงธรรมที่ทำการเวียนว่ายตายเกิดของสัตว์ทั้งหลายให้ยึดยาวออกไป ซึ่งได้แก่@ราคะ ความกำหนัด มานะ ความถือตัวเป็นต้น (ขุ.เถร.อ. ๒/๕๑๙/๑๘๐)
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๖ หน้า : ๔๒๙}
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรคาถา [๙. นวกนิบาต] ๑. ภูตเถรคาถา
เมื่อใด บัณฑิตเจริญสันตบท ซึ่งไม่มีความเศร้าโศก ปราศจากกิเลสดุจธุลี อันปัจจัยปรุงแต่งไม่ได้ เป็นที่ชำระกิเลสได้หมด ตัดกิเลสเครื่องผูกพันคือสังโยชน์ เมื่อนั้น ย่อมไม่ได้ความยินดีที่ประเสริฐ ยิ่งกว่าความยินดีในวิปัสสนา มรรค และผลนั้น
เมื่อใด กลองคือเมฆพรั่งพรูไปด้วยสายฝน คำรามอยู่ในท้องฟ้า ซึ่งเป็นทางไปของฝูงนกโดยรอบ และภิกษุผู้อยู่ประจำเงื้อมภูเขา ยังเข้าฌานอยู่ เมื่อนั้น ก็ย่อมไม่ได้ความยินดีที่ประเสริฐ ยิ่งกว่าความยินดีในฌานนั้น
เมื่อใด บัณฑิตมีจิตเบิกบาน นั่งเข้าฌานอยู่ที่ฝั่งแม่น้ำทั้งหลาย ซึ่งดารดาษไปด้วยดอกโกสุม มีดอกไม้ป่าเป็นช่อสวยงาม เมื่อนั้น ย่อมไม่ได้ความยินดีที่ประเสริฐ ยิ่งกว่าความยินดีในฌานนั้น
เมื่อใด มีฝนฟ้าร้องในเวลากลางคืน ฝูงสัตว์ที่มีเขี้ยวงาก็พากันยินดีในป่าใหญ่ที่สงัด และภิกษุผู้อยู่ประจำเงื้อมภูเขา เข้าฌานอยู่ เมื่อนั้น ก็ย่อมไม่ได้ความยินดีที่ประเสริฐ ยิ่งกว่าความยินดีในฌานนั้น
เมื่อใด ภิกษุกำจัดวิตกทั้งหลายของตนได้ เข้าถ้ำภายในภูเขา ปราศจากความกระวนกระวายใจ ปราศจากกิเลสที่ตรึงใจโดยสิ้นเชิง เข้าฌานอยู่ เมื่อนั้น ย่อมไม่ได้ความยินดีที่ประเสริฐ ยิ่งกว่าความยินดีในฌานนั้น @เชิงอรรถ : @ นิพพาน (ขุ.เถร.อ. ๒/๕๒๑/๑๘๐)
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๖ หน้า : ๔๓๐}
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรคาถา [๙. นวกนิบาต] รวมเรื่องพระเถระที่มีในนิบาต
เมื่อใด ภิกษุมีความสุข กำจัดกิเลสที่เป็นมลทินที่ตรึงใจและความโศกได้ ไม่มีกลอนประตูคืออวิชชา ไม่มีป่าคือตัณหา ปราศจากลูกศรคือกิเลส ทั้งทำอาสวะให้สิ้นไปได้หมด เข้าฌานอยู่ เมื่อนั้น ย่อมไม่ได้ความยินดีที่ประเสริฐ ยิ่งกว่าความยินดีในฌานนั้น นวกนิบาต จบ รวมเรื่องพระเถระที่มีในนิบาตนี้ คือ ๑. พระภูตเถระที่เห็นธรรมโดยถ่องแท้ เป็นดุจนอแรดรูปเดียว และในนวกนิบาต มี ๙ คาถา ฉะนี้แล
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๖ หน้า : ๔๓๑}
ฉบับหลวง
ชั้นตัวบทพุทธพจน์หน่วยที่ตำแหน่งเดียวกันของเล่มนี้ · เลขข้อเป็นของฉบับนี้เอง · ชื่อเรื่องตรงกันทั้งสองฉบับ
เปิดหน้าของฉบับนี้ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
เถรคาถาย นวกนิปาโต
พระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๖ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๑๘ ขุททกนิกาย วิมาน-เปตวัตถุ เถร-เถรีคาถา เถรคาถา นวกนิบาต ๑. ภูตเถรคาถา คาถาสุภาษิตของพระภูตเถระ
|๓๖๙.๕๑๘| ๑ ยถา ทุกฺขํ ชรามรณนฺติ ปณฺฑิโต อวิทฺทสู ยตฺถ สิตา ปุถุชฺชนา ทุกฺขํ ปริญฺญาย สโตว ฌายติ ตโต รตึ ปรมตรํ น วินฺทติ ฯ |๓๖๙.๕๑๙| ยทา ทุกฺขสฺสาวหนึ วิสตฺติกํ ปปญฺจสงฺฆาฏทุกฺขาธิวาหนึ ตณฺหํ ปหตฺวาน สโตว ฌายติ ตโต รตึ ปรมตรํ น วินฺทติ ฯ |๓๖๙.๕๒๐| ยทา สิวํ เทฺวจตุรงฺคคามินํ มคฺคุตฺตมํ สพฺพกิเลสโสธนํ ปญฺญาย ผุสิตฺวา สโตว ฌายติ ตโต รตึ ปรมตรํ น วินฺทติ ฯ |๓๖๙.๕๒๑| ยทา อโสกํ วิรชํ อสงฺขตํ สนฺตํ ปทํ สพฺพกิเลสโสธนํ ภาเวติ สญฺโญชนพนฺธนจฺฉิทํ ตโต รตึ ปรมตรํ น วินฺทติ ฯ |๓๖๙.๕๒๒| ยทา นเภ คชฺชติ เมฆทุนฺทุภิ ธารากุลา วิหงฺคปเถ สมนฺตโต ภิกฺขุ จ ปพฺภารคโตว ฌายติ ตโต รตึ ปรมตรํ น วินฺทติ ฯ |๓๖๙.๕๒๓| ยทา นทีนํ กุสุมากุลานํ วิจิตฺตวาเนยฺยวฏํสกานํ ตีเร นิสินฺโน สุมโนว ฌายติ ตโต รตึ ปรมตรํ น วินฺทติ ฯ |๓๖๙.๕๒๔| ยทา นิสีเว รหิตมฺหิ กานเน เทเว คฬนฺตมฺหิ นทนฺติ ทาฐิโน ภิกฺขุ จ ปพฺภารคโตว ฌายติ ตโต รตึ ปรมตรํ น วินฺทติ ฯ |๓๖๙.๕๒๕| ยทา วิตกฺเก อุปรุนฺธิยตฺตโน นคนฺตเร นควิวรํ สมสฺสิโต วีตทฺทโร วิคตขิโลว ฌายติ ตโต รตึ ปรมตรํ น วินฺทติ ฯ |๓๖๙.๕๒๖| ยทา สุขี มลขิลโสกนาสโน นิรคฺคโล นิพฺพนโถ วิสลฺโล สพฺพาสเว พฺยนฺติกโตว ฌายติ ตโต รตึ ปรมตรํ น วินฺทตีติ ฯ ภูโต เถโร ฯ อุทฺทานํ ภูโต ตถทฺทโส เถโร เอโก ขคฺควิสาณวา นวกมฺหิ นิปาตมฺหิ คาถาโยปิ อิมา นวาติ ฯ นวกนิปาโต นิฏฺฐิโต ฯ --------------
เมื่อใด บัณฑิตกำหนดรู้ทุกข์ในเบญจขันธ์ที่ปุถุชนทั้งหลายไม่รู้แจ้งว่า ความแก่และความตายนี้เป็นทุกข์ แล้วจมอยู่ เป็นผู้มีสติเพ่งพินิจอยู่ เมื่อนั้น ย่อมไม่ประสบความยินดีในเบญจขันธ์นั้น ยิ่งไปกว่าความยินดี ในวิปัสสนาและในมรรคผล เมื่อใด บัณฑิตละตัณหาอันนำทุกข์มา ให้ซ่านไปในอารมณ์ต่างๆ นำมาซึ่งทุกข์อันเกิดเพราะความต่อเนื่อง แห่งธรรม เป็นเครื่องเนิ่นช้า เป็นผู้มีสติเพ่งพินิจอยู่ เมื่อนั้น ย่อม ไม่ประสบความยินดียิ่งไปกว่าการพิจารณาธรรมนั้น เมื่อใด บัณฑิตถูกต้อง ทางอันสูงสุดเป็นทางปลอดโปร่ง ให้ถึงองค์ ๒ และองค์ ๔ เป็นที่ชำระ กิเลสทั้งปวง ด้วยปัญญา มีสติเพ่งพินิจอยู่ เมื่อนั้น ย่อมไม่ได้ประสบ ความยินดียิ่งไปกว่าการเพ่งพินิจพิจารณานั้น เมื่อใด บัณฑิตเจริญ สันตบทอันไม่ทำให้เศร้าโศก ปราศจากธุลีอันปัจจัยอะไรๆ ปรุงแต่ง ไม่ได้ ให้หมดจดจากกิเลสทั้งปวง เป็นเครื่องตัดกิเลสเครื่องผูกพัน คือสังโยชน์ เมื่อนั้น ย่อมไม่ได้ประสบความยินดียิ่งไปกว่าการเจริญ สันตบทนั้น เมื่อใด กลอง คือ เมฆอันเกลื่อนกล่นด้วยสายฝน ย่อม คำรนร้องอยู่ในนภากาศ อันเป็นทางไปแห่งฝูงนกอยู่โดยรอบ และภิกษุ ไปเพ่งพิจารณาธรรมอยู่ที่เงื้อมเขา เมื่อนั้น ย่อมไม่ได้ประสบความยินดี อย่างอื่น ยิ่งไปกว่าการเพ่งธรรมนั้น เมื่อใด บัณฑิตมีจิตเบิกบาน นั่งเพ่ง พิจารณาธรรมอยู่ที่ฝั่งแม่น้ำทั้งหลาย อันดารดาษไปด้วยดอกโกสุม และดอกมะลิที่เกิดในป่า อันวิจิตรงดงาม ย่อมไม่ได้ประสบ ความยินดีอย่างอื่น ยิ่งไปกว่าการนั่งเพ่งพิจารณาธรรมนั้น เมื่อใด มีฝนฟ้าร้องในเวลาราตรี ฝูงสัตว์ที่มีเขี้ยว ก็พากันยินดีอยู่ใน ป่าใหญ่ และภิกษุไปเพ่งพิจารณาธรรมอยู่ที่เงื้อมเขา เมื่อนั้น ย่อม ไม่ประสบความยินดีอย่างอื่น ยิ่งไปกว่าการพิจารณาธรรมนั้น เมื่อใด ภิกษุกำจัดวิตกทั้งหลายของตน เข้าไปสู่ถ้ำภายในภูเขา ปราศจาก ความกระวนกระวายใจ ปราศจากกิเลสอันตรึงใจ เพ่งพิจารณาธรรมอยู่ เมื่อนั้น ย่อมไม่ได้ประสบความยินดีอย่างอื่น ยิ่งไปกว่าการพิจารณา ธรรมนั้น เมื่อใด ภิกษุมีความสุข ยังมลทินกิเลสอันตรึงจิตและความ โศกให้พินาศ ไม่มีกลอนประตู คือ อวิชชา ไม่มีป่า คือ ตัณหา ปราศจากลูกศร คือ กิเลส เป็นผู้ทำอาสวะทั้งปวงให้สิ้นไป เพ่งพิจารณา ธรรมอยู่ เมื่อนั้น ย่อมไม่ได้ประสบความยินดีอย่างอื่น ยิ่งไปกว่าการ เพ่งพิจารณาธรรมนั้น. ----------------------------------------------------- พระภูตเถระผู้เห็นธรรมโดยถ่องแท้ เป็นผู้เดียวดุจนอแรด ได้ ภาษิตคาถา ๙ คาถานี้ไว้ในนวกนิบาต ฉะนี้แล. จบ นวกนิบาต. -----------------------------------------------------