๖. ปาฏิหาริยกถา เล่ม ๓๑
พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง · ผู้ดำเนินการอ่านข้อเท็จจริงสาธารณะแล้วสรุปเอง
ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
ปญฺญาวคฺเค ปาฏิหาริยกถา
๗๑๘ตีณีมานิ ภิกฺขเว ปาฏิหาริยานิ กตมานิ ตีณิ อิทฺธิปาฏิหาริยํ อาเทสนาปาฏิหาริยํ อนุสาสนีปาฏิหาริยํ ฯ
๗๑๙กตมญฺจ ภิกฺขเว อิทฺธิปาฏิหาริยํ อิธ ภิกฺขเว เอกจฺโจ อเนกวิหิตํ อิทฺธิวิธํ ปจฺจนุโภติ เอโกปิ หุตฺวา พหุธา โหติ พหุธาปิ หุตฺวา เอโก โหติ อาวิภาวํ ติโรภาวํ ฯเปฯ ยาว พฺรหฺมโลกาปิ กาเยน วสํ วตฺเตติ อิทํ วุจฺจติ ภิกฺขเว อิทฺธิปาฏิหาริยํ ฯ
๗๒๐กตมญฺจ ภิกฺขเว อาเทสนาปาฏิหาริยํ อิธ ภิกฺขเว เอกจฺโจ นิมิตฺเตน อาทิสติ เอวมฺปิ เต มโน อิตฺถมฺปิ เต มโน อิติปิ เต จิตฺตนฺติ โส พหุญฺเจปิ อาทิสติ ตเถว ตํ โหติ โน อญฺญถา อิธ ปน ภิกฺขเว เอกจฺโจ น เหว โข นิมิตฺเตน อาทิสติ อปิ จ โข มนุสฺสานํ วา อมนุสฺสานํ วา เทวานํ วา สทฺทํ สุตฺวา อาทิสติ เอวมฺปิ เต มโน อิตฺถมฺปิ เต มโน อิติปิ เต จิตฺตนฺติ โส พหุญฺเจปิ อาทิสติ ตเถว ตํ โหติ โน อญฺญถา อิธ ปน ภิกฺขเว เอกจฺโจ น เหว โข นิมิตฺเตน อาทิสติ นปิ มนุสฺสานํ วา อมนุสฺสานํ วา เทวานํ วา สทฺทํ สุตฺวา อาทิสติ อปิ จ โข วิตกฺกยโต วิจารยโต วิตกฺกวิจารสทฺทํ สุตฺวา อาทิสติ เอวมฺปิ เต มโน อิตฺถมฺปิ เต มโน อิติปิ เต จิตฺตนฺติ โส พหุญฺเจปิ อาทิสติ ตเถว ตํ โหติ โน อญฺญถา อิธ ปน ภิกฺขเว เอกจฺโจ น เหว โข นิมิตฺเตน อาทิสติ นปิ มนุสฺสานํ วา อมนุสฺสานํ วา เทวานํ วา สทฺทํ สุตฺวา อาทิสติ น วิตกฺกยโต วิจารยโต วิตกฺกวิจารสทฺทํ สุตฺวา อาทิสติ อปิ จ โข อวิตกฺกํ อวิจารํ สมาธึ สมาปนฺนสฺส เจตสา เจโต ปริจฺจ ปชานาติ ยถา อิมสฺส โภโต มโนสงฺขารา ปณิหิตา ตถา อิมสฺส จิตฺตสฺส อนนฺตรา อมุนฺนาม วิตกฺกํ วิตกฺเกสฺสตีติ โส พหุญฺเจปิ อาทิสติ ตเถว ตํ โหติ โน อญฺญถา อิทํ วุจฺจติ ภิกฺขเว อาเทสนาปาฏิหาริยํ ฯ
๗๒๑กตมญฺจ ภิกฺขเว อนุสาสนีปาฏิหาริยํ อิธ ปน ภิกฺขเว เอกจฺโจ เอวํ อนุสาสติ เอวํ วิตกฺเกถ มา เอวํ วิตกฺกยิตฺถ เอวํ มนสิ กโรถ มา เอวํ มนสากริตฺถ อิทํ ปชหถ อิทํ อุปสมฺปชฺช วิหรถาติ อิทํ วุจฺจติ ภิกฺขเว อนุสาสนีปาฏิหาริยํ อิมานิ โข ภิกฺขเว ตีณิ ปาฏิหาริยานิ ฯ
๗๒๒เนกฺขมฺมํ อิชฺฌตีติ อิทฺธิ กามจฺฉนฺทํ ปฏิหรตีติ ปาฏิหาริยํ เย เตน เนกฺขมฺเมน สมนฺนาคตา สพฺเพ เต วิสุทฺธิจิตฺตา อนาวิลสงฺกปฺปาติ อาเทสนาปาฏิหาริยํ ตํ โข ปน เนกฺขมฺมํ เอวํ อาเสวิตพฺพํ เอวํ ภาเวตพฺพํ เอวํ พหุลีกาตพฺพํ เอวํ ตทนุธมฺมตาสติ อุปฏฺฐาเปตพฺพาติ อนุสาสนีปาฏิหาริยํ อพฺยาปาโท อิชฺฌตีติ อิทฺธิ พฺยาปาทํ ปฏิหรตีติ ปาฏิหาริยํ เย เตน อพฺยาปาเทน สมนฺนาคตา สพฺเพ เต วิสุทฺธิจิตฺตา อนาวิลสงฺกปฺปาติ อาเทสนาปาฏิหาริยํ โส โข ปน อพฺยาปาโท เอวํ อาเสวิตพฺโพ เอวํ ภาเวตพฺโพ เอวํ พหุลีกาตพฺโพ เอวํ ตทนุธมฺมตาสติ อุปฏฺฐาเปตพฺพาติ อนุสาสนีปาฏิหาริยํ อาโลกสญฺญา อิชฺฌตีติ อิทฺธิ ถีนมิทฺธํ ปฏิหรตีติ ปาฏิหาริยํ เย ตาย อาโลกสญฺญาย สมนฺนาคตา สพฺเพ เต วิสุทฺธิจิตฺตา อนาวิลสงฺกปฺปาติ อาเทสนาปาฏิหาริยํ สา โข ปน อาโลกสญฺญา เอวํ อาเสวิตพฺพา เอวํ ภาเวตพฺพา เอวํ พหุลีกาตพฺพา เอวํ ตทนุธมฺมตาสติ อุปฏฺฐาเปตพฺพาติ อนุสาสนีปาฏิหาริยํ อวิกฺเขโป อิชฺฌตีติ อิทฺธิ อุทฺธจฺจํ ปฏิหรตีติ ปาฏิหาริยํ เย เตน อวิกฺเขเปน สมนฺนาคตา สพฺเพ เต วิสุทฺธิจิตฺตา อนาวิลสงฺกปฺปาติ อาเทสนาปาฏิหาริยํ โส โข ปน อวิกฺเขโป เอวํ อาเสวิตพฺโพ เอวํ ภาเวตพฺโพ เอวํ พหุลีกาตพฺโพ เอวํ ตทนุธมฺมตาสติ อุปฏฺฐาเปตพฺพาติ อนุสาสนีปาฏิหาริยํ ฯเปฯ อรหตฺตมคฺโค อิชฺฌตีติ อิทฺธิ สพฺพกิเลเส ปฏิหรตีติ ปาฏิหาริยํ {๗๒๒.๑} เย เตน อรหตฺตมคฺเคน สมนฺนาคตา สพฺเพ เต วิสุทฺธิจิตฺตา อนาวิลสงฺกปฺปาติ อาเทสนาปาฏิหาริยํ โส โข ปน อรหตฺตมคฺโค เอวํ อาเสวิตพฺโพ เอวํ ภาเวตพฺโพ เอวํ พหุลีกาตพฺโพ เอวํ ตทนุธมฺมตาสติ อุปฏฺฐาเปตพฺพาติ อนุสาสนีปาฏิหาริยํ เนกฺขมฺมํ อิชฺฌตีติ อิทฺธิ กามจฺฉนฺทํ ปฏิหรตีติ ปาฏิหาริยํ ยา จ อิทฺธิ ยญฺจ ปาฏิหาริยํ อิทํ วุจฺจติ อิทฺธิปาฏิหาริยํ อพฺยาปาโท อิชฺฌตีติ อิทฺธิ พฺยาปาทํ ปฏิหรตีติ ปาฏิหาริยํ ยา จ อิทฺธิ ยญฺจ ปาฏิหาริยํ อิทํ วุจฺจติ อิทฺธิปาฏิหาริยํ อาโลกสญฺญา อิชฺฌตีติ อิทฺธิ ถีนมิทฺธํ ปฏิหรตีติ ปาฏิหาริยํ ฯเปฯ อรหตฺตมคฺโค อิชฺฌตีติ อิทฺธิ สพฺเพ กิเลเส ปฏิหรตีติ ปาฏิหาริยํ ยา จ อิทฺธิ ยญฺจ ปาฏิหาริยํ อิทํ วุจฺจติ อิทฺธิปาฏิหาริยนฺติ ฯ ปาฏิหาริยนฺติ ฯ ปาฏิหาริยกถา นิฏฺฐิตา ฯ ---------
ฉบับมหาจุฬาฯ
ชั้นตัวบทพุทธพจน์หน่วยที่ตำแหน่งเดียวกันของเล่มนี้ · เลขข้อเป็นของฉบับนี้เอง · ชื่อเรื่องตรงกันทั้งสองฉบับ
เปิดหน้าของฉบับนี้ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค [๓. ปัญญาวรรค] ๖. ปาฏิหาริยกถา ๖. ปาฏิหาริยกถา ว่าด้วยปาฏิหาริย์
ภิกษุทั้งหลาย ปาฏิหาริย์ ๓ ประการ นี้ ปาฏิหาริย์ ๓ ประการ อะไรบ้าง คือ ๑. อิทธิปาฏิหาริย์ (ปาฏิหาริย์คือฤทธิ์) ๒. อาเทสนาปาฏิหาริย์ (ปาฏิหาริย์คือการทายใจ) ๓. อนุสาสนีปาฏิหาริย์ (ปาฏิหาริย์คือสอนให้เห็นจริง) อิทธิปาฏิหาริย์ เป็นอย่างไร คือ ภิกษุบางรูปในธรรมวินัยนี้แสดงฤทธิ์ได้หลายอย่าง คือ คนเดียว แสดงเป็นหลายคนก็ได้ หลายคนแสดงเป็นคนเดียวก็ได้ แสดงให้ปรากฏก็ได้แสดงให้หายไปก็ได้ ฯลฯ ใช้อำนาจทางกายไปจนถึงพรหมโลกก็ได้ นี้เราเรียกว่าอิทธิปาฏิหาริย์ (๑) อาเทสนาปาฏิหาริย์ เป็นอย่างไร คือ ภิกษุบางรูปในธรรมวินัยนี้ทายใจตามเหตุที่กำหนดได้ว่า “ใจของท่านเป็นอย่างนี้บ้าง ใจของท่านเป็นเช่นนี้บ้าง ใจของท่านเป็นดังนี้บ้าง” ถึงแม้ภิกษุนั้นจะทายใจได้เป็นอันมาก การทายใจนั้นก็คงเป็นอย่างนั้น ไม่เป็นอย่างอื่น ส่วนภิกษุบางรูปในธรรมวินัยนี้ไม่ทายใจตามเหตุที่กำหนดเลย แต่เมื่อได้ฟังเสียงของมนุษย์ ของอมนุษย์ หรือของเทวดา ก็ทายใจได้ว่า “ใจของท่านเป็นอย่างนี้บ้างใจของท่านเป็นเช่นนี้บ้าง ใจของท่านเป็นดังนี้บ้าง” ถึงแม้ภิกษุนั้นจะทายใจได้เป็นอันมาก การทายใจนั้นก็คงเป็นอย่างนั้น ไม่เป็นอย่างอื่น ภิกษุบางรูปในธรรมวินัยนี้ย่อมไม่ทายใจตามเหตุที่กำหนดเลย และหาได้ฟังเสียงของมนุษย์ ของอมนุษย์หรือของเทวดาแล้วทายใจไม่ แต่เมื่อได้ฟังเสียงตรึกตรองของผู้ที่กำลังตรึกตรองอยู่ก็ทายใจได้ว่า “ใจของท่านเป็นอย่างนี้บ้าง ใจของท่านเป็นเช่นนี้บ้าง ใจของท่านเป็นดังนี้บ้าง” ถึงแม้ภิกษุนั้นจะทายใจได้เป็นอันมาก การทายใจนั้นก็คงเป็นอย่างนั้นไม่เป็นอย่างอื่น ส่วนภิกษุบางรูปในธรรมวินัยนี้ไม่ทายใจตามเหตุที่กำหนดเลย หาได้
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๑ หน้า : ๕๘๗}
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค [๓. ปัญญาวรรค] ๖. ปาฏิหาริยกถา ฟังเสียงของมนุษย์ ของอมนุษย์ หรือของเทวดาแล้วทายใจไม่ หรือหาได้ฟังเสียงตรึกตรองของผู้ที่กำลังตรึกตรองอยู่แล้วทายใจไม่ แต่เมื่อกำหนดใจของท่านผู้เข้าสมาธิซึ่งไม่มีวิตก ไม่มีวิจาร ด้วยใจของตนแล้ว ก็รู้ได้ว่า “ท่านผู้นี้ตั้งมโน-สังขารไว้อย่างไร ก็จักตรึกถึงวิตกชื่อโน้นในระหว่างใจนี้อย่างนั้น ถึงแม้ภิกษุนั้นจะทายใจได้เป็นอันมาก การทายใจนั้นก็คงเป็นอย่างนั้นไม่เป็นอย่างอื่น” นี้เรียกว่าอาเทสนาปาฏิหาริย์ (๒) อนุสาสนีปาฏิหาริย์ เป็นอย่างไร คือ ภิกษุบางรูปในธรรมวินัยนี้ พร่ำสอนอย่างนี้ว่า “จงตรึกตรองอย่างนี้ อย่าตรึกตรองอย่างนั้น จงมนสิการอย่างนี้ อย่ามนสิการอย่างนั้น จงละสิ่งนี้ จงเข้าถึงสิ่งนี้อยู่เถิด” นี้เรียกว่าอนุสาสนีปาฏิหาริย์ (๓) ภิกษุทั้งหลาย ปาฏิหาริย์ ๓ ประการนี้
เนกขัมมะย่อมสำเร็จ เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่าอิทธิ เนกขัมมะย่อมกำจัด กามฉันทะได้ เพราะฉะนั้น จึงเป็นปาฏิหาริย์ ชนเหล่าใดประกอบด้วยเนกขัมมะนั้น ชนเหล่านั้นทั้งหมดเป็นผู้มีจิตหมดจด มีความดำริไม่ขุ่นมัว เพราะฉะนั้นเนกขัมมะจึงเป็นอาเทสนาปาฏิหาริย์ และเนกขัมมะนั้นพึงปฏิบัติอย่างนี้ พึงเจริญอย่างนี้ พึงทำให้มากอย่างนี้ พึงตั้งสติที่เป็นธรรมสมควรแก่เนกขัมมะนั้นไว้ให้มั่นอย่างนี้ เพราะฉะนั้น เนกขัมมะจึงเป็นอนุสาสนีปาฏิหาริย์ (๑) อพยาบาทย่อมสำเร็จ เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่าอิทธิ อพยาบาทย่อมกำจัด พยาบาทได้ เพราะฉะนั้น จึงเป็นปาฏิหาริย์ ชนเหล่าใดประกอบด้วยอพยาบาทนั้น ชนเหล่านั้นทั้งหมดเป็นผู้มีจิตหมดจด มีความดำริไม่ขุ่นมัว เพราะฉะนั้นอพยาบาทจึงเป็นอาเทสนาปาฏิหาริย์ และอพยาบาทนั้นพึงปฏิบัติอย่างนี้ พึงเจริญอย่างนี้ พึงทำให้มากอย่างนี้ พึงตั้งสติที่เป็นธรรมสมควรแก่อพยาบาทนั้นไว้ให้มั่นอย่างนี้ เพราะฉะนั้น อพยาบาทจึงเป็นอนุสาสนีปาฏิหาริย์ (๒) อาโลกสัญญาย่อมสำเร็จ เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่าอิทธิ อาโลกสัญญาย่อมกำจัดถีนมิทธะได้ เพราะฉะนั้น จึงเป็นปาฏิหาริย์ ชนเหล่าใดประกอบด้วยอาโลกสัญญานั้น ชนเหล่านั้นทั้งหมดเป็นผู้มีจิตหมดจด มีความดำริไม่ขุ่นมัว เพราะฉะนั้น
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๑ หน้า : ๕๘๘}
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค [๓. ปัญญาวรรค] ๖. ปาฏิหาริยกถา อาโลกสัญญาจึงเป็นอาเทสนาปาฏิหาริย์ และอาโลกสัญญานั้นพึงปฏิบัติอย่างนี้พึงเจริญอย่างนี้ พึงทำให้มากอย่างนี้ พึงตั้งสติที่เป็นธรรมสมควรแก่อาโลกสัญญานั้นไว้ให้มั่นอย่างนี้ เพราะฉะนั้น อาโลกสัญญาจึงเป็นอนุสาสนีปาฏิหาริย์ (๓) อวิกเขปะย่อมสำเร็จ เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่าอิทธิ อวิกเขปะย่อมกำจัดอุทธัจจะได้ เพราะฉะนั้น จึงเป็นปาฏิหาริย์ ชนเหล่าใดประกอบด้วยอวิกเขปะนั้น ชนเหล่านั้นทั้งหมดเป็นผู้มีจิตหมดจด มีความดำริไม่ขุ่นมัว เพราะฉะนั้น อวิกเขปะจึงเป็นอาเทสนาปาฏิหาริย์ และอวิกเขปะนั้นพึงปฏิบัติอย่างนี้ พึงเจริญอย่างนี้พึงทำให้มากอย่างนี้ พึงตั้งสติที่เป็นธรรมสมควรแก่อวิกเขปะนั้นไว้ให้มั่นอย่างนี้เพราะฉะนั้น อวิกเขปะจึงเป็นอนุสาสนีปาฏิหาริย์ (๔) ธัมมววัตถานย่อมสำเร็จ เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่าอิทธิ ธัมมววัตถานย่อมกำจัดวิจิกิจฉาได้ เพราะฉะนั้น จึงเป็นปาฏิหาริย์ ฯลฯ (๕) ญาณย่อมสำเร็จ เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่าอิทธิ ญาณย่อมกำจัดอวิชชาได้ เพราะฉะนั้น จึงเป็นปาฏิหาริย์ ฯลฯ (๖) ปามุชชะย่อมสำเร็จ เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่าอิทธิ ปามุชชะย่อมกำจัดอรติได้เพราะฉะนั้น จึงเป็นปาฏิหาริย์ ฯลฯ (๗) ปฐมฌานย่อมสำเร็จ เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่าอิทธิ ปฐมฌานย่อมกำจัดนิวรณ์ ทั้งหลายได้ เพราะฉะนั้น จึงเป็นปาฏิหาริย์ ฯลฯ (๒๖ + ๗ = ๓๓) อรหัตตมรรคย่อมสำเร็จ เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่าอิทธิ อรหัตตมรรคย่อมกำจัดกิเลสได้ทั้งหมด เพราะฉะนั้น จึงเป็นปาฏิหาริย์ ชนเหล่าใดประกอบด้วยอรหัตต-มรรคนั้น ชนเหล่านั้นทั้งหมดเป็นผู้มีจิตหมดจด มีความดำริไม่ขุ่นมัว เพราะฉะนั้นอรหัตตมรรคจึงเป็นอาเทสนาปาฏิหาริย์ และอรหัตตมรรคนั้นพึงปฏิบัติอย่างนี้พึงเจริญอย่างนี้ พึงทำให้มากอย่างนี้ พึงตั้งสติที่เป็นธรรมสมควรแก่อรหัตตมรรคนั้นไว้ให้มั่นอย่างนี้ เพราะฉะนั้น อรหัตตมรรคจึงเป็นอนุสาสนีปาฏิหาริย์ (๔ + ๓๓ = ๓๗)
เนกขัมมะย่อมสำเร็จ เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่าอิทธิ เนกขัมมะย่อมกำจัด กามฉันทะได้ เพราะฉะนั้น จึงเป็นปาฏิหาริย์ อิทธิและปาฏิหาริย์นี้เรียกว่าอิทธิปาฏิหาริย์
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๑ หน้า : ๕๘๙}
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค [๓. ปัญญาวรรค] ๗. สมสีสกถา อพยาบาทย่อมสำเร็จ เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่าอิทธิ อพยาบาทย่อมกำจัด พยาบาทได้ เพราะฉะนั้น จึงเป็นปาฏิหาริย์ อิทธิและปาฏิหาริย์เรียกว่าอิทธิ-ปาฏิหาริย์ อาโลกสัญญาย่อมสำเร็จ เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่าอิทธิ อาโลกสัญญาย่อมกำจัดถีนมิทธะได้ เพราะฉะนั้น จึงเป็นปาฏิหาริย์ ฯลฯ อรหัตตมรรคย่อมสำเร็จเพราะฉะนั้น จึงชื่อว่าอิทธิ อรหัตตมรรคย่อมกำจัดกิเลสได้ทั้งหมด เพราะฉะนั้นจึงเป็นปาฏิหาริย์ อิทธิและปาฏิหาริย์นี้เรียกว่าอิทธิปาฏิหาริย์ ฉะนี้แล ปาฏิหาริยกถา จบ
ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
อรรถกถาปาฏิหาริยกถา
บัดนี้จะพรรณนาตามความที่ยังไม่เคยพิจารณาแห่งปาฏิหาริยกถา อันมีพระสูตรเป็นเบื้องต้น อันพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงปาฏิหาริย์มีการพร่ำสอนประโยชน์แก่โลกเป็นที่สุด ในลำดับแห่งจริยากถาอันมีความประพฤติเป็นประโยชน์แก่โลกเป็นที่สุดครบแล้ว.
ในพระสูตรนั้นพึงทราบความดังต่อไปนี้ก่อน.
____________________________
องฺ. ติก. เล่ม ๒๐/ข้อ ๕๐๐
บทว่า ปาฏิหาริยานิ คือ ปาฏิหาริย์ด้วยการนำสิ่งเป็นข้าศึกออกไปคือนำกิเลสออกไป.
บทว่า อิทฺธิปาฏิหาริยํ อิทธิปาฏิหาริย์ชื่อว่าอิทธิ ด้วยความสำเร็จ ชื่อว่าปาฏิหาริยะ ด้วยการนำออกไป อิทธินั่นแหละเป็นปาฏิหาริยะ จึงชื่อว่าอิทธิปาฏิหาริย์.
ส่วนในปาฏิหาริย์นอกนี้ ชื่อว่าอาเทศนา ด้วยการดักใจ. ชื่อว่าอนุศาสนี ด้วยการพร่ำสอน.
บทที่เหลือมีนัยดังกล่าวแล้วนั่นแล.
บทว่า อิธ คือ ในโลกนี้.
บทว่า เอกจฺโจ คือ บุรุษคนหนึ่ง.
อิทธิปาฏิหาริยนิเทศมีอรรถดังกล่าวไว้แล้วในหนหลัง.
บทว่า นิมิตฺเตน อาทิสติ ย่อมทายใจตามนิมิตคือย่อมกล่าวด้วยนิมิตที่มาแล้วด้วยนิมิตที่ไปแล้วหรือด้วยนิมิตแห่งจิต.
บทว่า เอวมฺปิ เต มโน ใจของท่านเป็นอย่างนี้ คือใจของท่านเป็นอย่างนี้มีโสมนัส มีโทมนัสหรือสัมปยุตด้วยกามวิตกเป็นต้น.
อปิศัพท์เป็นสัมบิณฑนัตถะ (มีความรวมกัน).
บทว่า อิตฺถมฺปิ เต มโน ใจของท่านเป็นประการนี้ คือแสดงประการต่างๆ ในจิตแม้อย่างหนึ่งๆ จากจิตมีโสมนัสเป็นต้น.
บทว่า อิติปิ เต จิตฺตํ จิตของท่านเป็นดังนี้ คือจิตของท่านแม้เป็นดังนี้. ความว่า จิตคิดถึงประโยชน์นี้ๆ เป็นไป.
บทว่า พหุญฺเจปิ อาทิสติ แม้ภิกษุนั้นทายใจเป็นอันมาก คือกล่าวแม้มากว่าจิตนี้ จิตนี้อื่นจากจิตได้มีแล้ว ย่อมมี จักมี.
บทว่า ตเถว ตํ โหติ โน อญฺญถา การทายใจนั้นก็เป็นอย่างนั้นไม่เป็นอย่างอื่น คือการทายใจก็เป็นเหมือนที่กล่าวทั้งหมด ไม่เป็นอย่างอื่น.
บทว่า น เหว โข นิมิตฺเตน อาทิสติ ภิกษุไม่ทายใจตามนิมิตเลยคือแม้รู้นิมิตอยู่ก็ไม่กล่าวตามนิมิตอย่างเดียว.
บทว่า อปิจ เป็นบทแสดงปริยายอื่นอีก.
บทว่า มนุสฺสานํ คือ แห่งมนุษยืผู้ยังจิตให้เกิด.
บทว่า อมนุสฺสานํ คือ ยักษ์ปิศาจเป็นต้นที่ได้ฟังแล้วหรือยังไม่ได้ฟัง.
บทว่า เทวตานํ คือ เทวดาชั้นจาตุมมหาราชิกาเป็นต้น.
บทว่า สทฺทํ สุตฺวา ฟังเสียงแล้ว คือฟังเสียงของผู้รู้จิตของคนอื่นแล้วกล่าว.
บทว่า ปน เป็นนิบาต ลงในความริเริ่มอีก.
บทว่า วิตกฺกยโต ของผู้วิตกคือของผู้ตรึกด้วยวิตกตามธรรมดา.
บทว่า วิจารยโต ของผู้ตรองด้วยวิจารสัมปยุตด้วยวิตกนั่นเอง.
บทว่า วิตกฺกวิจารสทฺทํ สุตฺวา ฟังเสียงวิตกวิจาร คือฟังเสียงละเมอของคนหลับคนประมาทบ่นพึมพำอันเกิดขึ้นด้วยกำลังของวิตก ย่อมทายมีอาทิว่าใจของท่านเป็นดังนี้ด้วยอำนาจแห่งเสียงที่เกิดขึ้นแก่ผู้วิตก.
บทว่า อวิตกฺกํ อวิจารํ สมาธึ สมาธิอันไม่มีวิตกไม่มีวิจาร ท่านกล่าวแสดงความสามารถในการรู้จิตอันสงบปราศจากวิตกวิจารและกำเริบ แต่ไม่ต้องกล่าวในความรู้จิตที่เหลือ.
บทว่า เจตสา เจโต ปริจฺจ ปชานาติ กำหนดใจด้วยใจย่อมรู้ เป็นการได้เจโตปริยญาณ.
บทว่า โภโต คือ ผู้เจริญ.
บทว่า มโนสงฺขารา ปณิหิตา ตั้งมโนสังขารไว้ คือตั้งจิตสังขารไว้.
บทว่า อมุนฺนาม วิตกฺกํ วิตกฺเกสสติ จักตรึกถึงวิตกชื่อโน้น คือย่อมรู้ว่าจักตรึกจักประพฤติวิตกมีกุศลวิตกเป็นต้น.
อนึ่ง เมื่อรู้ย่อมรู้ด้วยการเข้าถึงย่อมรู้โดยส่วนเบื้องต้น ตรวจดูจิตในภายในสมาบัติแล้วรู้ ย่อมรู้ว่าภิกษุนั้นเริ่มกสิณภาวนายังปฐมฌานทุติยฌานเป็นต้นหรือยังสมาบัติ ๘ ให้เกิดด้วยอาการใด การบริกรรมกสิณนั้นแหละชื่อว่าย่อมรู้ด้วยการเข้าถึง เมื่อเริ่มปฐมวิปัสสนาย่อมรู้ ย่อมรู้ว่าภิกษุนั้นเริ่มวิปัสสนา ยังโสดาปัตติมรรคให้เกิด ฯลฯ หรือยังอรหัตมรรคให้เกิดด้วยอาการใด ชื่อว่าย่อมรู้โดยส่วนเบื้องต้น ย่อมรู้ว่ามโนสังขารตั้งอยู่แก่จิตนี้ ภิกษุจักตรึกถึงจิตชื่อนี้ในลำดับแห่งจิตชื่อนี้ หรือเมื่อภิกษุออกจากจิตนี้ สมาธิอันเป็นส่วนแห่งความเสื่อมจักมีจักให้สมาธิอันเป็นส่วนแห่งความตั้งอยู่ อันเป็นส่วนแห่งความวิเศษอันเป็นส่วนแห่งความทำลาย หรืออภิญญาด้วยอาการใด ชื่อว่าตรวจดูจิตในภายในสมาบัติแล้วรู้.
บทว่า พหุญฺเจปิ อาทิสติ ถึงแม้ภิกษุนั้นทายใจไว้เป็นอันมาก คือถึงแม้กล่าวไว้เป็นอันมากด้วยประเภท ๑๖ มีสราคะเป็นต้นเพราะทำเจโตปริยญาณให้เป็นอารมณ์แห่งจิตและเจตสิก พึงทราบว่ามิใช่ด้วยสามารถอย่างอื่น.
บทว่า ตเถว ตํ โหติ การทายใจนั้นก็เป็นอย่างนั้น คือการรู้โดยเจโตปริยญาณก็เป็นอย่างนั้นโดยส่วนเดียวไม่มีโดยประการอื่น.
บทว่า เอวํ วิตกฺเกถ จงตรึกอย่างนี้ คือจงตรึกยังเนกขัมมวิตกเป็นต้นไปอย่างนี้.
บทว่า มา เอวํ วิตกฺกยิตฺถ จงอย่าตรึกอย่างนี้ คือจงอย่าตรึกให้กามวิตกเป็นต้นเป็นไปอย่างนี้.
บทว่า เอวํ มนสิ กโรถ จงทำไว้ในใจอย่างนี้ คือจงทำไว้ในใจซึ่งอนิจจสัญญาหรือในทุกขสัญญาเป็นต้นอย่างใดอย่างหนึ่ง.
บทว่า มา เอวํ วิตกฺกยิตฺถ จงอย่าตรึกอย่างนี้ คือจงอย่าตรึกให้กามวิตกเป็นต้นเป็นไปอย่างนี้.
บทว่า เอวํ มนสิ กโรถ จงทำไว้ในใจอย่างนี้ คือจงทำไว้ในใจซึ่งอนิจจสัญญาหรือในทุกขสัญญาเป็นต้นอย่างใดอย่างหนึ่ง.
บทว่า มา เอวํ มนสากริตฺถ จงอย่าทำในใจอย่างนี้ คือจงอย่าทำในใจโดยนัยมีอาทิว่าเที่ยงเป็นต้นอย่างนี้.
บทว่า อิทํ ปชหถ จงละธรรมนี้คือจงละกามคุณ ๕ และราคะเป็นต้นนี้.
บทว่า อิทํ อุปสมฺปชฺช วิหรถ จงเข้าถึงธรรมนี้อยู่เถิด คือจงบรรลุให้สำเร็จโลกุตรธรรมอันมีประเภทเป็นมรรค ๔ ผล ๔ นี้อยู่เถิด.
บัดนี้ พระสารีบุตรเถระ เมื่อจะแสดงปริยายอื่นในอิทธิปาฏิหาริย์โดยวิเศษจึงกล่าวคำมีอาทิว่า เนกฺขมฺมํ อิชฺฌตีติ อิทฺธิ ชื่อว่าอิทธิเพราะเนกขัมมะย่อมสำเร็จในบทเหล่านั้น.
บทว่า กามฉนฺทํ ปฏิหรติ เนกขัมมะย่อมกำจัดกามฉันทะได้ คือเนกขัมมะเป็นกำลังเฉพาะย่อมนำออกคือละกามฉันทะอันเป็นปฏิปักษ์ของตน เพราะเหตุนั้น เนกขัมมะนั่นแหละจึงชื่อว่าปาฏิหาริยะ.
บทว่า เย เตน เนกฺขมฺเมน สมนฺนาคตา ชนเหล่าใดประกอบด้วยเนกขัมมะนั้น คือบุคคลเหล่าใดประกอบด้วยเนกขัมมะนั้นนำกามฉันทะออกไปอย่างนี้ด้วยการได้เฉพาะ.
บทว่า วิสุทฺธจิตฺตา คือ มีจิตบริสุทธิ์เพราะไม่มีกามฉันทะ.
บทว่า อนาวิลสงฺกปฺปา มีความดำริไม่ขุ่นมัว คือมีความดำริในเนกขัมมะไม่ขุ่นมัวด้วยการดำริถึงกาม.
บทว่า อิติ อาเทสนาปาฏิหาริยํ เพราะเหตุนั้น เนกขัมมะจึงเป็นอาเทศนาปาฏิหาริย์ คือเนกขัมมะเป็นอาเทศนาปาฏิหาริย์อย่างนี้ด้วยจิตเป็นอื่นเป็นกุศล ด้วยพระสัมมาสัมพุทธเจ้าอื่นหรือด้วยพระพุทธสาวกทั้งหลาย.
อีกอย่างหนึ่ง พึงประกอบทำอาเทสนศัพท์ ให้เป็นปาฐะที่เหลือ เพราะเหตุนั้น การทายใจอย่างนี้ชื่อว่าอาเทศนาปาฏิหาริยะ.
บทว่า เอวํ อาเสวิตพฺพํ พึงเสพอย่างนี้ คือพึงเสพด้วยประการนี้แต่ต้น
ใน ๓ บทที่เหลือก็มีนัยนี้เหมือนกัน.
บทว่า ตทนุธมฺมตา สติ อุปฏฺฐาเปตพฺพา พึงตั้งสติเป็นธรรมดาตามสมควร คือพึงตั้งสติอันช่วยเนกขัมมะนั้นให้ยิ่งยวดใน บทว่า อิติ อนุสาสนีปฏิหาริยํ เพราะเหตุนั้น เนกขัมมะจึงเป็นอนุศาสนีปาฏิหาริยะนี้พึงทำการประกอบดุจด้วยการประกอบอาเทศนาปาฏิหาริยะ.
แม้ในพยาบาทเป็นต้นก็มีนัยนี้เหมือนกัน แต่ปาฐะท่านย่อฌานเป็นต้นแล้วเขียนแสดงอรหัตมรรคไว้ในที่สุด พึงทราบว่าท่านกล่าวบทมีอาทิว่า เอวํ อาเสวิตพฺโพ พึงเสพอย่างนี้ด้วยเป็นส่วนเบื้องต้นแห่งมรรคเพราะเป็นไปในขณะจิตดวงเดียว.
จริงอยู่ พึงทราบว่า เมื่อยังมรรคให้เกิดด้วยวิปัสสนาอันเป็นวุฏฐานคามินีกล่าวคือโลกิยะมรรคอันเป็นส่วนเบื้องต้นแห่งมรรค เมื่อทำอาเสวนะเป็นต้นแล้วแม้มรรคเกิดขึ้นด้วยวิปัสสนานั้นก็เป็นอันชื่อว่าเสพแล้ว เจริญแล้วทำให้มากแล้ว.
ฝ่ายอาจารย์ผู้เป็นสัพพัตถิกวาท (มีวาทะทุกอย่างมีประโยชน์) กล่าวว่ามรรคหนึ่งๆ มี ๑๖ ขณะ แต่การตั้งสติเป็นธรรมดาตามสมควรแก่มรรคนั้น ย่อมพยายามในส่วนเบื้องต้นเท่านั้น.
เพื่อแสดงความที่บทว่า อิทธิปาฏิหาริยํ เป็นกัมมธารยสมาสท่านจึงกล่าวบทมีอาทิว่า เนกฺขมมํ อิชฺฌตีติ อิทฺธิ อีกครั้ง เมื่อท่านกล่าวความที่อิทธิปาฏิหาริยะเป็นสมาสใน ๓ ปาฏิหาริย์ ดังกล่าวแล้วในพระสูตรก็เป็นอันกล่าวถึงแม้ปาฏิหาริยะสองที่เหลือด้วย เพราะเหตุนั้น พึงทราบว่าท่านกล่าวอรรถแห่งสมาสของอิทธิปาฏิหาริย์อันเป็นบทต้นในปริยายนี้แล.
จบอรรถกถาปาฏิหาริยกถา -----------------------------------------------------