๖. ชราสุตตนิทเทส เล่ม ๒๙
พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง · ผู้ดำเนินการอ่านข้อเท็จจริงสาธารณะแล้วสรุปเอง
ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
ฉฏฺโฐ ชราสุตฺตนิทฺเทโส
๑๘๑อปฺปํ วต ชีวิตํ อิทํ โอรํ วสฺสสตาปิ มิยฺยติ โย เจปิ อติจฺจ ชีวติ อถโข โส ชรสาปิ มิยฺยติ ฯ
๑๘๒อปฺปํ วต ชีวิตํ อิทนฺติ ชีวิตนฺติ อายุ ฐิติ ยปนา ยาปนา อิริยนา วตฺตนา ปาลนา ชีวิตํ ชีวิตินฺทฺริยํ ฯ อปิจ ทฺวีหิ การเณหิ อปฺปกํ ชีวิตํ โถกํ ชีวิตํ ฐิติปริตฺตตาย วา อปฺปกํ ชีวิตํ สรสปริตฺตตาย วา อปฺปกํ ชีวิตํ ฯ {๑๘๒.๑} กถํ ฐิติปริตฺตตาย อปฺปกํ ชีวิตํ ฯ อตีเต จิตฺตกฺขเณ ชีวิตฺถ น ชีวติ น ชีวิสฺสติ ฯ อนาคเต จิตฺตกฺขเณ ชีวิสฺสติ น ชีวติ น ชีวิตฺถ ฯ ปจฺจุปฺปนฺเน จิตฺตกฺขเณ ชีวติ น ชีวิตฺถ น ชีวิสฺสติ ฯ ชีวิตํ อตฺตภาโว จ สุขทุกฺขา จ เกวลา เอกจิตฺตสมายุตฺตา ลหุโส วตฺตติกฺขโณ จูฬาสีติสหสฺสานิ กปฺปา ติฏฺฐนฺติ เย มรู น เตฺวว เตปิ ชีวนฺติ ทฺวีหิ จิตฺเตหิ สมาหิตา เย นิรุทฺธา มรนฺตสฺส ติฏฺฐมานสฺส วา อิธ สพฺเพว สทิสา ขนฺธา คตา อปฺปฏิสนฺธิกา อนนฺตรา จ เย ภงฺคา เย จ ภงฺคา อนาคตา ตทนฺตเร นิรุทฺธานํ เวสมฺมํ นตฺถิ ลกฺขเณ อนิพฺพตฺเตน น ชาโต ปจฺจุปฺปนฺเน น ชีวติ จิตฺตภงฺคมโต โลโก ปญฺญตฺติ ปรมตฺถิยา ยถา นินฺนา ปวตฺตนฺติ ฉนฺเทน ปริณามิตา อจฺฉินฺนวารา วตฺตนฺติ สฬายตนปจฺจยา อนิธานคตา ภงฺคา ปุญฺโช นตฺถิ อนาคเต นิพฺพตฺตาเยว ติฏฺฐนฺติ อารคฺเค สาสปูปมา นิพฺพตฺตานญฺจ ธมฺมานํ ภงฺโค เนสํ ปุเรกฺขโต ปโลกธมฺมา ติฏฺฐนฺติ โปราเณหิ อมิสฺสิตา อทสฺสนโต อายนฺติ ภงฺคา คจฺฉนฺติ ทสฺสนํ วิชฺชุปฺปาโทว อากาเส อุปฺปชฺชนฺติ วยนฺติ จาติ ฯ เอวํ ฐิติปริตฺตตาย อปฺปกํ ชีวิตํ ฯ {๑๘๒.๒} กถํ สรสปริตฺตตาย อปฺปกํ ชีวิตํ ฯ อสฺสาสูปนิพทฺธํ ชีวิตํ ปสฺสาสูปนิพทฺธํ ชีวิตํ อสฺสาสปฺปสฺสาสูปนิพทฺธํ ชีวิตํ มหาภูตูปนิพทฺธํ ชีวิตํ อุสฺมูปนิพทฺธํ ชีวิตํ กวฬิงฺการาหารูปนิพทฺธํ ชีวิตํ วิญฺญาณูปนิพทฺธํ ชีวิตํ ฯ มูลมฺปิ อิเมสํ ทุพฺพลํ ฯ ปุพฺพเหตูปิ อิเมสํ ทุพฺพลา ฯ เยปิ ปจฺจยา เตปิ ทุพฺพลา ฯ เยปิ ปภวิกา เตปิ ทุพฺพลา ฯ สหภูปิ อิเมสํ ทุพฺพลา ฯ สมฺปโยคาปิ อิเมสํ ทุพฺพลา ฯ สหชาปิ อิเมสํ ทุพฺพลา ฯ ยาปิ ปโยชิกา สาปิ ทุพฺพลา ฯ อญฺญมญฺญํ นิจฺจทุพฺพลา อิเม ฯ อญฺญมญฺญํ อนวตฺถิตา อิเม ฯ อญฺญมญฺญํ ปริปาตยนฺติ อิเม ฯ อญฺญมญฺญสฺส หิ นตฺถิ ตายิตา ฯ น จาปิ ฐเปนฺติ อญฺญมญฺญิเม ฯ โยปิ นิพฺพตฺตโก โส น วิชฺชติ ฯ น จ เกนจิ โกจิ หายติ ฯ ภงฺคพฺยา จ อิเม หิ สพฺพโส ฯ ปุริเมหิ ปภาวิตา อิเม ฯ เยปิ ปภาวิตา เต ปุเร มตา ฯ ปุริมาปิจ ปจฺฉิมาปิจ อญฺญมญฺญํ น กทาจิ อทฺทสํสูติ ฯ เอวํ สรสปริตฺตตาย อปฺปกํ ชีวิตํ ฯ {๑๘๒.๓} อปิจ จาตุมฺมหาราชิกานํ เทวานํ ชีวิตํ อุปาทาย มนุสฺสานํ อปฺปกํ ชีวิตํ ปริตฺตกํ ชีวิตํ โถกํ ชีวิตํ ขณิกํ ชีวิตํ ลหุกํ ชีวิตํ อิตฺตรํ ชีวิตํ อนทฺธนียํ ชีวิตํ น จิรฏฺฐิติกํ ชีวิตํ ฯ ตาวตึสานํ เทวานํ ฯ ยามานํ เทวานํ ฯ ตุสิตานํ เทวานํ ฯ นิมฺมานรตีนํ เทวานํ ฯ ปรนิมฺมิตวสวตฺตีนํ เทวานํ ฯ พฺรหฺมกายิกานํ เทวานํ ชีวิตํ อุปาทาย มนุสฺสานํ อปฺปกํ ชีวิตํ ปริตฺตกํ ชีวิตํ โถกํ ชีวิตํ ขณิกํ ชีวิตํ ลหุกํ ชีวิตํ อิตฺตรํ ชีวิตํ อนทฺธนียํ ชีวิตํ น จิรฏฺฐิติกํ ชีวิตํ ฯ วุตฺตํ เหตํ ภควตา อปฺปมิทํ ภิกฺขเว มนุสฺสานํ อายุ คมนีโย สมฺปราโย มนฺตาย โผฏฺฐพฺพํ กตฺตพฺพํ กุสลํ จริตพฺพํ พฺรหฺมจริยํ นตฺถิ ชาตสฺส อมรณํ โย ภิกฺขเว จิรํ ชีวติ โส วสฺสสตํ อปฺปํ วา ภิยฺโย อปฺปมายุ มนุสฺสานํ หิเฬยฺย นํ สุโปริโส จเรยฺยาทิตฺตสีโสว นตฺถิ มจฺจุสฺส นาคโม อจฺจยนฺติ อโหรตฺตา ชีวิตํ อุปรุชฺฌติ อายุ ขียติ มจฺจานํ กุนฺนทีนํว อูทกนฺติ ฯ อปฺปํ วต ชีวิตํ อิทํ ฯ
๑๘๓โอรํ วสฺสสตาปิ มิยฺยตีติ กลลกาเลปิ จวติ มรติ อนฺตรธายติ วิปฺปลุชฺชติ ฯ อมฺพุทกาเลปิ จวติ มรติ อนฺตรธายติ วิปฺปลุชฺชติ ฯ เปสิกาเลปิ จวติ มรติ อนฺตรธายติ วิปฺปลุชฺชติ ฯ ฆนกาเลปิ จวติ มรติ อนฺตรธายติ วิปฺปลุชฺชติ ฯ ปญฺจสาขกาเลปิ จวติ มรติ อนฺตรธายติ วิปฺปลุชฺชติ ฯ ชาติมตฺโตปิ จวติ มรติ อนฺตรธายติ วิปฺปลุชฺชติ ฯ ปสูติฆเรปิ จวติ มรติ อนฺตรธายติ วิปฺปลุชฺชติ ฯ อฑฺฒมาสิโกปิ จวติ มรติ อนฺตรธายติ วิปฺปลุชฺชติ ฯ มาสิโกปิ จวติ มรติ อนฺตรธายติ วิปฺปลุชฺชติ ฯ ทฺวิมาสิโกปิ ติมาสิโกปิ จตุมาสิโกปิ ปญฺจมาสิโกปิ จวติ มรติ อนฺตรธายติ วิปฺปลุชฺชติ ฯ ฉมาสิโกปิ สตฺตมาสิโกปิ อฏฺฐมาสิโกปิ นวมาสิโกปิ ทสมาสิโกปิ สํวจฺฉริโกปิ จวติ มรติ อนฺตรธายติ วิปฺปลุชฺชติ ฯ ทฺวิวสฺสิโกปิ ติวสฺสิโกปิ จตุวสฺสิโกปิ ปญฺจวสฺสิโกปิ ฉวสฺสิโกปิ สตฺตวสฺสิโกปิ อฏฺฐวสฺสิโกปิ นววสฺสิโกปิ ทสวสฺสิโกปิ วีสติวสฺสิโกปิ ตึสวสฺสิโกปิ จตฺตาฬีสวสฺสิโกปิ ปญฺญาสวสฺสิโกปิ สฏฺฐิวสฺสิโกปิ สตฺตติวสฺสิโกปิ อสีติวสฺสิโกปิ นวุติวสฺสิโกปิ จวติ มรติ อนฺตรธายติ วิปฺปลุชฺชตีติ โอรํ วสฺสสตาปิ มิยฺยติ ฯ
๑๘๔โย เจปิ อติจฺจ ชีวตีติ โย วสฺสสตํ อติกฺกมิตฺวา ชีวติ โส เอกํ วา วสฺสํ ชีวติ เทฺว วา วสฺสานิ ชีวติ ตีณิ วา วสฺสานิ ชีวติ จตฺตาริ วา วสฺสานิ ชีวติ ปญฺจ วา วสฺสานิ ชีวติ ทส วา วสฺสานิ ชีวติ วีสติ วา วสฺสานิ ชีวติ ตึสํ วา วสฺสานิ ชีวติ จตฺตาฬีสํ วา วสฺสานิ ชีวตีติ โย เจปิ อติจฺจ ชีวติ ฯ
๑๘๕อถโข โส ชรสาปิ มิยฺยตีติ ยทา ชิณฺโณ โหติ วุฑฺโฒ มหลฺลโก อทฺธคโต วโยอนุปฺปตฺโต ขณฺฑทนฺโต ปลิตเกโส วิลูนํ ขลิตสิโร วลินํ ติลกาหตคตฺโต วงฺโก ภคฺโค ทณฺฑปรายโน โส ชรายปิ จวติ มรติ อนฺตรธายติ วิปฺปลุชฺชติ ฯ นตฺถิ มรณมฺหา โมกฺโข ผลานมิว ปกฺกานํ ปาโต ปตนโต ภยํ เอวํ ชาตาน มจฺจานํ นิจฺจํ มรณโต ภยํ ยถาปิ กุมฺภการสฺส กตา มตฺติกภาชนา สพฺเพ เภทปริยนฺตา เอวํ มจฺจาน ชีวิตํ ทหรา จ มหนฺตา จ เย พาลา เย จ ปณฺฑิตา สพฺเพ มจฺจุวสํ ยนฺติ สพฺเพ มจฺจุปรายนา เตสํ มจฺจุปเรตานํ คจฺฉตํ ปรโลกโต น ปิตา ตายเต ปุตฺตํ ญาตี วา ปน ญาตเก เปกฺขตญฺเญว ญาตีนํ ปสฺส ลาลปฺปตํ ปุถู เอกเมโกว มจฺจานํ โควชฺโฌ วิย นิยฺยติ เอวํ อพฺภาหโต โลโก มจฺจุนา จ ชราย จาติ ฯ อถโข โส ชรสาปิ มิยฺยติ ฯ เตนาห ภควา อปฺปํ วต ชีวิตํ อิทํ โอรํ วสฺสสตาปิ มิยฺยติ โย เจปิ อติจฺจ ชีวติ อถโข โส ชรสาปิ มิยฺยตีติ ฯ
๑๘๖โสจนฺติ ชนา มมายิเต น หิ สนฺติ นิจฺจา ปริคฺคหา วินาภาวสนฺตเมวิทํ อิติ ทิสฺวา นาคารมาวเส ฯ
๑๘๗โสจนฺติ ชนา มมายิเตติ ชนาติ ขตฺติยา จ พฺราหฺมณา จ เวสฺสา จ สุทฺทา จ คหฏฺฐา จ ปพฺพชิตา จ เทวา จ มนุสฺสา จ ฯ มมตฺตาติ เทฺว มมตฺตา ตณฺหามมตฺตญฺจ ทิฏฺฐิมมตฺตญฺจ ฯเปฯ อิทํ ตณฺหามมตฺตํ ฯเปฯ อิทํ ทิฏฺฐิมมตฺตํ ฯ มมายิตวตฺถุอจฺเฉท- สงฺกิโนปิ โสจนฺติ อจฺฉิชฺชนฺเตปิ โสจนฺติ อจฺฉินฺเนปิ โสจนฺติ มมายิตวตฺถุวิปริณามสงฺกิโนปิ โสจนฺติ วิปริณามนฺเตปิ โสจนฺติ วิปริณเตปิ โสจนฺติ กิลมนฺติ ปริเทวนฺติ อุรตฺตาฬึ กนฺทนฺติ สมฺโมหํ อาปชฺชนฺตีติ โสจนฺติ ชนา มมายิเต ฯ
๑๘๘น หิ สนฺติ นิจฺจา ปริคฺคหาติ ปริคฺคหาติ เทฺว ปริคฺคหา ตณฺหาปริคฺคโห จ ทิฏฺฐิปริคฺคโห จ ฯเปฯ อยํ ตณฺหาปริคฺคโห ฯเปฯ อยํ ทิฏฺฐิปริคฺคโห ฯ ตณฺหาปริคฺคโห อนิจฺโจ สงฺขโต ปฏิจฺจสมุปฺปนฺโน ขยธมฺโม วยธมฺโม วิราคธมฺโม นิโรธธมฺโม วิปริณามธมฺโม ฯ ทิฏฺฐิปริคฺคโห อนิจฺโจ สงฺขโต ปฏิจฺจสมุปฺปนฺโน ขยธมฺโม วยธมฺโม วิราคธมฺโม นิโรธธมฺโม วิปริณามธมฺโม ฯ วุตฺตํ เหตํ ภควตา ปสฺสถ โน ตุเมฺห ภิกฺขเว ตํ ปริคฺคหํ ยฺวายํ ปริคฺคโห นิจฺโจ ธุโว สสฺสโต อวิปริณามธมฺโม สสฺสติสมํ ตเถว ฐสฺสตีติ ฯ โน เหตํ ภนฺเต ฯ สาธุ ภิกฺขเว อหมฺปิ โข เอตํ ภิกฺขเว ปริคฺคหํ น สมนุปสฺสามิ ยฺวายํ ปริคฺคโห นิจฺโจ ธุโว สสฺสโต อวิปริณามธมฺโม สสฺสติสมํ ตเถว ฐสฺสตีติ ฯ ปริคฺคหา นิจฺจา ธุวา สสฺสตา อวิปริณามธมฺมา นตฺถิ น สนฺติ น สํวิชฺชนฺติ นุปลพฺภนฺตีติ น หิ สนฺติ นิจฺจา ปริคฺคหา ฯ
๑๘๙วินาภาวสนฺตเมวิทนฺติ นานาภาเว วินาภาเว อญฺญถาภาเว สนฺเต สํวิชฺชมาเน อุปลพฺภิยมาเน ฯ วุตฺตํ เหตํ ภควตา อลํ อานนฺท มา โสจิ มา ปริเทวิ นนุ เอตํ อานนฺท มยา ปฏิกจฺเจว อกฺขาตํ สพฺเพเหว ปิเยหิ มนาเปหิ นานาภาโว วินาภาโว อญฺญถาภาโว ตํ กุเตตฺถ อานนฺท ลพฺภา ยนฺตํ ชาตํ ภูตํ สงฺขตํ ปโลกธมฺมํ ตํ วต มา ปลุชฺชีติ เนตํ ฐานํ วิชฺชตีติ ฯ ปุริมานํ ปุริมานํ ขนฺธานํ ธาตูนํ อายตนานํ วิปริณามญฺญถาภาวา ปจฺฉิมา ปจฺฉิมา ขนฺธา จ ธาตุโย จ อายตนานิ จ ปวตฺตนฺตีติ วินาภาวสนฺตเมวิทํ ฯ
๑๙๐อิติ ทิสฺวา นาคารมาวเสติ อิตีติ ปทสนฺธิ ปทสํสคฺโค ปทปาริปูริ อกฺขรสมวาโย พฺยญฺชนสิลิฏฺฐตา ปทานุปุพฺพตาเมตํ อิตีติ ฯ อิติ ทิสฺวา ปสฺสิตฺวา ตุลยิตฺวา ตีรยิตฺวา วิภาวยิตฺวา วิภูตํ กตฺวา มมตฺเตสูติ อิติ ทิสฺวา ฯ นาคารมาวเสติ สพฺพํ ฆราวาสปลิโพธํ ฉินฺทิตฺวา ปุตฺตทารปลิโพธํ ฉินฺทิตฺวา ญาติปลิโพธํ ฉินฺทิตฺวา มิตฺตามจฺจปลิโพธํ ฉินฺทิตฺวา สนฺนิธิปลิโพธํ ฉินฺทิตฺวา เกสมสฺสุํ โอหาเรตฺวา กาสายานิ วตฺถานิ อจฺฉาเทตฺวา อคารสฺมา อนคาริยํ ปพฺพชิตฺวา อกิญฺจนภาวํ อุปคนฺตฺวา เอโก จเรยฺย วิหเรยฺย อิริเยยฺย วตฺเตยฺย ปาเลยฺย ยเปยฺย ยาเปยฺยาติ อิติ ทิสฺวา นาคารมาวเส ฯ เตนาห ภควา โสจนฺติ ชนา มมายิเต น หิ สนฺติ นิจฺจา ปริคฺคหา วินาภาวสนฺตเมวิทํ อิติ ทิสฺวา นาคารมาวเสติ ฯ
๑๙๑มรเณนปิ ตํ ปหียติ ยํ ปุริโส มมยิทนฺติ มญฺญติ เอตมฺปิ วิทิตฺวา ปณฺฑิโต น มมตฺตาย นเมถ มามโก ฯ
๑๙๒มรเณนปิ ตํ ปหียตีติ มรณนฺติ ยา เตสํ เตสํ สตฺตานํ ตมฺหา ตมฺหา สตฺตนิกายา จุติ จวนตา เภโท อนฺตรธานํ มจฺจุ มรณํ กาลกิริยา ขนฺธานํ เภโท กเฬวรสฺส นิกฺเขโป ชีวิตินฺทฺริยสฺสุปจฺเฉโท ฯ ตนฺติ รูปคตํ เวทนาคตํ สญฺญาคตํ สงฺขารคตํ วิญฺญาณคตํ ฯ ปหียตีติ ปหียติ ชหียติ วิชหียติ อนฺตรธายติ วิปฺปลุชฺชติ ฯ ภาสิตมฺปิ เหตํ ปุพฺเพว มจฺจํ วิชหนฺติ โภคา มจฺโจว เน ปุพฺพตรํ ชหาติ อสสฺสตา โภคิโน กามกามี ตสฺมา น โสจามหํ โสกกาเล อุเทติ อาปูรติ เวติ จนฺโท อตฺถํ คเมตฺวาน ปเลติ สุริโย วิทิตา มยา สตฺตุก โลกธมฺมา ตสฺมา น โสจามหํ โสกกาเลติ ฯ มรเณนปิ ตํ ปหียติ ฯ
๑๙๓ยํ ปุริโส มมยิทนฺติ มญฺญตีติ ยนฺติ รูปคตํ เวทนาคตํ สญฺญาคตํ สงฺขารคตํ วิญฺญาณคตํ ฯ ปุริโสติ สงฺขา สมญฺญา ปญฺญตฺติ โลกโวหาโร นามํ นามกมฺมํ นามเธยฺยํ นิรุตฺติ พฺยญฺชนํ อภิลาโป ฯ มมยิทนฺติ มญฺญตีติ ตณฺหามญฺญนาย มญฺญติ ทิฏฺฐิมญฺญนาย มญฺญติ มานมญฺญนาย มญฺญติ กิเลสมญฺญนาย มญฺญติ ทุจฺจริตมญฺญนาย มญฺญติ ปโยคมญฺญนาย มญฺญติ วิปากมญฺญนาย มญฺญตีติ ยํ ปุริโส มมยิทนฺติ มญฺญติ ฯ
๑๙๔เอตมฺปิ วิทิตฺวา ปณฺฑิโตติ เอตํ อาทีนวํ ญตฺวา ชานิตฺวา ตุลยิตฺวา ตีรยิตฺวา วิภาวยิตฺวา วิภูตํ กตฺวา มมตฺเตสูติ เอตมฺปิ วิทิตฺวา ฯ ปณฺฑิโตติ พุทฺธิมา ญาณี วิภาวี เมธาวีติ เอตมฺปิ วิทิตฺวา ปณฺฑิโต ฯ
๑๙๕น มมตฺตาย นเมถ มามโกติ มมตฺตาติ เทฺว มมตฺตา ตณฺหามมตฺตญฺจ ทิฏฺฐิมมตฺตญฺจ ฯเปฯ อิทํ ตณฺหามมตฺตํ ฯเปฯ อิทํ ทิฏฺฐิมมตฺตํ ฯ มามโกติ พุทฺธมามโก ธมฺมมามโก สงฺฆมามโก โส ภควนฺตํ มมายติ ภควา ตํ ปุคฺคลํ ปริคฺคณฺหาติ ฯ วุตฺตํ เหตํ ภควตา เย เต ภิกฺขเว ภิกฺขู กุหา ถทฺธา ลปา สงฺคี อุนฺนฬา อสมาหิตา น เม เต ภิกฺขเว ภิกฺขู มามกา อปคตา จ เต ภิกฺขู อิมสฺมา ธมฺมวินยา น จ เต อิมสฺมึ ธมฺมวินเย วุฑฺฒึ วิรูฬฺหึ เวปุลฺลํ อาปชฺชนฺติ เย จ โข เต ภิกฺขเว ภิกฺขู นิกฺกุหา นิลฺลปา ธีรา อถทฺธา สุสมาหิตา เต โข เม ภิกฺขเว ภิกฺขู มามกา อนปคตา จ เต ภิกฺขู อิมสฺมา ธมฺมวินยา เต จ อิมสฺมึ ธมฺมวินเย วุฑฺฒึ วิรูฬฺหึ เวปุลฺลํ อาปชฺชนฺตีติ ฯ กุหา ถทฺธา ลปา สงฺคี อุนฺนฬา อสมาหิตา น เต ธมฺเม วิรูหนฺติ สมฺมาสมฺพุทฺธเทสิเต นิกฺกุหา นิลฺลปา ธีรา อถทฺธา สุสมาหิตา เต เว ธมฺเม วิรูหนฺติ สมฺมาสมฺพุทฺธเทสิเต ฯ น มมตฺตาย นเมถ มามโกติ มามโก ตณฺหามมตฺตํ ปหาย ทิฏฺฐิมมตฺตํ ปฏินิสฺสชฺชิตฺวา มมตฺตาย น นเมยฺย น โอนเมยฺย น ตนฺนินฺโน อสฺส น ตปฺโปโณ น ตปฺปพฺภาโร น ตทธิมุตฺโต น ตทาธิปเตยฺโยติ น มมตฺตาย นเมถ มามโก ฯ เตนาห ภควา มรเณนปิ ตํ ปหียติ ยํ ปุริโส มมยิทนฺติ มญฺญติ เอตมฺปิ วิทิตฺวา ปณฺฑิโต น มมตฺตาย นเมถ มามโกติ ฯ
๑๙๖สุปิเนน ยถาปิ สงฺคตํ ปฏิพุทฺโธ ปุริโส น ปสฺสติ เอวมฺปิ ปิยายิตํ ชนํ เปตํ กาลกตํ น ปสฺสติ ฯ
๑๙๗สุปิเนน ยถาปิ สงฺคตนฺติ สงฺคตํ สมาคตํ สมาหิตํ สนฺนิปติตนฺติ สุปิเนน ยถาปิ สงฺคตํ ฯ
๑๙๘ปฏิพุทฺโธ ปุริโส น ปสฺสตีติ ยถา ปุริโส สุปินคโต จนฺทํ ปสฺสติ สุริยํ ปสฺสติ มหาสมุทฺทํ ปสฺสติ สิเนรุปพฺพตราชํ ปสฺสติ หตฺถึ ปสฺสติ อสฺสํ ปสฺสติ รถํ ปสฺสติ ปตฺตึ ปสฺสติ เสนาพฺยูหํ ปสฺสติ อารามรามเณยฺยกํ ปสฺสติ วนรามเณยฺยกํ ปสฺสติ ภูมิรามเณยฺยกํ ปสฺสติ โปกฺขรณิรามเณยฺยกํ ปสฺสติ ปฏิพุทฺโธ น กิญฺจิ ปสฺสตีติ ปฏิพุทฺโธ ปุริโส น ปสฺสติ ฯ
๑๙๙เอวมฺปิ ปิยายิตํ ชนนฺติ เอวนฺติ โอปมฺมสมฺปฏิปาทนา ฯ ปิยายิตํ ชนนฺติ ปิยายิตํ มมายิตํ ชนํ มาตรํ วา ปิตรํ วา ภาตรํ วา ภคินึ วา ปุตฺตํ วา ธีตรํ วา มิตฺตํ วา อมจฺจํ วา ญาติสาโลหิตํ วาติ เอวมฺปิ ปิยายิตํ ชนํ ฯ
๒๐๐เปตํ กาลกตํ น ปสฺสตีติ เปตา วุจฺจนฺติ มตา กาลกตา ฯ น ปสฺสติ น ทกฺขติ นาธิคจฺฉติ น วินฺทติ น ปฏิลภตีติ เปตํ กาลกตํ น ปสฺสติ ฯ เตนาห ภควา สุปิเนน ยถาปิ สงฺคตํ ปฏิพุทฺโธ ปุริโส น ปสฺสติ เอวมฺปิ ปิยายิตํ ชนํ เปตํ กาลกตํ น ปสฺสตีติ ฯ
๒๐๑ทิฏฺฐาปิ สุตาปิ เต ชนา เยสํ นามมิทํ ปวุจฺจติ นามเมวาวสิสฺสติ อกฺเขยฺยํ เปตสฺส ชนฺตุโน ฯ
๒๐๒ทิฏฺฐาปิ สุตาปิ เต ชนาติ ทิฏฺฐาติ เย จกฺขุวิญฺญาณาภิสมฺภูตา ฯ สุตาติ เย โสตวิญฺญาณาภิสมฺภูตา ฯ เต ชนาติ ขตฺติยา จ พฺราหฺมณา จ เวสฺสา จ สุทฺทา จ คหฏฺฐา จ ปพฺพชิตา จ เทวา จ มนุสฺสา จาติ ทิฏฺฐาปิ สุตาปิ เต ชนา ฯ
๒๐๓เยสํ นามมิทํ ปวุจฺจตีติ เยสนฺติ เยสํ ขตฺติยานํ พฺราหฺมณานํ เวสฺสานํ สุทฺทานํ คหฏฺฐานํ ปพฺพชิตานํ เทวานํ มนุสฺสานํ ฯ นามนฺติ สงฺขา สมญฺญา ปญฺญตฺติ โลกโวหาโร นามํ นามกมฺมํ นามเธยฺยํ นิรุตฺติ พฺยญฺชนํ อภิลาโป ฯ ปวุจฺจตีติ กถิยติ ภณิยติ ทีปิยติ โวหริยตีติ เยสํ นามมิทํ ปวุจฺจติ ฯ
๒๐๔นามเมวาวสิสฺสติ อกฺเขยฺยนฺติ รูปคตํ เวทนาคตํ สญฺญาคตํ สงฺขารคตํ วิญฺญาณคตํ ปหียติ ชหียติ วิชหียติ อนฺตรธายติ วิปฺปลุชฺชติ นามเมวาวสิสฺสติ ฯ อกฺเขยฺยนฺติ อกฺขาตุํ กเถตุํ ภณิตุํ ทีปยิตุํ โวหริตุนฺติ นามเมวาวสิสฺสติ อกฺเขยฺยํ ฯ เปตสฺส ชนฺตุโนติ เปตสฺสาติ มตสฺส กาลกตสฺส ฯ ชนฺตุโนติ สตฺตสฺส นรสฺส มานวสฺส โปสสฺส ปุคฺคลสฺส ชีวสฺส ชาตุสฺส ชนฺตุสฺส อินฺทคุสฺส มนุชสฺสาติ อกฺเขยฺยํ เปตสฺส ชนฺตุโน ฯ เตนาห ภควา ทิฏฺฐาปิ สุตาปิ เต ชนา เยสํ นามมิทํ ปวุจฺจติ นามเมวาวสิสฺสติ อกฺเขยฺยํ เปตสฺส ชนฺตุโนติ ฯ
๒๐๕โสกปริเทวมจฺฉรํ น ชหนฺติ คิทฺธา มมายิเต ตสฺมา มุนโย ปริคฺคหํ หิตฺวา อจรึสุ เขมทสฺสิโน ฯ
๒๐๖โสกปริเทวมจฺฉรํ น ชหนฺติ คิทฺธา มมายิเตติ โสโกติ ญาติพฺยสเนน วา ผุฏฺฐสฺส โภคพฺยสเนน วา ผุฏฺฐสฺส โรคพฺยสเนน วา ผุฏฺฐสฺส สีลพฺยสเนน วา ผุฏฺฐสฺส ทิฏฺฐิพฺยสเนน วา ผุฏฺฐสฺส อญฺญตรญฺญตเรน วา พฺยสเนน สมนฺนาคตสฺส อญฺญตรญฺญตเรน วา ทุกฺขธมฺเมน ผุฏฺฐสฺส โสโก โสจนา โสจิตตฺตํ อนฺโตโสโก อนฺโตปริโสโก อนฺโตฑาโห อนฺโตปริฑาโห เจตโส ปริชฺฌายนา โทมนสฺสํ โสกสลฺลํ ฯ ปริเทโวติ ญาติพฺยสเนน วา ผุฏฺฐสฺส ฯเปฯ ทิฏฺฐิพฺยสเนน วา ผุฏฺฐสฺส อญฺญตรญฺญตเรน วา พฺยสเนน สมนฺนาคตสฺส อญฺญตรญฺญตเรน วา ทุกฺขธมฺเมน ผุฏฺฐสฺส อาเทโว ปริเทโว อาเทวนา ปริเทวนา อาเทวิตตฺตํ ปริเทวิตตฺตํ วาจา ปลาโป วิปฺปลาโป ลาลปฺโป ลาลปฺปายนา ลาลปฺปายิตตฺตํ ฯ {๒๐๖.๑} มจฺฉริยนฺติ ปญฺจ มจฺฉริยานิ อาวาสมจฺฉริยํ กุลมจฺฉริยํ ลาภมจฺฉริยํ วณฺณมจฺฉริยํ ธมฺมมจฺฉริยํ ยํ เอวรูปํ มจฺฉริยํ มจฺฉรายนา มจฺฉรายิตตฺตํ เววิจฺฉํ กทริยํ กฏุกญฺจกตา อคฺคหิตตฺตํ จิตฺตสฺส อิทํ วุจฺจติ มจฺฉริยํ ฯ อปิจ ขนฺธมจฺฉริยํปิ มจฺฉริยํ ธาตุมจฺฉริยํปิ มจฺฉริยํ อายตนมจฺฉริยํปิ มจฺฉริยํ คาโห อิทํ วุจฺจติ มจฺฉริยํ ฯ เคโธ วุจฺจติ ตณฺหา โย ราโค สาราโค ฯเปฯ อภิชฺฌา โลโภ อกุสลมูลํ ฯ มมตฺตาติ เทฺว มมตฺตา ตณฺหามมตฺตญฺจ ทิฏฺฐิมมตฺตญฺจ ฯเปฯ อิทํ ตณฺหามมตฺตํ ฯเปฯ อิทํ ทิฏฺฐิมมตฺตํ ฯ มมายิตวตฺถ- ุอจฺเฉทสงฺกิโนปิ โสจนฺติ อิจฺฉิชฺชนฺเตปิ โสจนฺติ อจฺฉินฺเนปิ โสจนฺติ ฯ มมายิตวตฺถุวิปริณามสงฺกิโนปิ โสจนฺติ วิปริณามนฺเตปิ โสจนฺติ วิปริณเตปิ โสจนฺติ ฯ มมายิตวตฺถุอจฺเฉทสงฺกิโนปิ ปริเทวนฺติ อจฺฉิชฺชนฺเตปิ ปริเทวนฺติ อจฺฉินฺเนปิ ปริเทวนฺติ ฯ มมายิตวตฺถุ- วิปริณามสงฺกิโนปิ ปริเทวนฺติ วิปริณามนฺเตปิ ปริเทวนฺติ วิปริณเตปิ ปริเทวนฺติ ฯ มมายิตวตฺถุํ รกฺขนฺติ โคเปนฺติ ปริคฺคณฺหนฺติ มมายิตนฺติ มจฺฉรายนฺติ ฯ มมายิตสฺมึ วตฺถุสฺมึ โสจนฺติ โสกํ น ชหนฺติ ปริเทวํ น ชหนฺติ มจฺฉริยํ น ชหนฺติ เคธํ น ชหนฺติ นปฺปชหนฺติ น วิโนเทนฺติ น พฺยนฺตีกโรนฺติ น อนภาวงฺคเมนฺตีติ โสกปริเทวมจฺฉรํ น ชหนฺติ คิทฺธา มมายิเต ฯ
๒๐๗ตสฺมา มุนโย ปริคฺคหํ หิตฺวา อจรึสุ เขมทสฺสิโนติ ตสฺมาติ ตสฺมา ตํการณา ตํเหตุ ตปฺปจฺจยา ตํนิทานา เอตํ อาทีนวํ สมฺปสฺสมาโน มมตฺเตสูติ ตสฺมา ฯ มุนโยติ โมนํ วุจฺจติ ญาณํ ยา ปญฺญา ปชานนา ฯเปฯ อโมโห ธมฺมวิจโย สมฺมาทิฏฺฐิ เตน ญาเณน สมนฺนาคตา มุนโย โมนปฺปตฺตา ฯ ตีณิ โมเนยฺยานิ กายโมเนยฺยํ วจีโมเนยฺยํ มโนโมเนยฺยํ ฯเปฯ สงฺคชาลมติจฺจ โส มุนิ ฯ ปริคฺคโหติ เทฺว ปริคฺคหา ตณฺหาปริคฺคโห จ ทิฏฺฐิปริคฺคโห จ ฯเปฯ อยํ ตณฺหาปริคฺคโห ฯเปฯ อยํ ทิฏฺฐิปริคฺคโห ฯ มุนโย ตณฺหาปริคฺคหํ ปหาย ทิฏฺฐิปริคฺคหํ ปฏินิสฺสชฺชิตฺวา อจรึสุ วิจรึสุ อิริยึสุ วตฺตึสุ ปาลึสุ ยปึสุ ยาปึสุ ฯ {๒๐๗.๑} เขมทสฺสิโนติ เขมํ วุจฺจติ อมตํ นิพฺพานํ โย โส สพฺพสงฺขารสมโถ สพฺพูปธิปฏินิสฺสคฺโค ตณฺหกฺขโย วิราโค นิโรโธ นิพฺพานํ ฯ เขมทสฺสิโนติ เขมทสฺสิโน ตาณทสฺสิโน เลณทสฺสิโน สรณทสฺสิโน อภยทสฺสิโน อจฺจุตทสฺสิโน อมตทสฺสิโน นิพฺพานทสฺสิโนติ ตสฺมา มุนโย ปริคฺคหํ หิตฺวา อจรึสุ เขมทสฺสิโน ฯ เตนาห ภควา โสกปริเทวมจฺฉรํ น ชหนฺติ คิทฺธา มมายิเต ตสฺมา มุนโย ปริคฺคหํ หิตฺวา อจรึสุ เขมทสฺสิโนติ ฯ
๒๐๘ปฏิลีนจรสฺส ภิกฺขุโน ภชมานสฺส วิวิตฺตมาสนํ สามคฺคิยมาหุ ตสฺส ตํ โย อตฺตานํ ภวเน น ทสฺสเย ฯ
๒๐๙ปฏิลีนจรสฺส ภิกฺขุโนติ ปฏิลีนจรา วุจฺจนฺติ สตฺต เสขา อรหา ปฏิลีโน ฯ กึการณา ปฏิลีนจรา กุจฺจนฺติ สตฺต เสขา ฯ เต ตโต ตโต จิตฺตํ ปฏิลีเนนฺตา ปฏิกุชฺเชนฺตา ปฏิวฏฺเฏนฺตา สนฺนิรุทฺธนฺตา สนฺนิคฺคณฺหนฺตา สนฺนิวาเรนฺตา รกฺขนฺตา โคเปนฺตา จรนฺติ วิหรนฺติ อิริยนฺติ วตฺเตนฺติ ปาเลนฺติ ยเปนฺติ ยาเปนฺติ ฯ จกฺขุทฺวาเร จิตฺตํ ปฏิลีเนนฺตา ปฏิกุชฺเชนฺตา ปฏิวฏฺเฏนฺตา สนฺนิรุทฺธนฺตา สนฺนิคฺคณฺหนฺตา สนฺนิวาเรนฺตา รกฺขนฺตา โคเปนฺตา จรนฺติ วิหรนฺติ อิริยนฺติ วตฺเตนฺติ ปาเลนฺติ ยเปนฺติ ยาเปนฺติ ฯ {๒๐๙.๑} โสตทฺวาเร จิตฺตํ ฆานทฺวาเร จิตฺตํ ชิวฺหาทฺวาเร จิตฺตํ กายทฺวาเร จิตฺตํ มโนทฺวาเร จิตฺตํ ปฏิลีเนนฺตา ปฏิกุชฺเชนฺตา ปฏิวฏฺเฏนฺตา สนฺนิรุทฺธนฺตา สนฺนิคฺคณฺหนฺตา สนฺนิวาเรนฺตา รกฺขนฺตา โคเปนฺตา จรนฺติ วิหรนฺติ อิริยนฺติ วตฺเตนฺติ ปาเลนฺติ ยเปนฺติ ยาเปนฺติ ฯ ยถา กุกฺกุฏปตฺตํ วา นหารุททฺทลํ วา อคฺคิมฺหิ ปกฺขิตฺตํ โหติ ปฏิลียติ ปฏิกุชฺชติ ปฏิวตฺตติ น สมฺปสาริยติ เอวเมว เต ตโต ตโต จิตฺตํ ปฏิลีเนนฺตา ปฏิกุชฺเชนฺตา ปฏิวฏฺเฏนฺตา สนฺนิรุทฺธนฺตา สนฺนิคฺคณฺหนฺตา สนฺนิวาเรนฺตา รกฺขนฺตา โคเปนฺตา จรนฺติ วิหรนฺติ อิริยนฺติ วตฺเตนฺติ ปาเลนฺติ ยเปนฺติ ยาเปนฺติ จกฺขุทฺวาเร จิตฺตํ โสตทฺวาเร จิตฺตํ ฆานทฺวาเร จิตฺตํ ชิวฺหาทฺวาเร จิตฺตํ กายทฺวาเร จิตฺตํ มโนทฺวาเร จิตฺตํ ปฏิลีเนนฺตา ปฏิกุชฺเชนฺตา ปฏิวฏฺเฏนฺตา สนฺนิรุทฺธนฺตา สนฺนิคฺคณฺหนฺตา สนฺนิวาเรนฺตา รกฺขนฺตา โคเปนฺตา จรนฺติ วิหรนฺติ อิริยนฺติ วตฺเตนฺติ ปาเลนฺติ ยเปนฺติ ยาเปนฺติ ฯ ตํการณา ปฏิลีนจรา วุจฺจนฺติ สตฺต เสขา ฯ ภิกฺขุโนติ กลฺยาณปุถุชฺชนสฺส วา ภิกฺขุโน เสขสฺส วา ภิกฺขุโนติ ปฏิลีนจรสฺส ภิกฺขุโน ฯ
๒๑๐ภชมานสฺส วิวิตฺตมาสนนฺติ อาสนํ วุจฺจติ ยตฺถ นิสีทติ มญฺโจ ปีฐํ ภิสิ ตฏฺฏิกา จมฺมขณฺโฑ ติณสนฺถาโร ปณฺณสนฺถาโร ปลาสสนฺถาโร ฯ ตํ อาสนํ อสปฺปายรูปทสฺสเนน วิตฺตํ วิวิตฺตํ ปวิวิตฺตํ อสปฺปายสทฺทสฺสวเนน วิตฺตํ วิวิตฺตํ ปวิวิตฺตํ อสปฺปายคนฺธฆายเนน อสปฺปายรสสายเนน อสปฺปาย- โผฏฺฐพฺพผุสเนน อสปฺปาเยหิ ปญฺจหิ กามคุเณหิ วิตฺตํ วิวิตฺตํ ปวิวิตฺตํ ฯ ตํ อาสนํ ภชโต สมฺภชโต เสวโต นิเสวโต สํเสวโต ปฏิเสวโตติ ภชมานสฺส วิวิตฺตมาสนํ ฯ
๒๑๑สามคฺคิยมาหุ ตสฺส ตํ โย อตฺตานํ ภวเน น ทสฺสเยติ สามคฺคิยาติ ติสฺโส สามคฺคิโย คณสามคฺคี ธมฺมสามคฺคี อนภินิพฺพตฺติสามคฺคี ฯ {๒๑๑.๑} กตมา คณสามคฺคี ฯ พหู เจปิ ภิกฺขู สมคฺคา สมฺโมทมานา อวิวทมานา ขีโรทกีภูตา อญฺญมญฺญํ ปิยจกฺขูหิ สมฺปสฺสนฺตา วิหรนฺติ อยํ คณสามคฺคี ฯ {๒๑๑.๒} กตมา ธมฺมสามคฺคี ฯ จตฺตาโร สติปฏฺฐานา จตฺตาโร สมฺมปฺปธานา จตฺตาโร อิทฺธิปฺปาทา ปญฺจินฺทฺริยานิ ปญฺจ พลานิ สตฺต โพชฺฌงฺคา อริโย อฏฺฐงฺคิโก มคฺโค เต เอกโต ปกฺขนฺทนฺติ ปสีทนฺติ สมฺปติฏฺฐนฺติ วิมุจฺจนฺติ น เตสํ ธมฺมานํ วิวาโท วิปฺปวาโท อตฺถิ อยํ ธมฺมสามคฺคี ฯ {๒๑๑.๓} กตมา อนภินิพฺพตฺติสามคฺคี ฯ พหู เจปิ ภิกฺขู อนุปาทิเสสาย นิพฺพานธาตุยา ปรินิพฺพายนฺติ น เตสํ นิพฺพานธาตุยา โอนตฺตํ วา ปุณฺณตฺตํ วา ปญฺญายติ อยํ อนภินิพฺพตฺติสามคฺคี ฯ {๒๑๑.๔} ภวเนติ เนรยิกานํ นิรโย ภวนํ ติรจฺฉานโยนิกานํ ติรจฺฉานโยนิ ภวนํ ปิตฺติวิสยิกานํ ปิตฺติวิสโย ภวนํ มนุสฺสานํ มนุสฺสโลโก ภวนํ เทวานํ เทวโลโก ภวนํ ฯ สามคฺคิยมาหุ ตสฺส ตํ โย อตฺตานํ ภวเน น ทสฺสเยติ ตสฺเสสา สามคฺคี เอตํ ฉนฺนํ เอตํ ปฏิรูปํ เอตํ อนุจฺฉวิกํ เอตํ อนุโลมํ โย เอวํ ปฏิปนฺโน นิรเย อตฺตานํ น ทสฺเสยฺย ติรจฺฉานโยนิยา อตฺตานํ น ทสฺเสยฺย ปิตฺติวิสเย อตฺตานํ น ทสฺเสยฺย มนุสฺสโลเก อตฺตานํ น ทสฺเสยฺย เทวโลเก อตฺตานํ น ทสฺเสยฺยาติ เอวมาหุ เอวมาหํสุ เอวํ กเถนฺติ เอวํ ภณนฺติ เอวํ ทีปยนฺติ เอวํ โวหรนฺตีติ สามคฺคิยมาหุ ตสฺส ตํ โย อตฺตานํ ภวเน น ทสฺสเย ฯ เตนาห ภควา ปฏิลีนจรสฺส ภิกฺขุโน ภชมานสฺส วิวิตฺตมาสนํ สามคฺคิยมาหุ ตสฺส ตํ โย อตฺตานํ ภวเน น ทสฺสเยติ ฯ
๒๑๒สพฺพตฺถ มุนิ อนิสฺสิโต น ปิยํ กุพฺพติ โนปิ อปฺปิยํ ตสฺมึ ปริเทวมจฺฉรํ ปณฺเณ วาริ ยถา น ลิมฺปติ ฯ
๒๑๓สพฺพตฺถ มุนิ อนิสฺสิโตติ สพฺพํ วุจฺจติ ทฺวาทสายตนานิ จกฺขุ เจว รูปา จ โสตญฺจ สทฺทา จ ฆานญฺจ คนฺธา จ ชิวฺหา จ รสา จ กาโย จ โผฏฺฐพฺพา จ มโน จ ธมฺมา จ ฯ มุนีติ โมนํ วุจฺจติ ญาณํ ยา ปญฺญา ปชานนา ฯเปฯ สงฺคชาลมติจฺจ โส มุนิ ฯ อนิสฺสิโตติ เทฺว นิสฺสยา ตณฺหานิสฺสโย จ ทิฏฺฐินิสฺสโย จ ฯเปฯ อยํ ตณฺหานิสฺสโย ฯเปฯ อยํ ทิฏฺฐินิสฺสโย ฯ มุนิ ตณฺหานิสฺสยํ ปหาย ทิฏฺฐินิสฺสยํ ปฏินิสฺสชฺชิตฺวา จกฺขุํ อนิสฺสิโต โสตํ อนิสฺสิโต ฆานํ อนิสฺสิโต ชิวฺหํ อนิสฺสิโต กายํ อนิสฺสิโต มนํ อนิสฺสิโต รูเป สทฺเท คนฺเธ รเส โผฏฺฐพฺเพ ธมฺเม กุลํ คณํ อาวาสํ ลาภํ ยสํ ปสํสํ สุขํ จีวรปิณฺฑปาตเสนาสนคิลานปจฺจยเภสชฺชปริกฺขารํ กามธาตุํ รูปธาตุํ อรูปธาตุํ กามภวํ รูปภวํ อรูปภวํ สญฺญาภวํ อสญฺญาภวํ เนวสญฺญานาสญฺญาภวํ เอกโวการภวํ จตุโวการภวํ ปญฺจโวการภวํ อตีตํ อนาคตํ ปจฺจุปฺปนฺนํ ทิฏฺฐสุตมุตวิญฺญาตพฺเพ ธมฺเม อนิสฺสิโต อสนฺนิสฺสิโต อนลฺลีโน อนุปคโต อนชฺโฌสิโต อนธิมุตฺโต นิกฺขนฺโต นิสฺสฏฺโฐ วิปฺปมุตฺโต วิสญฺญุตฺโต วิมริยาทิกเตน เจตสา วิหรตีติ สพฺพตฺถ มุนิ อนิสฺสิโต ฯ
๒๑๔น ปิยํ กุพฺพติ โนปิ อปฺปิยนฺติ ปิยาติ เทฺว ปิยา สตฺตา วา สงฺขารา วา ฯ {๒๑๔.๑} กตเม สตฺตา ปิยา ฯ อิธ ยสฺส เต โหนฺติ อตฺถกามา หิตกามา ผาสุกามา โยคกฺเขมกามา มาตา วา ปิตา วา ภาตา วา ภคินี วา ปุตฺโต วา ธีตา วา มิตฺตา วา อมจฺจา วา ญาตี วา สาโลหิตา วา อิเม สตฺตา ปิยา ฯ {๒๑๔.๒} กตเม สงฺขารา ปิยา ฯ มนาปิกา รูปา มนาปิกา สทฺทา มนาปิกา คนฺธา มนาปิกา รสา มนาปิกา โผฏฺฐพฺพา อิเม สงฺขารา ปิยา ฯ {๒๑๔.๓} อปฺปิยาติ เทฺว อปฺปิยา สตฺตา วา สงฺขารา วา ฯ {๒๑๔.๔} กตเม สตฺตา อปฺปิยา ฯ อิธ ยสฺส เต โหนฺติ อนตฺถกามา อหิตกามา อผาสุกามา อโยคกฺเขมกามา ชีวิตา โวโรเปตุกามา อิเม สตฺตา อปฺปิยา ฯ {๒๑๔.๕} กตเม สงฺขารา อปฺปิยา ฯ อมนาปิกา รูปา อมนาปิกา สทฺทา อมนาปิกา คนฺธา อมนาปิกา รสา อมนาปิกา โผฏฺฐพฺพา อิเม สงฺขารา อปฺปิยา ฯ {๒๑๔.๖} น ปิยํ กุพฺพติ โนปิ อปฺปิยนฺติ อยํ เม สตฺโต ปิโย อิเม จ เม สงฺขารา มนาปาติ ราควเสน ปิยํ น กโรติ อยํ เม สตฺโต อปฺปิโย อิเม จ เม สงฺขารา อมนาปาติ ปฏิฆวเสน อปฺปิยํ น กโรติ น ชเนติ น สญฺชเนติ น นิพฺพตฺเตติ นาภินิพฺพตฺเตตีติ น ปิยํ กุพฺพติ โนปิ อปฺปิยํ ฯ
๒๑๕ตสฺมึ ปริเทวมจฺฉรํ ปณฺเณ วาริ ยถา น ลิมฺปตีติ ตสฺมินฺติ ปุคฺคเล อรหนฺเต ขีณาสเว ฯ ปริเทโวติ ญาติพฺยสเนน วา ผุฏฺฐสฺส โภคพฺยสเนน วา ผุฏฺฐสฺส โรคพฺยสเนน วา ผุฏฺฐสฺส สีลพฺยสเนน วา ผุฏฺฐสฺส ทิฏฺฐิพฺยสเนน วา ผุฏฺฐสฺส อญฺญตรญฺญตเรน วา พฺยสเนน สมนฺนาคตสฺส อญฺญตรญฺญตเรน วา ทุกฺขธมฺเมน ผุฏฺฐสฺส อาเทโว ปริเทโว อาเทวนา ปริเทวนา อาเทวิตตฺตํ ปริเทวิตตฺตํ วาจา ปลาโป วิปฺปลาโป ลาลปฺโป ลาลปฺปายนา ลาลปฺปายิตตฺตํ ฯ {๒๑๕.๑} มจฺฉริยนฺติ ปญฺจ มจฺฉริยานิ อาวาสมจฺฉริยํ กุลมจฺฉริยํ ลาภมจฺฉริยํ วณฺณมจฺฉริยํ ธมฺมมจฺฉริยํ ยํ เอวรูปํ มจฺฉริยํ มจฺฉรายนา มจฺฉรายิตตฺตํ เววิจฺฉํ กทริยํ กฏุกญฺจกตา อคฺคหิตตฺตํ จิตฺตสฺส อิทํ วุจฺจติ มจฺฉริยํ อปิจ ขนฺธมจฺฉริยํปิ มจฺฉริยํ ธาตุมจฺฉริยํปิ มจฺฉริยํ อายตนมจฺฉริยํปิ มจฺฉริยํ คาโห อิทํ วุจฺจติ มจฺฉริยํ ฯ ปณฺเณ วาริ ยถา น ลิมฺปตีติ ปณฺณํ วุจฺจติ ปทุมปตฺตํ ฯ วาริ วุจฺจติ อุทกํ ฯ ยถา วาริ ปทุมปตฺเต น ลิมฺปติ น สํลิมฺปติ นุปลิมฺปติ อลิตฺตํ อสํลิตฺตํ อนูปลิตฺตํ เอวเมว ตสฺมึ ปุคฺคเล อรหนฺเต ขีณาสเว ปริเทโว จ มจฺฉริยญฺจ น ลิมฺปติ น สํลิมฺปติ นุปลิมฺปติ อลิตฺตา อสํลิตฺตา อนูปลิตฺตา โส จ ปุคฺคโล เตหิ กิเลเสหิ น ลิมฺปติ น สํลิมฺปติ นุปลิมฺปติ อลิตฺโต อสํลิตฺโต อนูปลิตฺโต นิกฺขนฺโต นิสฺสฏฺโฐ วิปฺปมุตฺโต วิสญฺญุตฺโต วิมริยาทิกเตน เจตสา วิหรตีติ ตสฺมึ ปริเทวมจฺฉรํ ปณฺเณ วาริ ยถา น ลิมฺปติ ฯ เตนาห ภควา สพฺพตฺถ มุนิ อนิสฺสิโต น ปิยํ กุพฺพติ โนปิ อปฺปิยํ ตสฺมึ ปริเทวมจฺฉรํ ปณฺเณ วาริ ยถา น ลิมฺปตีติ ฯ
๒๑๖อุทวินฺทุ ยถาปิ โปกฺขเร ปทุเม วาริ ยถา น ลิมฺปติ เอวํ มุนิ โนปลิมฺปติ ยทิทํ ทิฏฺฐสุตํ มุเตสุ วา ฯ
๒๑๗อุทวินฺทุ ยถาปิ โปกฺขเรติ อุทวินฺทูติ วุจฺจติ อุทกเถโว ฯ โปกฺขรํ วุจฺจติ ปทุมปตฺตํ ฯ ยถา อุทกวินฺทุ ปทุมปตฺเต น ลิมฺปติ น สํลิมฺปติ นุปลิมฺปติ อลิตฺตํ อสํลิตฺตํ อนูปลิตฺตนฺติ อุทวินฺทุ ยถาปิ โปกฺขเร ฯ
๒๑๘ปทุเม วาริ ยถา น ลิมฺปตีติ ปทุมํ วุจฺจติ ปทุมปุปฺผํ ฯ วาริ วุจฺจติ อุทกํ ฯ ยถา วาริ ปทุมปุปฺเผ น ลิมฺปติ น สํลิมฺปติ นุปลิมฺปติ อลิตฺตํ อสํลิตฺตํ อนูปลิตฺตนฺติ ปทุเม วาริ ยถา น ลิมฺปติ ฯ
๒๑๙เอวํ มุนิ โนปลิมฺปติ ยทิทํ ทิฏฺฐสุตํ มุเตสุ วาติ เอวนฺติ โอปมฺมสมฺปฏิปาทนา ฯ มุนีติ โมนํ วุจฺจติ ญาณํ ยา ปญฺญา ปชานนา ฯเปฯ สงฺคชาลมติจฺจ โส มุนิ ฯ เลปาติ เทฺว เลปา ตณฺหาเลโป จ ทิฏฺฐิเลโป จ ฯเปฯ อยํ ตณฺหาเลโป ฯเปฯ อยํ ทิฏฺฐิเลโป ฯ มุนิ ตณฺหาเลปํ ปหาย ทิฏฺฐิเลปํ ปฏินิสฺสชฺชิตฺวา ทิฏฺเฐ น ลิมฺปติ สุเต น ลิมฺปติ มุเต น ลิมฺปติ วิญฺญาเต น ลิมฺปติ น สํลิมฺปติ นุปลิมฺปติ อลิตฺโต อสํลิตฺโต อนูปลิตฺโต นิกฺขนฺโต นิสฺสฏฺโฐ วิปฺปมุตฺโต วิสญฺญุตฺโต วิมริยาทิกเตน เจตสา วิหรตีติ เอวํ มุนิ โนปลิมฺปติ ยทิทํ ทิฏฺฐสุตํ มุเตสุ วา ฯ เตนาห ภควา อุทวินฺทุ ยถาปิ โปกฺขเร ปทุเม วาริ ยถา น ลิมฺปติ เอวํ มุนิ โนปลิมฺปติ ยทิทํ ทิฏฺฐสุตํ มุเตสุ วาติ ฯ
๒๒๐โธโน น หิ เตน มญฺญติ ยทิทํ ทิฏฺฐสุตํ มุเตสุ วา นาญฺเญน วิสุทฺธิมิจฺฉติ น หิ โส รชฺชติ โน วิรชฺชติ ฯ
๒๒๑โธโน น หิ เตน มญฺญติ ยทิทํ ทิฏฺฐสุตํ มุเตสุ วาติ โธโนติ โธนา วุจฺจติ ปญฺญา ยา ปญฺญา ปชานนา ฯเปฯ อโมโห ธมฺมวิจโย สมฺมาทิฏฺฐิ ฯ กึการณา โธนา วุจฺจติ ปญฺญา ฯ ตาย ปญฺญาย กายทุจฺจริตํ ธุตญฺจ โธตญฺจ สนฺโธตญฺจ นิทฺโธตญฺจ ฯ วจีทุจฺจริตํ ธุตญฺจ โธตญฺจ สนฺโธตญฺจ นิทฺโธตญฺจ ฯ มโนทุจฺจริตํ ธุตญฺจ โธตญฺจ สนฺโธตญฺจ นิทฺโธตญฺจ ฯ ราโค ธุโต จ โธโต จ สนฺโธโต จ นิทฺโธโต จ ฯ โทโส โมโห โกโธ อุปนาโห มกฺโข ปฬาโส อิสฺสา มจฺฉริยํ มายา สาเฐยฺยํ ถมฺโภ สารมฺโภ มาโน อติมาโน มโท ปมาโท สพฺเพ กิเลสา สพฺเพ ทุจฺจริตา สพฺเพ ทรถา สพฺเพ ปริฬาหา สพฺเพ สนฺตาปา สพฺพากุสลาภิสงฺขารา ธุตา จ โธตา จ สนฺโธตา จ นิทฺโธตา จ ฯ {๒๒๑.๑} ตํการณา โธนา วุจฺจติ ปญฺญา ฯ อถวา สมฺมาทิฏฺฐิยา มิจฺฉาทิฏฺฐิ ธุตา จ โธตา จ สนฺโธตา จ นิทฺโธตา จ ฯ สมฺมาสงฺกปฺเปน มิจฺฉาสงฺกปฺโป ธุโต จ โธโต จ สนฺโธโต จ นิทฺโธโต จ ฯ สมฺมาวาจาย มิจฺฉาวาจา ธุตา จ ฯ สมฺมากมฺมนฺเตน มิจฺฉากมฺมนฺโต ธุโต จ ฯ สมฺมาอาชีเวน มิจฺฉาอาชีโว ธุโต จ ฯ สมฺมาวายาเมน มิจฺฉาวายาโม ธุโต จ ฯ สมฺมาสติยา มิจฺฉาสติ ธุตา จ ฯ สมฺมาสมาธินา มิจฺฉาสมาธิ ธุโต จ ฯ สมฺมาญาเณน มิจฺฉาญาณํ ธุตญฺจ ฯ สมฺมาวิมุตฺติยา มิจฺฉาวิมุตฺติ ธุตา จ โธตา จ สนฺโธตา จ นิทฺโธตา จ ฯ อถวา อริเยน อฏฺฐงฺคิเกน มคฺเคน สพฺเพ กิเลสา สพฺเพ ทุจฺจริตา สพฺเพ ทรถา สพฺเพ ปริฬาหา สพฺเพ สนฺตาปา สพฺพากุสลาภิสงฺขารา ธุตา จ โธตา จ สนฺโธตา จ นิทฺโธตา จ ฯ อรหา อิเมหิ โธเนยฺเยหิ ธมฺเมหิ อุเปโต สมุเปโต อุปคโต สมุปคโต อุปปนฺโน สมุปปนฺโน สมนฺนาคโต ตสฺมา อรหา โธโน ฯ โส ธุตราโค ธุตปาโป ธุตกิเลโส ธุตปริฬาโหติ โธโน ฯ {๒๒๑.๒} โธโน น หิ เตน มญฺญติ ยทิทํ ทิฏฺฐสุตํ มุเตสุ วาติ โธโน ทิฏฺฐํ น มญฺญติ ทิฏฺฐสฺมึ น มญฺญติ ทิฏฺฐโต น มญฺญติ ทิฏฺฐํ เมติ น มญฺญติ ฯ สุตํ น มญฺญติ สุตสฺมึ น มญฺญติ สุตโต น มญฺญติ สุตํ เมติ น มญฺญติ ฯ มุตํ น มญฺญติ มุตสฺมึ น มญฺญติ มุตโต น มญฺญติ มุตํ เมติ น มญฺญติ ฯ วิญฺญาตํ น มญฺญติ วิญฺญาตสฺมึ น มญฺญติ วิญฺญาตโต น มญฺญติ วิญฺญาตํ เมติ น มญฺญติ ฯ วุตฺตํ เหตํ ภควตา อสฺมีติ ภิกฺขเว มญฺญิตเมตํ อนสฺมีติ มญฺญิตเมตํ ภวิสฺสนฺติ มญฺญิตเมตํ น ภวิสฺสนฺติ มญฺญิตเมตํ รูปี ภวิสฺสนฺติ มญฺญิตเมตํ อรูปี ภวิสฺสนฺติ มญฺญิตเมตํ สญฺญี ภวิสฺสนฺติ มญฺญิตเมตํ อสญฺญี ภวิสฺสนฺติ มญฺญิตเมตํ เนวสญฺญีนาสญฺญี ภวิสฺสนฺติ มญฺญิตเมตํ มญฺญิตํ ภิกฺขเว โรโค มญฺญิตํ คณฺโฑ มญฺญิตํ สลฺลํ มญฺญิตํ อุปทฺทโว ตสฺมา ติห ภิกฺขเว อมญฺญมาเนน เจตสา วิหริสฺสามาติ เอวญฺหิ โว ภิกฺขเว สิกฺขิตพฺพนฺติ ฯ โธโน น หิ เตน มญฺญติ ยทิทํ ทิฏฺฐสุตํ มุเตสุ วา ฯ
๒๒๒นาญฺเญน วิสุทฺธิมิจฺฉตีติ โธโน อญฺเญน อสุทฺธิมคฺเคน มิจฺฉาปฏิปทาย อนิยฺยานิกปเถน อญฺญตฺร สติปฏฺฐาเนหิ อญฺญตฺร สมฺมปฺปธาเนหิ อญฺญตฺร อิทฺธิปฺปาเทหิ อญฺญตฺร อินฺทฺริเยหิ อญฺญตฺร พเลหิ อญฺญตฺร โพชฺฌงฺเคหิ อญฺญตฺร อริยา อฏฺฐงฺคิกา มคฺคา สุทฺธึ วิสุทฺธึ ปริสุทฺธึ มุตฺตึ วิมุตฺตึ ปริมุตฺตึ น อิจฺฉติ น สาทิยติ น ปตฺเถติ น ปิเหติ นาภิชปฺปตีติ นาญฺเญน วิสุทฺธิมิจฺฉติ ฯ
๒๒๓น หิ โส รชฺชติ โน วิรชฺชตีติ สพฺเพ พาลปุถุชฺชนา รชฺชนฺติ กลฺยาณปุถุชฺชนํ อุปาทาย สตฺต เสขา วิรชฺชนฺติ อรหา เนว รชฺชติ โน วิรชฺชติ ฯ วิรตฺโต โส ขยา ราคสฺส วีตราคตฺตา ขยา โทสสฺส วีตโทสตฺตา ขยา โมหสฺส วีตโมหตฺตา ฯ โส วุฏฺฐวาโส จิณฺณจรโณ ฯเปฯ นตฺถิ ตสฺส ปุนพฺภโวติ น หิ โส รชฺชติ โน วิรชฺชติ ฯ เตนาห ภควา โธโน น หิ เตน มญฺญติ ยทิทํ ทิฏฺฐสุตํ มุเตสุ วา นาญฺเญน วิสุทฺธิมิจฺฉติ น หิ โส รชฺชติ โน วิรชฺชตีติ ฯ ฉฏฺโฐ ชราสุตฺตนิทฺเทโส นิฏฺฐิโต ฯ ------------------
ฉบับมหาจุฬาฯ
ชั้นตัวบทพุทธพจน์หน่วยที่ตำแหน่งเดียวกันของเล่มนี้ · เลขข้อเป็นของฉบับนี้เอง · ชื่อเรื่องตรงกันทั้งสองฉบับ
เปิดหน้าของฉบับนี้ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย มหานิทเทส [อัฎฐกวรรค] ๖. ชราสุตตนิทเทส ๖. ชราสุตตนิทเทส อธิบายชราสูตร ว่าด้วยชรา พระสารีบุตรเถระจะกล่าวอธิบายชราสูตร ดังต่อไปนี้
(พระผู้มีพระภาคตรัสว่า) ชีวิตนี้น้อยนัก มนุษย์ย่อมตายภายใน ๑๐๐ ปี แม้หากผู้ใดจะมีชีวิตอยู่เกินไปกว่านั้น ผู้นั้นก็จะตายเพราะชราแน่แท้ ว่าด้วยชีวิตเป็นของน้อยด้วยเหตุ ๒ ประการ คำว่า ชีวิต ในคำว่า ชีวิตนี้น้อยนัก อธิบายว่า อายุ ความดำรงอยู่ ความ ดำเนินไป ความให้ชีวิตดำเนินไป ความเคลื่อนไหว ความเป็นไป ความรักษา ความเป็นอยู่ ชีวิตินทรีย์ อนึ่ง ชีวิตเป็นของน้อยด้วยเหตุ ๒ ประการ คือ ๑. ชีวิตเป็นของน้อย เพราะดำรงอยู่ชั่วเวลาเพียงเล็กน้อย ๒. ชีวิตเป็นของน้อย เพราะมีคุณค่าเพียงเล็กน้อย ชีวิตเป็นของน้อย เพราะดำรงอยู่ชั่วเวลาเพียงเล็กน้อย เป็นอย่างไร คือ ในขณะจิตที่เป็นอดีต ชีวิตเป็นอยู่แล้ว ไม่ใช่กำลังเป็นอยู่ ไม่ใช่จักเป็นอยู่ในขณะจิตที่เป็นอนาคต ชีวิตจักเป็นอยู่ ไม่ใช่กำลังเป็นอยู่ ไม่ใช่เป็นอยู่แล้วในขณะจิตที่เป็นปัจจุบัน ชีวิตกำลังเป็นอยู่ ไม่ใช่เป็นอยู่แล้ว ไม่ใช่จักเป็นอยู่ (สมจริงดังที่พระผู้มีพระภาคตรัสไว้ว่า) @เชิงอรรถ : @ ขุ.สุ. ๒๕/๘๑๑-๘๒๐/๔๙๓-๔๙๔
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๙ หน้า : ๑๔๒}
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย มหานิทเทส [อัฎฐกวรรค] ๖. ชราสุตตนิทเทส ชีวิต อัตภาพ สุขและทุกข์ทั้งปวง เป็นธรรมที่ประกอบกันขึ้นชั่วขณะจิตเดียว ขณะย่อมหมุนไปอย่างรวดเร็ว เทวดาผู้ดำรงอยู่ได้ตั้ง ๘๔,๐๐๐ กัป ก็มิได้ประกอบด้วยจิต ๒ ดวง(ในขณะจิตเดียว) เป็นอยู่ได้ ขันธ์เหล่าใดของสัตว์ที่ตายไป หรือยังดำรงอยู่ในโลกนี้ดับไปแล้ว ขันธ์เหล่านั้นทั้งหมด เป็นอย่างเดียวกัน ดับไปแล้วก็มิได้สืบต่อกัน ขันธ์ที่แตกไปในอดีตอันหาลำดับมิได้ และขันธ์ที่จะแตกไปในอนาคต มีลักษณะไม่ต่างกับขันธ์ที่ดับในปัจจุบัน สัตว์ไม่เกิดด้วยอนาคตขันธ์ ย่อมดำรงอยู่ด้วยปัจจุบันขันธ์ เพราะจิตแตกดับไป สัตว์โลกชื่อว่า ตายแล้ว นี้เป็นปรมัตถบัญญัติ เพราะมีอายตนะ ๖ เป็นปัจจัย ขันธ์ทั้งหลายที่แปรไปตามฉันทะ ย่อมเป็นไปไม่ขาดสาย เหมือนน้ำไหลไปตามที่ลุ่ม ฉะนั้น ขันธ์ทั้งหลายถึงการทรงตัวอยู่ไม่ได้แตกไปแล้ว กองขันธ์ในอนาคตก็ไม่มี ส่วนขันธ์ที่เกิดแล้วในปัจจุบันก็ดำรงอยู่ เหมือนเมล็ดผักกาดบนปลายเหล็กแหลม ฉะนั้น ความแตกทำลายแห่งขันธ์ทั้งหลายที่เกิดขึ้นเหล่านั้น ปรากฏอยู่ข้างหน้า ขันธ์ทั้งหลายที่มีการแตกเป็นธรรมดา ดำรงอยู่ มิได้รวมกับขันธ์เก่า ขันธ์ทั้งหลายมาโดยสภาวะที่ไม่ปรากฏ แตกทำลายไปแล้ว ก็ไปสู่สภาวะที่ไม่ปรากฏ ย่อมเกิดขึ้นและดับไป เหมือนสายฟ้าแลบในอากาศ ฉะนั้น ชีวิตชื่อว่าเป็นของน้อย เพราะดำรงอยู่ชั่วเวลาเพียงเล็กน้อย เป็นอย่างนี้
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๙ หน้า : ๑๔๓}
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย มหานิทเทส [อัฎฐกวรรค] ๖. ชราสุตตนิทเทส ชีวิตเป็นของน้อย เพราะมีคุณค่าเพียงเล็กน้อย เป็นอย่างไร คือ ชีวิตเกี่ยวเนื่องด้วยลมหายใจเข้า ชีวิตเกี่ยวเนื่องด้วยลมหายใจออก ชีวิตเกี่ยวเนื่องด้วยลมหายใจเข้าและลมหายใจออก ชีวิตเกี่ยวเนื่องด้วยมหาภูตรูป ชีวิตเกี่ยวเนื่องด้วยอาหารที่กลืนกิน ชีวิตเกี่ยวเนื่องด้วยไฟธาตุ ชีวิตเกี่ยวเนื่องด้วยวิญญาณ มูลเหตุ(กรัชกาย) ของสภาวธรรมเหล่านี้มีกำลังน้อย บุพพเหตุของสภาวธรรมเหล่านี้มีกำลังน้อย ปัจจัยทั้งหลายมีอารมณ์เป็นต้นมีกำลังน้อย แดนเกิด(ตัณหา) มีกำลังน้อย ธรรมที่เกิดร่วมกันของสภาวธรรมเหล่านี้มีกำลังน้อยธรรมที่ประกอบกัน (อรูปธรรม)ของสภาวธรรมเหล่านี้มีกำลังน้อย ธรรมที่เกิดพร้อมกันของสภาวธรรมเหล่านี้มีกำลังน้อย กิเลสเครื่องประกอบ(ตัณหา) มีกำลังน้อยสภาวธรรมเหล่านี้แต่ละอย่างมีกำลังน้อยตลอดเวลา สภาวธรรมเหล่านี้แต่ละอย่างไม่มั่นคง สภาวธรรมเหล่านี้ต่างก็ทำให้สภาวธรรมอื่นตกล่วงลงไป เพราะสภาวธรรมเหล่านี้ต่างก็ไม่มีความต้านทาน สภาวธรรมเหล่านี้ต่างก็ไม่ดำรงกันและกันอยู่ได้แม้สภาวธรรมที่ทำให้ธรรมเหล่านี้เกิดก็ไม่มี อนึ่ง ธรรมไรๆ ก็มิได้เสื่อมไปเพราะธรรมไรๆ เพราะขันธ์เหล่านี้ พึงถึงความแตกดับไปโดยประการทั้งปวง ขันธ์เหล่านี้ที่เกิดขึ้นเพราะเหตุปัจจัยก่อน แม้เหตุปัจจัยที่เกิดก่อนก็แตกดับไปแล้วในก่อน ในกาลไหนๆ ขันธ์ที่เกิดก่อนและที่เกิดภายหลัง จึงไม่ได้เห็นกันและกัน ชีวิตชื่อว่าเป็นของน้อย เพราะมีคุณค่าเพียงเล็กน้อย เป็นอย่างนี้ อนึ่ง เพราะเทียบกับชีวิตของเทวดาชั้นจาตุมหาราช ชีวิตของมนุษย์จึงน้อย คือเล็กน้อย นิดหน่อย ชั่วขณะ เร็วพลัน ประเดี๋ยวเดียว ตั้งอยู่ไม่นาน ดำรงอยู่ไม่นานเพราะเทียบกับชีวิตของเทวดาชั้นดาวดึงส์ ... เทวดาชั้นยามา ... เทวดาชั้นดุสิต ... เทวดาชั้นนิมมานรดี ... เทวดาชั้นปรนิมมิตวสวัตดี ... เพราะเทียบเคียงกับชีวิตของเทวดาชั้นพรหมกายิกา(ผู้นับเนื่องอยู่ในหมู่พรหม) ชีวิตของมนุษย์จึงน้อย คือ เล็กน้อย นิดหน่อย ชั่วขณะ เร็วพลัน ประเดี๋ยวเดียว ตั้งอยู่ไม่นาน ดำรงอยู่ไม่นาน
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๙ หน้า : ๑๔๔}
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย มหานิทเทส [อัฎฐกวรรค] ๖. ชราสุตตนิทเทส สมจริงดังที่พระผู้มีพระภาคตรัสไว้ว่า “ภิกษุทั้งหลาย อายุของมนุษย์น้อยจำต้องไปสู่ปรโลก ต้องประสบกับความตายที่เข้าใจกันอยู่ ควรทำกุศล ประพฤติพรหมจรรย์ ผู้ที่เกิดมาแล้วไม่ตายไม่มี ภิกษุทั้งหลาย ผู้ใดมีชีวิตยืนนาน ผู้นั้นก็อยู่ได้เพียง ๑๐๐ ปี หรืออยู่ได้เกินกว่านั้นก็มีน้อย” (พระผู้มีพระภาคผู้สุคตศาสดา ครั้นตรัสเวยยากรณ์ภาษิตนี้แล้ว จึงตรัสคาถาประพันธ์ต่อไปอีกว่า) มนุษย์มีอายุน้อย บุคคลผู้ฉลาดพึงดูหมิ่นชีวิตที่น้อยนั้น พึงเร่งประพฤติธรรมเหมือนคนถูกไฟไหม้ศีรษะ ฉะนั้น เพราะความตายจะไม่มาถึงไม่มี วันคืนล่วงเลยไป ชีวิตก็ใกล้หมดสิ้นไป อายุของสัตว์ทั้งหลายก็หมดสิ้นไป เหมือนน้ำในแม่น้ำน้อยจะแห้งไป ฉะนั้น รวมความว่า ชีวิตนี้น้อยนัก คำว่า มนุษย์ย่อมตายภายใน ๑๐๐ ปี อธิบายว่า มนุษย์ย่อมเคลื่อน ตาย สูญหาย สลายไป ในขณะที่เป็นกลละ(น้ำใส)บ้าง ... ในขณะที่เป็นอัพพุทะ(น้ำล้างเนื้อ)บ้าง ... ในขณะที่เป็นเปสิ(ชิ้นเนื้อ)บ้าง ... ในขณะที่เป็นฆนะ(ก้อนเนื้อ)บ้าง ... ในขณะที่เป็นปัญจสาขา(๕ ปุ่ม คือมือ ๒ เท้า ๒ ศีรษะ ๑)บ้าง ขณะคลอดย่อมเคลื่อน ตาย สูญหาย สลายไปบ้าง ย่อมเคลื่อน ตาย สูญหาย สลายไปในเรือนคลอดบ้าง มีอายุเพียงครึ่งเดือน ย่อมเคลื่อน ตาย สูญหาย สลายไปบ้างมีอายุ ๑ เดือน ... มีอายุ ๒ เดือน ... มีอายุ ๓ เดือน ... มีอายุ ๔ เดือน ... มีอายุ ๕ เดือน ... มีอายุ ๖ เดือน ... มีอายุ ๗ เดือน ... มีอายุ ๘ เดือน ... มีอายุ ๙ เดือน ... มีอายุ ๑๐ เดือน ... มีอายุ ๑ ปี ... มีอายุ ๒ ปี ... มีอายุ ๓ ปี ... มีอายุ ๔ ปี ... มีอายุ ๕ ปี ... มีอายุ ๖ ปี ... มีอายุ ๗ ปี ... มีอายุ ๘ ปี ... มีอายุ ๙ปี ... มีอายุ ๑๐ ปี ... มีอายุ ๒๐ ปี ... มีอายุ ๓๐ ปี ... มีอายุ ๔๐ ปี ... มีอายุ ๕๐ ปี... มีอายุ ๖๐ ปี ... มีอายุ ๗๐ ปี ... มีอายุ ๘๐ ปี ... มีอายุ ๙๐ ปี ย่อมเคลื่อนตาย สูญหาย สลายไปบ้าง รวมความว่า มนุษย์ย่อมตายภายใน ๑๐๐ ปี @เชิงอรรถ : @ สํ.ส. ๑๕/๑๔๕/๑๓๐ @ สํ.ส. ๑๕/๑๔๖/๑๓๑
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๙ หน้า : ๑๔๕}
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย มหานิทเทส [อัฎฐกวรรค] ๖. ชราสุตตนิทเทส คำว่า แม้หากผู้ใดจะมีชีวิตอยู่เกินไปกว่านั้น อธิบายว่า ผู้ใดอยู่ได้เกิน ๑๐๐ ปี ผู้นั้นก็อยู่ได้อีก ๑ ปีบ้าง ... ๒ ปีบ้าง ... ๓ ปีบ้าง ... ๔ ปีบ้าง ... ๕ ปีบ้าง ... ๒๐ ปีบ้าง ... ๓๐ ปีบ้าง ... ผู้นั้นก็อยู่ได้อีก ๔๐ ปีบ้าง รวมความว่า แม้หากผู้ใดจะมีชีวิตอยู่เกินไปกว่านั้น คำว่า ผู้นั้นก็จะตายเพราะชราแน่แท้ อธิบายว่า เมื่อผู้ใดชรา คือ สูงอายุเป็นผู้เฒ่า ล่วงกาลมามาก ผ่านวัยมามาก มีฟันหัก ผมหงอก ผมบาง ศีรษะล้านหนังย่น ตัวตกกระ หลังโกง หลังค่อม ถือไม้เท้ายันกาย ผู้นั้นก็ย่อมเคลื่อน ตายสูญหาย สลายไปเพราะชรา ไม่มีความหลุดพ้นจากความตายไปได้ (สมจริงดังที่พระผู้มีพระภาคตรัสไว้ว่า) สัตว์ที่เกิดมาแล้ว มีภัยจากความตายเป็นนิจ เหมือนผลไม้สุกแล้ว มีภัยจากการหล่นไปในเวลาเช้า ฉะนั้น ภาชนะดินที่ช่างหม้อทำไว้ทั้งหมดมีความแตกเป็นที่สุด ฉันใด ชีวิตของสัตว์ทั้งหลายก็เป็นฉันนั้น มนุษย์ทั้งเด็ก ผู้ใหญ่ โง่ และฉลาดทั้งหมด ย่อมไปสู่อำนาจของความตาย มีความตายรออยู่ข้างหน้า เมื่อมนุษย์เหล่านั้นผู้ถูกความตายครอบงำอยู่ กำลังจะไปจากโลกนี้สู่ปรโลก บิดาก็ปกป้องบุตรไม่ได้ หรือหมู่ญาติก็ปกป้องหมู่ญาติไม่ได้ เมื่อพวกญาติกำลังเพ่งมองดูอยู่ รำพันกันเป็นอันมากอยู่นั่นแหละว่า จงดูสัตว์แต่ละตนๆ ถูกความตายนำไป เหมือนโคถูกนำไปฆ่าฉะนั้น สัตว์โลกถูกความแก่และความตายครอบงำอยู่อย่างนี้ @เชิงอรรถ : @ ขุ.สุ. ๒๕/๕๘๒-๕๘๗/๔๕๑
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๙ หน้า : ๑๔๖}
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย มหานิทเทส [อัฎฐกวรรค] ๖. ชราสุตตนิทเทส รวมความว่า ผู้นั้นก็จะตายเพราะชราแน่แท้ ด้วยเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคจึงตรัสว่า ชีวิตนี้น้อยนัก มนุษย์ย่อมตายภายใน ๑๐๐ ปี แม้หากผู้ใดจะมีชีวิตอยู่เกินไปกว่านั้น ผู้นั้นก็จะตายเพราะชราแน่แท้
(พระผู้มีพระภาคตรัสว่า) ชนทั้งหลาย ย่อมเศร้าโศกเพราะวัตถุที่ยึดถือว่าเป็นของเรา เพราะความยึดถือที่เที่ยงแท้ไม่มีอยู่ ความพลัดพรากจากกันนี้ เป็นสิ่งที่มีอยู่จริง กุลบุตรเห็นดังนี้แล้ว ก็ไม่พึงครองเรือน ว่าด้วยคนเศร้าโศกเพราะการยึดถือ คำว่า ชนทั้งหลาย ในคำว่า ชนทั้งหลาย ย่อมเศร้าโศกเพราะวัตถุที่ยึดถือว่าเป็นของเรา ได้แก่ กษัตริย์ พราหมณ์ แพศย์ ศูทร บรรพชิต เทวดา และมนุษย์ทั้งหลาย คำว่า ความยึดถือว่าเป็นของเรา ได้แก่ ความยึดถือว่าเป็นของเรา ๒ อย่างคือ (๑) ความยึดถือว่าเป็นของเราด้วยอำนาจตัณหา (๒) ความยึดถือว่าเป็นของเราด้วยอำนาจทิฏฐิ ... นี้ชื่อว่าความยึดถือว่าเป็นของเราด้วยอำนาจตัณหา ... นี้ชื่อว่าความยึดถือว่าเป็นของเราด้วยอำนาจทิฏฐิ ชนทั้งหลายผู้หวาดระแวงว่าวัตถุที่ยึดถือว่าเป็นของเรา จักถูกแย่งชิงไป ย่อมเศร้าโศกบ้าง เมื่อวัตถุนั้นกำลังถูกแย่งชิงไป ย่อมเศร้าโศกบ้าง เมื่อวัตถุนั้นถูกแย่งชิงไปแล้ว ย่อมเศร้าโศกบ้าง ชนทั้งหลายผู้หวาดระแวงว่า วัตถุที่ตนยึดถือว่าเป็นของเราจักแปรผันไป ย่อมเศร้าโศกบ้าง เมื่อวัตถุนั้นกำลังแปรผันไป ย่อมเศร้าโศกบ้าง เมื่อวัตถุนั้นแปรผันไปแล้ว ย่อมเศร้าโศกบ้าง คือ ลำบากใจ คร่ำครวญตีอกพร่ำเพ้อ ถึงความหลงใหล รวมความว่า ชนทั้งหลาย ย่อมเศร้าโศกเพราะวัตถุที่ยึดถือว่าเป็นของเรา @เชิงอรรถ : @ ดูรายละเอียดข้อ ๑๒/๕๘-๕๙
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๙ หน้า : ๑๔๗}
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย มหานิทเทส [อัฎฐกวรรค] ๖. ชราสุตตนิทเทส คำว่า ความยึดถือ ในคำว่า เพราะความยึดถือที่เที่ยงแท้ไม่มีอยู่ ได้แก่ ความยึดถือ ๒ อย่าง คือ (๑) ความยึดถือด้วยอำนาจตัณหา (๒) ความยึดถือด้วยอำนาจทิฏฐิ ... นี้ชื่อว่าความยึดถือด้วยอำนาจตัณหา ... นี้ชื่อว่าความยึดถือด้วยอำนาจทิฏฐิ ความยึดถือด้วยอำนาจตัณหา เป็นภาวะไม่เที่ยง อันปัจจัยปรุงแต่งขึ้น อาศัยกันและกันเกิดขึ้น มีความสิ้นไปเป็นธรรมดา มีความเสื่อมไปเป็นธรรมดา มีความคลายไปเป็นธรรมดา มีความดับไปเป็นธรรมดา มีความแปรผันไปเป็นธรรมดา แม้ความยึดถือด้วยอำนาจทิฏฐิ ก็เป็นภาวะไม่เที่ยง อันปัจจัยปรุงแต่งขึ้น อาศัยกันและกันเกิดขึ้น มีความสิ้นไปเป็นธรรมดา มีความเสื่อมไปเป็นธรรมดามีความคลายไปเป็นธรรมดา มีความดับไปเป็นธรรมดา มีความแปรผันไปเป็นธรรมดา สมจริงดังที่พระผู้มีพระภาคตรัสไว้ว่า “ภิกษุทั้งหลาย พวกเธอเห็นความยึดถือ ที่เป็นของเที่ยง มั่นคง แน่แท้ มีความไม่แปรผันไปเป็นธรรมดา จักตั้งอยู่อย่างนั้นเสมอกับสิ่งที่ยึดถือว่าแน่แท้หรือไม่ ไม่เห็น พระพุทธเจ้าข้า ดีละภิกษุทั้งหลาย แม้เราก็มิได้พิจารณาเห็นความยึดถือ ที่เป็นของเที่ยง มั่นคงแน่แท้ มีความไม่แปรผันไปเป็นธรรมดา จักตั้งอยู่อย่างนั้นเสมอกับสิ่งที่ยึดถือว่าแน่แท้” ความยึดถือ ที่เป็นของเที่ยง มั่นคง แน่แท้ มีความไม่แปรผันไปเป็นธรรมดาย่อมไม่มี ไม่มีอยู่ คือ ไม่ปรากฏ หาไม่ได้ รวมความว่า เพราะความยึดถือที่เที่ยงแท้ไม่มีอยู่ คำว่า ความพลัดพรากจากกันนี้ เป็นสิ่งที่มีอยู่จริง อธิบายว่า ความเป็น ต่างๆ ความพลัดพราก ความเป็นอย่างอื่น มีอยู่ ปรากฏ หาได้ สมจริงดังที่พระผู้มีพระภาคตรัสไว้ว่า “พอเถอะอานนท์ เธออย่าเศร้าโศก อย่าคร่ำครวญเลย เราพูดไว้ก่อนแล้วมิใช่หรือว่า ความเป็นต่างๆ ความพลัดพราก ความเป็นอย่างอื่นจากสิ่งที่รักใคร่ พอใจทั้งหมด มีอยู่ อานนท์ สิ่งที่เกิดแล้ว อันปัจจัยปรุงแต่งขึ้นแล้ว จะต้องแตกสลายไป@เชิงอรรถ : @ เทียบกับความในข้อ ๑๒/๕๘-๕๙ @ ม.มู. ๑๒/๒๔๓/๒๐๕
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๙ หน้า : ๑๔๘}
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย มหานิทเทส [อัฎฐกวรรค] ๖. ชราสุตตนิทเทส เป็นธรรมดา ขออย่าได้แตกสลายไปเลย จะพึงหาได้จากที่ไหนในโลกนี้เล่า ข้อนั้นไม่ใช่ฐานะจะมีได้ ขันธ์ ธาตุ อายตนะก่อนๆ แปรผันเป็นอื่นไป ขันธ์ ธาตุอายตนะที่เกิดหลังๆ ก็ย่อมเป็นไป” รวมความว่า ความพลัดพรากจากกันนี้เป็นสิ่งที่มีอยู่จริง คำว่า ดังนี้ ในคำว่า กุลบุตรเห็นดังนี้แล้วก็ไม่พึงครองเรือน เป็นบทสนธิ เป็นคำเชื่อมบท เป็นคำที่ทำบทให้บริบูรณ์ เป็นความสัมพันธ์แห่งอักษร เป็นความสละสลวยแห่งพยัญชนะ คำว่า ดังนี้ นี้เป็นคำเชื่อมบทหน้ากับบทหลังเข้าด้วยกัน คำว่า เห็นดังนี้แล้ว ได้แก่ เห็นแล้ว คือ มองเห็นแล้ว เทียบเคียงแล้ว พิจารณาแล้ว ทำให้กระจ่างแล้ว ทำให้แจ่มแจ้งแล้ว เพราะวัตถุที่ยึดถือว่าเป็นของเรา ดังนี้ รวมความว่า เห็นดังนี้แล้ว คำว่า ก็ไม่พึงครองเรือน อธิบายว่า พึงตัดความกังวลเรื่องการครองเรือนตัดความกังวลเรื่องบุตรภรรยา ตัดความกังวลเรื่องญาติ ตัดความกังวลเรื่องมิตรอำมาตย์ ตัดความกังวลเรื่องการสะสมทั้งหมด โกนผมและหนวดแล้ว นุ่งห่มผ้ากาสาวะ ออกจากเรือนบวชเป็นบรรพชิต เข้าถึงความไม่กังวลแล้ว เที่ยวไป อยู่เคลื่อนไหว เป็นไป เลี้ยงชีวิต ดำเนินไป ยังชีวิตให้ดำเนินไปผู้เดียว รวมความว่ากุลบุตรเห็นดังนี้แล้ว ก็ไม่พึงครองเรือน ด้วยเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคจึงตรัสว่า ชนทั้งหลาย ย่อมเศร้าโศกเพราะวัตถุที่ยึดถือว่าเป็นของเรา เพราะความยึดถือที่เที่ยงแท้ไม่มีอยู่ ความพลัดพรากจากกันนี้ เป็นสิ่งที่มีอยู่จริง กุลบุตรเห็นดังนี้แล้ว ก็ไม่พึงครองเรือน
(พระผู้มีพระภาคตรัสว่า) บุรุษย่อมสำคัญเบญจขันธ์ใดว่า นี้ของเรา เบญจขันธ์นั้นบุรุษนั้นย่อมละไปเพราะความตาย บัณฑิตผู้เป็นพุทธมามกะ รู้ชัดโทษนี้แล้ว ไม่พึงน้อมไปเพื่อความยึดถือว่าเป็นของเรา @เชิงอรรถ : @ ที.ม. ๑๐/๒๐๗/๑๒๖
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๙ หน้า : ๑๔๙}
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย มหานิทเทส [อัฎฐกวรรค] ๖. ชราสุตตนิทเทส ว่าด้วยการยึดถือเบญจขันธ์ คำว่า เบญจขันธ์นั้นบุรุษนั้นย่อมละไปเพราะความตาย อธิบายว่า คำว่า ความตาย ได้แก่ การจุติ การเคลื่อนจากหมู่สัตว์นั้นๆ ของเหล่า สัตว์นั้นๆ ความทำลาย ความหายไป มัจจุ ความตาย กาลกิริยา การทำลายขันธ์การทอดทิ้งซากศพไว้ การตัดขาดชีวิตินทรีย์ คำว่า เบญจขันธ์นั้น ได้แก่ รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ คำว่า ย่อมละไป ได้แก่ เบญจขันธ์นั้นบุรุษนั้นย่อมละไป คือ ละทิ้ง ละขาดสูญหาย สลายไป สมจริงดังภาษิตนี้ว่า โภคทรัพย์ย่อมละบุคคลไปก่อนบ้าง บุคคลย่อมละโภคทรัพย์ไปก่อนบ้าง โจรราชผู้ใคร่กาม หมู่ชนผู้มีโภคทรัพย์ เป็นผู้ไม่เที่ยง เพราะฉะนั้น เราจึงไม่เศร้าโศกในเวลาเศร้าโศก ดวงจันทร์ขึ้นเต็มดวงแล้วก็ลับไป ดวงอาทิตย์กำจัดความมืดแล้วก็ลับไป ศัตรูเอ๋ย เรารู้จักโลกธรรมแล้ว เพราะฉะนั้น เราจึงไม่เศร้าโศกในเวลาเศร้าโศก คำว่า เบญจขันธ์ใด ในคำว่า บุรุษย่อมสำคัญเบญจขันธ์ใดว่า นี้ของเรา เบญจขันธ์นั้น บุรุษนั้นย่อมละไปเพราะความตาย ได้แก่ รูป เวทนา สัญญาสังขาร วิญญาณ คำว่า บุรุษ ได้แก่ การกล่าวถึง การขนานนาม การบัญญัติ ชื่อที่เรียกกันชื่อ การตั้งชื่อ ชื่อที่ตั้งให้ ภาษา พยัญชนะ ชื่อเรียกเฉพาะ คำว่า ย่อมสำคัญเบญจขันธ์ใดว่า นี้ของเรา อธิบายว่า ย่อมสำคัญเพราะ ความสำคัญด้วยอำนาจตัณหา ย่อมสำคัญเพราะความสำคัญด้วยอำนาจทิฏฐิ ย่อม @เชิงอรรถ : @ โจรราชผู้ใคร่กาม เป็นชื่อของพระราชาองค์หนึ่ง ในมณิกุณฑลชาดก (ขุ.ชา.อ. ๔/๒-๓/๔๑๙-๔๒๑,@ขุ.ม.อ. ๔๑/๒๔๙) @ ขุ.ชา. ๒๗/๒-๓/๑๒๔
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๙ หน้า : ๑๕๐}
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย มหานิทเทส [อัฎฐกวรรค] ๖. ชราสุตตนิทเทส สำคัญเพราะความสำคัญด้วยอำนาจมานะ ย่อมสำคัญเพราะความสำคัญด้วยอำนาจกิเลส ย่อมสำคัญเพราะความสำคัญด้วยอำนาจทุจริต ย่อมสำคัญเพราะความสำคัญด้วยอำนาจกิเลสเครื่องประกอบ ย่อมสำคัญเพราะความสำคัญด้วยอำนาจวิบากรวมความว่า บุรุษย่อมสำคัญเบญจขันธ์ใดว่า นี้ของเรา คำว่า บัณฑิต ... รู้ชัดโทษนี้แล้ว ได้แก่ รู้แล้ว คือ ทราบแล้ว เทียบเคียงแล้วพิจารณาแล้ว ทำให้กระจ่างแล้ว ทำให้แจ่มแจ้งแล้วซึ่งโทษนี้ ในเบญจขันธ์ที่ยึดถือว่าเป็นของเรา รวมความว่า รู้ชัดโทษนี้แล้ว คำว่า บัณฑิต ได้แก่ นักปราชญ์ บัณฑิต ผู้มีปัญญา มีปัญญาเครื่องตรัสรู้ มีญาณ มีปัญญาแจ่มแจ้ง มีปัญญาเครื่องทำลายกิเลส รวมความว่า บัณฑิต ... รู้ชัดโทษนี้แล้ว คำว่า ผู้เป็นพุทธมามกะ ... ไม่พึงน้อมไปเพื่อความยึดถือว่าเป็นของเราอธิบายว่า คำว่า ความยึดถือว่าเป็นของเรา ได้แก่ ความยึดถือว่าเป็นของเรา ๒ อย่าง คือ (๑) ความยึดถือว่าเป็นของเราด้วยอำนาจตัณหา (๒) ความยึดถือว่าเป็นของเราด้วยอำนาจทิฏฐิ ... นี้ชื่อว่าความยึดถือว่าเป็นของเราด้วยอำนาจตัณหา ... นี้ชื่อว่าความยึดถือว่าเป็นของเราด้วยอำนาจทิฏฐิ คำว่า ผู้เป็นพุทธมามกะ ได้แก่ ผู้นับถือพระพุทธเจ้า พระธรรม พระสงฆ์ผู้นั้นย่อมนับถือพระผู้มีพระภาคว่าเป็นของเรา พระผู้มีพระภาคก็ทรงรับรองบุคคลนั้น สมจริงดังที่พระผู้มีพระภาคตรัสไว้ว่า “ภิกษุทั้งหลาย ภิกษุเหล่าใดเป็นคนคดโกง แข็งกระด้าง พูดพล่อย กรีดกราย มีมานะจัด มีจิตไม่มั่นคง ภิกษุทั้งหลายภิกษุเหล่านั้น มิใช่ผู้นับถือเรา เป็นผู้ไปจากธรรมวินัยนี้แล้ว และภิกษุเหล่านั้นจะไม่ถึงความเจริญ งอกงาม ไพบูลย์ในธรรมวินัยนี้ ส่วนภิกษุเหล่าใด ไม่คดโกง ไม่พูดพล่อย เป็นนักปราชญ์ ไม่แข็งกระด้าง มีจิตมั่นคง ภิกษุเหล่านั้น เป็นผู้นับถือเราเป็นผู้ไม่ไปจากธรรมวินัยนี้ และภิกษุเหล่านั้นจะถึงความเจริญ งอกงาม ไพบูลย์ในธรรมวินัยนี้” @เชิงอรรถ : @ ดูรายละเอียดข้อ ๑๒/๕๘-๕๙ @ องฺ.จตุกฺก. ๒๑/๒๖/๓๑, ขุ.อิติ. ๒๕/๑๐๘/๓๒๖-๓๒๗
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๙ หน้า : ๑๕๑}
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย มหานิทเทส [อัฎฐกวรรค] ๖. ชราสุตตนิทเทส (พระผู้มีพระภาคผู้สุคตศาสดา ครั้นตรัสเวยยากรณ์ภาษิตนี้แล้ว จึงตรัสคาถาประพันธ์ต่อไปอีกว่า) ภิกษุทั้งหลาย ผู้คดโกง แข็งกระด้าง พูดพล่อย กรีดกราย มีมานะจัด มีจิตไม่มั่นคง ย่อมไม่งอกงามในธรรมที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าแสดงแล้ว (ส่วน)ภิกษุทั้งหลาย ผู้ไม่คดโกง ไม่พูดพล่อย เป็นนักปราชญ์ ไม่แข็งกระด้าง มีจิตมั่นคง ย่อมงอกงามในธรรมที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าแสดงแล้ว คำว่า ผู้เป็นพุทธมามกะ ... ไม่พึงน้อมไปเพื่อความยึดถือว่าเป็นของเราอธิบายว่า ผู้เป็นพุทธมามกะละความยึดถือว่าเป็นของเราด้วยอำนาจตัณหาได้แล้วสลัดทิ้งความยึดถือว่าเป็นของเราด้วยอำนาจทิฏฐิได้แล้ว ไม่พึงน้อมไป คือ ไม่พึงโน้มไปเพื่อความยึดถือว่าเป็นของเรา ได้แก่ ไม่พึงเป็นผู้เอนไปในความยึดถือว่าเป็นของเรานั้น ไม่พึงเป็นผู้โอนไปในความยึดถือว่าเป็นของเรานั้น ไม่พึงเป็นผู้โน้มไปในความยึดถือว่าเป็นของเรานั้น ไม่พึงเป็นผู้น้อมใจไปในความยึดถือว่าเป็นของเรานั้น ไม่พึงเป็นผู้มีความยึดถือว่าเป็นของเรานั้นเป็นใหญ่ รวมความว่า ผู้เป็นพุทธมามกะ ... ไม่พึงน้อมไปเพื่อความยึดถือว่าเป็นของเรา ด้วยเหตุนั้น พระผู้มี-พระภาคจึงตรัสว่า บุรุษย่อมสำคัญเบญจขันธ์ใดว่า นี้ของเรา เบญจขันธ์นั้นบุรุษนั้นย่อมละไปเพราะความตาย บัณฑิตผู้เป็นพุทธมามกะ รู้ชัดโทษนี้แล้ว ไม่พึงน้อมไปเพื่อความยึดถือว่าเป็นของเรา
(พระผู้มีพระภาคตรัสว่า) บุรุษผู้ตื่นขึ้นแล้ว ย่อมไม่เห็นสิ่งที่เกี่ยวข้องด้วยความฝัน ฉันใด ใครๆ ย่อมไม่เห็นชนผู้เป็นที่รัก ซึ่งตายจากไปแล้ว ฉันนั้น @เชิงอรรถ : @ องฺ.จตุกฺก. ๒๑/๒๖/๓๑, ขุ.อิติ. ๒๕/๑๐๘/๓๒๗
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๙ หน้า : ๑๕๒}
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย มหานิทเทส [อัฎฐกวรรค] ๖. ชราสุตตนิทเทส ว่าด้วยสิ่งที่เกี่ยวข้องอุปมาเหมือนความฝัน คำว่า สิ่งที่เกี่ยวข้องด้วยความฝัน ฉันใด ได้แก่ ที่เกี่ยวข้อง คือ ที่มาปรากฏที่มารวมกัน ที่มาประชุมกัน รวมความว่า สิ่งที่เกี่ยวข้องด้วยความฝัน ฉันใด คำว่า บุรุษผู้ตื่นขึ้นแล้ว ย่อมไม่เห็น อธิบายว่า บุรุษผู้ฝันเห็นดวงจันทร์ เห็นดวงอาทิตย์ เห็นมหาสมุทร เห็นขุนเขาสุเมรุ เห็นช้าง เห็นม้า เห็นรถ เห็นทหารราบ เห็นขบวนทัพ เห็นสวนที่น่ารื่นรมย์ เห็นป่าที่น่ารื่นรมย์ เห็นภูมิภาคที่น่ารื่นรมย์ เห็นสระที่น่ารื่นรมย์ เมื่อตื่นขึ้นแล้วก็ย่อมไม่เห็นอะไรเลย ฉันใดรวมความว่า บุรุษผู้ตื่นขึ้นแล้ว ย่อมไม่เห็น คำว่า ฉันนั้น ในคำว่า ชนผู้เป็นที่รัก ... ฉันนั้น เป็นคำอุปไมยทำอุปมาให้ สมบูรณ์ คำว่า ชนผู้เป็นที่รัก ได้แก่ ชนผู้เป็นที่รัก คือ ผู้นับถือว่าเป็นของเรา ได้แก่ มารดาบิดา พี่ชายน้องชาย พี่สาวน้องสาว บุตร ธิดา มิตร อำมาตย์ หรือญาติสายโลหิตรวมความว่า ชนผู้เป็นที่รัก ... ฉันนั้น คำว่า ย่อมไม่เห็น ... ซึ่งตายจากไปแล้ว อธิบายว่า ผู้ที่ตายไปแล้ว ตรัสเรียกว่า ผู้จากไปแล้ว ใครๆ ย่อมไม่เห็น คือ ย่อมไม่แลเห็น ไม่ประสบ ไม่พบไม่ได้คืน ชนผู้เป็นที่รักซึ่งตายไปแล้ว รวมความว่า ย่อมไม่เห็น ... ซึ่งตายจากไปแล้วด้วยเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคจึงตรัสว่า บุรุษผู้ตื่นขึ้นแล้ว ย่อมไม่เห็นสิ่งที่เกี่ยวข้องด้วยความฝัน ฉันใด ใครๆ ย่อมไม่เห็นชนผู้เป็นที่รัก ซึ่งตายจากไปแล้ว ฉันนั้น
(พระผู้มีพระภาคตรัสว่า) ชื่อของชนเหล่าใดที่กล่าวกันอยู่นี้ ชนเหล่านั้นยังเห็นกันอยู่บ้าง ยังได้ยินกันอยู่บ้าง สัตว์เกิดจากไปแล้วเหลือไว้แต่ชื่อเท่านั้น เพื่อกล่าวขานกัน
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๙ หน้า : ๑๕๓}
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย มหานิทเทส [อัฎฐกวรรค] ๖. ชราสุตตนิทเทส ว่าด้วยสิ่งต่างๆ สลายไปเหลือแต่ชื่อ คำว่า ยังเห็นกันอยู่ ในคำว่า ชนเหล่านั้นยังเห็นกันอยู่บ้าง ยังได้ยินกันอยู่บ้าง ได้แก่ ผู้มีรูปที่รู้กันได้ด้วยจักขุวิญญาณ คำว่า ยังได้ยินกันอยู่ ได้แก่ ผู้มีชื่อเสียงที่รู้กันได้ด้วยโสตวิญญาณ คำว่า ชนเหล่านั้น ได้แก่ กษัตริย์ พราหมณ์ แพศย์ ศูทร คฤหัสถ์ บรรพชิตเทวดา และมนุษย์ รวมความว่า ชนเหล่านั้นยังเห็นกันอยู่บ้าง ยังได้ยินกันอยู่บ้าง คำว่า ของชนเหล่าใด ในคำว่า ชื่อของชนเหล่าใดที่กล่าวกันอยู่นี้ ได้แก่ ของกษัตริย์ พราหมณ์ แพศย์ ศูทร คฤหัสถ์ บรรพชิต เทวดาและมนุษย์เหล่าใด คำว่า ชื่อ ได้แก่ การกล่าวถึง การขนานนาม การบัญญัติ ชื่อที่เรียกกัน ชื่อ การตั้งชื่อ ชื่อที่ตั้งให้ ภาษา พยัญชนะ ชื่อเรียกเฉพาะ คำว่า ที่กล่าวกันอยู่ ได้แก่ ที่เรียก ที่กล่าวกันอยู่ คือ ที่พูด ที่บอก ที่แสดงที่ชี้แจงกันอยู่ รวมความว่า ชื่อของชนเหล่าใดที่กล่าวกันอยู่นี้ คำว่า เหลือไว้แต่ชื่อเท่านั้น เพื่อกล่าวขานกัน อธิบายว่า ขันธ์ที่เป็นรูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ บุคคลย่อมละ ละเว้น ละขาด สูญหาย สลายไปก็ยังเหลือไว้แต่ชื่อเท่านั้น คำว่า เพื่อกล่าวขานกัน ได้แก่ เพื่อกล่าวขานกัน คือ เพื่อพูด บอก แสดงชี้แจง รวมความว่า เหลือไว้แต่ชื่อเท่านั้น เพื่อกล่าวขานกัน คำว่า จากไปแล้ว ในคำว่า สัตว์เกิดจากไปแล้ว ได้แก่ ตายแล้ว ทำกาละแล้ว คำว่า สัตว์เกิด ได้แก่ สัตว์ นรชน มานพ บุรุษ บุคคล ผู้มีชีวิต ผู้เกิด สัตว์เกิดผู้เป็นไปตามกรรม มนุษย์ รวมความว่า สัตว์เกิดจากไปแล้ว ด้วยเหตุนั้น พระผู้มี-พระภาคจึงตรัสว่า ชื่อของชนเหล่าใดที่กล่าวกันอยู่นี้ ชนเหล่านั้นยังเห็นกันอยู่บ้าง ยังได้ยินกันอยู่บ้าง สัตว์เกิดจากไปแล้วเหลือไว้แต่ชื่อเท่านั้น เพื่อกล่าวขานกัน
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๙ หน้า : ๑๕๔}
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย มหานิทเทส [อัฎฐกวรรค] ๖. ชราสุตตนิทเทส
(พระผู้มีพระภาคตรัสว่า) ชนทั้งหลาย ผู้ติดใจในวัตถุที่ยึดถือว่าเป็นของเรา ย่อมละทิ้งความเศร้าโศก ความคร่ำครวญและความตระหนี่ไม่ได้ เพราะฉะนั้น มุนีผู้เห็นแดนเกษม ละความยึดถือได้แล้ว เที่ยวไป คำว่า ชนทั้งหลาย ผู้ติดใจในวัตถุที่ยึดถือว่าเป็นของเรา ย่อมละทิ้งความเศร้าโศก ความคร่ำครวญและความตระหนี่ไม่ได้ อธิบายว่า คำว่า ความเศร้าโศก ได้แก่ ความเศร้าโศก กิริยาที่เศร้าโศก ภาวะที่เศร้าโศกความเศร้าโศกภายใน ความเศร้าโศกมากภายใน ความหม่นไหม้ภายใน ความเร่าร้อนภายใน ความหม่นไหม้แห่งจิต ความทุกข์ใจ ลูกศรคือความเศร้าโศกของผู้ถูกความเสียหายของญาติกระทบบ้าง ถูกความเสียหายแห่งโภคทรัพย์กระทบบ้าง ถูกความเสียหายเพราะโรคกระทบบ้าง ถูกสีลวิบัติกระทบบ้าง ถูกทิฏฐิวิบัติกระทบบ้างประจวบกับความเสียหายอื่นนอกจากที่กล่าวแล้วกระทบบ้าง ถูกเหตุแห่งทุกข์อื่นนอกจากที่กล่าวแล้วกระทบบ้าง คำว่า ความคร่ำครวญ ได้แก่ ความบ่นเพ้อ ความคร่ำครวญ กิริยาที่ บ่นเพ้อ กิริยาที่คร่ำครวญ ภาวะที่บ่นเพ้อ ภาวะที่คร่ำครวญ การพูดพล่าม การพูดเพ้อ การพูดเพ้อเจ้อ ความพร่ำเพ้อ กิริยาที่พร่ำเพ้อ ภาวะที่พร่ำเพ้อของผู้ถูกความเสียหายของญาติกระทบบ้าง ... ถูกทิฏฐิวิบัติกระทบบ้าง ประจวบกับความเสียหายอื่นนอกจากที่กล่าวแล้วกระทบบ้าง ถูกเหตุแห่งทุกข์อื่นนอกจากที่กล่าวแล้วกระทบบ้าง ว่าด้วยความตระหนี่ ๕ อย่าง คำว่า ความตระหนี่ ได้แก่ มัจฉริยะ ๕ อย่าง คือ ๑. อาวาสมัจฉริยะ ๒. กุลมัจฉริยะ ๓. ลาภมัจฉริยะ ๔. วัณณมัจฉริยะ ๕. ธัมมมัจฉริยะ ความตระหนี่ กิริยาที่ตระหนี่ ภาวะที่ตระหนี่ ความเห็นแก่ได้ ความถี่เหนียวความที่จิตเจ็บร้อน(ในการให้) ความที่จิตหวงแหนเห็นปานนี้ นี้ตรัสเรียกว่า ความตระหนี่
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๙ หน้า : ๑๕๕}
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย มหานิทเทส [อัฎฐกวรรค] ๖. ชราสุตตนิทเทส อีกนัยหนึ่ง ความตระหนี่ขันธ์ก็ดี ความตระหนี่ธาตุก็ดี ความตระหนี่อายตนะก็ดี ความมุ่งแต่จะได้ก็ดี นี้ตรัสเรียกว่า ความตระหนี่ ตัณหา ตรัสเรียกว่าความติดใจ คือ ความกำหนัด ความกำหนัดนัก ... อภิชฌาอกุศลมูลคือโลภะ คำว่า ความยึดถือว่าเป็นของเรา ได้แก่ ความยึดถือว่าเป็นของเรา ๒ อย่างคือ (๑) ความยึดถือว่าเป็นของเราด้วยอำนาจตัณหา (๒) ความยึดถือว่าเป็นของเราด้วยอำนาจทิฏฐิ ... นี้ชื่อว่าความยึดถือว่าเป็นของเราด้วยอำนาจตัณหา ... นี้ชื่อว่าความยึดถือว่าเป็นของเราด้วยอำนาจทิฏฐิ ชนทั้งหลายผู้หวาดระแวงว่าวัตถุที่ยึดถือว่าเป็นของเราจะถูกแย่งชิงไปย่อมเศร้าโศกบ้าง เมื่อวัตถุนั้นกำลังถูกแย่งชิงไปย่อมเศร้าโศกบ้าง เมื่อวัตถุนั้นถูกแย่งชิงไปแล้วย่อมเศร้าโศกบ้าง ชนทั้งหลายผู้หวาดระแวงว่าวัตถุที่ยึดถือว่าเป็นของเราจะแปรผันไปย่อมเศร้าโศกบ้าง เมื่อวัตถุนั้นกำลังแปรผันไปย่อมเศร้าโศกบ้าง เมื่อวัตถุนั้นแปรผันไปแล้วย่อมเศร้าโศกบ้าง ชนทั้งหลายผู้หวาดระแวงว่าวัตถุที่ยึดถือว่าเป็นของเราจะถูกแย่งชิงไปย่อมคร่ำครวญบ้าง เมื่อวัตถุนั้นกำลังถูกแย่งชิงไปย่อมคร่ำครวญบ้าง เมื่อวัตถุนั้นถูกแย่งชิงไปแล้วย่อมคร่ำครวญบ้าง ชนทั้งหลายผู้หวาดระแวงว่าวัตถุที่ยึดถือว่าเป็นของเราจะแปรผันไปย่อมคร่ำครวญบ้าง เมื่อวัตถุนั้นกำลังแปรผันไป ย่อมคร่ำครวญบ้าง เมื่อวัตถุนั้นแปรผันไปแล้วก็ย่อมคร่ำครวญบ้าง ชนทั้งหลายย่อมรักษา ปกป้อง ถือครอง ยึดถือ สิ่งที่ยึดถือว่าเป็นของเราประพฤติตระหนี่ว่า เป็นของเรา ย่อมเศร้าโศก เพราะวัตถุที่ยึดถือว่าเป็นของเราจึงละความเศร้าโศกไม่ได้ ละความคร่ำครวญไม่ได้ ละความตระหนี่ไม่ได้ ละความติดใจไม่ได้ ละไม่ได้ คือ ละเว้นไม่ได้ บรรเทาไม่ได้ ทำให้หมดสิ้นไปไม่ได้ ให้ถึงความไม่มีอีกไม่ได้ รวมความว่า ชนทั้งหลาย ผู้ติดใจในวัตถุที่ยึดถือว่าเป็นของเราย่อมละทิ้งความเศร้าโศก ความคร่ำครวญและความตระหนี่ไม่ได้ @เชิงอรรถ : @ ดูรายละเอียดข้อ ๓/๑๐-๑๑ @ ดูรายละเอียดข้อ ๑๒/๕๘-๕๙
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๙ หน้า : ๑๕๖}
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย มหานิทเทส [อัฎฐกวรรค] ๖. ชราสุตตนิทเทส คำว่า เพราะฉะนั้น ในคำว่า เพราะฉะนั้น มุนีผู้เห็นแดนเกษม ละความ ยึดถือได้แล้วเที่ยวไป ได้แก่ เพราะฉะนั้น คือ เพราะการณ์นั้น เพราะเหตุนั้นเพราะปัจจัยนั้น เพราะต้นเหตุนั้น เมื่อเห็นโทษนี้ในการยึดถือว่าเป็นของเรารวมความว่า เพราะฉะนั้น ว่าด้วยโมเนยยธรรม ๓ ประการ คำว่า มุนี อธิบายว่า ญาณ ท่านเรียกว่า โมนะ คือ ความรู้ทั่ว กิริยาที่รู้ชัด ... ความไม่หลงงมงาย ความเลือกเฟ้นธรรม สัมมาทิฏฐิ ผู้ประกอบด้วยญาณนั้นชื่อว่ามุนี คือ ผู้บรรลุโมนญาณแล้ว โมเนยยธรรม(ธรรมที่ทำให้เป็นมุนี) มี ๓ ประการคือ ๑. โมเนยยธรรมทางกาย ๒. โมเนยธรรมทางวาจา ๓. โมเนยยธรรมทางใจ ... ผู้ก้าวล่วงกิเลสเครื่องข้องและตัณหาดุจตาข่ายได้แล้ว ชื่อว่ามุนี คำว่า ความยึดถือ ได้แก่ ความยึดถือ ๒ อย่าง คือ (๑) ความยึดถือด้วยอำนาจตัณหา (๒) ความยึดถือด้วยอำนาจทิฏฐิ ... นี้ชื่อว่าความยึดถือด้วยอำนาจตัณหา ... นี้ชื่อว่าความยึดถือด้วยอำนาจทิฏฐิ มุนีละความยึดถือด้วยอำนาจตัณหาได้แล้ว สลัดทิ้งความยึดถือด้วยอำนาจ ทิฏฐิได้แล้ว ละ คือ ละเว้น บรรเทา ทำให้หมดสิ้นไป ให้ถึงความไม่มีอีก เที่ยวไปได้แก่ ประพฤติ อยู่ เคลื่อนไหว เป็นไป เลี้ยงชีวิต ดำเนินไป ยังชีวิตให้ดำเนินไป คำว่า ผู้เห็นแดนเกษม อธิบายว่า อมตนิพพาน ตรัสเรียกว่า แดนเกษม คือธรรมเป็นที่ระงับสังขารทั้งปวง เป็นที่สลัดทิ้งอุปธิทั้งหมด เป็นที่สิ้นตัณหา เป็นที่คลายกำหนัด เป็นที่ดับกิเลส เป็นที่เย็นสนิท @เชิงอรรถ : @ ดูรายละเอียดข้อ ๒๑/๙๒ @ ดูรายละเอียดข้อ ๑๔/๖๘-๖๙ @ เทียบกับความในข้อ ๑๒/๕๘-๕๙
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๙ หน้า : ๑๕๗}
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย มหานิทเทส [อัฎฐกวรรค] ๖. ชราสุตตนิทเทส คำว่า ผู้เห็นแดนเกษม ได้แก่ ผู้เห็นแดนเกษม คือ เห็นที่ปกป้อง เห็นที่ หลีกเร้น เห็นที่พึ่ง เห็นที่ไม่มีภัย เห็นที่ไม่จุติ เห็นอมตธรรม เห็นนิพพาน รวมความว่า เพราะฉะนั้น มุนีผู้เห็นแดนเกษม ละความยึดถือได้แล้ว เที่ยวไป ด้วยเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคจึงตรัสว่า ชนทั้งหลาย ผู้ติดใจในวัตถุที่ยึดถือว่าเป็นของเรา ย่อมละทิ้งความเศร้าโศก ความคร่ำครวญและความตระหนี่ไม่ได้ เพราะฉะนั้น มุนีผู้เห็นแดนเกษม ละความยึดถือได้แล้ว เที่ยวไป
(พระผู้มีพระภาคตรัสว่า) บัณฑิตทั้งหลายกล่าวการไม่แสดงตนในภพ ของภิกษุผู้ประพฤติหลีกเร้น ใช้ที่นั่งอันสงัดนั้นว่า เป็นความสามัคคี ว่าด้วยผู้ประพฤติหลีกเร้น คำว่า ของภิกษุผู้ประพฤติหลีกเร้น อธิบายว่า พระเสขะ ๗ จำพวก ตรัส เรียกว่าผู้ประพฤติหลีกเร้น (ส่วน)พระอรหันต์ ชื่อว่าผู้หลีกเร้นแล้ว เพราะเหตุไร พระเสขะ ๗ จำพวก จึงตรัสเรียกว่า ผู้ประพฤติหลีกเร้น พระเสขะเหล่านั้น ให้จิตหลีกเร้น ถอยกลับ หมุนกลับ ปิดกั้น ข่ม ห้าม รักษาคุ้มครองจิตจากอารมณ์นั้น เที่ยวไป ประพฤติ อยู่ เคลื่อนไหว เป็นไป เลี้ยงชีวิตดำเนินไป ยังชีวิตให้ดำเนินไป คือให้จิตหลีกเร้น ถอยกลับ หมุนกลับ ปิดกั้น ข่มห้าม รักษา คุ้มครองจิต ในจักขุทวาร เที่ยวไป ประพฤติ อยู่ เคลื่อนไหว เป็นไปเลี้ยงชีวิต ดำเนินไป ยังชีวิตให้ดำเนินไป คือให้จิตหลีกเร้น ถอยกลับ ปิดกั้น ข่มห้าม รักษา คุ้มครองจิต ในโสตทวาร ... ในฆานทวาร ... ในชิวหาทวาร ... ในกายทวาร ... ในมโนทวาร ...
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๙ หน้า : ๑๕๘}
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย มหานิทเทส [อัฎฐกวรรค] ๖. ชราสุตตนิทเทส พระเสขะเหล่านั้น ให้จิตหลีกเร้น ถอยกลับ หมุนกลับ ปิดกั้น ข่ม ห้าม รักษาคุ้มครองจิตจากอารมณ์นั้นๆ เที่ยวไป ประพฤติ อยู่ เคลื่อนไหว เป็นไป เลี้ยงชีวิตดำเนินไป ยังชีวิตให้ดำเนินไป คือ ให้จิตหลีกเร้น ถอยกลับ หมุนกลับ ปิดกั้นข่ม ห้าม รักษา คุ้มครองจิตในจักขุทวาร ... ในโสตทวาร .. ในฆานทวาร ... ในชิวหาทวาร ... ในกายทวาร ... ในมโนทวาร เที่ยวไป ประพฤติ อยู่ เคลื่อนไหวเป็นไป เลี้ยงชีวิต ดำเนินไป ยังชีวิตให้ดำเนินไป เปรียบเหมือนขนไก่ หรือเส้นเอ็นที่ใส่เข้าไปในไฟแล้ว ย่อมหัก งอ ม้วน ไม่คลี่ออก ฉะนั้น เพราะเหตุนั้น พระเสขะ๗ จำพวก จึงตรัสเรียกว่า ผู้ประพฤติหลีกเร้น คำว่า ของภิกษุ ได้แก่ ของภิกษุผู้เป็นกัลยาณปุถุชน หรือของภิกษุผู้เป็น พระเสขะ รวมความว่า ของภิกษุผู้ประพฤติหลีกเร้น คำว่า ใช้ที่นั่งอันสงัด อธิบายว่า ที่สำหรับนั่งของภิกษุ ตรัสเรียกว่า ที่นั่ง ได้แก่ เตียง ตั่ง เบาะ เสื่อ แผ่นหนัง เครื่องปูลาดทำด้วยหญ้า เครื่องปูลาดทำด้วยใบไม้ เครื่องปูลาดทำด้วยฟาง ที่นั่งนั้นว่าง สงัด เงียบจากการได้เห็นรูปไม่เป็นที่สบาย ... จากการได้ยินเสียงไม่เป็นที่สบาย ... จากการได้กลิ่นไม่เป็นที่สบาย ... จากการได้ลิ้มรสไม่เป็นที่สบาย ... จากการถูกต้องโผฏฐัพพะไม่เป็นที่สบาย ... ที่นั่งนั้นว่างสงัด เงียบจากกามคุณ ๕ ไม่เป็นที่สบาย ผู้ใช้ คือ ใช้สอย เสพ เสพเป็นนิจ ซ่องเสพเสพเฉพาะที่นั่งอันสงัดนั้น รวมความว่า ใช้ที่นั่งอันสงัด คำว่า ความสามัคคี ในคำว่า บัณฑิตทั้งหลายกล่าวการไม่แสดงตน ในภพของภิกษุ ... นั้นว่า เป็นความสามัคคี ได้แก่ สามัคคี ๓ อย่าง คือ ๑. คณสามัคคี ๒. ธัมมสามัคคี ๓. อนภินิพพัตติสามัคคี คณสามัคคี เป็นอย่างไร คือ แม้หากภิกษุทั้งหลายเป็นอันมาก พร้อมเพรียงกัน ชื่นชม ไม่วิวาทกันเป็นเหมือนน้ำกลมกลืนกับน้ำนม มองดูกันและกันด้วยสายตาที่รักกันอยู่ นี้ชื่อว่าคณสามัคคี
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๙ หน้า : ๑๕๙}
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย มหานิทเทส [อัฎฐกวรรค] ๖. ชราสุตตนิทเทส ธัมมสามัคคี เป็นอย่างไร คือ สติปัฏฐาน ๔ สัมมัปปธาน ๔ อิทธิบาท ๔ อินทรีย์ ๕ พละ ๕ โพชฌงค์ ๗อริยมรรคมีองค์ ๘ ธรรมเหล่านั้นย่อมดำเนินไป ผ่องใส ตั้งมั่น หลุดพ้นไป โดยความเป็นอันเดียวกัน ธรรมเหล่านั้นไม่มีความวิวาทขัดแย้งกัน นี้ชื่อว่าธัมมสามัคคี อนภินิพพัตติสามัคคี เป็นอย่างไร คือ แม้หากภิกษุเป็นอันมาก ปรินิพพานด้วยอนุปาทิเสสนิพพานธาตุ ความพร่อง หรือความเต็มแห่งนิพพานธาตุของภิกษุเหล่านั้นย่อมไม่ปรากฏ นี้ชื่อว่าอนภินิพพัตติสามัคคี คำว่า ในภพ อธิบายว่า นรกเป็นภพของสัตว์นรก กำเนิดเดรัจฉาน เป็นภพของสัตว์ผู้เกิดในกำเนิดเดรัจฉาน เปตวิสัยเป็นภพของสัตว์ผู้เกิดในเปตวิสัยมนุษยโลกเป็นภพของมนุษย์ เทวโลกเป็นภพของหมู่เทวดา คำว่า บัณฑิตทั้งหลายกล่าวการไม่แสดงตนในภพของภิกษุ... นั้นว่า เป็นความสามัคคี อธิบายว่า บัณฑิตทั้งหลายกล่าว คือ พูด บอก แสดง ชี้แจงอย่างนี้ว่า ภิกษุใด ไม่แสดงตนในนรกอันปกปิด ไม่แสดงตนในกำเนิดเดรัจฉาน ไม่แสดงตนในเปตวิสัย ไม่แสดงตนในมนุษยโลก ไม่แสดงตนในเทวโลกอย่างนี้ การไม่แสดงตนของภิกษุนั้นเป็นความสามัคคี คือ ข้อนี้ เป็นการปกปิด เป็นการเหมาะสมเป็นการสมควร เป็นการอนุโลม รวมความว่า บัณฑิตทั้งหลายกล่าวการไม่แสดงตนในภพของภิกษุ ... นั้นว่า เป็นความสามัคคี ด้วยเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคจึงตรัสว่า บัณฑิตทั้งหลายกล่าวการไม่แสดงตนในภพ ของภิกษุผู้ประพฤติหลีกเร้น ใช้ที่นั่งอันสงัดนั้นว่า เป็นความสามัคคี
(พระผู้มีพระภาคตรัสว่า) มุนีไม่อาศัยในสิ่งทั้งปวง ไม่ทำสัตว์สังขารไหนให้เป็นที่รัก และไม่ทำสัตว์สังขารไหนให้ไม่เป็นที่รัก
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๙ หน้า : ๑๖๐}
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย มหานิทเทส [อัฎฐกวรรค] ๖. ชราสุตตนิทเทส ความคร่ำครวญและความตระหนี่ ไม่ติดอยู่ในมุนีนั้น เหมือนหยาดน้ำไม่ติดอยู่บนใบบัว ฉะนั้น คำว่า มุนีไม่อาศัยในสิ่งทั้งปวง อธิบายว่า อายตนะ ๑๒ ตรัสเรียกว่า สิ่งทั้งปวง คือ ตาและรูป หูและเสียง จมูกและกลิ่น ลิ้นและรส กายและโผฏฐัพพะใจและธรรมารมณ์ คำว่า มุนี อธิบายว่า ญาณ ท่านเรียกว่า โมนะ คือ ความรู้ทั่ว กิริยาที่รู้ชัด ... ผู้ก้าวล่วงกิเลสเครื่องข้องและตัณหาดุจตาข่ายได้แล้ว ชื่อว่ามุนี คำว่า ไม่อาศัย ได้แก่ ความอาศัย ๒ อย่าง คือ (๑) ความอาศัยด้วยอำนาจ ตัณหา (๒) ความอาศัยด้วยอำนาจทิฏฐิ ... นี้ชื่อว่าความอาศัยด้วยอำนาจตัณหา ... นี้ชื่อว่าความอาศัยด้วยอำนาจทิฏฐิ มุนีละความอาศัยด้วยอำนาจตัณหาได้แล้ว สลัดทิ้งความอาศัยด้วยอำนาจ ทิฏฐิได้แล้ว ไม่อาศัยตา ... หู ... จมูก ... ลิ้น ... กาย ... ใจ ... รูป ... เสียง ... กลิ่น ... รส ... โผฏฐัพพะ ... ธรรมารมณ์ ... ตระกูล ... หมู่คณะ ... อาวาส ... ลาภ ... ยศ ... สรรเสริญ ... สุข ... จีวร ... บิณฑบาต ... เสนาสนะ ... คิลานปัจจัยเภสัชบริขาร ... กามธาตุ ... รูปธาตุ ... อรูปธาตุ ... กามภพ ... รูปภพ ... อรูปภพ ... สัญญาภพ ... อสัญญาภพ ... เนวสัญญานาสัญญายตนภพ ... เอกโวการภพ ... จตุโวการภพ ... ปัญจโวการภพ ... ภพอดีต ... ภพอนาคต ... ภพปัจจุบัน ไม่อาศัยรูปที่เห็น ... เสียงที่ได้ยิน ... กลิ่น รส โผฏฐัพพะที่รับรู้ และธรรมารมณ์ที่รู้แจ้งแล้ว มุนีไม่อาศัย คือไม่ติดแล้ว ไม่ติดแน่นแล้ว ไม่ติดพันแล้ว ไม่ติดใจแล้ว ออกแล้ว สลัดออกแล้ว หลุดพ้นแล้ว ไม่เกี่ยวข้องกับธรรมทั้งปวงแล้ว มีใจเป็นอิสระ(จากความอาศัย)อยู่รวมความว่า มุนีไม่อาศัยในสิ่งทั้งปวง @เชิงอรรถ : @ มุนี ดูรายละเอียดข้อ ๑๔/๖๘-๗๑ @ เทียบกับความในข้อ ๑๒/๕๘-๕๙ @ เอกโวการภพ ดูเชิงอรรถข้อ ๓/๑๒ @ จตุโวการภพ ดูเชิงอรรถข้อ ๓/๑๒ @ ปัญจโวการภพ ดูเชิงอรรถข้อ ๓/๑๒
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๙ หน้า : ๑๖๑}
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย มหานิทเทส [อัฎฐกวรรค] ๖. ชราสุตตนิทเทส ว่าด้วยสิ่งเป็นที่รัก ๒ จำพวก คำว่า ไม่ทำสัตว์สังขารไหนให้เป็นที่รัก และไม่ทำสัตว์สังขารไหนให้ไม่เป็น ที่รัก อธิบายว่า คำว่า เป็นที่รัก ได้แก่ สิ่งเป็นที่รัก ๒ จำพวก คือ (๑) สัตว์ (๒) สังขาร สัตว์เหล่าไหนเป็นที่รัก สัตว์ทั้งหลายในโลกนี้ เป็นผู้ปรารถนาแต่สิ่งที่เป็น ประโยชน์ ปรารถนาแต่สิ่งที่เกื้อกูล ปรารถนาแต่ความผาสุก ปรารถนาแต่ความหลุดพ้นจากโยคะ คือ มารดา บิดา พี่ชายน้องชาย พี่สาวน้องสาว บุตร ธิดา มิตรอำมาตย์ ญาติ หรือผู้ร่วมสายโลหิตของผู้นั้น สัตว์เหล่านี้ ชื่อว่าสิ่งเป็นที่รัก สังขารเหล่าไหนเป็นที่รัก รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ อันน่าชอบใจ สังขารเหล่านี้ ชื่อว่าสิ่งเป็นที่รัก คำว่า ไม่เป็นที่รัก ได้แก่ สิ่งไม่เป็นที่รัก ๒ จำพวก คือ (๑) สัตว์ (๒) สังขาร สัตว์เหล่าไหนไม่เป็นที่รัก สัตว์ทั้งหลายในโลกนี้เป็นผู้ปรารถนาแต่สิ่งที่มิใช่ ประโยชน์ ปรารถนาแต่สิ่งที่ไม่เกื้อกูล ปรารถนาแต่ความไม่ผาสุก ไม่ปรารถนาความหลุดพ้นจากโยคะ ปรารถนาจะปลงชีวิตของผู้นั้น สัตว์เหล่านี้ ชื่อว่าไม่เป็นที่รัก สังขารเหล่าไหนไม่เป็นที่รัก รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะอันไม่น่าชอบใจ สังขารเหล่านี้ ชื่อว่าไม่เป็นที่รัก คำว่า ไม่ทำสัตว์สังขารไหนให้เป็นที่รัก และไม่ทำสัตว์สังขารไหนให้ไม่เป็น ที่รัก อธิบายว่า ไม่ทำให้เป็นที่รักด้วยอำนาจราคะว่า “สัตว์นี้เป็นที่รักของเรา สังขารเหล่านี้ เป็นที่ชอบใจของเรา” ไม่ทำให้ไม่เป็นที่รักด้วยอำนาจปฏิฆะ คือไม่ให้เกิดไม่ให้เกิดขึ้น ไม่ให้บังเกิด ไม่ให้บังเกิดขึ้นว่า “สัตว์นี้ไม่เป็นที่รักของเรา สังขารเหล่านี้ไม่เป็นที่ชอบใจของเรา” รวมความว่า ไม่ทำสัตว์สังขารไหนให้เป็นที่รัก และไม่ทำสัตว์สังขารไหนให้ไม่เป็นที่รัก คำว่า ในมุนีนั้น ในคำว่า ความคร่ำครวญและความตระหนี่ไม่ติดอยู่ใน มุนีนั้น เหมือนหยาดน้ำไม่ติดอยู่บนใบบัว ฉะนั้น ได้แก่ ในบุคคลผู้เป็นพระ อรหันตขีณาสพ
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๙ หน้า : ๑๖๒}
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย มหานิทเทส [อัฎฐกวรรค] ๖. ชราสุตตนิทเทส คำว่า ความคร่ำครวญ ได้แก่ ความบ่นเพ้อ ความคร่ำครวญ กิริยาที่บ่นเพ้อ กิริยาที่คร่ำครวญ ภาวะที่บ่นเพ้อ ภาวะที่คร่ำครวญ การพูดพล่าม การพูดเพ้อ การพูดเพ้อเจ้อ ความพร่ำเพ้อ กิริยาที่พร่ำเพ้อ ภาวะที่พร่ำเพ้อ ของผู้ถูกความเสียหายของญาติกระทบบ้าง ถูกความเสียหายแห่งโภคทรัพย์กระทบบ้าง ถูกความเสียหายเพราะโรคกระทบบ้าง ถูกสีลวิบัติกระทบบ้าง ถูกทิฏฐิวิบัติกระทบบ้าง ประจวบกับความเสียหายอื่นนอกจากที่กล่าวแล้วบ้าง ถูกเหตุแห่งทุกข์อื่นนอกจากที่กล่าว แล้วกระทบบ้าง คำว่า ความตระหนี่ ได้แก่ มัจฉริยะ ๕ อย่าง คือ ๑. อาวาสมัจฉริยะ ๒. กุลมัจฉริยะ ๓. ลาภมัจฉริยะ ๔. วัณณมัจฉริยะ ๕. ธัมมมัจฉริยะ คือ ความตระหนี่ กิริยาที่ตระหนี่ ภาวะที่ตระหนี่ ความเห็นแก่ได้ ความ ถี่เหนี่ยว ความที่จิตเจ็บร้อน(ในการให้) ความที่จิตหวงแหนเห็นปานนี้ นี้ตรัสเรียกว่าความตระหนี่ อีกนัยหนึ่ง ความตระหนี่ขันธ์ก็ดี ความตระหนี่ธาตุก็ดี ความตระหนี่อายตนะ ก็ดี ความมุ่งแต่จะได้ก็ดี นี้ตรัสเรียกว่า ความตระหนี่ คำว่า ไม่ติดอยู่ ... เหมือนหยาดน้ำไม่ติดอยู่บนใบบัว ฉะนั้น อธิบายว่า ใบของบัวตรัสเรียกว่า ใบบัว น้ำตรัสเรียกว่า หยาดน้ำ ความคร่ำครวญและความ ตระหนี่ ไม่ติด คือ ไม่ติดแน่น ไม่ติดพัน ได้แก่ เป็นสภาพไม่ติดแล้ว ไม่ติดแน่นแล้วไม่ติดพันแล้ว ในบุคคลผู้เป็นพระอรหันตขีณาสพนั้น เหมือนหยาดน้ำ ไม่ติด คือ ไม่ติดแน่น ไม่ติดพัน ได้แก่ เป็นของไม่ติดแล้ว เป็นของไม่ติดแน่นแล้ว เป็นของไม่ติดพันแล้วบนใบบัว ฉะนั้น อนึ่ง บุคคลผู้เป็นพระอรหันต์นั้น ไม่ติด คือ ไม่ติดแน่น ไม่ติดพัน ได้แก่ เป็น ผู้ไม่ติดแล้ว ไม่ติดแน่นแล้ว ไม่ติดพันแล้ว ออกแล้ว สลัดออกแล้ว หลุดพ้นแล้ว ไม่เกี่ยวข้องแล้วกับกิเลสเหล่านั้น มีใจเป็นอิสระอยู่ รวมความว่า ความคร่ำครวญและความตระหนี่ ไม่ติดอยู่ในมุนีนั้น เหมือนหยาดน้ำไม่ติดบนใบบัว ฉะนั้น ด้วยเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคจึงตรัสว่า
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๙ หน้า : ๑๖๓}
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย มหานิทเทส [อัฎฐกวรรค] ๖. ชราสุตตนิทเทส มุนีไม่อาศัยในสิ่งทั้งปวง ไม่ทำสัตว์สังขารไหนให้เป็นที่รัก และไม่ทำสัตว์สังขารไหนให้ไม่เป็นที่รัก ความคร่ำครวญและความตระหนี่ ไม่ติดอยู่ในมุนีนั้น เหมือนหยาดน้ำไม่ติดอยู่บนใบบัว ฉะนั้น
(พระผู้มีพระภาคตรัสว่า) มุนีไม่ติดพันในรูปที่เห็น เสียงที่ได้ยินและอารมณ์ที่รับรู้ เหมือนหยาดน้ำไม่ติดบนใบบัว เหมือนหยาดน้ำไม่ติดบนดอกบัว ฉะนั้น คำว่า เหมือนหยาดน้ำไม่ติดบนใบบัว อธิบายว่า เม็ดน้ำ ตรัสเรียกว่า หยาดน้ำ ใบของบัว ตรัสเรียกว่า ใบบัว เปรียบเหมือนหยาดน้ำ ไม่ติด คือ ไม่ติดแน่นไม่ติดพัน ได้แก่ เป็นของไม่ติดแล้ว ไม่ติดแน่นแล้ว ไม่ติดพันแล้ว บนใบบัว ฉะนั้นรวมความว่า เหมือนหยาดน้ำไม่ติดบนใบบัว คำว่า เหมือนหยาดน้ำไม่ติดบนดอกบัว ฉะนั้น อธิบายว่า ดอกของบัว ตรัสเรียกว่า ดอกบัว น้ำตรัสเรียกว่า หยาดน้ำ เปรียบเหมือนหยาดน้ำไม่ติด คือ ไม่ติดแน่น ไม่ติดพัน ได้แก่ เป็นของไม่ติดแล้ว ไม่ติดแน่นแล้ว ไม่ติดพันแล้วบนดอกบัวฉะนั้น รวมความว่า เหมือนหยาดน้ำไม่ติดบนดอกบัว ฉะนั้น คำว่า เหมือน ... ฉะนั้น ในคำว่า มุนีไม่ติดพันในรูปที่เห็น เสียงที่ได้ยินและอารมณ์ที่รับรู้เหมือน... ฉะนั้น เป็นคำอุปไมยทำอุปมาให้สมบูรณ์ คำว่า มุนี อธิบายว่า ญาณ ท่านเรียกว่า โมนะ คือ ความรู้ทั่ว กิริยาที่รู้ชัด ... ผู้ก้าวล่วงกิเลสเครื่องข้องและตัณหาดุจตาข่ายได้แล้ว ชื่อว่ามุนี คำว่า ความติด ได้แก่ ความติด ๒ อย่าง คือ (๑) ความติดด้วยอำนาจตัณหา(๒) ความติดด้วยอำนาจทิฏฐิ ... นี้ชื่อว่าความติดด้วยอำนาจตัณหา ... นี้ชื่อว่าความติดด้วยอำนาจทิฏฐิ @เชิงอรรถ : @ ดูรายละเอียดข้อ ๑๔/๖๘-๗๑ @ เทียบกับความในข้อ ๑๒/๕๘-๕๙
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๙ หน้า : ๑๖๔}
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย มหานิทเทส [อัฎฐกวรรค] ๖. ชราสุตตนิทเทส มุนีละความติดด้วยอำนาจตัณหาได้แล้ว สลัดทิ้งความติดด้วยอำนาจทิฏฐิ ได้แล้ว ไม่ติดในรูปที่เห็น ไม่ติดในเสียงที่ได้ยิน ไม่ติดในอารมณ์ที่รับรู้ ไม่ติดในธรรมารมณ์ที่รู้แจ้งแล้ว คือ ไม่ติดแน่น ไม่ติดพัน ได้แก่ เป็นผู้ไม่ติดแล้ว ไม่ติดแน่นแล้ว ไม่ติดพันแล้ว ออกแล้ว สลัดออกแล้ว หลุดพ้นแล้ว ไม่เกี่ยวข้องแล้ว มีใจเป็นอิสระ(จากกิเลส) อยู่ รวมความว่า มุนีไม่ติดพันในรูปที่เห็น เสียงที่ได้ยินและอารมณ์ที่รับรู้เหมือน ... ฉะนั้น ด้วยเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคจึงตรัสว่า มุนีไม่ติดพันในรูปที่เห็น เสียงที่ได้ยินและอารมณ์ที่รับรู้ เหมือนหยาดน้ำไม่ติดบนใบบัว เหมือนหยาดน้ำไม่ติดบนดอกบัว ฉะนั้น
(พระผู้มีพระภาคตรัสว่า) พระอรหันต์ผู้มีปัญญาเครื่องกำจัด ย่อมไม่สำคัญหมายรูปที่เห็น เสียงที่ได้ยินและอารมณ์ที่รับรู้ พระอรหันต์นั้นไม่ต้องการความหมดจดด้วยมรรคอื่น ย่อมไม่กำหนัด ย่อมไม่ต้องคลายกำหนัด คำว่า ผู้มีปัญญาเครื่องกำจัด ในคำว่า พระอรหันต์ผู้มีปัญญาเครื่องกำจัด ย่อมไม่สำคัญหมายรูปที่เห็น เสียงที่ได้ยินและอารมณ์ที่รับรู้ อธิบายว่า ปัญญา ตรัสเรียกว่า เครื่องกำจัด คือ ความรู้ทั่ว กิริยาที่รู้ชัด ... ความไม่หลงงมงาย ความเลือกเฟ้นธรรม สัมมาทิฏฐิ เพราะเหตุไร ปัญญาจึงตรัสเรียกว่า เครื่องกำจัด เพราะปัญญานั้นเป็นเครื่องกำจัด ชำระ ล้าง ซักฟอกกายทุจริต ... วจีทุจริต ... มโนทุจริต ... ราคะ ... โทสะ ... โมหะ ... โกธะ ... อุปนาหะ ... มักขะ ... ปฬาสะ ... อิสสา ... มัจฉริยะ ... มายา ... สาเถยยะ ... ถัมภะ ... สารัมภะ ... มานะ ... อติมานะ ... มทะ ... ปมาทะ ... กิเลสทุกชนิด ... ทุจริตทุกทาง ... ความกระวนกระวายทุกอย่าง ... ความเร่าร้อนทุกสถาน ... ความเดือดร้อนทุกประการ ... เป็นเครื่องกำจัด ชำระ ล้าง และซักฟอก อกุสลาภิสังขารทุกประเภท เพราะเหตุนั้น ปัญญาจึงตรัสเรียกว่า เครื่องกำจัด @เชิงอรรถ : @ ดูรายละเอียดข้อ ๒๑/๙๒ @ ดูคำแปลจากข้อ ๕/๑๗
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๙ หน้า : ๑๖๕}
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย มหานิทเทส [อัฎฐกวรรค] ๖. ชราสุตตนิทเทส อีกนัยหนึ่ง สัมมาทิฏฐิ เป็นเครื่องกำจัด ชำระ ล้างและซักฟอกมิจฉาทิฏฐิได้ สัมมาสังกัปปะ เป็นเครื่องกำจัด ... มิจฉาสังกัปปะได้ สัมมาวาจา เป็นเครื่องกำจัด ... มิจฉาวาจาได้ สัมมากัมมันตะ เป็นเครื่องกำจัด ... มิจฉากัมมันตะได้ สัมมาอาชีวะ เป็นเครื่องกำจัด ... มิจฉาอาชีวะได้ สัมมาวายามะ เป็นเครื่องกำจัด ... มิจฉาวายามะได้ สัมมาสติ เป็นเครื่องกำจัด ... มิจฉาสติได้ สัมมาสมาธิ เป็นเครื่องกำจัด ... มิจฉาสมาธิได้ สัมมาญาณ เป็นเครื่องกำจัด ... มิจฉาญาณได้ สัมมาวิมุตติ เป็นเครื่องกำจัด ชำระ ล้าง และซักฟอกมิจฉาวิมุตติได้ อีกนัยหนึ่ง อริยมรรคมีองค์ ๘ เป็นเครื่องกำจัด ชำระ ล้าง และซักฟอกกิเลส ทุกชนิด ... ทุจริตทุกทาง ... ความกระวนกระวายทุกอย่าง ... ความเร่าร้อนทุกสถาน... ความเดือดร้อนทุกประการ... อกุสลาภิสังขารทุกประเภท พระอรหันต์ประกอบประกอบพร้อม ดำเนินไป ดำเนินไปพร้อม เป็นไป เป็นไปพร้อม เพียบพร้อมด้วยธรรมเป็นเครื่องกำจัดเหล่านี้ เพราะฉะนั้น พระอรหันต์จึงชื่อว่าผู้มีปัญญาเครื่องกำจัด พระอรหันต์นั้น เป็นผู้กำจัดความกำหนัดได้แล้ว กำจัดบาปได้แล้ว กำจัด กิเลสได้แล้ว กำจัดความเร่าร้อนได้แล้ว รวมความว่า ผู้มีปัญญาเครื่องกำจัด คำว่า พระอรหันต์ผู้มีปัญญาเครื่องกำจัด ย่อมไม่สำคัญหมายรูปที่เห็น เสียง ที่ได้ยินและอารมณ์ที่รับรู้ อธิบายว่า พระอรหันต์ผู้มีปัญญาเครื่องกำจัด ย่อมไม่ สำคัญหมายรูปที่เห็น ไม่สำคัญหมายในรูปที่เห็น ไม่สำคัญหมายโดยรูปที่เห็น คือไม่สำคัญหมายว่า “เราเห็นรูปแล้ว” ไม่สำคัญหมายเสียงที่ได้ยิน ไม่สำคัญหมายในเสียงที่ได้ยิน ไม่สำคัญหมายโดยเสียงที่ได้ยิน คือ ไม่สำคัญหมายว่า “เราได้ยินเสียงแล้ว” ไม่สำคัญหมายอารมณ์ที่รับรู้ ไม่สำคัญหมายในอารมณ์ที่รับรู้ ไม่สำคัญ หมายโดยอารมณ์ที่รับรู้ คือ ไม่สำคัญหมายว่า “เรารับรู้อารมณ์แล้ว” ไม่สำคัญ หมายธรรมารมณ์ที่รู้แจ้ง ไม่สำคัญหมายในธรรมารมณ์ที่รู้แจ้ง ไม่สำคัญหมายโดย ธรรมารมณ์ที่รู้แจ้ง คือ ไม่สำคัญหมายว่า “เรารู้แจ้งธรรมารมณ์แล้ว” สมจริงดังที่พระผู้มีพระภาคตรัสไว้ว่า
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๙ หน้า : ๑๖๖}
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย มหานิทเทส [อัฎฐกวรรค] ๖. ชราสุตตนิทเทส “ภิกษุทั้งหลาย ปุถุชนสำคัญหมายกันว่า เรามีอยู่ ... เรานี้มีอยู่ ... เราจักมี ... เราจักไม่มี ... เราจักเป็นผู้มีรูป ... เราจักเป็นผู้ไม่มีรูป ... เราจักเป็นผู้มีสัญญา ... เราจักเป็นผู้ไม่มีสัญญา ... เราจักเป็นผู้มีสัญญาก็มิใช่ ไม่มีสัญญาก็มิใช่ ... ภิกษุทั้งหลายความสำคัญหมายเป็นโรค เป็นหัวฝี เป็นลูกศร เป็นอุปัทวะ ภิกษุทั้งหลาย เพราะฉะนั้นแล พวกเธอพึงศึกษาในธรรมวินัยอย่างนี้ว่า พวกเราจักมีจิตไม่สำคัญหมายอยู่” รวมความว่า พระอรหันต์ ผู้มีปัญญาเครื่องกำจัด ย่อมไม่สำคัญ หมายรูปที่เห็น เสียงที่ได้ยินและอารมณ์ที่รับรู้ คำว่า พระอรหันต์นั้นไม่ต้องการความหมดจดด้วยมรรคอื่น อธิบายว่า พระอรหันต์ผู้มีปัญญาเครื่องกำจัด ย่อมไม่ต้องการ คือ ย่อมไม่ยินดี ไม่ปรารถนาไม่มุ่งหมาย ไม่มุ่งหวังความหมดจด คือ ความสะอาด ความบริสุทธิ์ ความหลุดไปความพ้นไป ความหลุดพ้นไปด้วยมรรคอื่น คือ ด้วยมรรคที่ไม่หมดจด ปฏิปทาที่ผิดทางที่ไม่นำออกจากทุกข์ นอกจากสติปัฏฐาน สัมมัปปธาน อิทธิบาท อินทรีย์ พละ โพชฌงค์ และอริยมรรคมีองค์ ๘ รวมความว่า พระอรหันต์นั้นไม่ต้องการความหมดจดด้วยมรรคอื่น คำว่า พระอรหันต์นั้นย่อมไม่กำหนัด ย่อมไม่ต้องคลายกำหนัด อธิบายว่า พาลปุถุชนทั้งปวงย่อมกำหนัด พระเสขะ ๗ จำพวกรวมทั้งกัลยาณปุถุชน ย่อม คลายกำหนัด พระอรหันต์ย่อมไม่กำหนัด ย่อมไม่คลายกำหนัด พระอรหันต์นั้น คลายกำหนัดแล้ว เพราะเป็นผู้ปราศจากราคะ เหตุสิ้นราคะ เพราะเป็นผู้ปราศจากโทสะ เหตุสิ้นโทสะ เพราะเป็นผู้ปราศจากโมหะ เหตุสิ้นโมหะ ท่านอยู่ใน(อริยวาส-ธรรม)แล้ว ประพฤติจรณธรรมแล้ว ... พระอรหันต์ไม่มีการเวียนเกิด เวียนแก่ เวียนตาย และภพใหม่ก็ไม่มีอีก รวมความว่า พระอรหันต์นั้นย่อมไม่กำหนัด ย่อมไม่ต้องคลายกำหนัด ด้วยเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคจึงตรัสว่า @เชิงอรรถ : @ สํ.สฬา. ๑๘/๒๔๘/๑๘๖ @ พระเสขะ หมายถึงท่านผู้ยังต้องศึกษาหรือพระอริยบุคคล ๗ จำพวกเบื้องต้นในจำนวนพระอริยบุคคล ๘@คือ (๑) พระโสดาปัตติมรรค (๒) พระโสดาปัตติผล (๓) พระสกทาคามิมรรค (๔) พระสกทาคามิผล@(๕) พระอนาคามิมรรค (๖) พระอนาคามิผล (๗) พระอรหัตตมรรค (๘) พระอรหัตตผล (พระอเสขะ)@(ที.ปา. ๑๑/๓๓๓/๒๒๔) @ กัลยาณปุถุชน คือปุถุชนผู้มีคุณธรรมสูง
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๙ หน้า : ๑๖๗}
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย มหานิทเทส [อัฎฐกวรรค] ๗. ติสสเมตเตยยสุตตนิทเทส พระอรหันต์ผู้มีปัญญาเครื่องกำจัด ย่อมไม่สำคัญหมายรูปที่เห็น เสียงที่ได้ยินและอารมณ์ที่รับรู้ พระอรหันต์นั้นไม่ต้องการความหมดจดด้วยมรรคอื่น ย่อมไม่กำหนัด ย่อมไม่ต้องคลายกำหนัด ชราสุตตนิทเทสที่ ๖ จบ
ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
อรรถกถาชราสุตตนิทเทสที่ ๖
ในชราสูตรที่ ๖ มีวินิจฉัยดังต่อไปนี้ :-
บทว่า อปฺปํ วต ชีวิตํ อิทํ ความว่า ชีวิตของมนุษย์ทั้งหลายนี้หนอน้อย คือนิดหน่อย.
บทว่า ฐิติปริตฺตตาย สรสปริตฺตตาย มีนัยดังกล่าวแล้วแม้ในคุหัฏฐกสูตร.
บทว่า โอรํ วสฺสสตาปิ มิยฺยติ ความว่า ย่อมตายภายในร้อยปี ในกาลเป็นกลละเป็นต้นก็มี.
บทว่า อติจฺจ ความว่า เกินร้อยปี.
บทว่า ชรสาปิ มิยฺยติ ความว่า ย่อมตายแม้เพราะชราความต่อแต่นี้พึงถือเอาโดยนัยที่กล่าวแล้วในอรรถกถาคุหัฏฐกสูตรนั่นแล.
บทว่า อปฺปํ ได้แก่ น้อย.
บทว่า คมนี โย สมฺปราโย ความว่า พึงไปปรโลก.
ชื่อว่ากลละ ในบทว่า กลลกาเลปิ นี้ ในขณะปฏิสนธิเป็นกลละที่ใสแจ๋ว ประมาณเท่าหยาดน้ำมันซึ่งติดอยู่ที่ปลายเส้นด้ายทำด้วยขนสัตว์ ๓ เส้นที่ท่านหมายกล่าวไว้ว่า :-
หยาดน้ำมันงา ใสแจ๋ว ไม่ขุ่นมัวฉันใด รูปที่มีส่วนเปรียบด้วยวรรณะก็ฉันนั่น เรียกว่ากลละ แม้ในกาลเป็นกลละนั้น.
บทว่า จวติ ความว่า เคลื่อนจากชีวิต.
บทว่า มรติ ความว่า ถึงความพรากจากชีวิต.
บทว่า อนฺตรธายติ ความว่า ถึงการเห็นไม่ได้.
บทว่า วิปฺปลุชฺชติ ความว่า ขาด.
อาจารย์บางพวกอธิบายอย่างนี้ว่า เคลื่อนในกำเนิดอัณฑชะ ตายในกำเนิดชลาพุชะ หายในกำเนิดสังเสทชะ สลายไปในกำเนิดโอปปาติกะ.
บทว่า อมฺพุทกาเลปิ ความว่า ชื่อว่าอัมพุทะ ย่อมมีสีเหมือนน้ำล้างเนื้อ เมื่อเป็นกลละได้ ๗ วัน ชื่อว่ากลละย่อมหายไป.
สมจริงดังที่ท่านกล่าวไว้ว่า :-
เป็นอัมพุทะได้ ๗ วัน สุกงอม พ้นสภาพ เปลี่ยนภาวะที่เป็นอัมพุทะนั้น เกิดเป็นสภาพชื่อว่าเปสิ แม้ในกาลเป็นเปสินั้น.
บทว่า เปสิกาเลปิ ความว่า เมื่อเป็นอัมพุทะแม้นั้นได้ ๗ วันย่อมเกิดเป็นสภาพชื่อว่าเปสิเช่นกับดีบุกที่ละลายคว้าง เปสินั้นพึงแสดงด้วยพริกและน้ำอ้อย ก็พวกเด็กชาวบ้านเก็บพริกที่สุกดี ห่อที่ชายผ้า คั้นเอายอดรสใส่กระเบื้องวางตากแดด ยอดรสนั้นจะแห้งเข้าๆ พ้นจากส่วนทั้งปวง เปสิย่อมมีลักษณะอย่างนั้น ชื่อว่าอัมพุทะย่อมหายไป.
สมจริงดังที่ท่านกล่าวไว้ว่า :-
เป็นกลละได้ ๗ วัน สุกงอม พ้นสภาพ เปลี่ยนภาวะที่เป็นกลละนั้นเกิดเป็นสภาพชื่อว่าอัมพุทะ แม้ในกาลเป็นอัมพุทะนั้น.
บทว่า ฆนกาเลปิ ความว่า เมื่อเป็นเปสิแม้นั้นได้ ๗ วัน ย่อมบังเกิดก้อนเนื้อชื่อว่าฆนะมีสัณฐานเหมือนฟองไข่ไก่ ชื่อว่าเปสิย่อมหายไป.
สมจริงดังที่ท่านกล่าวไว้ว่า :-
เป็นเปสิได้ ๗ วัน สุกงอม พ้นสภาพ เปลี่ยนภาวะที่เป็นเปสินั้นสภาพชื่อว่า ฆนะ ฟองไข่ของแม่ไก่เป็นวงราบโดยรอบฉันใดสัณฐานของฆนะบังเกิดเพราะกรรมเป็นปัจจัย ก็ฉันนั้น แม้ในกาลเป็นฆนะนั้น.
บทว่า ปญฺจสาขกาเลปิ ความว่า ในสัปดาห์ที่ ๕ เกิดต่อม ๕ ต่อม เป็นมือ ๒ เท้า ๒ ศีรษะ ๑ ที่พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงหมายตรัสไว้ว่า
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ต่อม ๕ ต่อมย่อมตั้งขึ้นแต่กรรมในสัปดาห์ที่ ๕ ดังนี้ แม้ในกาลเป็นสาขานั้น.
ต่อแต่นั้น พระสารีบุตรเถระย่อเทศนาข้ามสัปดาห์ที่ ๖ ที่ ๗ เป็นต้นไปเสีย ในกาลที่เปลี่ยนไป ๔๒ สัปดาห์เป็นกาลเกิดขึ้นแห่งผมขนและเล็บเป็นต้นและสายรก ที่ตั้งขึ้นแต่นาภีของทารกนั้นย่อมเนื่องเป็นอันเดียวกันกับด้วยพื้นอุทรของมารดา สายรกนั้นเป็นรูคล้ายก้านบัว รสอาหารแล่นไปตามสายรกนั้น ยังรูปซึ่งมีอาหารเป็นสมุฏฐานให้ตั้งขึ้น ทารกนั้นยังอัตภาพให้เป็นไปตลอด ๑๐ เดือนด้วยอาการอย่างนี้พระเถระกล่าวว่า สูติฆเร มิได้กล่าวเรื่องทั้งปวงนั้นที่ท่านหมายกล่าวว่าผมขนและแม้เล็บ.
ก็มารดาของนระนั้นบริโภคอาหารใด ทั้งข้าวน้ำและโภชนะ นระที่อยู่ในครรภ์มารดาย่อมยังอัตภาพให้เป็นไปในที่นั้นด้วยอาหารนั้น.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า สูติฆเร ความว่า ในเรือนคลอด คือในเรือนเป็นที่คลอด. ปาฐะว่า สูติกาฆเร ก็มี ตัดบทเป็น สูติกาย.
บทว่า อฑฺฒมาสิโกปิ ความว่า ชื่อว่าอัทฒมาสกะ เพราะอรรถว่ามีชีวิตอยู่กึ่งเดือนตั้งแต่วันคลอด แม้ในบทว่ามีชีวิตอยู่ ๒ เดือนเป็นต้นก็นัยนี้แหละ. ชื่อว่าสังวัจฉริกะ เพราะอรรถว่ามีชีวิตอยู่ ๑ ปี ตั้งแต่วันเกิด แม้ในบทว่ามีชีวิตอยู่ ๒ ปีเป็นต้น เบื้องบนก็นัยนี้แหละ.
บทว่า ยทาชิณฺโณ โหติ ความว่าในกาลใด มนุษย์เป็นผู้คร่ำคร่าเพราะชรา เป็นผู้เหี่ยวแห้ง.
บทว่า วุฑฺโฒ ความว่า เจริญวัย.
บทว่า มหลฺลโก ความว่า เป็นผู้ใหญ่โดยกำเนิด.
บทว่า อทฺธคโต ความว่าล่วงกาลทั้ง ๓.
บทว่า วโยอนุปฺปตฺโต ความว่า ถึงวัยที่ ๓ ตามลำดับ.
บทว่า ขณฺฑทนฺโต ความว่า ชื่อว่ามีฟันหัก เพราะอรรถว่ามีฟันร่วงและห่างในระหว่างๆ และฟันหัก ด้วยอานุภาพของชรา.
บทว่า ปลิตเกโส ความว่า มีผมขาว.
บทว่า วิลูนํ ความว่า ล้านดุจเส้นผมถูกจับถอน.
บทว่า ปลิตสิโร ความว่า มีศีรษะล้านมาก.
บทว่า วลินํ ความว่า รอยย่นที่เกิดเอง.
บทว่า ติลกาหตคตฺโต ความว่า มีสรีระเกลื่อนไปด้วยกระขาวและกระดำ.
บทว่า โภคฺโค ความว่า หักแล้วพระเถระแสดงความคดของสรีระนั้น แม้ด้วยบทนี้.
บทว่า ทณฺฑปรายโน ความว่า มีไม้เท้าเป็นที่พึ่งอาศัย คือมีไม้เท้าเป็นเพื่อน.
บทว่า โส ชรายปิ ความว่า บุคคลนั้นแม้ถูกชราครอบงำแล้วย่อมตาย.
บทว่า นตฺถิ มรณมฺหา โมกฺโข ความว่า อุบายเป็นเครื่องพ้นจากความตาย ไม่มีคือไม่เข้าไปได้.
บทว่า ผลานมิว ปกฺกานํ ปาโต ปตนโต ภยํ ความว่า เหมือนพวกเจ้าของผลไม้กลัวผลไม้สุกมีผลขนุนเป็นต้น ที่สุกงอมมีขั้วหย่อนหล่นแน่ในเวลาเช้าตรู่.
บทว่า เอวํ ชาตานมจฺจานํ มิจฺจํ มรณโต ภยํ ความว่า เหล่าสัตว์ที่เกิดขึ้นแล้วมีภัยแต่ความตายกล่าวคือมัจจุ ตลอดกาลที่เป็นไปติดต่อ ฉันนั้นเหมือนกัน.
บทว่า ยถาปิ กุมฺภการสฺส ความว่า ผู้กระทำภาชนะดิน ชื่อฉันใด.
บทว่า กตํ มตฺติกภาชนํ ความว่า ภาชนะที่นายช่างนั้นให้สำเร็จ.
บทว่า สพฺพํ เภทปริยนฺตํ ความว่า ภาชนะดินที่เผาสุกและไม่สุกทั้งหมด ชื่อว่ามีความแตกเป็นที่สุด เพราะอรรถว่ามีความแตกคือทำลาย เป็นที่สุดคือจบลง.
บทว่า เอวํมจฺจานชีวิตํ ความว่า อายุสังขารของสัตว์ทั้งหลายก็ฉันนั้นเหมือนกัน.
บทว่า ทหรา จ มหนฺตา จ ความว่า ทั้งหนุ่ม ทั้งแก่.
บทว่า เย พาลา เย จ ปณฺฑิตา ความว่า ทั้งคนโง่ที่มีชีวิตเนื่องด้วยลมหายใจเข้าลมหายใจออก ทั้งคนฉลาดที่ประกอบด้วยความเป็นบัณฑิตมีพระพุทธเจ้าเป็นต้น.
บทว่า สพฺเพ มจฺจุวสํ ยนฺติ ความว่า คนหนุ่มเป็นต้นทั้งหมดซึ่งมีประการดังกล่าวแล้วเหล่านี้ ย่อมเข้าถึงซึ่งอำนาจของมัจจุ.
บทว่า เตสํ มจฺจุปเรตานํ ความว่า คนเหล่านั้นอันมัจจุแวดล้อมแล้ว.
บทว่า คจฺฉตํ ปรโลกโต ความว่า ไปจากมนุษยโลกนี้สู่ปรโลก.
บทว่า นปิตา ตายเต ปุตฺตํ ความว่า บิดาย่อมรักษาบุตรไว้ไม่ได้.
บทว่า ญาตี วา ปน ญาตเก ความว่า หรือพวกญาติฝ่ายมารดาบิดา ก็ไม่อาจรักษาญาติเหล่านั้นไว้ได้เลย.
บทว่า เปกฺขตญฺเญว ญาตีนํ ความว่า เมื่อพวกญาติอย่างที่กล่าวแล้วนั่นแล กำลังเพ่งดู คือแลดูกันอยู่นั่นแหละ.
บทว่า ปสฺส ลาลปฺปตํ ปุถุ ความว่า คำว่า ปสฺส เป็นอาลปนะ. เมื่อพวกญาติกำลังรำพันกันอยู่คือบ่นเพ้อกันอยู่เป็นอันมาก คือมีประการต่างๆ.
บทว่า เอกมโกว มจฺจานํ โควชฺโฌ วิย นิยฺยติ ความว่า เหล่าสัตว์แต่ละคนอันมรณะนำไป คือให้ถึงความตาย เหมือนโคถูกนำไปฆ่า.
บทว่า เอวํ อพฺภาหโต โลโก ความว่า สัตว์โลกถูกนำมาเป็นเครื่องประดับอย่างนี้เท่านั้น.
บทว่า มจฺจุนา จ ชราย จ ความว่า ถูกความตายและความแก่ครอบงำไว้.
บทว่า มมายิเต ความว่า เพราะเหตุแห่งวัตถุที่ถือว่าของเรา.
บทว่า วนาภาวสนฺตมวทํ ความว่า การยึดถือนี้มีความพลัดพรากคือความพลัดพรากมีอยู่ทีเดียว. ท่านอธิบายว่า ไม่อาจที่จะไม่พลัดพราก.
บทว่า โสจนฺติ ความว่า กระทำความเศร้าโศกด้วยจิตคืออาการเศร้าใจ.
บทว่า กิลมนฺติ ความว่า ถึงความลำบากด้วยกาย.
บทว่า ปรทวนฺติ ความว่า ถึงความบ่นเพ้อด้วยวาจามีอย่างต่างๆ.
บทว่า อุรตฺตาฬึ กนฺทนฺติ ความว่า ทุบอกชกตัวคร่ำครวญอยู่.
บทว่า สมฺโมหํ อาปชฺชนฺติ ความว่า ถึงความหลงใหล.
บทว่า อนิจฺโจ ความว่า ด้วยอรรถว่ามีแล้วไม่มี.
บทว่า สงฺขโต ความว่า อันปัจจัยทั้งหลายประชุมกันกระทำ.
บทว่า ปฏิจฺจสมุปฺปนฺโน ความว่า อาศัยคือไม่บอกคือสามัคคีที่เป็นปัจจัย เกิดขึ้นร่วมกันและโดยชอบ.
บทว่า ขยธมฺโม ความว่า มีการถึงความสิ้นไปเป็นสภาพ.
บทว่า วยธมฺโม ความว่า มีการถึงความเสื่อมไปเป็นสภาพ. อธิบายว่ามีการถึงความทำลายเป็นสภาพ.
บทว่า วิราคธมฺโม ความว่า มีความคลายกำหนัดเป็นสภาพ.
บทว่า นิโรธธมฺโม ความว่า มีความดับเป็นสภาพ.
บทว่า ยฺวายํ ปริคฺคโห ความว่า ความยึดถือนี้ใด.
ปาฐะว่า ยายํ ปริคฺคโห ก็มี ตัดบทก็อย่างนี้แหละ.
บทว่า นิจฺโจ ความว่า เป็นไปตลอดกาลติดต่อ.
บทว่า ธุโว ความว่า มั่น.
บทว่า สสฺสโต ความว่า ไม่เคลื่อน.
บทว่า อวิปริณามธมฺโม ความว่า มีการไม่ละปกติเป็นสภาพ.
บทว่า สสฺสติสมํ ตเถว ฐสฺสติ ความว่า พึงตั้งอยู่ เหมือนดวงจันทร์ ดวงอาทิตย์ เขาสิเนรุ มหาสมุทร แผ่นดินและภูเขาเป็นต้น.
บทว่า นานาภาโว ความว่า สภาพต่างๆ โดยกำเนิด.
บทว่า วินาภาโว ความว่า ความพลัดพรากเพราะความตาย.
บทว่า อญฺญถาภาโว ความว่า ความเป็นอย่างอื่นโดยภพ.
บทว่า ปุริมานํ ปุริมานํ ขนฺธานํ ความว่า ขันธ์ที่เกิดขึ้นในก่อนติดๆ กัน.
บทว่า วิปริณามญฺญถาภาวา เชื่อมความว่า ขันธ์เป็นต้นหลังๆ ละภาวะปกติแล้วเป็นไป คือเกิดขึ้นโดยภาวะอย่างอื่น.
บทว่า สพฺพํ ฆราวาสปลิโพธํ ความว่า รกชัฏในความเป็นคฤหัสถ์ทั้งสิ้น.
บทว่า ญาติมิตฺตามจฺจปลิโพธํ ความว่า ญาติฝ่ายมารดาบิดา มิตร สหาย อำมาตย์ พวกหมู่.
บทว่า สนฺนิธิปลิโพธํ ความว่า ทิ้งรกชัฏในสมบัติที่เก็บฝังไว้.
บทว่า เกสมสฺสุํ โอหาเรตฺวา ความว่า ปลงผมและหนวด.
บทว่า กาสายานิ วตฺถานิ ความว่า ผ้าที่ย้อมด้วยน้ำฝาด.
บทว่า มามโก ความว่า ถึงการนับว่าอุบาสกหรือภิกษุของเรา หรือนับถือวัตถุมีพระพุทธเจ้าเป็นต้น ว่าของเรา.
บทว่า เตสํ เตสํ สตฺตานํ เป็นบทแสดงทั่วไปถึงเหล่าสัตว์มิใช่น้อย ก็เมื่อกล่าวอยู่แม้ตลอดวันอย่างนี้ว่า ยัญทัตตาย โสมทัตตาย สัตว์ทั้งหลายย่อมไม่ถือเอาเลย การแสดงอรรถอื่นทั้งปวงย่อมไม่สำเร็จ แต่คนบางคนจะไม่ถือเอาด้วยบททั้งสองนี้ก็หามิได้ การแสดงอรรถอื่นบางอย่าง จึงไม่สำเร็จ.
บทว่า ตมฺหา ตมฺหา นี้เป็นบทแสดงทั่วไปถึงหมู่สัตว์มิใช่น้อยด้วยสามารถแห่งคติ.
บทว่า สตฺตนิกายา ความว่า จากหมู่แห่งสัตว์ทั้งหลาย. อธิบายว่า จากกลุ่มสัตว์ จากประชุมแห่งสัตว์.
บทว่า จุติ ท่านกล่าวด้วยสามารถแห่งความเคลื่อน. บทนี้เป็นคำสามัญของจุติที่มีขันธ์ ๑ ขันธ์ ๔ และขันธ์ ๕.
บทว่า จวนตา แสดงถึงลักษณะด้วยคำแสดงภาวะ.
บทว่า เภโท แสดงถึงความเกิดขึ้นแห่งการแตกสลายของขันธ์ ๔.
บทว่า อนฺตรธานํ แสดงถึงความไม่มีที่สุดโดยปริยายอย่างใดอย่างหนึ่งของขันธ์ที่แตกแล้ว ดุจหม้อแตก.
บทว่า มจฺจุมรณํ ความว่า ความตายกล่าวคือมัจจุ มิใช่ตายชั่วขณะ ผู้กระทำที่สุดชื่อว่ากาละ ชื่อว่ากาลกิริยา เพราะอรรถว่ากระทำกาละนั้น ความตายโดยสมมติ ท่านแสดงแล้วด้วยคำมีประมาณเท่านี้.
บัดนี้ เพื่อจะแสดงโดยปรมัตถ์ พระสารีบุตรเถระจึงกล่าวคำว่า ขนฺธานํ เภโท เป็นต้น.
ก็โดยปรมัตถ์ ขันธ์เท่านั้นแตก ชื่อว่าสัตว์ไม่มีใครตาย แต่เมื่อขันธ์แตก สัตว์ย่อมตาย จึงมีโวหารว่า เมื่อขันธ์ทั้งหลายแตกแล้ว สัตว์ตายแล้ว และในที่นี้ ความแตกแห่งขันธ์ทั้งหลายย่อมมีด้วยสามารถแห่งจตุโวการะและปัญจโวการะ การทอดทิ้งร่างกาย ย่อมมีด้วยสามารถแห่งเอกโวการะ.
อีกอย่างหนึ่ง ความแตกแห่งขันธ์ทั้งหลาย ย่อมมีด้วยสามารถแห่งจตุโวการะเท่านั้น พึงทราบความทอดทิ้งร่างกาย ด้วยสามารถแห่งโวการะทั้งสองที่เหลือ. เพราะเหตุไร? เพราะเกิดร่างกายกล่าวคือรูปกายในกรรมภพทั้งสอง.
อีกอย่างหนึ่ง เพราะขันธ์ทั้งหลายในจาตุมหาราชิกาเป็นต้น ย่อมแตกไปเลย ไม่ทอดทิ้งอะไรๆ ไว้ ฉะนั้น ความแตกแห่งขันธ์ทั้งหลายจึงมีด้วยสามารถแห่งขันธ์เหล่านั้น มนุษย์เป็นต้นมีการทอดทิ้งร่างกาย ก็ในที่นี้ท่านกล่าวมรณะว่า การทอดทิ้งร่างกาย เพราะเหตุแห่งการทอดทิ้งร่างกาย ชื่อว่ามรณะย่อมมีแก่ร่างกายที่เนื่องด้วยอินทรีย์เท่านั้น ด้วยบทว่า ชีวิตินฺทริยสฺส อุปจฺเฉโท นี้ ร่างกายที่ไม่เนื่องด้วยอินทรีย์ ย่อมไม่มีมรณะ พระสารีบุตรเถระแสดงดังนี้.
ส่วนคำว่า นายบุษตาย นายดิษตาย เป็นเพียงโวหารเท่านั้น แต่โดยเนื้อความคำทั้งหลายเห็นปานนี้ ย่อมแสดงถึงความสิ้นไปและความเสื่อมไปของข้าวกล้าเป็นต้นนั่นเอง.
บทว่า รูปคตํ ความว่า รูปคตะคือรูปนั่นแหละ.
แม้ในบทว่า เวทนาคตํ เป็นต้นก็นัยนี้เหมือนกัน.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ปุพฺเพว มจฺจํ ความว่า โภคสมบัติทั้งหลายย่อมละทิ้งสัตว์ไปก่อนกว่านั่นเทียวบ้าง สัตว์ย่อมละโภคสมบัติทั้งหลายไปก่อนกว่าบ้าง.
พระเถระเรียกขุนโจรว่า ผู้ใคร่กาม ความว่า แน่ะผู้ใคร่กามผู้เจริญ พวกชนผู้มีกามโภคะทั้งหลายมิได้เที่ยงในโลก เมื่อโภคะทั้งหลายฉิบหายไป เป็นอยู่ไม่มีโภคะบ้าง ละโภคะทั้งหลายฉิบหายเองบ้าง เพราะฉะนั้น แม้ในเวลาที่มหาชนเศร้าโศก เราจึงไม่เศร้าโศก.
พระเถระเรียกขุนโจรด้วยคำว่า ดูก่อนศัตรู โลกธรรมทั้งหลายเรารู้แล้ว ความว่า แน่ะศัตรูผู้เจริญ โลกธรรม เป็นต้นว่า ลาภ เสื่อมลาภ ยศ เสื่อมยศ เรารู้แล้ว เหมือนอย่างว่า ดวงจันทร์ย่อมขึ้น ย่อมเต็มดวง และย่อมลับไป และดวงอาทิตย์ส่องแสงไปยังประเทศทั่วโลกใหญ่กำจัดความมืด เวลาเย็นก็หนีลับไป คืออัสดงคต ไม่ปรากฏอีกฉันใด โภคสมบัติทั้งหลายย่อมเกิดขึ้นด้วย ย่อมฉิบหายไปด้วย ฉันนั้นเหมือนกัน เศร้าโศกในเพราะโภคสมบัตินั้นจะได้ประโยชน์อะไร เพราะฉะนั้นเราจึงไม่เศร้าโศก.
บทว่า ตณุหามญฺญนาย มญฺญติ ความว่า ย่อมสำคัญ คือกระทำความนับถือ ด้วยความสำคัญ ด้วยมานะที่ให้เกิดด้วยตัณหา.
บทว่า ทิฏฺฐิมญฺญนาย ความว่า ด้วยความสำคัญที่เกิดขึ้น กระทำทิฏฐิให้เป็นอุปนิสัย.
บทว่า มานญฺญนาย ความว่า ด้วยความสำคัญด้วยมานะที่เกิดร่วมกัน.
บทว่า กิเลสมญฺญนาย ความว่า ย่อมสำคัญด้วยความสำคัญ ด้วยกิเลส ด้วยอรรถว่าเข้าไปทรมานตัวเอง ซึ่งมีประการดังกล่าวแล้ว.
บทว่า กุหา ความว่า ทำให้ประหลาด.
บทว่า ถทฺธา ความว่า กระด้างเหมือนตอไม้.
บทว่า ลปา ความว่า พูดพล่อยด้วยปัจจัยนิมิต.
บทว่า สงฺคตํ ความว่า สิ่งที่มาประจวบ คือสิ่งที่เห็นแล้ว หรือแม้ถูกต้องแล้ว.
บทว่า ปิยายิตํ ความว่า กระทำให้เป็นที่รัก.
บทว่า สงฺคตํ ความว่า อยู่พร้อมหน้า.
บทว่า สมาคตํ ความว่า มาใกล้.
บทว่า สมาหิตํ ความว่า เป็นอันเดียวกัน.
บทว่า สนฺนิปติตํ ความว่า ประมวลไว้.
บทว่า สุปินคโต ความว่า เข้าไปแล้วสู่ความฝัน.
บทว่า เสนาวิยูหํ ปสฺสติ ความว่า เห็นการตั้งค่ายของเสนา.
บทว่า อารามรามเณยฺยกํ ความว่า ความน่ารื่นรมณ์แห่งสวนดอกไม้เป็นต้น.
แม้ในบท วนรามเณยฺยกํ เป็นต้น ก็นัยนี้เหมือนกัน.
บทว่า เปตํ ความว่า จากโลกนี้ไปสู่ปรโลก.
บทว่า กาลกตํ ความว่า ตายแล้ว.
บทว่า นามเมวาวสิสฺสติ อกฺเขยฺยํ ความว่า ธรรมชาติมีรูปเป็นต้นทั้งหมดอันบุคคลละไป เหลือแต่เพียงชื่อเท่านั้น เพื่อนับคือเรียกอย่างนี้ว่า พุทธรักขิต ธรรมรักขิต.
บทว่า เย จกฺขุวิญฺญาณาภิสมฺภูตา ความว่า รูปที่ทราบกันได้ด้วยจักขุวิญญาณมีสมุฏฐาน ๔ ที่ทำให้เป็นกองเห็นแล้ว.
บทว่า โสตวิญฺญาณาภิสมฺภูตา ความว่า เสียงที่มีสมุฏฐาน ๒ ที่ทำให้เป็นกองไว้ได้ฟังแล้วด้วยโสตวิญญาณซึ่งกองแต่อื่น.
บทว่า มุนโย ได้แก่ มุนีผู้เป็นขีณาสพ.
บทว่า เขมทสฺสิโน ความว่า เห็นพระนิพพาน.
ในโสกนิทเทส บทว่า โสโก มีวินิจฉัยดังต่อไปนี้ :-
ชื่อว่าพยสนะ เพราะอรรถว่าเสื่อม. อธิบายว่าซัดไป คือกำจัดประโยชน์เกื้อกูลและความสุข ความเสื่อมแห่งญาติ ชื่อญาติพยสนะ. อธิบายว่า เพราะโจรโรคภัยเป็นต้น จึงสิ้นญาติเสื่อมญาติ เพราะความเสื่อมแห่งญาตินั้น.
บทว่า ผุฏฺฐสฺส ความว่า ท่วมทับคือครอบงำ ประจวบ.
แม้ในบทที่เหลือทั้งหลายก็นัยนี้เหมือนกัน. แต่ความแปลกกันดังนี้ ความเสื่อมแห่งโภคะทั้งหลาย ชื่อโภคพยสนะ. อธิบายว่า เพราะราชภัยและโจรภัยเป็นต้น โภคะจึงสิ้นไปพินาศไป, ความเสื่อมคือโรค ชื่อโรคพยสนะ ด้วยว่าโรคทำความไม่มีโรคให้ฉิบหายไปพินาศไป ฉะนั้นจึงชื่อว่าพยสนะ. ความเสื่อมแห่งศีล ชื่อสีลพยสนะ บทนี้เป็นชื่อของความทุศีล. ความเสื่อมคือทิฏฐิที่เกิดขึ้นทำสัมมาทิฏฐิให้พินาศไป ชื่อทิฏฐิพยสนะ.
ก็ในที่นี้ ความเสื่อม ๒ อย่างแรกสำเร็จ ๓ อย่างหลังไม่สำเร็จ ถูกกำจัดด้วยไตรลักษณ์และความเสื่อม ๓ อย่างแรก เป็นกุศลก็ไม่ใช่ เป็นอกุศลก็ไม่ใช่ ความเสื่อมแห่งศีลและทิฏฐิทั้งสองเป็นอกุศล.
บทว่า อญฺญตรญฺญตเรน ความว่า อันความเสื่อมแห่งมิตรและอำมาตย์เป็นต้น ที่ยึดถือก็ตามไม่ยึดถือก็ตาม อย่างใดอย่างหนึ่ง.
บทว่า สมนฺนาคตสฺส ความว่า ตามผูกพัน คือไม่พ้นไป.
บทว่า อญฺญตรญฺญตเรน ทุกฺขธมฺเมน ความว่า อันอุบัติเหตุแห่งทุกข์คือความโศกอย่างใดอย่างหนึ่ง.
บทว่า โสโก ความว่า ชื่อว่าความโศก ด้วยสามารถแห่งความเศร้าโศก บทนี้เป็นสภาวะเฉพาะตนแห่งความโศกที่เกิดขึ้นด้วยเหตุเหล่านี้.
บทว่า โสจนา ได้แก่ อาการที่เศร้าโศก.
บทว่า โสจิตตฺตํ ได้แก่ ความเป็นผู้เศร้าโศก.
บทว่า อนฺโตโสโก ได้แก่ ความเศร้าโศกในภายใน. ท่านขยายบทที่ ๒ ด้วยอุปสรรค ด้วยว่าความเศร้าโศกนั้นเกิดขึ้นทำภายในให้แห้ง ให้แห้งรอบ ฉะนั้นท่านจึงเรียกว่า ความเศร้าโศกในภายใน ความเศร้าโศกรอบในภายใน.
บทว่า อนฺโตฑาโห ได้แก่ ความเร่าร้อนในภายใน ท่านขยายบทที่ ๒ ด้วยอุปสรรค.
บทว่า เจตโส ปริชฺฌายนา ได้แก่ อาการคือความตรอมตรมแห่งจิต ด้วยว่าความเศร้าโศกเมื่อเกิดขึ้น ย่อมยังจิตให้ไหม้ คือเผาจิต เหมือนไปทำให้พูดว่า จิตของเราถูกเผาอยู่ อะไรๆ ไม่แจ่มแจ้งแก่เรา ใจถึงทุกข์ ชื่อว่าทุกข์ใจ ภาวะแห่งทุกข์ใจ ชื่อว่าโทมนัส ลูกศรคือความเศร้าโศก ด้วยอรรถว่าเข้าไปโดยลำดับ ฉะนั้นจึงชื่อว่า ลูกศรคือความเศร้าโศก.
ในปริเทวนิทเทสมีวินิจฉัยดังต่อไปนี้ :-
ชื่อว่าอาเทวะ เพราะอรรถว่าเป็นเหตุเพ้อคือร้องไห้ถึงอย่างนี้ว่า ธิดาของฉัน บุตรของฉัน. ชื่อว่าปริเทวะ เพราะอรรถว่าเป็นเหตุเพ้อสรรเสริญคุณนั้นๆ. บท ๒ คู่นอกจากนั้น ท่านกล่าวด้วยสามารถแสดงไขภาวะแห่งอาการของ ๒ บทแรกนั่นเอง.
บทว่า วาจา ได้แก่ คำพูด.
บทว่า ปลาโป ได้แก่ คำพูดที่เปล่าคือไร้ประโยชน์. ชื่อว่าวิปปลาปะ เพราะอรรถว่าความบ่นเพ้อแปลกๆ ด้วยสามารถกล่าวนอกเรื่องและกล่าวเรื่องอื่นๆ.
บทว่า ลาลปฺโป ได้แก่ เพ้อบ่อยๆ. อาการพร่ำเพ้อ ชื่อลาลัปปนา. ความเป็นแห่งผู้พร่ำเพ้อ ชื่อว่าความเป็นผู้พร่ำเพ้อ. ความตระหนี่เป็นต้นมีเนื้อความได้กล่าวไว้ทั้งนั้น.
คาถาที่ ๗ ท่านกล่าวเพื่อแสดงข้อปฏิบัติอันสมควรในโลกที่ถูกมรณะกำจัดอย่างนี้.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ปฏิลีนจรสฺส ความว่า ผู้ประพฤติทำจิตหลีกเร้นจากอารมณ์นั้นๆ.
บทว่า ภิกฺขุโน ได้แก่ กัลยาณปุถุชนบ้าง เสขบุคคลบ้าง.
บทว่า สามคฺคิยมาหุ ตสฺส ตํ โย อตฺตานํ ภวเน น ทสฺสเย ความว่า ภิกษุใดปฏิบัติอย่างนี้ ไม่พึงแสดงตนในภพต่างโดยนรกเป็นต้น บัณฑิตทั้งหลายกล่าวการไม่แสดงตนนั้นของภิกษุนั้นว่าสมควร. อธิบายว่า ด้วยว่าภิกษุนั้นพึงพ้นจากมรณะนี้ ด้วยอาการอย่างนี้.
บทว่า ปฏิลีนจรา วุจฺจนฺติ ความว่า เรียกว่าผู้ประพฤติโดยเอื้อเฟื้อซึ่งจิตละอายแต่อารมณ์นั้นๆ.
บทว่า สตฺต เสกฺขา ความว่า ชื่อว่าเสขบุคคล ๗ จำพวกตั้งต้นแต่ผู้ตั้งอยู่ในโสดาปัตติมรรคจนถึงผู้ตั้งอยู่ในอรหัตตมรรค เพราะอรรถว่าศึกษาในสิกขา ๓ มีอธิศีลสิกขาเป็นต้น.
บทว่า อรหา ได้แก่ ผู้ตั้งอยู่ในอรหัตตผลนั้น. ผู้ตั้งอยู่ในอรหัตตผลนั้น ชื่อว่าหลีกเร้นเพราะเสร็จกิจแล้ว.
พระสารีบุตรเถระเมื่อจะแสดงเหตุในความประพฤติหลีกเร้นของพระเสขะทั้งหลาย จึงกล่าวว่า กึการณา เป็นต้น.
บทว่า เต ตโต ตโต ความว่า พระเสขะ ๗ จำพวกเหล่านั้นยังจิตให้หลีกเร้นจากอารมณ์นั้นๆ.
บทว่า จิตตํ ปฏิลีเนนฺตา ความว่า ยังจิตของตนให้หลีกเร้น.
บทว่า ปฏิกุฏฺเฏนฺตา ความว่า ให้หด.
บทว่า ปฏิวฏฺเฏนฺตา ความว่า ม้วนเหมือนเสื่อรำแพน.
บทว่า สนฺนิรุทฺธนฺตา ความว่า กีดขวาง.
บทว่า สนฺนิคฺคณฺหนฺตา ความว่า ทำซึ่งการข่ม.
บทว่า สนฺนิวาเรนฺตา ความว่า ห้าม.
บทว่า รกฺขนฺตา ความว่า ทำการรักษา.
บทว่า โคเปนฺตา ความว่า คุ้มครองไว้ในหีบคือจิต.
บัดนี้ เมื่อจะแสดงด้วยสามารถแห่งทวาร พระสารีบุตรเถระจึงกล่าวว่า จกฺขุทฺวาเร เป็นต้น.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า จกฺขุทฺวาเร ได้แก่ ทวารคือจักขุวิญญาณ.
แม้ในโสตทวารเป็นต้นก็นัยนี้เหมือนกัน.
บทว่า ภิกฺขุโน ได้แก่ ภิกษุผู้เป็นกัลยาณปุถุชนบ้าง ภิกษุผู้เป็นเสขบุคคลบ้าง ฉะนั้นพระเถระจึงไม่กล่าวเนื้อความแห่งคำของศัพท์ว่าภิกษุแสดงภิกษุที่ประสงค์เอาในที่นี้เท่านั้น.
บรรดาภิกษุเหล่านั้น ภิกษุนั้นชื่อว่าปุถุชน เพราะยังถอนกิเลสทั้งหลายไม่ได้ และชื่อว่ากัลยาณะ เพราะประกอบด้วยข้อปฏิบัติมีศีลเป็นต้น ฉะนั้นจึงชื่อว่ากัลยาณปุถุชน กัลยาณปุถุชนนั่นแหละ ชื่อว่าผู้เป็นกัลยาณปุถุชน แห่งภิกษุผู้เป็นกัลยาณปุถุชนนั้น.
ชื่อว่าเสขะ เพราะอรรถว่าศึกษาอธิศีลเป็นต้นแห่งภิกษุนั้นผู้เป็นเสขะบ้าง คือผู้เป็นพระโสดาบันบ้าง พระสกทาคามีบ้าง พระอนาคามีบ้าง.
ชื่อว่าอาสนะ เพราะอรรถว่าเป็นที่นั่ง คือจมลง.
บทว่า ยตฺถ ได้แก่ ในอาสนะเหล่าใดมีเตียงและตั่งเป็นต้น.
บทว่า มญฺโจ เป็นต้น เป็นคำแสดงประเภทของอาสนะ แม้เตียง ท่านก็กล่าวไว้ในอาสนะทั้งหลายในที่นี้ เพราะเป็นโอกาสแม้สำหรับนั่ง ก็เตียงนั้นเป็นเตียงมีแม่แคร่สอดเข้าในขา เตียงมีแม่แคร่เนื่องเป็นอันเดียวกันกับขาเตียงมีขาเหมือนปู และเตียงมีขาจดแม่แคร่ อย่างใดอย่างหนึ่ง แม้ตั่งก็เป็นตั่งแบบนั้นอย่างใดอย่างหนึ่งนั่นเอง.
บทว่า ภิสิ ได้แก่ เบาะขนสัตว์ เบาะผ้า เบาะเปลือกไม้ เบาะหญ้าและเบาะใบไม้ อย่างใดอย่างหนึ่ง.
บทว่า ตฏฏิกา ได้แก่ เสื่อที่ทอด้วยใบตาลเป็นต้น.
บทว่า จมฺมกฺขณฺโฑ ได้แก่ ท่อนหนังอย่างใดอย่างหนึ่งที่ควรแก่การนั่ง เครื่องลาดทำด้วยหญ้าเป็นต้น ได้แก่เครื่องลาดที่ถักด้วยหญ้าเป็นต้น.
บทว่า อสปฺปายรูปทสฺสเนน ความว่า จากการแลดูรูปที่ปรารถนาอันไม่เป็นที่สบาย.
บทว่า วิตฺตํ ความว่า ว่างจากภายใน.
บทว่า วิวิตฺตํ ความว่า เปล่าจากการเข้าไปแต่ภายนอก.
บทว่า ปวิวิตฺตํ ความว่า เปล่าเป็นอดิเรกว่า ไม่มีคฤหัสถ์ไรๆ ในที่นั้น แม้ในการได้ยินเสียงไม่เป็นที่สบายก็นัยนี้เหมือนกัน.
บทว่า ปญฺจหิ กามคุเณหิ ความว่า จากส่วนแห่งกาม ๕ คือ รูป เสียง กลิ่น รสและโผฏฐัพพะของหญิง.
สมจริงดังที่ท่านกล่าวไว้ว่า :-
กามคุณ ๕ ในโลก คือ รูป เสียง กลิ่น รสและโผฏฐัพพะที่น่ารื่นรมย์ เห็นได้ในร่างของหญิง.
บทว่า ภชโต ความว่า ทำการเสพด้วยจิต.
บทว่า สมฺภชโต ความว่า เสพโดยชอบ.
บทว่า เสวโต ความว่า เข้าไปหา.
บทว่า นิเสวโต ความว่า เสพเป็นที่อาศัย.
บทว่า สํเสวโต ความว่า เสพด้วยดี.
บทว่า ปฏิเสวโต ความว่าเข้าไปหาบ่อยๆ.
บทว่า คณสามคฺคี ได้แก่ ความที่สมณะทั้งหลายเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน คือพร้อมเพรียงกัน.
บทว่า ธมฺมสามคฺคี ได้แก่ ความประชุมแห่งโพธิปักขิยธรรม ๓๗ ประการ.
บทว่า อนภินิพฺพตฺติสามคฺคี ได้แก่ ประชุมแห่งพระอรหันต์ทั้งหลายผู้ไม่บังเกิด คือไม่เกิดขึ้น ผู้ปรินิพพานด้วยอนุปาทิเสสนิพพานธาตุ.
บทว่า สมคฺคา ความว่า ไม่แยกกันทางกาย.
บทว่า สมฺโมทมานา ความว่า มีจิตบันเทิง คือยินดีด้วยดี.
บทว่า อวิวทมานา ความว่า ไม่กระทำการวิวาทกันด้วยวาจา.
บทว่า ขีโรทกีภูตา ความว่า เป็นเช่นกับน้ำผสมด้วยน้ำนม.
บทว่า เต เอกโต ปกฺขนฺทนฺติ ความว่า ธรรมเหล่านั้นคือโพธิปักขิยธรรม ย่อมเข้าไปสู่อารมณ์เดียวกัน.
บทว่า ปสีทนฺติ ความว่า ย่อมถึงความผ่องใสในอารมณ์นั้นนั่นแล.
บทว่า อนุปาทิเสสาย ความว่า เว้นจากอุปาทาน.
บทว่า นิพฺพานธาตุยา ความว่า ด้วยอมตมหานิพพานธาตุ.
ในบทว่า โอนตฺตํ วา นี้ ความพร่อง ชื่อว่าโอนัตตะ. อธิบายว่า ความไม่สมบูรณ์.
บทว่า ปุณฺณตฺตํ วา ความว่า ความบริบูรณ์ ชื่อว่าปุณณัตตะ. อธิบายว่า หรือความเต็มย่อมไม่ปรากฏ คือไม่มี.
บทว่า เนรยิกานํ ความว่า ชื่อว่าเนรยิกา สัตว์นรก เพราะอรรถว่าควรกะนรก เพราะความที่มีกรรมให้บังเกิดในนรกของสัตว์นรกเหล่านั้น.
บทว่า นิรโย ภวนํ ความว่า นรกนั่นแลเป็นที่อยู่ คือเป็นเรือนของสัตว์นรกเหล่านั้น.
แม้ในบทว่า ติรจฺฉานโยนิกานํ เป็นต้นก็นัยนี้เหมือนกัน.
บทว่า ตสฺเสสา สามคฺคี ความว่า การไม่แสดงตนนั้นของภิกษุนั้น คือของพระขีณาสพ เป็นนิพพานสามัคคี.
บทว่า เอตํ ฉนฺนํ ความว่า ข้อนั้นเป็นการสมควร.
บทว่า ปฏิรูปํ ความว่า เช่นกัน มีส่วนเปรียบเทียบ คือมิใช่ไม่เช่นกัน ไม่มีส่วนเปรียบเทียบ.
บทว่า อนุจฺฉวิกํ ความว่า ข้อนั้นสมควรแก่ธรรมที่ทำให้เป็นสมณะบ้าง แก่ธรรมที่เป็นคำสอนเกี่ยวด้วยมรรคผล นิพพานบ้าง (ย่อมคล้อยตาม ไปตามความดีงาม) เพราะความสมควรแก่ธรรมเหล่านั้นด้วยธรรมเหล่านั้นแต่ที่ใกล้นั่นเองโดยแท้แล ข้อนั้นเป็นอนุโลมและย่อมอนุโลมแก่ธรรมเหล่านั้น เพราะสมควรนั่นเอง มิได้ตั้งอยู่ในความเป็นข้าศึกที่ขัดแย้งเลย.
บัดนี้ พระสารีบุตรเถระกล่าวคาถา ๓ คาถา ต่อจากนี้ เพื่อจะกล่าวสรรเสริญพระขีณาสพที่ท่านสรรเสริญไว้อย่างนี้ว่า โย อตฺตานํ ภวเน น ทสฺสเย ดังนี้.
บรรดาคาถา ๓ คาถาเหล่านั้น คาถาแรกมีวินิจฉัยดังต่อไปนี้ :-
บทว่า สพฺพตฺถ ความว่า ในอายตนะ ๑๒.
ในนิทเทสว่า น ปิยํ กุพฺพติ โนปิ อปฺปิยํ มีความว่า :-
บทว่า ปิยา ความว่า กระทำปีติในใจ.
พระสารีบุตรเถระเมื่อจะแสดงสัตว์และสังขารเหล่านั้นเป็นส่วนๆ จึงกล่าวว่า กตเม สตฺตา ปิยา อิธ ยสฺส เต โหนฺติ ดังนี้.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ยสฺส เต ตัดบทเป็น เย อสฺส เต ความว่า สัตว์เหล่านั้น.
บทว่า โหนฺติ ความว่า เป็น.
บทว่า อตฺถกามา ความว่า ผู้ใคร่ความเจริญ.
บทว่า หิตกามา ความว่า ผู้ใคร่ความสุข.
บทว่า ผาสุกามา ความว่า ผู้ใคร่อยู่เป็นสุข.
บทว่า โยคกฺเขมกามา ความว่า ผู้ใคร่ความเกษม คือปลอดภัยจากโยคะ ๔.
ชื่อว่ามารดา เพราะอรรถว่าถนอมรัก.
ชื่อว่าบิดา เพราะอรรถว่าประพฤติน่ารัก.
ชื่อว่าพี่น้องชาย เพราะอรรถว่าคบกัน.
แม้ในบทว่า ภคินี นี้ก็นัยนี้เหมือนกัน.
ชื่อว่าบุตร เพราะอรรถว่าทำสกุลให้บริสุทธิ์ คือรักษาวงศ์สกุล.
ชื่อว่าธิดา เพราะอรรถว่าดำรงวงศ์สกุลไว้.
มิตร ได้แก่สหาย. อามาตย์ ได้แก่คนเลี้ยงดู. ญาติ ได้แก่ญาติฝ่ายบิดา. สาโลหิต ได้แก่ญาติฝ่ายมารดา.
บทว่า อิเม สตฺตา ปิยา ความว่า สัตว์เหล่านี้ยังปีติให้เกิด.
สัตว์เป็นที่ชัง พึงทราบโดยปริยายตรงกันข้ามกับที่กล่าวแล้ว.
ก็ในบทว่า ยทิทํ ทิฏฺฐสุตํ มุเตสุ วา นี้ พึงทราบการเชื่อมความอย่างนี้ว่า มุนีย่อมไม่เข้าไปติดในรูปที่เห็น เสียงที่ได้ยิน หรือธรรมารมณ์ที่ทราบฉันนั้น.
บทว่า อุทกเถโว ได้แก่ หยดแห่งน้ำ. ปาฐะว่า อุทกตฺเถวโก ดังนี้ก็มี.
บทว่า ปทุมปตฺเต ได้แก่ บนใบบัว.
แม้ในบทว่า โธโน น หิ เตน มญฺญติ ยทิทํ ทิฏฺฐสุตํ มุเตสุ วา นี้ก็พึงทราบการเชื่อมความอย่างนี้เหมือนกันว่า พระอรหันต์ผู้มีปัญญาเป็นเครื่องกำจัดย่อมไม่สำคัญด้วยวัตถุที่เห็นหรือที่ได้ยินนั้น หรือย่อมไม่สำคัญในธรรมารมณ์ทั้งหลายที่ทราบ.
บทว่า น หิ โส รชฺชติ โน วิรชฺชติ ความว่า ย่อมไม่กำหนัดนัก เหมือนพาลปุถุชนย่อมไม่คลายกำหนัด เหมือนกัลยาณปุถุชนและเสขบุคคล แต่ย่อมถึงการนับว่า เป็นผู้คลายกำหนัดแล้ว เพราะมีราคะสิ้นแล้ว.
บทที่เหลือปรากฏแล้วทั้งนั้นแล.
บทว่า ตาย ปญฺญาย กายทุจฺจริตํ ความว่า พระโยคีกำหนดสิ่งที่ควรกำหนดด้วยปัญญาอันเป็นสัมมาทิฏฐินั้น หรือด้วยปัญญาอันเป็นส่วนเบื้องต้นนั่นเอง กำจัดกายทุจริต ๓ อย่างด้วยสามารถแห่งการตัดขาด.
ก็บุคคลนี้เมื่อกำจัดวิปันนธรรมในเทศนาธรรมทั้งหลาย เป็นบุคคลผู้มีความพร้อมเพรียงด้วยธุตธรรม จึงชื่อว่าย่อมกำจัด.
ก็ผู้ใช้ปัญญาเป็นเครื่องกำจัดธรรมเหล่านั้น เริ่มที่จะกำจัดในขณะที่เป็นปัจจุบันของตน ท่านเรียกว่าผู้กำจัด เหมือนคนที่เริ่มบริโภค เขาเรียกว่าผู้บริโภค.
อนึ่ง พึงทราบลักษณะโดยศัพทศาสตร์ในที่นี้.
บทว่า ธุตํ เป็นกัตตุสาธนะ กำจัดด้วยโสดาปัตติมรรค. ล้างด้วยสกทาคามิมรรค, ชำระด้วยอนาคามิมรรค. ซักฟอกด้วยอรหัตตมรรค.
บทว่า โธโน ทิฏฺฐํ น มญฺญติ ความว่า พระอรหันต์ย่อมไม่สำคัญรูปายตนะที่เห็นด้วยมังสจักษุก็ตาม ด้วยความสำคัญ ๓ อย่าง อย่างไร?
พระอรหันต์ไม่เห็นรูปายตนะด้วยสุภสัญญาและสุขสัญญา ย่อมไม่ยังฉันทราคะให้เกิดในรูปายตนะนั้น ไม่ยินดี ไม่เพลิดเพลินรูปายตนะนั้น. พระอรหันต์ย่อมไม่สำคัญรูปที่เห็นด้วยความสำคัญด้วยตัณหาอย่างนี้.
ก็หรือว่าพระอรหันต์ไม่หวังความเพลิดเพลินในรูปายตนะนี้ว่า รูปของเราในอนาคตกาลพึงเป็นดังนี้ หรือเมื่อหวังรูปสมบัติ ไม่ให้ทาน ไม่สมาทานศีล ไม่กระทำอุโบสถกรรม พระอรหันต์ย่อมไม่สำคัญรูปที่เห็นด้วยความสำคัญด้วยตัณหา อย่างนี้ก็มี.
ก็พระอรหันต์มิได้อาศัยสมาบัติและวิบัติแห่งรูป ทั้งของตนและคนอื่นยังมานะให้เกิดว่า เราประเสริฐกว่าผู้นี้บ้าง เราเสมอผู้นี้บ้าง เราเลวกว่าผู้นี้บ้าง. พระอรหันต์ย่อมไม่สำคัญรูปที่เห็น ด้วยความสำคัญด้วยมานะอย่างนี้.
ก็พระอรหันต์ย่อมไม่สำคัญรูปายตนะว่าเที่ยง ยั่งยืน แน่นอน ไม่สำคัญตนว่ามีตัวตน ไม่สำคัญสิ่งไม่เป็นมงคลว่าเป็นมงคล. พระอรหันต์ย่อมไม่สำคัญรูปที่เห็นด้วยความสำคัญด้วยทิฏฐิอย่างนี้.
บทว่า ทิฏฺฐสฺมึ น มญฺญติ ความว่า เมื่อไม่สำคัญตนในรูปโดยนัยแห่งการพิจารณาเห็น ชื่อว่าย่อมไม่สำคัญในรูปที่เห็น พระอรหันต์ เมื่อไม่สำคัญว่ากิเลสมีราคะเป็นต้นในรูป เหมือนน้ำนมในถัน ชื่อว่าย่อมไม่สำคัญในรูปที่เห็น.
ก็ความสำคัญด้วยตัณหาและมานะ พึงทราบว่า ไม่มีแก่พระอรหันต์นั้นผู้ไม่ยังสิเนหาและมานะให้เกิดขึ้นในวัตถุที่ตนไม่สำคัญ ด้วยความสำคัญด้วยทิฏฐินั้นแหละ พระอรหันต์ย่อมไม่สำคัญในรูปที่เห็นอย่างนี้.
ก็บทว่า ทิฏฺฐโต ในบททั้งหลายว่า ทิฏฺฐโต น มญฺญติ นี้เป็นปัญจมีวิภัตติ. เพราะฉะนั้น พระอรหันต์เมื่อไม่สำคัญอุบัติหรือความเข้าถึงแต่รูปที่เห็นมีประเภทตามที่กล่าวแล้ว ของตนก็ตามของผู้อื่นก็ตามพร้อมทั้งอุปกรณ์ หรือว่าตนเป็นอื่นจากรูปที่เห็น พึงทราบว่า ไม่สำคัญแต่รูปที่เห็น พระอรหันต์นั้นไม่มีความสำคัญด้วยทิฏฐินี้ แม้ความสำคัญด้วยตัณหาและมานะก็พึงทราบว่า ไม่มีแก่พระอรหันต์นั้นผู้ไม่ยังสิเนหาและมานะให้เกิดขึ้นในวัตถุที่ตนไม่สำคัญด้วยความสำคัญด้วยทิฏฐินั้นแหละ.
ไม่ยึดถือเป็นของเรา ด้วยสามารถแห่งตัณหาว่า นั่นของเรา ย่อมไม่สำคัญรูปที่เห็นด้วยความสำคัญด้วยตัณหา.
บทว่า สุตํ ความว่า ได้ยินด้วยมังสโสตก็ตาม ได้ยินด้วยทิพโสตก็ตาม. บทนี้เป็นชื่อแห่งสัททายตนะ.
บทว่า มุตํ ความว่า เข้าไปจดอารมณ์ที่ทราบและนับแล้วถือเอา. ท่านอธิบายไว้ว่า อารมณ์แห่งอินทรีย์ทั้งหลายอย่างใดอย่างหนึ่ง เกิดขึ้นด้วยสังกิเลส. บทนี้เป็นชื่อแห่งคันธายตนะ รสายตนะและโผฏฐัพพายตนะ.
บทว่า วิญฺญาตํ ความว่า รู้แจ้งด้วยใจ. บทนี้เป็นชื่อแห่งอายตนะ ๗ ที่เหลือ.
แม้ธรรมารมณ์ในที่นี้ก็ย่อมได้อารมณ์ที่เนื่องด้วยสักกายทิฏฐินั่นแล ส่วนความพิสดารในข้อนี้ พึงทราบตามนัยที่กล่าวแล้วในทิฏฐวาระ.
ในบัดนี้ พระสารีบุตรเถระเมื่อจะแสดงด้วยสามารถแห่งสูตรที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ จึงกล่าวคำว่า อสฺมีติ ภิกฺขเว เป็นต้น.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อสฺมิ ความว่า มีอยู่. บทนี้เป็นชื่อของความเที่ยง.
บทว่า มญฺญิตเมตํ ความว่า ข้อนั้นเป็นเครื่องกำหนดด้วยทิฏฐิ.
บทว่า มม อหมสฺมิ ความว่า เรามีอยู่ คือเป็นอยู่แก่เรา.
บทว่า อญฺญตฺร สติปฏฺฐาเนหิ ความว่า เว้นสติปัฏฐาน ๔.
บทว่า สพฺเพ พาลปุถุชฺชนา รชฺชนฺติ ความว่า ชนต่างๆ ผู้เป็นอันธพาลทั้งสิ้นย่อมติด.
บทว่า สตฺต เสกฺขา วิรชฺชนฺติ ความว่า อริยชน ๗ จำพวกมีพระโสดาบันเป็นต้น ย่อมถึงความคลายกำหนัด.
บทว่า อรหา เนว รชฺชติ โน วิรชฺชติ ความว่า ด้วยว่าพระอรหันต์ย่อมไม่ทำทั้งสองอย่าง เพราะกิเลสทั้งหลายดับสนิทแล้ว.
บททั้ง ๓ ว่า ขยา ราคสฺส เป็นต้น คือพระนิพพานนั่นแล.
สัทธัมมปัชโชติกา อรรถกถามหานิทเทส อรรถกถาชราสุตตนิทเทส จบสูตรที่ ๖ -----------------------------------------------------