๓. มหาโพธิชาดก (๕๒๘)
พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาฯ
ชั้นตัวบทพุทธพจน์ข้อ ๑๒๔–๑๘๒ลำดับ 3 จาก 22 ในชาดกพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาฯ 59 ข้อ3 ฉบับเทียบฉบับได้ข้อต่อข้อพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาฯ · อ้างว่าได้รับอนุญาต แต่ยังไม่มีเอกสาร
ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
๓. มหาโพธิชาดก (๕๒๘) ว่าด้วยโพธิกุมารโพธิสัตว์ (พระราชาตรัสว่า)
ท่านพราหมณ์ เพราะเหตุไรหนอ ท่านจึงรีบร้อนฉวยเอาไม้เท้า หนังเสือ ร่ม รองเท้า ไม้ตะขอ บาตร และผ้าพาด ท่านปรารถนาจะไปยังทิศไหนหนอ (พระโพธิสัตว์กราบทูลว่า)
ตลอด ๑๒ ปีนี้ที่อาตมภาพอยู่ในสำนักของมหาบพิตร อาตมภาพไม่ได้รู้จักเสียงสุนัขสีน้ำตาลเห่าคำรามเลย
ขอถวายพระพรมหาบพิตรผู้เป็นใหญ่ สุนัขตัวนี้นั้น มันแยกเขี้ยวสีขาว เห่าคำรามอย่างร้อนรน เพราะได้ยินพระดำรัสของพระองค์ พร้อมทั้งพระมเหสีผู้สิ้นศรัทธาอาตมภาพ
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๘ หน้า : ๒๔}
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก [๑๘. ปัญญาสนิบาต] ๓. มหาโพธิชาดก (๕๒๘) (พระราชาตรัสว่า)
ท่านพราหมณ์ โทษนั้นเป็นความผิด ที่โยมกระทำแล้วจริงตามที่ท่านกล่าว โยมนั้นเลื่อมใสท่านอย่างยิ่ง ขอนิมนต์อยู่เถิด อย่าไปเลย ท่านพราหมณ์ (พระโพธิสัตว์กราบทูลว่า)
เมื่อแรก ข้าวสุกสีขาวล้วน ต่อมาก็กระดำกระด่าง บัดนี้กลายเป็นสีแดงล้วน จึงเป็นกาลสมควรที่อาตมภาพจะหลีกไป
เมื่อแรก อาสนะอยู่ภายใน ต่อมาอยู่ท่ามกลาง ต่อมาอยู่ภายนอก อาตมภาพขอไปเองก่อนที่จะถูกขับจากเมือง
บุคคลไม่พึงคบหาคนผู้สิ้นศรัทธาเหมือนบ่อน้ำที่ไม่มีน้ำ ถึงแม้จะพยายามขุดมันขึ้น น้ำก็จะพึงมีกลิ่นโคลนตม
บุคคลพึงคบหาผู้ที่เลื่อมใสเท่านั้น พึงเว้นคนผู้ไม่เลื่อมใส พึงเข้าไปใกล้คนผู้เลื่อมใส เหมือนคนต้องการน้ำเข้าไปหาห้วงน้ำ
บุคคลพึงคบหาคนที่คบด้วย ไม่พึงคบหาคนที่ไม่คบด้วย บุคคลใดไม่คบหาคนที่คบด้วย บุคคลนั้นชื่อว่ามีธรรมของอสัตบุรุษ
ผู้ใดไม่คบหาคนที่คบด้วย ไม่เสวนาคนที่เสวนาด้วย ผู้นั้นแลเป็นคนชั่วช้าที่สุด เหมือนลิงที่อาศัยอยู่ตามกิ่งไม้
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๘ หน้า : ๒๕}
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก [๑๘. ปัญญาสนิบาต] ๓. มหาโพธิชาดก (๕๒๘)
มิตรทั้งหลายย่อมแหนงหน่ายกัน เพราะเหตุ ๓ ประการนี้ คือ ๑. เพราะการคลุกคลีกันพร่ำเพรื่อเกินไป ๒. เพราะการไม่ร่วมสโมสรกัน ๓. เพราะขอในเวลาอันไม่สมควร
เพราะเหตุนั้น บุคคลไม่พึงไปมาหาสู่กันจนพร่ำเพรื่อ ไม่ควรเหินห่างกันไปจนเนิ่นนาน และพึงขอสิ่งที่ควรขอตามกาลอันสมควร เมื่อเป็นเช่นนี้ มิตรทั้งหลายย่อมจะไม่แหนงหน่ายกัน
คนผู้เป็นที่รักย่อมกลับกลายไม่เป็นที่รัก เพราะการอยู่ร่วมกันนานเกินไป อาตมภาพขอถวายพระพรลามหาบพิตรไป ก่อนที่อาตมาจะไม่เป็นที่รักของมหาบพิตร (พระราชาตรัสว่า)
หากพระคุณเจ้าไม่ยอมรับรู้ การอัญชลีของปริจารชนสัตบุรุษผู้อ้อนวอนอยู่อย่างนี้ และไม่ยอมกระทำตามคำขอร้องของโยม โยมขอวิงวอนพระคุณเจ้าอย่างนี้ว่า พระคุณเจ้าพึงแวะมาอีก (พระโพธิสัตว์กราบทูลว่า)
ขอถวายพระพร มหาราชผู้ผดุงแคว้นให้เจริญ หากว่าเมื่อเรายังคงเป็นอยู่อย่างนี้ อันตรายจักไม่มีแก่มหาบพิตรหรือแก่อาตมาไซร้ เมื่อวันคืนล่วงไป เราคงจะได้พบกันบ้าง
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๘ หน้า : ๒๖}
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก [๑๘. ปัญญาสนิบาต] ๓. มหาโพธิชาดก (๕๒๘)
หากถ้อยคำของมหาบพิตรเป็นไปตามคติของตน และตามสภาวะที่เป็นจริงไซร้ เพราะไม่มีความประสงค์ สัตว์จึงทำกรรมที่ไม่ควรทำบ้าง ที่ควรทำบ้าง เมื่อกระทำโดยไม่มีความประสงค์ ใครเล่าในโลกนี้ จะแปดเปื้อนบาป
หากเนื้อความที่มหาบพิตรตรัสแล้วนั้น เป็นอรรถ เป็นธรรม เป็นถ้อยคำที่ดีงาม ไม่ชั่วช้า และหากพระดำรัสของมหาบพิตรผู้เจริญเป็นสัจจะ วานรก็เป็นอันอาตมาฆ่าดีแล้ว
ก็หากว่ามหาบพิตรพึงรู้ความผิดพลาดวาทะของตน มหาบพิตรจะไม่พึงติเตียนอาตมาเลย เพราะวาทะของมหาบพิตรผู้เจริญเป็นเช่นนั้น
ถ้าพระผู้เป็นใหญ่ กำหนดชีวิต จัดสรรฤทธิ์ ความหายนะ และกรรมดีกรรมชั่วแก่ชาวโลกทั้งปวงไซร้ คนผู้ทำตามคำสั่งทำบาป พระผู้เป็นใหญ่ย่อมแปดเปื้อนบาปนั้นเอง
หากเนื้อความที่มหาบพิตรตรัสแล้วนั้น เป็นอรรถ เป็นธรรม เป็นถ้อยคำที่ดีงาม ไม่ชั่วช้า และหากพระดำรัสของมหาบพิตรผู้เจริญเป็นสัจจะ วานรก็เป็นอันอาตมาฆ่าดีแล้ว
ก็หากว่ามหาบพิตรพึงรู้ความผิดพลาดวาทะของตน มหาบพิตรจะไม่พึงติเตียนอาตมาเลย เพราะวาทะของมหาบพิตรผู้เจริญเป็นเช่นนั้น @เชิงอรรถ : @ พระผู้เป็นใหญ่ หมายถึงพระพรหมหรือพระเป็นเจ้าองค์อื่นจัดแจงตรวจตราชีวิตแก่ชาวโลกทั้งหมด@(ขุ.ชา.อ. ๘/๑๔๒/๖๘)
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๘ หน้า : ๒๗}
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก [๑๘. ปัญญาสนิบาต] ๓. มหาโพธิชาดก (๕๒๘)
ถ้าว่าสัตว์ย่อมเข้าถึงความสุขและความทุกข์ เพราะเหตุแห่งกรรมที่ตนกระทำไว้ในชาติปางก่อน เขาย่อมเปลื้องหนี้คือบาปกรรมเก่าที่ตนทำไว้นั้นได้ เมื่อความพ้นหนี้คือบาปกรรมเก่ามีอยู่ ใครเล่าในโลกนี้จะแปดเปื้อนบาป
หากเนื้อความที่มหาบพิตรตรัสแล้วนั้น เป็นอรรถ เป็นธรรม เป็นถ้อยคำที่ดีงาม ไม่ชั่วช้า และหากพระดำรัสของมหาบพิตรผู้เจริญเป็นสัจจะ วานรก็เป็นอันอาตมาฆ่าดีแล้ว
ก็หากว่ามหาบพิตรพึงรู้ความผิดพลาดวาทะของตน มหาบพิตรจะไม่พึงติเตียนอาตมาเลย เพราะวาทะของมหาบพิตรผู้เจริญเป็นเช่นนั้น
รูปของสัตว์ย่อมเกิดมีได้ เพราะอาศัยมหาภูตรูปทั้ง ๔ เท่านั้น ก็รูปย่อมเกิดมีได้เพราะมหาภูตรูปใด ก็คล้อยไปตามมหาภูตรูป นั่นเอง
ชีวะย่อมเป็นอยู่ในโลกนี้เท่านั้น ละไปแล้ว ละทิ้งไปแล้ว ย่อมพินาศ โลกนี้ย่อมขาดสูญ ทั้งคนพาลและบัณฑิตก็ขาดสูญ เมื่อโลกขาดสูญอยู่ ใครเล่าในโลกนี้ย่อมแปดเปื้อนบาป @เชิงอรรถ : @ คล้อยไปตามมหาภูตรูป หมายถึงบุคคลผู้ประกอบด้วยมหาภูตทั้ง ๔ นี้ (คือ ดิน น้ำ ไฟ ลม) ตาย@ลงในเวลาใด ร่างกายส่วนที่เป็นดินก็กลับกลายเป็นดิน ส่วนที่เป็นน้ำก็กลับกลายเป็นน้ำ ส่วนที่เป็นไฟ@ก็กลับกลายเป็นไฟ ส่วนที่เป็นลมก็กลับกลายเป็นลมในเวลานั้น (ขุ.ชา.อ. ๘/๑๔๘/๗๐)
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๘ หน้า : ๒๘}
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก [๑๘. ปัญญาสนิบาต] ๓. มหาโพธิชาดก (๕๒๘)
หากเนื้อความที่มหาบพิตรตรัสแล้วนั้น เป็นอรรถ เป็นธรรม เป็นถ้อยคำที่ดีงาม ไม่ชั่วช้า และหากพระดำรัสของมหาบพิตรผู้เจริญเป็นสัจจะ วานรก็เป็นอันอาตมาฆ่าดีแล้ว
ก็หากว่ามหาบพิตรพึงรู้ความผิดพลาดวาทะของตน มหาบพิตรจะไม่พึงติเตียนอาตมาเลย เพราะวาทะของมหาบพิตรผู้เจริญเป็นเช่นนั้น
นักปกครองทั้งหลายที่เป็นคนพาล สำคัญตนว่าเป็นบัณฑิต ได้กล่าวไว้ในโลกว่า “บุคคลพึงฆ่ามารดาบิดา พี่ชาย น้องชาย และบุตรภรรยา ถ้าพึงมีความประสงค์เช่นนั้น”
บุคคลพึงนั่งหรือนอนใต้ร่มต้นไม้ใด ไม่พึงหักรานกิ่งต้นไม้นั้น เพราะว่าคนประทุษร้ายมิตรเป็นคนชั่ว
ถ้าเมื่อมีความต้องการเกิดขึ้นก็พึงถอนแม้ทั้งราก อาตมภาพมีความต้องการอาหาร วานรก็เป็นอันอาตมาฆ่าดีแล้ว
หากเนื้อความที่มหาบพิตรตรัสแล้วนั้น เป็นอรรถ เป็นธรรม เป็นถ้อยคำที่ดีงาม ไม่ชั่วช้า และหากพระดำรัสของมหาบพิตรผู้เจริญเป็นสัจจะ วานรก็เป็นอันอาตมาฆ่าดีแล้ว
ก็หากว่ามหาบพิตรพึงรู้ความผิดพลาดวาทะของตน มหาบพิตรจะไม่พึงติเตียนอาตมาเลย เพราะวาทะของมหาบพิตรผู้เจริญเป็นเช่นนั้น
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๘ หน้า : ๒๙}
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก [๑๘. ปัญญาสนิบาต] ๓. มหาโพธิชาดก (๕๒๘)
คนผู้มีวาทะว่าไม่มีเหตุ ๑ คนผู้มีวาทะว่าพระอิศวรเป็นผู้สร้างโลก ๑ คนผู้มีวาทะว่าสุขทุกข์เกิดมีเพราะกรรมที่ทำไว้ในชาติปางก่อน ๑ คนผู้มีวาทะว่าโลกนี้ขาดสูญ ๑ คนผู้เป็นนักปกครองที่เป็นพาล ๑
คนเหล่านั้นเป็นอสัตบุรุษ เป็นคนพาล มีความสำคัญตนว่าเป็นบัณฑิตในโลก คนเช่นนั้นพึงกระทำบาปเองบ้าง พึงแนะนำให้ผู้อื่นกระทำบาปบ้าง การคลุกคลีกับอสัตบุรุษมีทุกข์เป็นที่สุด มีผลเผ็ดร้อนเป็นกำไร
ในปางก่อน หมาป่าตัวหนึ่งปลอมตัวเป็นแพะ ไม่ถูกระแวงสงสัยจึงเข้าไปหาฝูงแพะ ฆ่าทั้งแม่แพะ แพะตัวเมีย และแพะตัวผู้ ทำให้เกิดความสะดุ้งกลัวแล้วจึงไปตามความปรารถนา
สมณะและพราหมณ์พวกหนึ่งก็มีวิธีการอย่างนั้น กระทำการปิดบังตน หลอกลวงมนุษย์ทั้งหลาย บางพวกไม่บริโภคอาหาร บางพวกนอนบนแผ่นดิน บางพวกทำการฉาบทาเถ้าธุลีที่ร่างกาย บางพวกทำความเพียรโดยการเดินกระโหย่ง บางพวกบริโภคอาหารเป็นครั้งคราว บางพวกไม่ดื่มน้ำ เป็นผู้มีอาจาระเลวทราม เที่ยวพูดอวดอ้างว่าเป็นพระอรหันต์
สมณะและพราหมณ์เหล่านั้นเป็นอสัตบุรุษ เป็นคนพาล มีความสำคัญตนว่าเป็นบัณฑิตในโลก คนเช่นนั้นพึงกระทำบาปเองบ้าง พึงแนะนำให้ผู้อื่นกระทำบาปบ้าง การคลุกคลีกับอสัตบุรุษมีทุกข์เป็นที่สุด มีผลเผ็ดร้อนเป็นกำไร
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๘ หน้า : ๓๐}
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก [๑๘. ปัญญาสนิบาต] ๓. มหาโพธิชาดก (๕๒๘)
คนเหล่าใดกล่าวว่า ความเพียรไม่มี ๑ ประกาศความไม่มีเหตุ ๑ พรรณนาการกระทำของผู้อื่นและการกระทำของตน ว่าเป็นการสูญเปล่า ๑
คนเหล่านั้นเป็นอสัตบุรุษ เป็นคนพาล มีความสำคัญตนว่าเป็นบัณฑิตในโลก คนเช่นนั้นพึงกระทำบาปเองบ้าง พึงแนะนำให้ผู้อื่นกระทำบาปบ้าง การคลุกคลีกับอสัตบุรุษมีทุกข์เป็นที่สุด มีผลเผ็ดร้อนเป็นกำไร
ก็ถ้าว่าความเพียรไม่พึงมี กรรมดีกรรมชั่วไม่พึงมี พระราชาก็จะไม่ทรงชุบเลี้ยงช่างไม้ แม้เครื่องยนต์ทั้งหลายก็จะไม่พึงให้สร้าง
แต่เพราะความเพียรมีอยู่ กรรมดีกรรมชั่วก็มีอยู่ ฉะนั้น พระราชาจึงทรงให้สร้างเครื่องยนต์ และทรงชุบเลี้ยงช่างไม้ไว้
หากฝนไม่พึงตก หิมะไม่พึงตกตลอด ๑๐๐ ปี โลกนี้ก็พึงขาดสูญ หมู่สัตว์นี้พึงพินาศไป
แต่เพราะฝนยังตกอยู่ และหิมะยังโปรยปรายอยู่เนืองๆ ฉะนั้น ข้าวกล้าจึงเผล็ดผล และทำให้พระราชาปกครองแคว้นได้ยั่งยืน
เมื่อฝูงโคข้ามน้ำไป ถ้าโคจ่าฝูงไปคดเคี้ยว โคทั้งฝูงก็ไปคดเคี้ยวตามกัน ในเมื่อโคจ่าฝูงไปคดเคี้ยว
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๘ หน้า : ๓๑}
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก [๑๘. ปัญญาสนิบาต] ๓. มหาโพธิชาดก (๕๒๘)
ในหมู่มนุษย์ก็เหมือนกัน ผู้ใดได้รับแต่งตั้งให้เป็นใหญ่ ถ้าผู้นั้นประพฤติไม่เป็นธรรม ประชาชนชาวเมืองนั้น ก็จะประพฤติไม่เป็นธรรมตามไปด้วย หากพระราชาไม่ตั้งอยู่ในธรรม ชาวเมืองนั้นก็อยู่เป็นทุกข์
เมื่อฝูงโคข้ามน้ำไป ถ้าโคจ่าฝูงไปตรง โคทั้งฝูงก็ไปตรงตามกัน ในเมื่อโคจ่าฝูงไปตรง
ในหมู่มนุษย์ก็เหมือนกัน ผู้ใดได้รับแต่งตั้งให้เป็นใหญ่ ถ้าผู้นั้นประพฤติชอบธรรม ประชาชนชาวเมืองนั้น ก็จะประพฤติชอบธรรมตามไปด้วย หากพระราชาตั้งอยู่ในธรรม ชาวเมืองนั้นก็อยู่เป็นสุข
เมื่อต้นไม้ใหญ่กำลังมีผล คนใดปลิดเอาผลดิบ คนนั้นจะไม่รู้รสแห่งผลไม้นั้น ทั้งพืชพันธุ์แห่งต้นไม้นั้นก็จักพินาศไปด้วย
แคว้นอุปมาเหมือนกับต้นไม้ใหญ่ พระราชาพระองค์ใดทรงปกครองโดยไม่เป็นธรรม พระราชาพระองค์นั้นจะไม่ทรงทราบรสแห่งแคว้นนั้น ทั้งแคว้นของพระราชาพระองค์นั้นก็จักพินาศไปด้วย
เมื่อต้นไม้ใหญ่กำลังมีผล คนใดปลิดเอาผลสุก คนนั้นจึงจะรู้รสแห่งผลไม้นั้น ทั้งพืชพันธุ์แห่งต้นไม้นั้นก็จักไม่พินาศไปด้วย @เชิงอรรถ : @ องฺ.จตุกฺก. (แปล) ๒๑/๗๐/๑๑๕-๑๑๖, ขุ.ชา. (แปล) ๒๗/๑๓๓-๑๓๖/๑๘๔
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๘ หน้า : ๓๒}
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก [๑๘. ปัญญาสนิบาต] ๓. มหาโพธิชาดก (๕๒๘)
แคว้นอุปมาเหมือนกับต้นไม้ใหญ่ พระราชาพระองค์ใดทรงปกครองแคว้นโดยธรรม พระราชาพระองค์นั้นจึงจะทรงทราบรสแห่งแคว้นนั้น ทั้งแคว้นของพระราชาพระองค์นั้นก็จักไม่พินาศไปด้วย
ส่วนขัตติยราชพระองค์ใด ทรงปกครองชนบทโดยไม่เป็นธรรม ขัตติยราชพระองค์นั้นจะทรงเป็นผู้คลาดจากโอสถ ทั้งปวง
ขัตติยราชพระองค์ใดทรงเบียดเบียนชาวนิคม ผู้ประกอบการซื้อขาย กระทำการถวายโอชะและราชพลี ขัตติยราชพระองค์นั้นจะทรงคลาด จากพระคลังสมบัติเช่นนั้นเหมือนกัน
พระราชาพระองค์ใดทรงเบียดเบียน นายขมังธนูผู้รู้เขตแห่งการประหารเป็นอย่างดี ๑ ทหารผู้กระทำความชอบในสงคราม ๑ มหาอำมาตย์ผู้เลื่องลือ ๑ พระราชาพระองค์นั้นจะทรงคลาดจากกำลังพล
พระราชาผู้เป็นกษัตริย์พระองค์ใดผู้ไม่ประพฤติธรรม ทรงเบียดเบียนหมู่ฤๅษีผู้มีความสำรวม ประพฤติพรหมจรรย์ ขัตติยราชพระองค์นั้นจะทรงคลาดจากสวรรค์เช่นนั้นเหมือนกัน
อนึ่ง พระราชาผู้ไม่ตั้งอยู่ในธรรม ทรงประหารพระชายาผู้ไม่ประทุษร้าย ย่อมทรงประสบฐานะอันหยาบช้า และคลาดจากพระโอรสทั้งหลาย @เชิงอรรถ : @ โอสถ หมายถึงรากไม้ เปลือกไม้ ใบไม้ ดอกไม้ และผลไม้ เป็นต้น ที่เป็นยา รวมถึงเนยใส เนยข้น@ที่เป็นยาด้วย (ขุ.ชา.อ. ๘/๑๗๖/๗๗) @ โอชะและราชพลี หมายถึงรสที่ได้จากสิ่งของต่างๆ ที่ชาวชนบทถวายพร้อมทั้งการเสียภาษีอากรด้วย@(ขุ.ชา.อ. ๘/๑๗๗/๗๗)
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๘ หน้า : ๓๓}
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก [๑๘. ปัญญาสนิบาต] รวมชาดกที่มีในวรรค
พระราชาพึงประพฤติธรรมในชาวชนบท ในชาวนิคม และในกำลังพล ไม่พึงทรงเบียดเบียนหมู่ฤๅษี และพึงประพฤติให้สม่ำเสมอ ในพระโอรสและพระชายา
พระราชาผู้เป็นใหญ่ในแผ่นดิน ทรงปกครองแคว้น ไม่ทรงเกรี้ยวกราดเช่นนั้น ท้าวเธอย่อมทรงทำศัตรูให้หวั่นไหว ประดุจพระอินทร์ผู้เป็นอธิบดีแห่งอสูรฉะนั้นแล มหาโพธิชาดกที่ ๓ จบ รวมชาดกที่มีในวรรคนี้ ๑. นฬินิกาชาดก ๒. อุมมาทันตีชาดก ๓. มหาโพธิชาดก ปัญญาสนิบาต จบ
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๘ หน้า : ๓๔}
ฉบับหลวง
ชั้นตัวบทพุทธพจน์หน่วยที่ตำแหน่งเดียวกันของเล่มนี้ · เลขข้อเป็นของฉบับนี้เอง · ชื่อเรื่องตรงกันทั้งสองฉบับ
เปิดหน้าของฉบับนี้ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
๓ มหาโพธิชาตกํ
พระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๘ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๒๐ ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๒ ๓. มหาโพธิชาดก ว่าด้วยปฏิปทาของผู้นำ
กินฺนุ ทณฺฑํ กิมาชินํ กึ ฉตฺตํ กึ อุปาหนํ กึ องฺกุสญฺจ ปตฺตญฺจ สงฺฆาฏิญฺจาปิ พฺราหฺมณ ตรมานรูโป คณฺหาสิ กินฺนุ ปตฺถยเส ทิสํ ฯ
ข้าแต่ท่านพราหมณ์ เพราะเหตุไรหนอ ท่านจึงรีบร้อนถือเอาไม้เท้า หนังเสือ ร่ม รองเท้า ไม้ขอ บาตร และผ้าพาด ท่านปรารถนาจะไป ยังทิศไหนหนอ.
|๕๓.๑| ทฺวาทเสตานิ วสฺสานิ วสิตานิ ตวนฺติเก นาภิชานามิ โสเณน ปิงฺคเลนาภิกูชิตํ ฯ |๕๓.๒| สฺวายํ ทิตฺโตว นทติ สุกฺกทาฐํ วิทํสยํ ตว สุตฺวา สภริยสฺส วีตสทฺธสฺส มํ ปติ ฯ
ตลอด ๑๒ ปีที่อาตมภาพอยู่ในสำนักของมหาบพิตรนี้ อาตมภาพมิได้รู้ สึกถึงเสียงที่สุนัขเหลืองมันคำรามด้วยหูเลย ดูกรพระองค์ผู้เป็นใหญ่ เพราะมหาบพิตรพร้อมด้วยพระมเหสีปราศจากความเชื่อถือในเขา มาทรง เชื่อฟังอาตมภาพ มันจึงแยกเขี้ยวขาวเห่าอยู่ คล้ายกับว่าไม่เคยรู้จัก กัน ฉะนั้น.
อหุ เอส กโต โทโส ยถา ภาสสิ พฺราหฺมณ เอส ภิยฺโย ปสีทามิ วส พฺราหฺมณ มา คมา ฯ
ข้าแต่ท่านพราหมณ์ โทษที่ข้าพเจ้าทำแล้วนั้น จริงตามที่ท่านกล่าว ข้าพเจ้า นี้ย่อมเลื่อมใสยิ่งนัก ขอท่านจงอยู่เถิด อย่าเพิ่งไปเสียเลย ท่านพราหมณ์.
|๕๕.๑| สพฺพเสโต ปุเร อาสิ ตโตปิ สพโล อหุ สพฺพโลหิตโกทานิ กาโล ปกฺกมิตุํ มม ฯ |๕๕.๒| อพฺภนฺตรํ ปุเร อาสิ ตโต มชฺเฌ ตโต พหิ ปุรา นิทฺธมนา โหติ สยเมว วชามหํ ฯ |๕๕.๓| วีตสทฺธํ น เสเวยฺย อุทปานํวโนทกํ สเจปิ นํ อนุขเณ วาริกทฺทมคนฺธิกํ ฯ |๕๕.๔| ปสนฺนเมว เสเวยฺย อปฺปสนฺนํ วิวชฺชเย ปสนฺนํ ปยิรุปาเสยฺย รหทํวุทกตฺถิโก ฯ |๕๕.๕| ภเช ภชนฺตํ ปุริสํ อภชนฺตํ น ภชฺชเย อสปฺปุริสธมฺโม โส โย ภชนฺตํ น ภชฺชติ ฯ |๕๕.๖| โย ภชนฺตํ น ภชติ เสวมานํ น เสวติ สเว มนุสฺสปาปิฏฺโฐ มิโค สาขสฺสิโต ยถา ฯ |๕๕.๗| อจฺจาภิกฺขณสํสคฺคา อสโม สรเณน จ เอเตน มิตฺตา ชีรนฺติ อกาเล ยาจนาย จ ฯ |๕๕.๘| ตสฺมา นาภิกฺขณํ คจฺเฉ น จ คจฺเฉ จิราจิรํ กาเลน ยาจํ ยาเจยฺย เอวํ มิตฺตา น ชิรเร ฯ |๕๕.๙| อติจิรํ นิวาเสน ปิโย ภวติ อปฺปิโย อามนฺต โข ตํ คจฺฉาม ปุรา เต โหม อปฺปิยา ฯ
เมื่อก่อนข้าวสุกขาวล้วน ภายหลังก็มีสิ่งอื่นเจือปน บัดนี้ แดงล้วน เวลานี้เป็นเวลาสมควรที่อาตมภาพจะหลีกไป อนึ่ง เมื่อก่อนอาสนะมี ในภายใน ต่อมามีในท่ามกลาง ต่อมามีข้างนอก ต่อมาก็จะถูกขับไล่ ออกจากพระราชนิเวศน์ อาตมภาพจะขอไปเสียเองละ บุคคลไม่ควร คบหาคนที่ปราศจากศรัทธา เหมือนบ่อที่ไม่มีน้ำ ฉะนั้น ถ้าแม้บุคคล จะพึงขุดบ่อน้ำนั้น บ่อนั้นก็จะมีน้ำที่มีกลิ่นโคลนตม บุคคลควรคบคน ที่เลื่อมใสเท่านั้น ควรเว้นคนที่ไม่เลื่อมใส ควรเข้าไปนั่งใกล้คนที่ เลื่อมใส เหมือนคนผู้ต้องการน้ำเข้าไปหาห้วงน้ำ ฉะนั้น ควรคบคนผู้ คบด้วย ไม่ควรคบคนผู้ไม่คบด้วย ผู้ใดไม่คบคนผู้คบด้วย ผู้นั้นชื่อ ว่ามีธรรมของอสัตบุรุษ ผู้ใดไม่คบคนผู้คบด้วย ไม่ซ่องเสพคนผู้ซ่อง เสพด้วย ผู้นั้นแล เป็นมนุษย์ชั่วช้าที่สุด เหมือนลิง ฉะนั้น มิตร ทั้งหลายย่อมแหนงหน่ายกันด้วยเหตุ ๓ ประการนี้ คือ ด้วยการคลุกคลี กันเกินไป ๑ ด้วยการไม่ไปมาหากัน ๑ ด้วยการขอในเวลาไม่สมควร ๑ เพราะฉะนั้น บุคคลจึงไม่ควรไปมาหากันให้พร่ำเพรื่อนัก ไม่ควรเหิน ห่างไปให้เนิ่นนาน และควรขอสิ่งที่ควรขอตามเหตุกาลที่สมควร ด้วย อาการอย่างนี้ มิตรทั้งหลายจึงจะไม่แหนงหน่ายกัน คนที่รักกันย่อม ไม่เป็นที่รักกันได้เพราะการอยู่ร่วมกันนานเกินควร อาตมภาพมิได้เป็น ที่รักของมหาบพิตรมาก่อน เพราะฉะนั้น อาตมภาพจึงขอลาพระองค์ ไปก่อนละ.
เอวํ เจ ยาจมานานํ อญฺชลึ นาวพุชฺฌสิ ปริจาริกานํ สตฺตานํ วจนํ น กโรสิ โน เอวนฺตํ อภิยาจาม ปุน กยิราสิ ปริยายํ ฯ
ถ้าพระคุณเจ้าไม่รับอัญชลี ของสัตว์ผู้เป็นบริวารมาอ้อนวอนอยู่อย่างนี้ ไม่กระทำตามคำขอร้องของข้าพเจ้า ข้าพเจ้าวิงวอนพระคุณเจ้า ขอ พระคุณเจ้าโปรดกลับมาเยี่ยมอีก.
เอวญฺเจ โน วิหรตํ อนฺตราโย น เหสฺสติ ตุยฺห วาปิ มหาราช มยฺห วา รฏฺฐวฑฺฒน อปฺเปว นาม ปสฺเสม อโหรตฺตานมจฺจเย ฯ
ดูกรมหาบพิตรผู้ผดุงรัฐ ถ้าเมื่อเราทั้งหลายอยู่อย่างนี้ อันตรายจักไม่มี แม้ไฉนเราทั้งหลายพึงเห็นการล่วงไปแห่งวันและคืนของมหาบพิตรและ ของอาตมภาพ.
|๕๘.๑| อุทีรณา เจ สงฺคตฺยา ภาวายมนุวตฺตติ ฯ อกามา อกรณียํ วา กรณียํ วาปิ กฺรุพฺพติ อกามกรณียสฺมึ กวิธ ปาเปน ลิมฺปติ ฯ |๕๘.๒| โส เจ อตฺโถ จ ธมฺโม จ กลฺยาโณ น จ ปาปโก โภโต เจ วจนํ สจฺจํ สุหโต วานโร มยา ฯ |๕๘.๓| อตฺตโน เจ หิ วาทสฺส อปราธํ วิชานิย น มํ ตฺวํ ครเหยฺยาสิ โภโต วาโท หิ ตาทิโส ฯ
ถ้าถ้อยคำของท่านเป็นไปตามคติที่ดีและตามสุภาพ สัตว์กระทำกรรมที่ไม่ ควรทำบ้าง ที่ควรทำบ้าง เพราะความไม่ใคร่ในกรรมที่สัตว์กระทำ สัตว์ อะไรในโลกนี้จะเปื้อนด้วยบาปเล่า ถ้าเนื้อความแห่งภาษิตของท่านนั้น เป็นอรรถเป็นธรรมและเป็นถ้อยคำงาม ไม่ชั่วช้า ถ้าถ้อยคำของท่านเป็น ความจริง ลิงก็เป็นอันเราฆ่าดีแล้ว ถ้าท่านรู้ความผิดแห่งวาทะของตน ก็จะไม่พึงติเตียนเราเลย เพราะว่าวาทะของท่านเป็นเช่นนั้น.
|๕๙.๑| อิสฺสโร สพฺพโลกสฺส สเจ กปฺเปติ ชีวิตํ อิทฺธึ พฺยสนภาวญฺจ กมฺมํ กลฺยาณปาปกํ นิทฺเทสการี ปุริโส อิสฺสโร เตน ลิมฺปติ ฯ |๕๙.๒| โส เจ อตฺโถ จ ธมฺโม จ กลฺยาโณ น จ ปาปโก โภโต เจ วจนํ สจฺจํ สุหโต วานโร มยา ฯ อตฺตโน เจ หิ วาทสฺส อปราธํ วิชานิย น มํ ตฺวํ ครเหยฺยาสิ โภโต วาโท หิ ตาทิโส ฯ
ถ้าว่าพระเป็นเจ้าสร้างชีวิต สร้างฤทธิ์ สร้างความพินาศ สร้างกรรมดี และกรรมชั่ว ให้แก่โลกทั้งหมดไซร้ บุรุษผู้กระทำตามคำสั่งของพระ เป็นเจ้าก็ย่อมทำบาปได้ พระเป็นเจ้าย่อมเปื้อนด้วยบาปนั้นเอง ถ้า เนื้อความแห่งภาษิตของท่านเป็นอรรถเป็นธรรม ... เพราะว่าวาทะท่านเป็น เช่นนั้น.
|๖๐.๑| สเจ ปุพฺเพกตเหตุ สุขทุกฺขํ นิคจฺฉติ โปราณกํ กตํ ปาปํ ตเมโส มุญฺจเต อิณํ โปราณกอิณโมกฺโข กฺวิธ ปาเปน ลิมฺปติ ฯ |๖๐.๒| โส เจ อตฺโถ จ ธมฺโม จ กลฺยาโณ น จ ปาปโก โภโต เจ วจนํ สจฺจํ สุหโต วานโร มยา ฯ |๖๐.๓| อตฺตโน เจ หิ วาทสฺส อปราธํ วิชานิย น มํ ตฺวํ ครเหยฺยาสิ โภโต วาโท หิ ตาทิโส ฯ
ถ้าสัตว์ย่อมเข้าถึงสุขและทุกข์ เพราะเหตุแห่งกรรมที่กระทำไว้แล้วใน ปางก่อน กรรมเก่าที่กระทำไว้แล้ว เขาย่อมเปลื้องหนี้นั้นได้ ทางพ้นจาก หนี้เก่ามีอยู่ ใครเล่าในโลกนี้จะเปื้อนด้วยบาป ถ้าเนื้อความแห่งภาษิต ของท่าน เป็นอรรถเป็นธรรม ... เพราะว่าวาทะของท่านเป็นเช่นนั้น.
|๖๑.๑| จตุนฺนํเยวุปาทาย รูปํ สมฺโภติ ปาณินํ ยโต จ รูปํ สมฺโภติ ตตฺเถวานุปคจฺฉติ ฯ |๖๑.๒| อิเธว ชีวติ ชีโว เปจฺจ เปจฺจ วินสฺสติ อุจฺฉิชฺชติ อยํ โลโก เย พาลา เย จ ปณฺฑิตา อุจฺฉิชฺชมาเน โลกสฺมึ กฺวิธ ปาเปน ลิมฺปติ ฯ |๖๑.๓| โส เจ อตฺโถ จ ธมฺโม จ กลฺยาโณ น จ ปาปโก โภโต เจ วจนํ สจฺจํ สุหโต วานโร มยา ฯ |๖๑.๔| อตฺตโน เจ หิ วาทสฺส อปราธํ วิชานิย น มํ ตฺวํ ครเหยฺยาสิ โภโต วาโท หิ ตาทิโส ฯ
รูปของสัตว์ทั้งหลาย ย่อมเป็นอยู่ได้เพราะอาศัยธาตุ ๔ เท่านั้น ก็รูปเกิด จากสิ่งใด ย่อมเข้าถึงในสิ่งนั้นอย่างเดิม ชีพย่อมเป็นอยู่ในโลกนี้เท่านั้น ละไปแล้วย่อมพินาศในโลกหน้า โลกนี้ขาดสูญ เมื่อโลกขาดสูญอยู่ อย่างนี้ ชนเหล่าใดทั้งที่เป็นพาลทั้งที่เป็นบัณฑิต ชนเหล่านั้นย่อม ขาดสูญทั้งหมด ใครเล่าในโลกนี้จะเปื้อนด้วยบาป ถ้าเนื้อความแห่ง ภาษิตของท่านเป็นอรรถเป็นธรรม ... เพราะว่าวาทะของท่านเป็นเช่นนั้น.
อาหุ ขตฺตวิธา โลเก พาลา ปณฺฑิตมานิโน มาตรํ ปิตรํ หญฺเญ อโถ เชฏฺฐํปิ ภาตรํ หเนยฺย ปุตฺตทาเร จ อตฺโถ เจ ตาทิโส สิยา ฯ
อาจารย์ทั้งหลายผู้มีวาทะว่า การฆ่ามารดาบิดา เป็นกิจที่ควรทำ ได้ กล่าวไว้แล้วในโลก พวกคนพาลผู้สำคัญตนว่าเป็นบัณฑิต พึงฆ่ามารดา บิดา พึงฆ่าพี่ ฆ่าน้อง ฆ่าบุตร และภรรยา ถ้าประโยชน์เช่นนั้นพึงมี.
|๖๓.๑| ยสฺส รุกฺขสฺส ฉายาย นิสีเทยฺย สเยยฺย วา น ตสฺส สาขํ ภญฺเชยฺย มิตฺตทุพฺโภ หิ ปาปโก ฯ |๖๓.๒| อถ อตฺเถ สมุปฺปนฺเน สมูลมปิ อพฺภุเห อตฺโถ เม สมฺพเลนาปิ สุหโต วานโร มยา ฯ |๖๓.๓| โส เจ อตฺโถ จ ธมฺโม จ กลฺยาโณ น จ ปาปโก โภโต เจ วจนํ สจฺจํ สุหโต วานโร มยา ฯ |๖๓.๔| อตฺตโน เจ หิ วาทสฺส อปราธํ วิชานิย น มํ ตฺวํ ครเหยฺยาสิ โภโต วาโท หิ ตาทิโส ฯ
บุคคลพึงนั่งหรือนอนที่ร่มไม้ใด ไม่ควรหักกิ่งไม้นั้น เพราะว่าผู้ประทุษ- ร้ายมิตรเป็นคนเลวทราม ถ้าเมื่อมีความต้องการเกิดขึ้นก็ควรถอนไปแม้ ทั้งราก แม้ประโยชน์ที่จะมีต่อเรามาก วานรเป็นอันเราฆ่าดีแล้ว ถ้า เนื้อความแห่งภาษิตของท่านเป็นอรรถเป็นธรรม ... เพราะวาทะของท่าน เป็นเช่นนั้น.
|๖๔.๑| อเหตุวาโท ปุริโส โย จ อิสฺสรกุตฺติโก ปุพฺเพกตี จ อุจฺเฉที โย จ ขตฺตวิโธ นโร ฯ |๖๔.๒| เอเต อสปฺปุริสา โลเก พาลา ปณฺฑิตมานิโน กเรยฺย ตาทิโส ปาปํ อโถ อญฺญมฺปิ การเย อสปฺปุริสสํสคฺโค ทุกฺขนฺโต กฏุกุทฺรโย ฯ
บุรุษผู้มีวาทะว่าหาเหตุมิได้ ๑ ผู้มีวาทะว่าพระเจ้าสร้างโลก ๑ ผู้มีวาทะ ว่าสุขและทุกข์เกิดเพราะกรรมที่ทำมาก่อน ๑ ผู้มีวาทะว่าขาดสูญ ๑ คนที่มีวาทะว่าฆ่าบิดามารดาเป็นกิจที่ควรทำ ๑ ทั้ง ๕ คนนี้ เป็นอสัต- บุรุษ เป็นคนพาล แต่มีความสำคัญว่าตนเป็นบัณฑิตในโลก คนเช่นนั้น พึงกระทำบาปเองก็ได้ พึงชักชวนผู้อื่นให้กระทำก็ได้ ความคลุกคลีด้วย อสัตบุรุษมีทุกข์เป็นที่สุด มีผลเผ็ดร้อนเป็นกำไร.
|๖๕.๑| อุรพฺภรูเปน พกาสุ ปุพฺเพ อสงฺกิโต อชยูถํ อุเปติ หนฺตฺวา อุรณึ อชิยํ อชญฺจ หนฺตฺวา สยิตฺวา เยนกามํ ปเลติ ฯ |๖๕.๒| ตถาวิเธเก สมณพฺราหฺมณาเส ฉทนํ กตฺวา วญฺจยนฺติ มนุสฺเส อนาสกา ถณฺฑิลเสยฺยกา จ รโชชลฺลํ อุกฺกุฏิกปฺปธานํ ปริยายภตฺตญฺจ อปานกตฺตา ปาปาจารา อรหนฺโต วทานา ฯ |๖๕.๓| เอเต อสปฺปุริสา โลเก พาลา ปณฺฑิตมานิโน กเรยฺย ตาทิโส ปาปํ อโถ อญฺญมฺปิ การเย อสปฺปุริสสํสคฺโค ทุกฺขนฺโต กฏุกุทฺรโย ฯ |๖๕.๔| ยมาหุ นตฺถิ วีริยนฺติ เหตุญฺจ อปวทนฺติ เย ปรการํ อตฺตการญฺจ เย ตุจฺฉํ สมวณฺณยุํ ฯ |๖๕.๕| เอเต อสปฺปุริสา โลเก พาลา ปณฺฑิตมานิโน กเรยฺย ตาทิโส ปาปํ อโถ อญฺญมฺปิ การเย อสปฺปุริสสํสคฺโค ทุกฺขนฺโต กฏุกุทฺรโย ฯ |๖๕.๖| สเจ หิ วีริยํ นาสฺส กมฺมํ กลฺยาณปาปกํ น ภเร วฑฺฒกึ ราชา นปิ ยนฺตานิ การเย ฯ |๖๕.๗| ยสฺมา จ วีริยํ อตฺถิ กมฺมํ กลฺยาณปาปกํ ตสฺมา ยนฺตานิ กาเรติ ราชา ภรติ วฑฺฒกึ ฯ |๖๕.๘| ยทิ วสฺสสตํ เทโว น วสฺเส น หิมํ ปเต อุจฺฉิชฺเชยฺย อยํ โลโก วินสฺเสยฺย อยํ ปชา ฯ |๖๕.๙| ยสฺมา จ วสฺสตี เทโว หิมญฺจานุผุสียติ ตสฺมา สสฺสานิ ปจฺจนฺติ รฏฺฐญฺจ ปาลยเต จิรํ ฯ |๖๕.๑๐| ควญฺเจ ตรมานานํ ชิมฺหํ คจฺฉติ ปุงฺคโว สพฺพา ตา ชิมฺหํ คจฺฉนฺติ เนตฺเต ชิมฺหํ คเต สติ ฯ |๖๕.๑๑| เอวเมว มนุสฺเสสุ โย โหติ เสฏฺฐสมฺมโต โส เจ อธมฺมํ จรติ ปเคว อิตรา ปชา สพฺพํ รฏฺฐํ ทุกฺขํ เสติ ราชา เจ โหติ อธมฺมิโก ฯ |๖๕.๑๒| ควญฺเจ ตรมานานํ อุชุํ คจฺฉติ ปุงฺคโว สพฺพา ตา อุชุํ คจฺฉนฺติ เนตฺเต อุชุํ คเต สติ ฯ |๖๕.๑๓| เอวเมว มนุสฺเสสุ โย โหติ เสฏฺฐสมฺมโต โส เจปิ ธมฺมํ จรติ ปเคว อิตรา ปชา สพฺพํ รฏฺฐํ สุขํ เสติ ราชา เจ โหติ ธมฺมิโก ฯ |๖๕.๑๔| มหารุกฺขสฺส ผลิโน อามํ ฉินฺทติ โย ผลํ รสญฺจสฺส น ชานาติ พีชญฺจสฺส วินสฺสติ ฯ |๖๕.๑๕| มหารุกฺขูปมํ รฏฺฐํ อธมฺเมน โย ปสาสติ รสญฺจสฺส น ชานาติ รฏฺฐญฺจสฺส วินสฺสติ ฯ |๖๕.๑๖| มหารุกฺขสฺส ผลิโน ปกฺกํ ฉินฺทติ โย ผลํ รสญฺจสฺส วิชานาติ พีชญฺจสฺส น นสฺสติ ฯ |๖๕.๑๗| มหารุกฺขูปมํ รฏฺฐํ ธมฺเมน โย ปสาสติ รสญฺจสฺส วิชานาติ รฏฺฐญฺจสฺส น นสฺสติ ฯ |๖๕.๑๘| โย จ ราชา ชนปทํ อธมฺเมน ปสาสติ สพฺโพสธีภิ โส ราชา วิรุทฺโธ โหติ ขตฺติโย ฯ |๖๕.๑๙| ตเถว เนคเม หึสํ เย ยุตฺตา กยวิกฺกเย โอชทานพลีกาเร ส โกเสน วิรุชฺฌติ ฯ |๖๕.๒๐| ปหารวรเขตฺตญฺญู สงฺคาเม กตนิสฺสเม อุสฺสิเต หึสยํ ราชา ส พเลน วิรุชฺฌติ ฯ |๖๕.๒๑| ตเถว อิสโย หึสํ สํยเม พฺรหฺมจาริเย อธมฺมจารี ขตฺติโย โส สคฺเคน วิรุชฺฌติ ฯ |๖๕.๒๒| โย จ ราชา อธมฺมฏฺโฐ ภริยํ หนฺติ อทูสกํ ลุทฺทํ ปสวเต ฐานํ ปุตฺเตหิ จ วิรุชฺฌติ |๖๕.๒๓| ธมฺมํ จเร ชานปเท เนคเมสุ พเลสุ จ อิสโย จ น หึเสยฺย ปุตฺตทาเร สมญฺจเร ฯ |๖๕.๒๔| ส ตาทิโส ภูมิปติ รฏฺฐปาโล อโกธโน สามนฺเต สมฺปกมฺเปติ อินฺโทว อสุราธิโปติ ฯ มหาโพธิชาตกํ ตติยํ ฯ --------- ตสฺสุทฺทานํ ฯ สนิฬีนิกมวฺหยโน ปฐโม ทุติโย ปน สอุมฺมทนฺตีวโร ตติโย ปน โพธิสิรีวฺหยโน กถิตา ปน ตีณิ ชิเนน สุภา ฯ ปญฺญาสนิปาตํ นิฏฺฐิตํ ฯ ---------
ในปางก่อน นกยางตัวหนึ่งมีรูปเหมือนแกะ พวกแกะไม่รังเกียจ เข้า ไปยังฝูงแกะ ฆ่าแกะทั้งตัวเมียตัวผู้ ครั้นฆ่าแล้ว ก็บินหนีไปด้วยอาการ อย่างใด สมณพราหมณ์บางพวกก็มีอาการเหมือนอย่างนั้น กระทำการ ปิดบังตัว เที่ยวหลอกลวงมนุษย์ บางพวกประพฤติไม่กินอาหาร บาง พวกนอนบนแผ่นดิน บางพวกทำกริยาขัดถูธุลีในตัว บางพวกตั้งความ เพียรเดินกระโหย่ง บางพวกงดกินอาหารชั่วคราว บางพวกไม่ดื่มน้ำ เป็นผู้มีอาจาระเลวทราม เที่ยวพูดอวดว่าเป็นพระอรหันต์ คนเหล่านี้ เป็นอสัตบุรุษ เป็นคนพาลแต่มีความสำคัญว่าตนเป็นบัณฑิต คนเช่นนั้น พึงกระทำบาปเองก็ได้ พึงชักชวนผู้อื่นให้กระทำก็ได้ ความคลุกคลีด้วย อสัตบุรุษมีทุกข์เป็นที่สุด มีผลเผ็ดร้อนเป็นกำไร พวกคนที่กล่าวว่าความ เพียรไม่มี และพวกที่กล่าวหาเหตุติเตียนการกระทำของผู้อื่นบ้าง กล่าว สรรเสริญการกระทำของตนบ้าง และพูดเปล่าๆ บ้าง คนเหล่านี้เป็น อสัตบุรุษ เป็นคนพาล แต่มีความสำคัญตนว่า เป็นบัณฑิต คนเช่นนั้น พึงกระทำบาปเองก็ได้ พึงชักชวนให้ผู้อื่นกระทำก็ได้ ความคลุกคลีด้วย อสัตบุรุษมีทุกข์เป็นที่สุด มีผลเผ็ดร้อนอันเป็นกำไร ก็ถ้าความเพียรไม่ พึงมี กรรมดีกรรมชั่วไม่มีไซร้ พระราชาก็จะไม่ทรงชุบเลี้ยงพวกช่างไม้ แม้นายช่างก็ไม่พึงกระทำยนต์ทั้งหลาย แต่เพราะความเพียรมีอยู่ กรรม ดีกรรมชั่วมีอยู่ ฉะนั้น นายช่างพึงกระทำยนต์ทั้งหลาย พระราชาก็ทรง ชุบเลี้ยงนายช่าง ถ้าฝนไม่ตก น้ำค้างไม่ตกตลอดร้อยปี โลกนี้ก็พึงขาด สูญ หมู่สัตว์ก็พึงพินาศ แต่เพราะฝนก็ตกและน้ำค้างก็ยังโปรยอยู่ ฉะนั้น ข้าวกล้าจึงสุกและเลี้ยงชาวเมืองให้ดำรงอยู่ได้นาน ถ้าเมื่อฝูงโค ข้ามฟากไปอยู่ โคผู้นำฝูงไปคด เมื่อมีโคผู้นำฝูงไปคด โคทั้งหมดนี้ก็ย่อม ไปคด ฉันใด ในหมู่มนุษย์ก็ฉันนั้นเหมือนกัน ผู้ใดได้รับยกย่องว่าเป็น ผู้ประเสริฐสุด ถ้าผู้นั้นประพฤติไม่เป็นธรรม จะป่วยกล่าวไปไยถึงประ- ชาชนนอกนี้ ชาวเมืองทั้งปวงย่อมอยู่เป็นทุกข์ ถ้าพระราชาไม่ทรงดำรง อยู่ในธรรม ถ้าเมื่อฝูงโคข้ามฟากไปอยู่ โคผู้นำฝูงไปตรง เมื่อมีโคผู้นำฝูง ไปตรง โคทั้งหมดนั้นก็ไปตรง ฉันใด ในหมู่มนุษย์ก็ฉันนั้นเหมือนกัน ผู้ใดได้รับสมมติว่าเป็นผู้ประเสริฐสุด ถ้าแม้ผู้นั้นประพฤติเป็นธรรม ไม่ จำต้องกล่าวถึงประชาชนนอกนี้ ชาวเมืองทั้งปวงย่อมอยู่เป็นสุข ถ้าพระ ราชาทรงดำรงอยู่ในธรรม เมื่อต้นไม้ใหญ่มีผล ผู้ใดเก็บผลดิบมา ผู้นั้น ย่อมไม่รู้รสแห่งผลไม้นั้น ทั้งพืชพันธุ์ แห่งต้นไม้นั้นก็ย่อมพินาศ รัฐ เปรียบด้วยต้นไม้ใหญ่ พระราชาใดทรงปกครองโดยไม่เป็นธรรม พระ- ราชานั้นย่อมไม่รู้จักรสแห่งรัฐนั้น และรัฐของพระราชานั้นก็ย่อม พินาศ เมื่อต้นไม้ใหญ่มีผล ผู้ใดเก็บเอาผลสุกๆ มา ผู้นั้นย่อมรู้รส แห่งผลไม้นั้น และพืชพันธุ์แห่งต้นไม้นั้นก็ไม่พินาศ รัฐเปรียบด้วย ต้นไม้ใหญ่ พระราชาใดปกครองโดยธรรม พระราชานั้นย่อมทรงทราบ รสแห่งรัฐนั้น และรัฐของพระราชานั้นก็ไม่พินาศ อนึ่ง ขัตติยราช พระองค์ใด ทรงปกครองชนบทโดยไม่เป็นธรรม ขัตติยราชพระองค์นั้น ย่อมคลาดจากโอชะทั้งปวง อนึ่ง พระราชาพระองค์ใด ทรงเบียดเบียน ชาวนิคมผู้ประกอบการซื้อขาย กระทำการถวายโอชะและพลีกรรม พระราชาพระองค์นั้นย่อมคลาดจากส่วนพระราชทรัพย์ พระราชาพระองค์ ใด ทรงเบียดเบียนนายพรานผู้รู้เขตแห่งการประหารอย่างดี และเบียด เบียนทหารผู้กระทำความชอบในสงคราม เบียดเบียนอำมาตย์ผู้รุ่งเรือง พระราชาพระองค์นั้นย่อมคลาดจากพลนิกาย อนึ่ง กษัตริย์ผู้ไม่ประพฤติ ธรรม เบียดเบียนบรรพชิตผู้แสวงหาคุณ ผู้สำรวมประพฤติพรหมจรรย์ กษัตริย์พระองค์นั้นย่อมคลาดจากสวรรค์ อนึ่ง พระราชาผู้ไม่ดำรงอยู่ ในธรรม ฆ่าพระชายาผู้ไม่ประทุษร้าย ย่อมได้ประสบเหตุแห่งทุกข์ อย่างหนัก และย่อมผิดพลาดด้วยพระราชบุตรทั้งหลาย พระราชาพึง ประพฤติธรรมในชาวชนบท ชาวนิคม พลนิกาย ไม่พึงเบียดเบียน บรรพชิต พึงประพฤติสม่ำเสมอในพระโอรสและพระชายา พระราชาผู้ เป็นภูมิบดีเช่นนั้น เป็นผู้ปกครองบ้านเมือง ไม่ทรงพิโรธ ย่อมทรงทำ ให้ผู้อยู่ใกล้เคียงหวั่นไหว เหมือนพระอินทร์ผู้เป็นเจ้าแห่งอสูร ฉะนั้น. จบ มหาโพธิชาดกที่ ๓ ----------------------------------------------------- รวมชาดกในปัญญาสนิบาตนั้นมี ๓ ชาดก คือ ๑. นฬินิกาชาดก ๒. อุมมาทันตีชาดก ๓. มหาโพธิชาดก สุภกถาพระชินเจ้าตรัสแล้ว เป็น ๓ ชาดก. จบ ปัญญาสนิบาตชาดก. -----------------------------------------------------