ฉบับที่อ่านฉบับ
ฉบับมหาจุฬาฯ · ทั้งหมด · ตำแหน่งที่กำลังอ่าน ข้อ ๑๙๒

๓. สุธาโภชนชาดก (๕๓๕)

พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาฯ

ชั้นตัวบทพุทธพจน์ข้อ ๑๙๒–๒๘๙ลำดับ 10 จาก 22 ในชาดกพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาฯ 98 ข้อ3 ฉบับเทียบฉบับได้ข้อต่อข้อ

พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาฯ · อ้างว่าได้รับอนุญาต แต่ยังไม่มีเอกสาร


ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์

๓. สุธาโภชนชาดก (๕๓๕) ว่าด้วยอาหารทิพย์ (โกสิยเศรษฐีกราบทูลท้าวสักกะว่า)

ข้อ ๑๙๒

ของนี้ข้าพเจ้าก็ไม่ได้ซื้อมา ทั้งไม่ได้ขายและไม่ได้สะสมไว้ในที่นี้ มีอยู่เพียงนิดหน่อย ได้มาแสนยาก ข้าวสุกแล่งหนึ่งไม่เพียงพอสำหรับคนสองคน (ท้าวสักกะได้สดับดังนั้น จึงตรัสว่า)

ข้อ ๑๙๓

บุคคลควรให้แต่น้อยจากของที่มีน้อย ควรให้พอปานกลางจากของที่มีพอปานกลาง ควรให้มากจากของที่มีมาก ชื่อว่าการไม่ให้ย่อมไม่ควร

ข้อ ๑๙๔

ท่านโกสิยเศรษฐี เพราะเหตุนั้น ข้าพเจ้าขอบอกท่านว่า ท่านจงให้ทานและจงบริโภค จงขึ้นสู่ทางของพระอริยะ ผู้กินคนเดียวย่อมไม่ได้ความสุข (เมื่อท้าวสักกะประทับนั่ง จันทเทพบุตรจึงเข้าไปหาโกสิยเศรษฐีแล้ว กล่าวว่า)

ข้อ ๑๙๕

ผู้ใดเมื่อแขกนั่งอยู่แล้วยังบริโภคอาหารแต่ผู้เดียว การบูชาของผู้นั้นเป็นโมฆะ แม้ความบากบั่นแสวงหาทรัพย์ของเขาก็เป็นโมฆะ

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๘ หน้า : ๑๑๕}

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก [๒๑. อสีตินิบาต] ๓. สุธาโภชนชาดก (๕๓๕)

ข้อ ๑๙๖

ท่านโกสิยเศรษฐี เพราะเหตุนั้น ข้าพเจ้าขอบอกท่านว่า ท่านจงให้ทานและจงบริโภค จงขึ้นสู่ทางของพระอริยะ ผู้กินคนเดียวย่อมไม่ได้ความสุข (ต่อจากนั้นสุริยเทพบุตรเข้าไปหาแล้วกล่าวว่า)

ข้อ ๑๙๗

ผู้ใดเมื่อแขกนั่งอยู่แล้วไม่บริโภคอาหารแต่ผู้เดียว การบูชาของผู้นั้นย่อมมีผล แม้ความบากบั่นแสวงหาทรัพย์ของเขาก็มีผล

ข้อ ๑๙๘

ท่านโกสิยเศรษฐี เพราะเหตุนั้น ข้าพเจ้าขอบอกท่านว่า ท่านจงให้ทานและจงบริโภค จงขึ้นสู่ทางของพระอริยะ ผู้กินคนเดียวย่อมไม่ได้ความสุข (ต่อจากนั้น มาตลีเทพบุตรเข้าไปหาแล้วกล่าวว่า)

ข้อ ๑๙๙

ก็บุคคลใดเข้าไปยังแหล่งน้ำบางแห่ง แล้วบูชาที่แม่น้ำหลายสายบ้าง ที่สระโบกขรณีชื่อว่าคยาบ้าง ที่ท่าน้ำชื่อโทณะและท่าน้ำชื่อติมพรุบ้าง ที่ห้วงน้ำใหญ่อันมีกระแสเชี่ยวบ้าง

ข้อ ๒๐๐

ผู้ใดเมื่อแขกนั่งอยู่แล้วไม่บริโภคอาหารแต่ผู้เดียว การบูชาของเขาในที่นั้น และความบากบั่นแสวงหาทรัพย์ของเขาในที่นั้นย่อมมีผล

ข้อ ๒๐๑

ท่านโกสิยเศรษฐี เพราะเหตุนั้น ข้าพเจ้าขอบอกท่านว่า ท่านจงให้ทานและจงบริโภค จงขึ้นสู่ทางของพระอริยะ ผู้กินคนเดียวย่อมไม่ได้ความสุข (ต่อจากนั้น ปัญจสิขเทพบุตรเข้าไปหาแล้วกล่าวว่า)

ข้อ ๒๐๒

ส่วนผู้ใดเมื่อแขกนั่งอยู่แล้วยังบริโภคอาหารแต่ผู้เดียว ผู้นั้นชื่อว่ากลืนเบ็ดพร้อมทั้งเหยื่อที่มีสายยาว

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๘ หน้า : ๑๑๖}

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก [๒๑. อสีตินิบาต] ๓. สุธาโภชนชาดก (๕๓๕)

ข้อ ๒๐๓

ท่านโกสิยเศรษฐี เพราะเหตุนั้น ข้าพเจ้าขอบอกท่านว่า ท่านจงให้ทานและจงบริโภค จงขึ้นสู่ทางของพระอริยะ ผู้กินคนเดียวย่อมไม่ได้ความสุข (โกสิยเศรษฐีเห็นฤทธิ์ของพราหมณ์เหล่านั้น จึงถามว่า)

ข้อ ๒๐๔

พราหมณ์เหล่านี้มีผิวพรรณงามจริงหนอ เพราะเหตุอะไร สุนัขของพวกท่านจึงเปลี่ยนสีได้ต่างๆ นานา ข้าแต่ท่านพราหมณ์ทั้งหลาย ขอท่านจงบอกข้าพเจ้า พวกท่านเป็นใครกัน (ท้าวสักกเทวราชตรัสว่า)

ข้อ ๒๐๕

เหล่าเทพที่มา ณ ที่นี้ คือ จันทเทพบุตร และสุริยเทพบุตรทั้ง ๒ ส่วนผู้นี้คือมาตลีเทพสารถี เราคือท้าวสักกะผู้เป็นจอมแห่งเทพชั้นไตรทศ และผู้นี้ชื่อว่าปัญจสิขเทพบุตร (ท้าวสักกเทวราชเมื่อจะทรงสรรเสริญยศของปัญจสิขเทพบุตรนั้น จึงตรัสว่า)

ข้อ ๒๐๖

เสียงปรบมือ ๑ ตะโพน ๑ กลอง ๑ เปิงมาง ๑ ย่อมปลุกเทพบุตรผู้หลับแล้วนั้นให้ตื่นขึ้น เทพบุตรผู้ตื่นขึ้นแล้วย่อมร่าเริงยินดี

ข้อ ๒๐๗

คนผู้ตระหนี่เห็นแก่ตัวเหล่านี้ บางพวกมักด่าว่าสมณะและพราหมณ์ เมื่อทอดทิ้งร่างกายไว้ในโลกนี้ หลังจากตายแล้วย่อมไปสู่นรก

ข้อ ๒๐๘

คนผู้หวังสุคติเหล่านี้ บางพวกดำรงอยู่ในธรรม คือ ความสำรวมและการจำแนกทาน เมื่อทอดทิ้งร่างกายไว้ในโลกนี้ หลังจากตายแล้วย่อมไปสู่สุคติ

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๘ หน้า : ๑๑๗}

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก [๒๑. อสีตินิบาต] ๓. สุธาโภชนชาดก (๕๓๕)

ข้อ ๒๐๙

ท่านเป็นญาติของพวกเราเมื่อชาติก่อน แต่ท่านนั้นเป็นคนตระหนี่ มักโกรธ มีธรรมเลวทราม พวกเรามาที่นี้ก็เพื่อประโยชน์แก่ท่านนั่นเอง ท่านอย่ามีธรรมอันเลวทรามไปตกนรกเลย (โกสิยเศรษฐีได้ฟังดังนั้นมีจิตยินดี จึงกล่าวว่า)

ข้อ ๒๑๐

พวกท่านหวังเกื้อกูลข้าพเจ้าอย่างแน่นอน จึงได้พร่ำสอนข้าพเจ้า ข้าพเจ้านั้น จะทำตามที่พวกท่านผู้หวังเกื้อกูลกล่าวทุกประการ

ข้อ ๒๑๑

ตั้งแต่วันนี้ไป ข้าพเจ้านั้นจะของดเว้น จะไม่กระทำบาปอะไรๆ อีก อนึ่ง วัตถุอะไรๆ ที่ไม่ให้จะไม่มีแก่ข้าพเจ้า แม้แต่น้ำข้าพเจ้ายังไม่ได้ให้แล้ว ก็จะไม่ยอมดื่ม

ข้อ ๒๑๒

ข้าแต่ท้าววาสวะ ก็เมื่อข้าพเจ้าให้อยู่ตลอดกาลทั้งปวงอย่างนี้ ถึงโภคะทั้งหลายของข้าพเจ้าจักหมดสิ้นไป ข้าแต่ท้าวสักกะ ต่อจากนั้น ข้าพเจ้าจะละกามทั้งหลายตามที่มีอยู่แล้วจักบวช (พระศาสดาเมื่อจะทรงประกาศข้อความนั้น จึงตรัสว่า)

ข้อ ๒๑๓

เทพธิดาเหล่านั้นอันท้าวสักกะผู้ประเสริฐกว่าเทวดา ทรงอภิบาลแล้วบันเทิงอยู่ ณ ภูเขาคันธมาทน์ ซึ่งเป็นภูเขาอันประเสริฐสูงสุด ครั้งนั้น ฤๅษีผู้ประเสริฐสามารถจะไปได้ทั่วโลก ได้ถือเอาช่อดอกไม้อันประเสริฐมีดอกบานสะพรั่งเดินมา

ข้อ ๒๑๔

ก็ดอกไม้นั้นสะอาด มีกลิ่นหอม อันเหล่าเทพชั้นไตรทศสักการะ เป็นดอกไม้สูงสุด อันท้าวสักกะผู้ประเสริฐกว่าอมรเทพทรงใช้สอย ซึ่งพวกมนุษย์หรือพวกอสูรไม่ได้แล้ว เว้นไว้แต่พวกเทวดา เป็นดอกไม้ที่สมควรแก่เทวดาเหล่านั้น

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๘ หน้า : ๑๑๘}

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก [๒๑. อสีตินิบาต] ๓. สุธาโภชนชาดก (๕๓๕)

ข้อ ๒๑๕

ลำดับนั้น เทพนารีทั้ง ๔ นางผู้มีผิวพรรณประดุจทองคำ เป็นใหญ่กว่าเทพธิดาทั้งหลาย คือ ๑. เทพธิดาอาสา ๒. เทพธิดาสัทธา ๓. เทพธิดาสิรี ๔. เทพธิดาหิรี ต่างลุกขึ้นกล่าวกับพระนารทมุนีเทวพราหมณ์ว่า

ข้อ ๒๑๖

ข้าแต่พระมหามุนีผู้ประเสริฐ ถ้าดอกปาริฉัตตกะนี้ พระคุณเจ้ามิได้เจาะจงจะให้แก่ผู้ใด ขอพระคุณเจ้าจงให้แก่พวกดิฉันเถิด ขอคติทั้งปวงจงสำเร็จแด่พระคุณเจ้า แม้พระคุณเจ้าก็จงให้แก่พวกดิฉันเหมือนท้าววาสวะเท่านั้นเถิด

ข้อ ๒๑๗

นารทดาบสเพ่งดูเทพธิดาทั้ง ๔ นางพากันขอดอกไม้นั้นอยู่ จึงเปล่งถ้อยคำชวนทะเลาะแล้วกล่าวว่า อาตมาหามีความต้องการดอกไม้เหล่านี้แม้สักน้อยหนึ่งไม่ บรรดาพวกเธอทั้ง ๔ ผู้ใดประเสริฐกว่า ผู้นั้นจงประดับดอกไม้นั้นเถิด (เทพธิดาทั้ง ๔ นางนั้นกล่าวว่า)

ข้อ ๒๑๘

ข้าแต่ท่านนารทะผู้อุดม พระคุณเจ้านั้นแหละ โปรดจงพิจารณาดูพวกดิฉัน พระคุณเจ้าปรารถนาจะให้แก่นางใดก็จงให้แก่นางนั้น ข้าแต่ท่านนารทะ ก็บรรดาดิฉันทั้งหลาย พระคุณเจ้าจักมอบให้แก่นางใด นางนั้นเท่านั้นจักเป็นผู้ที่พวกดิฉันยกย่องว่าประเสริฐที่สุด (นารทดาบสกล่าวว่า)

ข้อ ๒๑๙

แม่เทพธิดาผู้มีเรือนร่างอันงดงาม คำนั้นไม่สมควรเลย พราหมณ์คนไหน ใครเล่าจะพึงเปล่งถ้อยคำชวนทะเลาะได้ จงไปทูลถามท้าวสักกะผู้เป็นใหญ่กว่าภูตดูเถิด ถ้าพวกเธอในที่นี้ไม่ทราบว่าตนสูงสุดหรือต่ำทราม

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๘ หน้า : ๑๑๙}

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก [๒๑. อสีตินิบาต] ๓. สุธาโภชนชาดก (๕๓๕) (ต่อจากนั้น พระศาสดาตรัสพระคาถาว่า)

ข้อ ๒๒๐

เทพธิดาเหล่านั้นถูกนารทดาบสกล่าวแนะนำ มีความโกรธแค้นอย่างยิ่ง เป็นผู้มัวเมาแล้ว ด้วยความมัวเมาในผิวพรรณ จึงไป ณ สำนักท้าวสหัสสนัยน์ แล้วทูลถามท้าวสักกะผู้เป็นใหญ่กว่าภูตว่า บรรดาหม่อมฉัน ใครหนอประเสริฐกว่า (เทพธิดาทั้ง ๔ นางได้ยืนทูลถามอย่างนั้นแล้ว พระศาสดา จึงตรัสว่า)

ข้อ ๒๒๑

ท้าวปุรินททะผู้ประเสริฐกว่าเทวดา ผู้อันเทพธิดาทั้ง ๔ กระทำอัญชลีแล้ว ทอดพระเนตรเห็นเทพธิดาทั้ง ๔ ผู้กระตือรือร้น จึงตรัสว่า ลูกหญิงมีความงามเป็นเลิศ มีใบหน้าผ่องใส พวกเจ้าทั้งปวงล้วนทัดเทียมกัน ใครเล่าหนอจะกล่าวถ้อยคำทะเลาะกันขึ้นได้ (ลำดับนั้น เทพธิดาเหล่านั้นเมื่อจะกราบทูลท้าวสักกะ จึงกล่าวคาถาว่า)

ข้อ ๒๒๒

พระนารทมหามุนีองค์ใดผู้ท่องเที่ยวไปได้ทั่วโลก ดำรงอยู่ในธรรม มีความบากบั่นอย่างจริงจัง ท่านนั้นได้กล่าวแก่พวกหม่อมฉันที่ภูเขาคันธมาทน์ ซึ่งเป็นภูเขาอันประเสริฐว่า จงไปทูลถามท้าวสักกะผู้เป็นใหญ่กว่าภูตดูเถิด ถ้าพวกเธอในที่นี้ไม่ทราบว่าตนสูงสุดหรือต่ำทราม (ท้าวสักกะเมื่อจะตรัสบอกเหตุ จึงตรัสคาถาว่า)

ข้อ ๒๒๓

ลูกหญิงผู้มีเรือนร่างอันงดงาม มีมหามุนีผู้ท่องเที่ยวอยู่ในป่าใหญ่นามว่าโกสิยะ ท่านไม่ให้แล้วจะไม่ยอมบริโภคอาหาร ท่านพิจารณาแล้วจึงจะให้ทาน ก็ท่านจักให้แก่ลูกหญิงผู้ใด ผู้นั้นแหละประเสริฐกว่า

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๘ หน้า : ๑๒๐}

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก [๒๑. อสีตินิบาต] ๓. สุธาโภชนชาดก (๕๓๕) (ท้าวสักกะเมื่อจะส่งเทพธิดาทั้ง ๔ ไปสำนักโกสิยดาบส ให้เรียกมาตลีเทพบุตรมาแล้ว จึงตรัสคาถาว่า)

ข้อ ๒๒๔

ก็โกสิยดาบสนั้นอยู่ ณ ทิศใต้ริมฝั่งแม่น้ำคงคา ข้างหิมวันตบรรพต โกสิยดาบสนั้นมีน้ำและโภชนะหาได้ยาก นี่แน่ะเทพสารถี ท่านจงนำอาหารทิพย์ไปถวายให้ถึงแก่ท่าน (ต่อจากนั้น พระศาสดาจึงตรัสว่า)

ข้อ ๒๒๕

มาตลีเทพบุตรนั้นถูกท้าวสักกะผู้ประเสริฐกว่าเทวดา ทรงส่งไป จึงขึ้นรถเทียมด้วยม้า ๑,๐๐๐ ตัว ได้ไปถึงอาศรมอย่างเร็วพลันนั่นแล ไม่ปรากฏกาย ได้ถวายอาหารทิพย์แก่พระมุนีแล้ว (โกสิยดาบสรับโภชนะแล้วยืนอยู่นั่นแหละ กล่าวว่า)

ข้อ ๒๒๖

ก็เมื่อเรายืนบำเรอการบูชาไฟอยู่ต่อหน้าดวงอาทิตย์ ซึ่งบรรเทาความมืดในโลกอันอุดม ท้าววาสวะผู้ทรงครอบงำภูตทั้งปวง หรือใครกันแน่มาวางอาหารทิพย์ไว้ในฝ่ามือของเรา

ข้อ ๒๒๗

อาหารทิพย์นี้ขาวอุปมาดังสังข์ ไม่มีสิ่งเปรียบปาน น่าดู สะอาด มีกลิ่นหอม น่าพอใจ ไม่เคยมีมา ยังไม่เคยได้เห็นด้วยตาของเราผู้เป็นคน เทวดาตนใดวางอาหารทิพย์ไว้ในฝ่ามือของเราหรือ (มาตลีเทพสารถีกล่าวว่า)

ข้อ ๒๒๘

ข้าแต่พระมหามุนี ข้าพเจ้าถูกท้าวสักกะ ผู้เป็นจอมแห่งเทพ ผู้ยิ่งใหญ่ใช้มา จึงได้รีบนำอาหารทิพย์มา ข้าแต่พระมหามุนี ขอพระคุณเจ้าจงรู้จักข้าพเจ้าว่า มาตลีเทพสารถี ขอพระคุณเจ้าจงบริโภคภัตรอันอุดม อย่าห้ามเลย

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๘ หน้า : ๑๒๑}

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก [๒๑. อสีตินิบาต] ๓. สุธาโภชนชาดก (๕๓๕)

ข้อ ๒๒๙

ก็อาหารทิพย์นั้นบุคคลผู้บริโภคแล้ว ย่อมกำจัดบาปธรรมได้ ๑๒ ประการ คือ ๑. ความหิว ๒. ความกระหาย ๓. ความไม่ยินดี ๔. ความกระวนกระวาย ๕. ความเหน็ดเหนื่อย ๖. ความโกรธ ๗. ความผูกโกรธ ๘. ความวิวาท ๙. ความส่อเสียด ๑๐. ความหนาว ๑๑. ความร้อน ๑๒. ความเกียจคร้าน อาหารทิพย์นี้รสยอดเยี่ยม (โกสิยดาบสเมื่อจะเปิดเผยการสมาทานวัตรของตน จึงกล่าวคาถาว่า)

ข้อ ๒๓๐

มาตลี การไม่ให้ก่อนแล้วบริโภคไม่สมควรแก่อาตมา วัตรอันอุดมของอาตมาเป็นดังนี้ อนึ่ง การบริโภคคนเดียวพระอริยะหาบูชาไม่ และบุคคลผู้ไม่จำแนกแจกจ่ายย่อมไม่ประสบความสุข (โกสิยดาบสถูกมาตลีเทพบุตรถาม จึงตอบว่า)

ข้อ ๒๓๑

ชนทั้งหลายเหล่านี้ บางพวกเป็นผู้ฆ่าหญิง คบชู้ภรรยาชายอื่น ประทุษร้ายมิตร และด่าว่าสมณะและพราหมณ์ผู้มีวัตรดีงาม ชนเหล่านั้นทั้งหมดมีความตระหนี่เป็นประการที่ ๕ ชื่อว่าเป็นคนเลวทราม เพราะเหตุนั้น แม้แต่น้ำอาตมาไม่ให้แล้วจะไม่ยอมดื่ม

ข้อ ๒๓๒

อนึ่ง อาตมาจักให้ทานที่ท่านผู้รู้สรรเสริญแก่หญิงหรือชาย เพราะว่าท่านเหล่านั้นเป็นผู้มีศรัทธา รู้ถ้อยคำของผู้ขอ ปราศจากความตระหนี่ ย่อมเป็นผู้ชื่อว่าสะอาดและซื่อสัตย์ในโลกนี้

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๘ หน้า : ๑๒๒}

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก [๒๑. อสีตินิบาต] ๓. สุธาโภชนชาดก (๕๓๕) (พระศาสดาเมื่อจะทรงประกาศข้อความนั้น จึงตรัสว่า)

ข้อ ๒๓๓

ลำดับนั้น เทพกัญญาทั้ง ๔ นางผู้มีผิวพรรณประดุจทองคำ ซึ่งท้าวสักกะผู้ประเสริฐกว่าเทพทั้งหลาย ทรงอนุมัติแล้ว ทรงส่งไปแล้ว คือ ๑. เทพธิดาอาสา ๒. เทพธิดาสัทธา ๓. เทพธิดาสิรี ๔. เทพธิดาหิรี ได้มาถึงอาศรมซึ่งเป็นที่อยู่ของโกสิยดาบสนั้น

ข้อ ๒๓๔

โกสิยดาบสครั้นเห็นเทพกัญญาเหล่านั้น มีความปราโมทย์อย่างยิ่ง จึงได้กล่าวกับเทพกัญญาทั้ง ๔ ผู้มีผิวพรรณงดงามประดุจเปลวเพลิงทั้ง ๔ ทิศ ต่อหน้ามาตลีเทพบุตรว่า

ข้อ ๒๓๕

แม่เทพธิดา เธอมีนามใด ประดับตบแต่งร่างกายงดงาม ประดุจดาวประกายพรึกซึ่งประเสริฐกว่าดวงดาวทั้งหลาย มีผิวพรรณเปล่งปลั่งอยู่ ณ ทิศตะวันออก อาตมาขอถามเธอผู้มีเรือนร่างประดุจหุ่นทองคำ โปรดบอกอาตมาเถิดว่า เธอเป็นเทพชั้นไหน (สิรีเทพกัญญาตอบว่า)

ข้อ ๒๓๖

ดิฉันชื่อสิรีเทวี ได้รับการบูชาจากหมู่มนุษย์ มีปกติไม่คบหาสัตว์ผู้มีใจชั่วทุกเมื่อ มายังสำนักพระคุณเจ้าเพราะทะเลาะกันด้วยเรื่องอาหารทิพย์ พระคุณเจ้าผู้มีปัญญาอันประเสริฐ ขอพระคุณเจ้าโปรดแบ่งอาหารทิพย์ให้ดิฉันบ้างเถิด

ข้อ ๒๓๗

ท่านมหามุนี ดิฉันปรารถนาอาหารทิพย์ของนรชนใด นรชนนั้นย่อมบันเทิงใจด้วยกามคุณทั้งปวง ข้าแต่พระคุณเจ้า ผู้มีปัญญาอันประเสริฐ อุดมกว่าผู้บูชาไฟทั้งหลาย พระคุณเจ้าจงรู้จักดิฉันว่า สิรีเทวี ขอพระคุณเจ้าโปรดแบ่งอาหารทิพย์ให้ดิฉันบ้างเถิด

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๘ หน้า : ๑๒๓}

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก [๒๑. อสีตินิบาต] ๓. สุธาโภชนชาดก (๕๓๕) (โกสิยดาบสกล่าวว่า)

ข้อ ๒๓๘

นรชนทั้งหลายผู้ประกอบด้วยศิลปวิทยา มารยาท และความรู้ เป็นผู้ชำนาญการงานของตน ถูกเธอทอดทิ้งให้เหินห่าง ย่อมไม่ได้อะไรแม้แต่น้อย ความขาดแคลนที่เธอกระทำแล้วนั้นไม่ดีเลย

ข้อ ๒๓๙

แม่นางสิรีเทวี อาตมาเห็นคนผู้เกียจคร้าน กินจุ ทั้งเป็นคนมีตระกูลต่ำ มีรูปร่างแปลกประหลาด คนนั้นผู้อันเธอเฝ้าคุ้มครองรักษา กลับกลายเป็นคนมีโภคะ มีความสุข แม้คนผู้สมบูรณ์ด้วยชาติตระกูล ก็ใช้สอยได้เหมือนอย่างทาส

ข้อ ๒๔๐

เพราะฉะนั้น อาตมาจึงรู้จักเธอว่า ไม่มีสัจจะ ไม่แยกคบคน เป็นคนงมงาย ทำผู้รู้ให้ตกต่ำ เทพธิดาเช่นเธอจึงไม่สมควรแก่อาสนะและน้ำ อาหารทิพย์ที่ไหนจักมี จงไปเสียเถิด อาตมาไม่ชอบใจเธอ (โกสิยดาบสสนทนากับนางอาสาเทพธิดาว่า)

ข้อ ๒๔๑

ใครกันนั่น มีฟันขาวสะอาด สวมใส่ตุ้มหู มีเรือนร่างงามวิจิตร ทรงเครื่องประดับทองคำเนื้อเกลี้ยง นุ่งห่มภูษาสีรดน้ำ ประดับช่อดอกไม้สีแดงประดุจเปลวไฟที่ไหม้หญ้าคา ดูช่างงดงาม

ข้อ ๒๔๒

เธอเหมือนนางเนื้อทรายผู้ตื่นกลัว ที่ถูกนายพรานยิงพลาดแล้วมองดูอย่างงุนงง แม่เทพธิดาผู้มีดวงตาซื่อ ในที่นี้ใครเป็นเพื่อนของเธอ เธอเที่ยวไปผู้เดียวในป่าใหญ่ ไม่กลัวหรือ

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๘ หน้า : ๑๒๔}

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก [๒๑. อสีตินิบาต] ๓. สุธาโภชนชาดก (๕๓๕) (อาสาเทพธิดากล่าวว่า)

ข้อ ๒๔๓

ข้าแต่ท่านโกสิยะ ในที่นี้ดิฉันไม่มีเพื่อน ดิฉันเป็นเทพธิดาเกิดในดาวดึงสพิภพ ชื่อเทพธิดาอาสา มายังสำนักของพระคุณเจ้าเพราะหวังจะได้อาหารทิพย์ พระคุณเจ้าผู้มีปัญญาอันประเสริฐ ขอพระคุณเจ้าโปรดแบ่งอาหารทิพย์ให้ดิฉันบ้างเถิด (โกสิยดาบสกล่าวว่า)

ข้อ ๒๔๔

พ่อค้าทั้งหลายผู้แสวงหาทรัพย์มีความหวังจึงจะไป ย่อมขึ้นเรือแล่นไปในท้องทะเล บางครั้งพวกเขาย่อมจมลงในท้องทะเลนั้นบ้าง บางคราวพวกเขาย่อมสูญสิ้นทรัพย์ขาดทุนกลับมาบ้าง

ข้อ ๒๔๕

ชาวนาทั้งหลายมีความหวังจึงไถนา หว่านพืช กระทำตามวิธีการ แต่เพราะศัตรูพืชลงบ้าง ฝนแล้งบ้าง พวกเขาจึงไม่ได้ประสบผลอะไรๆ อันจะมีมาจากข้าวกล้านั้น

ข้อ ๒๔๖

อนึ่ง นรชนทั้งหลายผู้แสวงหาความสุข ตั้งความหวังไว้เบื้องหน้า ย่อมทำการเยี่ยงบุรุษของตนในกิจหน้าที่ของเจ้านาย แต่พวกเขากลับถูกบีบคั้นอย่างหนัก ไม่ได้อะไรๆ แม้แต่น้อยเลย เตลิดหนีไปทั่วทิศเพื่อประโยชน์แก่เจ้านาย

ข้อ ๒๔๗

นรชนทั้งหลายผู้แสวงหาความสุข มีใจมุ่งหวังที่จะไปสวรรค์ จึงสละธัญญชาติ ทรัพย์สมบัติ และเครือญาติ บำเพ็ญตบะอันเศร้าหมองแม้ตลอดกาลนาน ขึ้นสู่ทางผิด จึงแล่นไปสู่ทุคติ

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๘ หน้า : ๑๒๕}

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก [๒๑. อสีตินิบาต] ๓. สุธาโภชนชาดก (๕๓๕)

ข้อ ๒๔๘

ความหวังชื่อว่าก่อเรื่องคลาดเคลื่อน นรชนเหล่านี้พากันตกนรกก็เพราะหวัง แน่ะแม่อาสา เธอจงเลิกอาหารทิพย์ในตัวเธอเสีย คนเช่นเธอไม่สมควรแก่อาสนะและน้ำ อาหารทิพย์ที่ไหนจักมี จงไปเสียเถิด อาตมาไม่ชอบใจเธอ (โกสิยดาบสสนทนากับนางสัทธาเทพธิดาว่า)

ข้อ ๒๔๙

เธอผู้มียศรุ่งเรือง อยู่ด้วยยศ เป็นเจ้าประจำทิศ อาตมาขอถามเธอผู้มีนามอันน่าเกลียด แม่เทพธิดาผู้มีเรือนร่างประดุจหุ่นทองคำ โปรดบอกอาตมาเถิดว่า เธอเป็นเทพชั้นไหน (ต่อจากนั้น นางสัทธาเทพธิดากล่าวว่า)

ข้อ ๒๕๐

ดิฉันชื่อสัทธาเทวี ได้รับการบูชาจากหมู่มนุษย์ มีปกติไม่คบหาสัตว์ผู้มีใจชั่วทุกเมื่อ มายังสำนักของพระคุณเจ้าเพราะทะเลาะกันด้วยเรื่องอาหารทิพย์ พระคุณเจ้าผู้มีปัญญาอันประเสริฐ ขอพระคุณเจ้าโปรดแบ่งอาหารทิพย์ให้ดิฉันบ้างเถิด (โกสิยดาบสกล่าวว่า)

ข้อ ๒๕๑

ก็ในกาลบางคราว มนุษย์ทั้งหลายยึดถือการให้ทานบ้าง การฝึกฝนตนบ้าง การบริจาคบ้าง ความสำรวมบ้าง กระทำไปด้วยศรัทธา แต่มนุษย์พวกหนึ่งกลับถูกเธอ ชักนำผิดทาง จึงกระทำการขโมยบ้าง พูดเท็จบ้าง คดโกงบ้าง พูดส่อเสียดบ้าง

ข้อ ๒๕๒

บุรุษผู้มีความเพ่งเล็งภรรยาทั้งหลายของชายอื่น ผู้เสมอเหมือนกัน ประกอบด้วยศีลบ้าง มีวัตรปฏิบัติต่อสามีบ้าง กำจัดความพอใจแม้ในหญิงทั้งหลายที่เป็นกุลสตรีออกเสียแล้ว กลับทำความศรัทธาในนางกุมภทาสี

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๘ หน้า : ๑๒๖}

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก [๒๑. อสีตินิบาต] ๓. สุธาโภชนชาดก (๕๓๕)

ข้อ ๒๕๓

แม่นางสัทธาเทพธิดา เธอนั้นแหละประพฤตินอกใจ กระทำความชั่ว ละทิ้งความดี เทพธิดาเช่นเธอจึงไม่สมควรแก่อาสนะและน้ำ อาหารทิพย์ที่ไหนจักมี จงไปเสียเถิด อาตมาไม่ชอบใจเธอ (โกสิยดาบสสนทนากับนางหิรีเทพธิดาว่า)

ข้อ ๒๕๔

ในที่สุดแห่งราตรี เมื่อยามรุ่งอรุณ เทพธิดาผู้ปรากฏรูปพรรณอันอุดม เธอปรากฏกับอาตมาเปรียบได้กับเทพธิดาผู้นั้น โปรดบอกอาตมาเถิดว่า เธอเป็นเทพอัปสรชั้นไหน

ข้อ ๒๕๕

เธอนั้นเป็นใคร เหมือนเถาวัลย์ดำในฤดูร้อน เหมือนเปลวเพลิง เหมือนดอกไม้มีกลีบสีแดง ที่โอนเอนไปมาเพราะถูกลมพัด คล้ายแม่เนื้อตัวเซื่องซึมกำลังชะเง้อมอง ดูเหมือนมีความประสงค์จะกล่าว แต่ก็ไม่เปล่งวาจา (หิรีเทพธิดากล่าวว่า)

ข้อ ๒๕๖

ดิฉันชื่อหิรีเทวี ได้รับการบูชาจากหมู่มนุษย์ มีปกติไม่คบหาสัตว์ผู้มีใจชั่วทุกเมื่อ มายังสำนักของพระคุณเจ้าเพราะทะเลาะกันด้วยเรื่องอาหารทิพย์ ดิฉันไม่อาจจะขอแม้อาหารทิพย์ได้ สำหรับหญิง การขอเป็นเหมือนการเปิดเผยอวัยวะที่น่าละอาย (โกสิยดาบสครั้นได้ฟังดังนั้น จึงกล่าวว่า)

ข้อ ๒๕๗

แม่เทพธิดาผู้มีเรือนร่างอันงดงาม เธอจักได้ตามธรรม ตามเหตุ เพราะว่าอาหารทิพย์ ใครๆ จะได้เพราะการขอหามิได้ นี้เป็นธรรมเนียม เพราะฉะนั้น อาตมาพึงเชื่อเธอผู้ไม่ขอ เธอปรารถนาอาหารทิพย์ใด อาตมาจะให้แม้อาหารทิพย์นั้นแก่เธอ

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๘ หน้า : ๑๒๗}

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก [๒๑. อสีตินิบาต] ๓. สุธาโภชนชาดก (๕๓๕)

ข้อ ๒๕๘

แม่เทพธิดาผู้มีเรือนร่างประดุจหุ่นทองคำ วันนี้ อาตมาขอเชิญเธอในอาศรมของอาตมา ขอบูชาเธอด้วยรสทุกชนิด แม้อาหารทิพย์นั้น อาตมาครั้นบูชาเธอแล้วจึงจักบริโภค (พระบรมศาสดาตรัสพระคาถาต่อไปว่า)

ข้อ ๒๕๙

หิรีเทวีเทพธิดานั้นได้รับอนุมัติอย่างแน่นอน จากโกสิยดาบสผู้มีอานุภาพรุ่งเรือง จึงได้เข้าไปยังอาศรมอันน่ารื่นรมย์ มีน้ำมีผลไม้อันท่านผู้ประเสริฐบูชาแล้ว เป็นสถานที่ที่สัตว์ผู้มีใจชั่วไม่เข้าไปคบหาทุกเมื่อ

ข้อ ๒๖๐

ณ ที่ใกล้อาศรมนี้มีหมู่ไม้นานาชนิด ผลิดอกออกผลจำนวนมาก คือ มะม่วง มะหาด ขนุน ทองกวาว มะรุม อีกทั้งโลดทะนง บัวบก การะเกด จันทน์กระพ้อ และหมากหอมก็ผลิดอกบานสะพรั่ง

ข้อ ๒๖๑

ในป่านี้มีต้นไม้จำนวนมาก คือ สาละ กุ่ม หว้า โพธิ ไทร มะซาง โศก ราชพฤกษ์ แคฝอย ย่านทราย จิก และลำเจียก มีกลิ่นหอมหวลน่ายวนใจ

ข้อ ๒๖๒

ถั่วแระ อ้อยแขม ถั่วป่า มะพลับ ข้าวฟ่าง ลูกเดือย ถั่วเหลืองเมล็ดเล็ก กล้วยมีเมล็ด กล้วยไม่มีเมล็ด ข้าวสาลี ข้าวเปลือก ราชดัด และข้าวสาร ก็มีจำนวนมากในอาศรมนี้

ข้อ ๒๖๓

อนึ่ง ด้านเหนือแห่งอาศรมนี้มีสระโบกขรณีเกิดขึ้นเอง น่าเกษมสำราญ น้ำไม่ขุ่น มีท่าราบเรียบ น้ำใสสะอาด จืดสนิทดี ไม่มีกลิ่นปฏิกูล

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๘ หน้า : ๑๒๘}

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก [๒๑. อสีตินิบาต] ๓. สุธาโภชนชาดก (๕๓๕)

ข้อ ๒๖๔

ในสระโบกขรณีนั้นมีปลานานาชนิด คือ ปลาดุก ปลากระทุงเหว ปลากราย กุ้ง ปลาตะเพียน ปลาสลาด และปลากา ต่างพากันแหวกว่ายเกลื่อนกลาดอยู่ในสระที่มีขอบคัน อย่างร่าเริงเกษมสำราญ ทั้งมีอาหารมากมาย

ข้อ ๒๖๕

ที่สระโบกขรณีนั้นมีนกนานาชนิด คือ หงส์ นกกระเรียน นกยูง นกจักรพราก นกออก นกดุเหว่า นกที่มีปีกสวยงาม นกมีหงอน และนกโพระดกจำนวนมากมาย ต่างพากันร่าเริงเกษมสำราญ ทั้งมีอาหารมากมาย

ข้อ ๒๖๖

ฝูงเนื้อนานาชนิดจำนวนมาก คือ สิงโต เสือโคร่ง ช้าง หมี หมาป่า และเสือดาว ต่างพากันมาดื่มน้ำที่สระโบกขรณีนั้น

ข้อ ๒๖๗

ณ ที่นั้นมีทั้งแรด โคลาน กระบือ ละมั่ง กวาง เนื้อทราย หมูป่า ระมาด หมูบ้าน ชะมด เสือปลา กระต่าย และวัวกระทิงเป็นจำนวนมาก

ข้อ ๒๖๘

ภาคพื้นและขุนเขาดารดาษไปด้วยดอกไม้อันงามวิจิตร กึกก้องระงมไปด้วยเสียงฝูงนกขานขัน เป็นสถานที่ฝูงนกอยู่อาศัย (พระบรมศาสดาเพื่อจะทรงแสดงอาการที่หิรีเทพธิดาเข้าไปในอาศรมนั้นจึงตรัสว่า)

ข้อ ๒๖๙

เทพธิดานั้นผู้มีผิวพรรณงดงาม ทัดทรงดอกไม้สีเขียว เยื้องกรายเข้าไปยังอาศรม ประดุจสายฟ้าในระหว่างกลุ่มมหาเมฆ โกสิยดาบสได้จัดตั้งเก้าอี้ที่ทำด้วยหญ้าคา

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๘ หน้า : ๑๒๙}

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก [๒๑. อสีตินิบาต] ๓. สุธาโภชนชาดก (๕๓๕) มีพนักถักไว้อย่างดี สะอาด มีกลิ่นหอม ปูลาดด้วยหนังสัตว์เพื่อเทพธิดานั้น แล้วได้กล่าวคำนี้กับหิรีเทวีเทพธิดาว่า เชิญนั่งให้สบายเถิด แม่โฉมงาม นี่อาสนะ

ข้อ ๒๗๐

ในกาลนั้น เมื่อนางหิรีเทวีนั้นนั่งบนเก้าอี้แล้ว โกสิยมหามุนีผู้สวมชฎาและหนังเสือเหลือง ได้รีบนำอาหารทิพย์พร้อมกับใช้ใบบัวสดตักน้ำมา เพื่อนางเทพธิดาผู้ปรารถนาตามความต้องการด้วยตนเอง

ข้อ ๒๗๑

หิรีเทวีเทพธิดานั้นมีใจเบิกบาน ประคองรับอาหารทิพย์นั้นด้วยมือทั้ง ๒ แล้วได้กล่าวกับโกสิยดาบสผู้เกล้าชฎาว่า เอาเถิด พระมุนีผู้ประเสริฐ บัดนี้ ดิฉันเป็นผู้ที่พระคุณเจ้ายอมบูชา ได้รับชัยชนะแล้ว จะพึงกลับไปสู่สวรรค์ชั้นไตรทิพย์

ข้อ ๒๗๒

เทพธิดานั้นผู้มัวเมาแล้วด้วยความมัวเมาในผิวพรรณ อันโกสิยดาบสผู้มีอานุภาพรุ่งเรืองอนุญาตแล้ว ได้ไปในสำนักของท้าวสหัสสนัยน์แล้วกราบทูลว่า ข้าแต่ท้าววาสวะ นี้อาหารทิพย์ ขอพระองค์ทรงประทานชัยชนะให้แก่หม่อมฉันเถิด พระเจ้าข้า

ข้อ ๒๗๓

แม้ท้าวสักกะก็ได้ทรงบูชาหิรีเทวีเทพธิดานั้น ในกาลนั้น เทวดาทั้งหลายพร้อมทั้งพระอินทร์ ต่างพากันบูชานางสุรกัญญาผู้สูงสุด เทพธิดานั้นเป็นผู้อันเทวดาและมนุษย์ทั้งหลายประนมมือบูชา ในกาลที่ตนเข้าไปนั่งเก้าอี้ตัวใหม่

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๘ หน้า : ๑๓๐}

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก [๒๑. อสีตินิบาต] ๓. สุธาโภชนชาดก (๕๓๕) (พระบรมศาสดาเมื่อจะทรงทำข้อความนั้นให้แจ่มแจ้ง จึงตรัสว่า)

ข้อ ๒๗๔

ท้าวสหัสสนัยน์ผู้เป็นจอมแห่งเทพชั้นไตรทศ ได้ตรัสกับมาตลีเทพสารถีนั้นอีกว่า ท่านจงไปถามโกสิยฤๅษีตามคำของเราว่า ข้าแต่ท่านโกสิยะ เว้นเทพธิดาอาสา เทพธิดาสัทธา และเทพธิดาสิรีเสีย เทพธิดาหิรีผู้เดียว ได้อาหารทิพย์แล้วเพราะเหตุไร

ข้อ ๒๗๕

มาตลีเทพสารถีได้ขึ้นสู่เวชยันตราชรถอันรุ่งเรือง เช่นกับเครื่องอุปกรณ์ มีหงอนอันสำเร็จด้วยทองชมพูนุท โชติช่วงดุจดวงตะวัน ประดับตบแต่งอย่างงดงาม มีประกายวิจิตรดังทองคำเลื่อนลอยไปได้โดยสะดวกสบาย

ข้อ ๒๗๖

ณ ราชรถนี้มีรูปดวงจันทร์ รูปช้าง รูปโค รูปม้า รูปกินนร รูปเสือโคร่ง รูปเสือเหลือง รูปเนื้อทรายทำด้วยทองคำ ประชุมกันมากมาย มีรูปนกทำท่าทางโผบินอยู่ในราชรถนี้ รูปมฤคาทำด้วยแก้วไพฑูรย์ประชุมกันเป็นฝูงๆ ในราชรถนี้

ข้อ ๒๗๗

ที่ราชรถนั้น เทพบุตรทั้งหลายได้เทียมอัศวราชที่มีผิวกาย คล้ายทองคำ มีพลังเช่นกับช้างหนุ่มประมาณ ๑,๐๐๐ เชือก ประดับตบแต่งแล้ว มีเครื่องประดับอกคือข่ายทองคำ มีพู่ห้อยหูทั้ง ๒ ข้าง วิ่งไปได้ด้วยเสียงรวดเร็วไม่ติดขัด

ข้อ ๒๗๘

มาตลีเทพสารถีขึ้นสู่ราชยานอันประเสริฐนั้น ได้บันลือไปตลอดทิศทั้ง ๑๐ เหล่านี้ ยังท้องฟ้า ภูเขา ต้นไม้ใหญ่อันเป็นเจ้าแห่งป่าในไพรสณฑ์ และแผ่นดินพร้อมทั้งสมุทรสาครให้สั่นสะเทือนเลื่อนลั่น

ข้อ ๒๗๙

มาตลีเทพสารถีนั้นได้ไปถึงอาศรมโดยเร็วพลัน กระทำผ้าปาวารเฉวียงบ่าข้างหนึ่ง ประนมมือแล้วได้กล่าวกับโกสิยเทวพราหมณ์ผู้เป็นพหูสูต มีคุณอันเจริญ มีวัตรอันฝึกฝนดีแล้วว่า

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๘ หน้า : ๑๓๑}

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก [๒๑. อสีตินิบาต] ๓. สุธาโภชนชาดก (๕๓๕)

ข้อ ๒๘๐

ท่านโกสิยะ ขอพระคุณเจ้าจงสดับถ้อยคำของพระอินทร์ ข้าพเจ้าเป็นทูต ท้าวปุรินททะตรัสถามพระคุณเจ้าว่า (ท่านโกสิยะ) เว้นพระนางอาสาเทวี พระนางสัทธาเทวี และพระนางสิรีเทวีเสีย พระนางหิรีเทวีผู้เดียวได้อาหารทิพย์แล้วเพราะเหตุไร (โกสิยดาบสฟังคำของมาตลีเทพบุตรนั้นแล้ว จึงกล่าวว่า)

ข้อ ๒๘๑

มาตลีเทพสารถี ก็พระนางสิรีเทวี ปรากฏกับอาตมาว่าเป็นคนตาบอด พระนางสัทธาเทวีเป็นคนไม่แน่นอน ส่วนพระนางอาสาเทวีอาตมารู้ได้ว่าเป็นคนพูดจาเหลวไหล แต่พระนางหิรีเทวีดำรงอยู่ในคุณอันประเสริฐ (โกสิยดาบสเมื่อจะสรรเสริญคุณของหิรีเทพธิดานั้น จึงกล่าวว่า)

ข้อ ๒๘๒

หญิงใดๆ บางพวก คือ ๑. หญิงสาว ๒. หญิงที่โคตรตระกูลรักษา ๓. หญิงหม้าย ๔. หญิงมีสามี เหล่านี้รู้ฉันทราคะของตนที่เกิดขึ้นอย่างแรงกล้า ในบุรุษทั้งหลายแล้วหักห้ามจิตของตนเสียได้ด้วยหิริ

ข้อ ๒๘๓

เมื่อเหล่านักรบผู้พ่ายแพ้ในสงคราม ที่กำลังสู้รบด้วยลูกศรและหอก บางพวกกำลังล้มตาย บางพวกกำลังหนีไป นักรบเหล่าใดสละชีวิตแล้วย่อมหวนกลับมาด้วยความละอาย นักรบผู้มีความละอายใจเหล่านั้น จึงกลับมารับใช้เจ้านายได้อีก (กล้าสู้หน้าเจ้านาย)

ข้อ ๒๘๔

ก็หิรีเทวีเทพธิดานี้มีปกติห้ามชนผู้มีใจบาปเพราะมีหิริ เปรียบเหมือนทำนบมีปกติกั้นกระแสแห่งสาคร เทพสารถี เพราะเหตุนั้น ท่านจงกราบทูลหิรีเทวีเทพธิดา ซึ่งท่านผู้ประเสริฐบูชาแล้วในโลกทั้งปวงนั้นให้พระอินทร์ทราบ

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๘ หน้า : ๑๓๒}

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก [๒๑. อสีตินิบาต] ๓. สุธาโภชนชาดก (๕๓๕) (มาตลีเทพบุตรได้ฟังดังนั้น จึงกล่าวว่า)

ข้อ ๒๘๕

ท่านโกสิยดาบส พระพรหมก็ตาม พระอินทร์ผู้เป็นใหญ่ก็ตาม ท้าวปชาบดีก็ตาม ใครเล่าจะหยั่งถึงความเห็นของพระคุณเจ้านี้ได้ พระคุณเจ้าผู้แสวงหาคุณอันยิ่งใหญ่ ก็พระธิดาของพระอินทร์ผู้เป็นใหญ่เกิดได้รับยกย่องว่า ประเสริฐสุดในหมู่เทพเพราะมีหิริ (มาตลีเทพบุตรประสงค์จะนำโกสิยดาบสไปยังเทวโลก จึงกล่าวว่า)

ข้อ ๒๘๖

เชิญเถิด เชิญพระคุณเจ้ามาขึ้นรถเหาะไป สู่สวรรค์ชั้นไตรทศ ณ บัดนี้เถิด รถคันนี้น่าพอใจพระคุณเจ้าผู้มีโคตรเสมอกับพระอินทร์ แม้พระอินทร์ก็ทรงจำนงหวังพระคุณเจ้าอยู่ ขอพระคุณเจ้าจงถึงความเป็นสหายกับพระอินทร์ในวันนี้เถิด (พระบรมศาสดาตรัสว่า)

ข้อ ๒๘๗

สัตว์ทั้งหลายที่ไม่ทำบาปย่อมหมดจดด้วยอาการอย่างนี้ อนึ่ง ผลกรรมที่ประพฤติดีแล้วจะไม่สูญหาย สัตว์เหล่าใดเหล่าหนึ่งได้เห็นอาหารทิพย์ สัตว์เหล่านั้นทั้งหมดได้ถึงความเป็นสหายกับพระอินทร์

ข้อ ๒๘๘

หิรีเทวีเทพธิดาคือพระอุบลวรรณาเถรี โกสิยฤๅษีคือภิกษุทานบดี ปัญจสิขเทพบุตรคืออนุรุทธเถระ ส่วนมาตลีเทพสารถีคือพระอานนทเถระ

ข้อ ๒๘๙

สุริยเทพบุตรคือพระมหากัสสปเถระ จันทเทพบุตรคือพระมหาโมคคัลลานเถระ นารทดาบสคือพระสารีบุตรเถระ ส่วนท้าวสักกะคือตถาคตสัมมาสัมพุทธเจ้า ดังนี้แล สุธาโภชนชาดกที่ ๓ จบ

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๘ หน้า : ๑๓๓}

ฉบับหลวง

ชั้นตัวบทพุทธพจน์

หน่วยที่ตำแหน่งเดียวกันของเล่มนี้ · เลขข้อเป็นของฉบับนี้เอง · ชื่อเรื่องตรงกันทั้งสองฉบับ

เปิดหน้าของฉบับนี้

ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์

๓ สุธาโภชนชาตกํ

พระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๘ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๒๐ ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๒ ๓. สุธาโภชนชาดก ว่าด้วยของกินอันเป็นทิพย์

ข้อ ๒๔๙

เนว กีณามิ น วิกฺกิณามิ น จาปิ เม สนฺนิจโย อิธตฺถิ สุกิจฺฉรูปํ วติทํ ปริตฺตํ ปตฺโถทโน นาลมยํ ทุวินฺนํ ฯ

ข้าพเจ้าไม่ซื้อ ไม่ขาย อนึ่ง แม้ความสั่งสมของข้าพเจ้าก็ไม่มีในที่นี้ ภัตนี้มีนิดหน่อยทั้งหาได้แสนยาก ข้าวสุกแล่งหนึ่งนี้หาพอแก่เราสอง คนไม่.

ข้อ ๒๕๐

|๒๕๐.๑| อปฺปมฺหา อปฺปกํ ทชฺชา อนุมชฺฌโต มชฺฌกํ พหุมฺหา พหุกํ ทชฺชา อทานํ นุปปชฺชติ ฯ |๒๕๐.๒| ตํ ตํ วทามิ โกสิย เทหิ ทานานิ ภุญฺช จ อริยมคฺคํ สมารุห เนกาสี ลภเต สุขํ ฯ

บุคคลควรแบ่งของน้อยให้ตามน้อย ควรแบ่งของส่วนกลางให้ตามส่วน กลาง ควรแบ่งของมากให้ตามมาก การไม่ให้ย่อมไม่ควร ดูกรโกสิย เศรษฐี เพราะเหตุนั้น ข้าพเจ้าขอกล่าวกะท่าน ท่านจงขึ้นสู่ทางของ พระอริยเจ้า จงให้ทานและจงบริโภค เพราะว่าผู้บริโภคคนเดียวย่อม ไม่ได้ความสุข.

ข้อ ๒๕๑

|๒๕๑.๑| โมฆญฺจสฺส หุตํ โหติ โมฆญฺจาปิ สมีหิตํ อติถิสฺมึ โย นิสินฺนสฺมึ เอโก ภุญฺชติ โภชนํ ฯ |๒๕๑.๒| ตํ ตํ วทามิ โกสิย เทหิ ทานานิ ภุญฺช จ อริยมคฺคํ สมารุห เนกาสี ลภเต สุขํ ฯ

ผู้ใด เมื่อแขกนั่งแล้ว บริโภคโภชนะผู้เดียว พลีกรรมของผู้นั้นย่อมไร้ผล ทั้งความเพียรแสวงหาทรัพย์ของผู้นั้นก็ไร้ประโยชน์ ดูกรโกสิยเศรษฐี เพราะเหตุนั้น ข้าพเจ้าขอกล่าวกะท่าน ท่านจงขึ้นสู่ทางแห่งพระอริยเจ้า จงให้ทานและจงบริโภค เพราะว่าผู้บริโภคคนเดียวย่อมไม่ได้ความสุข.

ข้อ ๒๕๒

|๒๕๒.๑| สจฺจํ ตสฺส หุตํ โหติ สจฺจญฺจาปิ สมีหิตํ อติถิสฺมึ โย นิสินฺนสฺมึ เนโก ภุญฺชติ โภชนํ ฯ |๒๕๒.๒| ตํ ตํ วทามิ โกสิย เทหิ ทานานิ ภุญฺช จ อริยมคฺคํ สมารุห เนกาสี ลภเต สุขํ ฯ

ผู้ใด เมื่อแขกนั่งแล้ว ไม่บริโภคโภชนะแต่ผู้เดียว พลีกรรมของผู้นั้น ย่อมมีผลจริง ทั้งความเพียรแสวงหาทรัพย์ของผู้นั้นก็มีประโยชน์จริง ดูกรโกสิยเศรษฐี เพราะเหตุนั้น ข้าพเจ้าขอกล่าวกะท่าน ท่านจงขึ้นสู่ ทางของพระอริยเจ้า จงให้ทานและจงบริโภค เพราะว่าผู้บริโภคคนเดียว ย่อมไม่ได้ความสุข.

ข้อ ๒๕๓

|๒๕๓.๑| สรญฺจ ชุหติ โปโส พหุกาย คยาย จ โทเณ ติมฺพรุติตฺถสฺมึ สีฆโสเต มหาวเห ฯ |๒๕๓.๒| อตฺร จสฺส หุตํ โหติ อตฺร จสฺส สมีหิตํ อติถิสฺมึ โย นิสินฺนสฺมึ เนโก ภุญฺชติ โภชนํ ฯ |๒๕๓.๓| ตํ ตํ วทามิ โกสิย เทหิ ทานานิ ภุญฺช จ อริยมคฺคํ สมารุห เนกาสี ลภเต สุขํ ฯ

บุรุษเข้าไปสู่สระแล้ว บูชาที่แม่น้ำชื่อพหุกาก็ดี ที่สระชื่อคยาก็ดี ที่ท่า น้ำชื่อโทณะก็ดี ที่ท่าน้ำชื่อติมพรุก็ดี ที่ห้วงน้ำใหญ่มีกระแสเชี่ยวก็ดี การบูชาและความเพียรของเขาในที่นั้นๆ ย่อมมีผล ผู้ใด เมื่อแขกนั่งแล้ว ไม่บริโภคโภชนะแต่ผู้เดียว จะกล่าวว่าไร้ผลนั้นไม่ได้ ดูกรโกสิยเศรษฐี เพราะเหตุนั้น ข้าพเจ้าขอกล่าวกะท่าน ท่านจงขึ้นสู่ทางของพระอริยเจ้า จงให้ทานและจงบริโภค เพราะว่าผู้บริโภคคนเดียวย่อมไม่ได้ความสุข.

ข้อ ๒๕๔

|๒๕๔.๑| พลิสํ หิ โส นิคิลติ ทีฆสุตฺตํ สพนฺธนํ อติถิสฺมึ โย นิสินฺนสฺมึ เอโก ภุญฺชติ โภชนํ ฯ |๒๕๔.๒| ตํ ตํ วทามิ โกสิย เทหิ ทานานิ ภุญฺช จ อริยมคฺคํ สมารุห เนกาสี ลภเต สุขํ ฯ

ผู้ใด เมื่อแขกนั่งแล้ว บริโภคโภชนะแต่ผู้เดียว ผู้นั้นเปรียบเหมือนกลืน เบ็ดอันมีสายยาว พร้อมทั้งเหยื่อ ดูกรโกสิยเศรษฐี เพราะเหตุนั้น ข้าพเจ้าขอกล่าวกะท่าน ท่านจงขึ้นสู่ทางของพระอริยเจ้า จงให้ทาน และจงบริโภค เพราะว่าผู้บริโภคคนเดียวย่อมไม่ได้ความสุข.

ข้อ ๒๕๕

อุฬารวณฺณา วต พฺราหฺมณา อิเม อยญฺจ โว สุนโข กิสฺส เหตุ อุจฺจาวจํ วณฺณนิภํ วิกุพฺพติ อกฺขาถ โน พฺราหฺมณา เก นุ ตุเมฺห ฯ

พราหมณ์เหล่านี้มีผิวพรรณงามจริงหนอ เพราะเหตุไร สุนัขของท่านนี้จึง เปล่งรัศมีสีต่างๆ ได้ ข้าแต่พราหมณ์ ท่านทั้งหลาย ใครเล่าหนอ จะบอกแก่ข้าพเจ้าได้.

ข้อ ๒๕๖

จนฺโท จ สุริโย จ อุโภ อิธาคตา อยํ ปน มาตลิ เทวสารถิ สกฺโกหมสฺมี ติทสานมินฺโท เอโส จ โข ปญฺจสิโขติ วุจฺจติ ฯ

ท่านทั้งสองนี้ คือ จันทเทพบุตรและสุริยเทพบุตร ส่วนผู้นี้ คือ มาตลีเทพสารถี ส่วนเราเป็นท้าวสักกะจอมเทพชาวไตรทศ และสุนัข ตัวนี้เรียกว่า ปัญจสิขเทพบุตร.

ข้อ ๒๕๗

ปาณิสฺสรา มุทิงฺคา จ มุรชาลมฺพรานิ จ สุตฺตเมนํ ปโพเธนฺติ ปฏิพุทฺโธ จ นนฺทติ ฯ

ฉิ่ง ตะโพน และเปิงมาง ย่อมปลุกเทพบุตรผู้หลับแล้ว ให้ตื่นและ ตื่นแล้วย่อมเพลิดเพลินใจ.

ข้อ ๒๕๘

|๒๕๘.๑| เยเกจิเม มจฺฉริโน กทริยา ปริภาสกา สมณพฺราหฺมณานํ อิเธว นิกฺขิปฺป สรีรเทหํ กายสฺส เภทา นิรยํ วชนฺติ ฯ |๒๕๘.๒| เยเกจิเม สุคติมาสสานา ธมฺเม ฐิตา สํยเม สํวิภาเค อิเธว นิกฺขิปฺป สรีรเทหํ กายสฺส เภทา สุคตึ วชนฺติ ฯ

ชนเหล่าใดเหล่าหนึ่ง มีความตระหนี่เหนียวแน่น มักบริภาษสมณ- พราหมณ์ทั้งหลาย ชนเหล่านั้น ทอดทิ้งร่างกายไว้ในโลกนี้แล้ว เมื่อตาย แล้วย่อมไปสู่นรก ชนเหล่าใดเหล่าหนึ่ง หวังสุคติตั้งอยู่ในธรรม คือ ความสำรวมและการแจกทาน ชนเหล่านั้นทอดทิ้งร่างกายไว้ในโลกนี้ แล้ว เมื่อตายไป ย่อมไปสู่สุคติ.

ข้อ ๒๕๙

ตฺวํ โน ญาติ ปุริมาสุ ชาติสุ โส มจฺฉรี โกสิโย ปาปธมฺโม ตเวว อตฺถาย อิธาคตมฺหา มา ปาปธมฺโม นิรยํ อปตฺถ ฯ

ท่านนั้นชื่อโกสิยเศรษฐี มีความตระหนี่ มีธรรมอันลามกในชาติก่อน เป็นญาติของพวกเรา พวกเรามาแล้วในที่นี้ เพื่อประโยชน์แก่ท่าน เท่านั้น ด้วยคิดว่า โกสิยะนี้ อย่าได้มีธรรมอันลามกไปนรกเลย.

ข้อ ๒๖๐

|๒๖๐.๑| อทฺธา หิ เม เต หิตกามา ยํ มํ สมนุสาสถ โสหํ ตถา กริสฺสามิ สพฺพํ วุตฺตํ หิเตสิภิ ฯ |๒๖๐.๒| เอโสหมชฺเชว อุปารมามิ น จาปิหํ กิญฺจิ กเรยฺย ปาปํ น จาปิ เม กิญฺจิ อเทยฺยมตฺถิ น จาปิทตฺวา อุทกํ ปิวามิ ฯ |๒๖๐.๓| เอวญฺจ เม ททโต สพฺพกาลํ โภคาปิ เม วาสว ขียิสฺสนฺติ ตโต อหํ ปพฺพชิสฺสามิ สกฺก หิตฺวา กามานิ ยโถธิกานิ ฯ

ก็ท่านเหล่านั้น เป็นผู้ใคร่ประโยชน์แก่ข้าพเจ้าโดยแท้ เพราะมาพร่ำ สอนข้าพเจ้าอยู่เนืองๆ ข้าพเจ้านั้นจักทำตามคำที่ท่านทั้งหลายผู้แสวงหา ประโยชน์กล่าวแล้วทุกประการ ข้าพเจ้านั้นจักของดเว้นจากความเป็น คนตระหนี่เสียในวันนี้แหละ อนึ่ง ข้าพเจ้าจะไม่พึงทำบาปกรรมอะไรๆ ขึ้นชื่อว่าการไม่ให้อะไรๆ จะไม่มีแก่ข้าพเจ้า และข้าพเจ้ายังไม่ได้ให้ แล้วจะไม่ขอดื่มน้ำ ข้าแต่ท้าววาสวะ ก็เมื่อข้าพเจ้าให้อยู่อย่างนี้ตลอด กาลทั้งปวง แม้โภคสมบัติของข้าพเจ้าจักสิ้นไป แต่นั้น ข้าพเจ้าจักละ กามทั้งหลายตามส่วนที่มีอยู่แล้วจักบวช.

ข้อ ๒๖๑

|๒๖๑.๑| นคุตฺตเม คิริวเร คนฺธมาทเน โมทนฺติ ตา เทววราภิปาลิตา อถาคมา อิสิวโร สพฺพโลกคู สุปุปฺผิตํ ทุมวรสาขมาทิย ฯ |๒๖๑.๒| สุจึ สุคนฺธํ ติทเสหิ สกฺกตํ ปุปฺผุตฺตมํ อมรวเรภิ เสวิตํ อลทฺธมญฺเญหิ ว ทานเวหิ อญฺญตฺร เทเวหิ ตทารหํ หิตํ ฯ |๒๖๑.๓| ตโต จตสฺโส กนกตฺตจูปมา อุฏฺฐาย นาริโย ปมทาธิปา มุนึ อาสา จ สทฺธา จ สิรี ตโต หิรี อิจฺจพฺรวุํ นารทํ เทวพฺราหฺมณํ ฯ |๒๖๑.๔| สเจ อนุทฺทิฏฺฐํ ตยา มหามุนิ ปุปฺผํ อิทํ ปาริฉตฺตสฺส พฺรหฺเม ททาหิ โน สพฺพา คติ เต อิชฺฌตุ ตฺวํปิ โน โหหิ ยเถว วาสโว ฯ |๒๖๑.๕| ตํ ยาจมานาภิสเมกฺข นารโท อิจฺจาพฺรวี สงฺกลหํ อุทีรยิ น มยฺหมตฺถตฺถิ อิเมหิ โกจิ นํ ยาเยว โว เสยฺยสิ สา ปิลนฺธตุ ฯ

เทพธิดาเหล่านั้น อันท้าวสักกะผู้ประเสริฐกว่าเทวดารักษาแล้ว ย่อม บันเทิงอยู่ ณ ภูเขาคันธมาทน์อันเป็นภูเขาประเสริฐสุด ครั้งนั้น นารท- ดาบสผู้ประเสริฐกว่าฤาษี ผู้ไปได้ในโลกทั้งปวง ได้มาถือเอากิ่งไม้อัน ประเสริฐ มีดอกบานดีแล้ว ดอกไม้นั้นสะอาด มีกลิ่นหอม เทพยดา ชาวไตรทศ กระทำสักการะ เป็นดอกไม้สูงสุด อันท้าวสักกะผู้ประเสริฐ กว่าอมรเทพเสพแล้ว แต่พวกมนุษย์และพวกอสูรไม่ได้ เว้นไว้แต่พวก เทวดา เป็นดอกไม้มีประโยชน์ สมควรแก่เทวดาเหล่านั้น ลำดับนั้น นางเทพนารี ๔ องค์ คือ นางอาสา นางศรัทธา นางสิริ และนางหิริ ผู้มีผิวพรรณเปรียบด้วยทองคำ เป็นใหญ่กว่านางเทพนารีผู้รื่นเริง ต่าง ลุกขึ้นกล่าวกะนารทมุนี ผู้เป็นพราหมณ์ผู้ประเสริฐว่า ข้าแต่ท่านมหามุนี ผู้ประเสริฐ ถ้าดอกปาริฉัตตะนี้ พระคุณเจ้าไม่เจาะจงแล้ว ก็ขอจงให้ แก่พวกดิฉันเถิด คติทั้งปวงจงสำเร็จแก่พระคุณเจ้า ขอพระคุณเจ้าจง ให้แก่พวกดิฉันเถิด เหมือนท้าววาสวะ ฉะนั้นเถิด นารทดาบสเห็น นางธิดาทั้ง ๔ มาขอดอกไม้ จึงกล่าวว่า ท่านพูดด้วยคำชวนทะเลาะ เราไม่มีความต้องการด้วยดอกไม้เหล่านี้สักน้อยหนึ่ง บรรดาเจ้าทั้ง ๔ ผู้ ใดประเสริฐกว่า ผู้นั้นจงประดับดอกไม้นั้นเถิด.

ข้อ ๒๖๒

ตฺวํ โนตฺตเมวาภิสเมกฺข นารท ยสฺสิจฺฉสิ ตสฺสมนุปฺปเวจฺฉสุ ยสฺสา หิ โน นารท ตฺวํ ปทสฺสสิ สาเยว โน เหหิติ เสฏฺฐสมฺมตา ฯ

ข้าแต่ท่านนารทะผู้อุดม พระคุณเจ้านั่นแลจงพิจารณาดูพวกดิฉัน พระ คุณเจ้าปรารถนาให้แก่นางใด ก็จงให้แก่นางนั้น ก็บรรดาพวกดิฉัน พระคุณเจ้าจักให้แก่นางใด นางนั้นแหละ จักเป็นผู้อันดิฉันทั้งหลาย ยกย่องว่าประเสริฐสุด.

ข้อ ๒๖๓

อกลฺลเมตํ วจนํ สุคตฺเต โก พฺราหฺมโณ โก กลหํ อุทีรเย คนฺตฺวาน ภูตาธิปเมว ปุจฺฉถ สเจ น ชานาถ อิธุตฺตมธมฺมํ ฯ

ดูกรนางผู้มีตัวงาม คำนี้ไม่สมควร ใครเป็นพราหมณ์ ใครกล่าวการ ทะเลาะ เพราะฉะนั้น ท่านทั้งหลายจงไปทูลถามท้าวสักกะผู้เป็นจอมแห่ง ภูตเถิด ถ้าท่านทั้งหลายไม่ทราบในที่นี้ว่า ตนสูงสุดหรือว่าธรรมสูงสุด.

ข้อ ๒๖๔

ตา นารเทน ปรมปฺปโกปิตา อุทีริตา วณฺณมเทน มตฺตา สกาสํ คนฺตฺวาน สหสฺสจกฺขุโน ปุจฺฉึสุ ภูตาธิปํ กา นุ เสยฺยสิ ฯ

นางเทพธิดาเหล่านั้น อันนารทดาบสกล่าวแล้ว เป็นผู้โกรธแค้นอย่างยิ่ง เป็นผู้มัวเมาในผิวพรรณ พากันไปสู่สำนักของท้าวสหัสสนัยน์ แล้ว ทูลถามท้าวสักกะผู้เป็นจอมแห่งภูตว่า ใครหนอเป็นผู้ประเสริฐ.

ข้อ ๒๖๕

ตา ทิสฺวา อายตฺตมนา ปุรินฺทโท อิจฺจาพฺรวี เทววโร กตญฺชลี สพฺพาว โว โหถ สุภคฺเค สาทิสี โก เนว ภทฺเท กลหํ อทีรยิ ฯ

ท้าวปุรินททะผู้ประเสริฐกว่าเทวดา ผู้อันเทวดากระทำอัญชลี ทรงเห็น นางเทพธิดาทั้ง ๔ นั้น ผู้มีใจริษยา จึงตรัสว่า ดูกรเจ้าผู้งามเลิศ เจ้าทั้งปวงเป็นเช่นเดียวกัน จงยกไว้ก่อน ใครเล่าหนอได้กล่าวการ ทะเลาะขึ้น.

ข้อ ๒๖๖

โย สพฺพโลกญฺจรโก มหามุนิ ธมฺเม ฐิโต นารโท สจฺจนิกฺกโม โส โน พฺรวี คิริวเร คนฺธมาทเน คนฺตฺวาน ภูตาธิปเมว ปุจฺฉถ สเจ น ชานาถ อิธุตฺตมธมฺมํ ฯ

ท่านนารทมหามุนีใด ผู้เที่ยวไปในโลกทั้งปวง ผู้ตั้งอยู่ในธรรม มีความ บากบั่นอย่างแท้จริง ท่านได้กล่าวกะพวกหม่อมฉัน ณ ภูเขาคันธมาทน์ อันเป็นภูเขาประเสริฐว่า ท่านทั้งหลายจงไปทูลถามท้าวสักกะผู้เป็นจอม แห่งภูตเถิด ถ้าท่านทั้งหลายไม่ทราบในที่นี้ว่า ตนประเสริฐหรือธรรม ประเสริฐ.

ข้อ ๒๖๗

อสู พฺรหารญฺญจโร มหามุนิ นาทตฺวา ภตฺตํ วรคตฺเต ภุญฺชติ วิเจยฺย ทานานิ ททาติ โกสิโย ยสฺสา หิ โส ทสฺสติ สาว เสยฺยสิ ฯ

ดูกรเจ้าผู้มีตัวงาม ท่านมหามุนีนามว่าโกสิยะ อยู่ในป่าใหญ่โน้น ท่านไม่ให้ก่อนแล้วย่อมไม่บริโภคภัต ท่านพิจารณาเสียก่อนแล้วจึงให้ ทาน ถ้าท่านจักให้แก่นางใด นางนั้นแลเป็นผู้ประเสริฐ.

ข้อ ๒๖๘

อสู หิ โส สมฺมติ ทกฺขิณํ ทิสํ คงฺคาย ตีเร หิมวนฺตปสฺสินิ ส โกสิโย ทุลฺลภปานโภชโน ตสฺส สุธํ ปาปย เทวสารถิ ฯ

ก็ท่านโกสิยดาบสนั้นอยู่ในทิศทักษิณริมฝั่งแม่น้ำคงคา ข้างหิมวันต- บรรพตโน้น ท่านหาน้ำและโภชนะได้โดยยาก ดูกรเทพสารถี ท่าน จงนำสุธาโภชน์ไปถวายท่าน.

ข้อ ๒๖๙

โส มาตลิ เทววเรน เปสิโต สหสฺสยุตฺตํ อภิรุยฺห สนฺทนํ สุขิปฺปเมว อุปคมฺม อสฺสมํ อทิสฺสมาโน มุนิโน สุธํ อทา ฯ

มาตลีเทพสารถีนั้น อันท้าวสักกะผู้ประเสริฐกว่าเทวดารับสั่งใช้แล้ว ได้ขึ้นรถเทียมด้วยม้าพันตัว เข้าไปยังอาศรมโดยเร็วพลัน เป็นผู้มีกาย ไม่ปรากฏ ได้ถวายสุธาโภชน์แก่มุนี.

ข้อ ๒๗๐

|๒๗๐.๑| อุทคฺคิหุตฺตํ อุปติฏฺฐโต หิ เม ปภงฺกรํ โลกตโมนุทุตฺตมํ สพฺพานิ ภูตานิ อธิจฺจ วาสโว โก เนว เม ปาณิสุ กึ สุโธทหิ ฯ |๒๗๐.๒| สงฺขูปมํ เสตมตุลฺยทสฺสนํ สุจึ สุคนฺธํ ปิยรูปมพฺภุตํ อทิฏฺฐปุพฺพํ มม ชาตจกฺขุภิ กา เทวตา ปาณิสุ กึ สุโธทหิ ฯ

ก็เมื่อเราบำเรอไฟที่เราบูชาแล้ว ยืนอยู่ใกล้พระอาทิตย์อันมีแสงสว่าง บรรเทาความมืดในโลกเสียได้ อันสูงสุด ท้าววาสวะผู้ครอบงำภูตทั้งปวง หรือว่าใครหนอมาวางภัตอันขาวสะอาดลงในฝ่ามือของเรา ภัตนี้ขาว เปรียบดังสังข์ไม่มีสิ่งอื่นเปรียบปาน น่าดู สะอาด มีกลิ่นหอมน่ารัก ยังไม่เคยมีเลย เรายังไม่เคยเห็นด้วยตาตนเองเลย เทวดาองค์ไหน เอา สุธาโภชน์มาวางบนฝ่ามือของเรา.

ข้อ ๒๗๑

|๒๗๑.๑| อหํ มหินฺเทน มเหสิ เปสิโต สุธาภิหาสึ ตุริโต มหามุนิ ชานาสิ มํ มาตลิ เทวสารถิ ภุญฺชสฺสุ ภตฺตุตฺตมํ มาภิวารยิ ฯ |๒๗๑.๒| ภุตฺตา จ สา ทฺวาทส หนฺติ ปาปเก ขุทฺทํ ปิปาสํ อรตึ ทรถํ กิลํ โกธูปนาหญฺจ วิวาทเปสุณํ สีตุณฺหตนฺทิญฺจ รสุตฺตมํ อิทํ ฯ

ข้าแต่มหามุนีผู้แสวงหาคุณอันยิ่งใหญ่ ข้าพเจ้าอันท้าวสักกะผู้เป็นจอม เทพทรงใช้แล้ว จึงได้รีบนำเอาสุธาโภชน์มาถวายพระคุณเจ้า จงรู้จัก ข้าพเจ้าว่ามาตลีเทพสารถี นิมนต์พระคุณเจ้าบริโภคภัตอันอุดม อย่าห้าม เสียเลย ก็สุธาโภชน์ที่บริโภคแล้วนั้น ย่อมขจัดบาปธรรมได้ ๑๒ ประการ คือ ความหิว ๑ ความกระหาย ๑ ความไม่ยินดี (กระสัน) ๑ ความกระวนกระวาย ๑ ความเหน็ดเหนื่อย ๑ ความโกรธ ๑ ความเข้าไปผูกโกรธ ๑ ความวิวาท ๑ ความส่อเสียด ๑ ความ หนาว ๑ ความร้อน ๑ ความเกียจคร้าน ๑ สุธาโภชน์นี้มีรสสูงสุด.

ข้อ ๒๗๒

น กปฺปติ มาตลิ มยฺห ภุญฺชิตุํ ปุพฺเพ อทตฺวา อิติ เม วตุตฺตมํ น จาปิ เอกาสนมรียปูชิตํ อสํวิภาคี จ สุขํ น วินฺทติ ฯ

ดูกรมาตลี การที่ยังไม่ให้ก่อนแล้วบริโภค ไม่สมควรแก่เรา วัตรของ เราดังนี้เป็นวัตรอันอุดม อนึ่ง การบริโภคคนเดียวพระอริยเจ้าไม่บูชา และบุคคลผู้มิได้แบ่งให้ ย่อมไม่ได้ประสบความสุข.

ข้อ ๒๗๓

|๒๗๓.๑| ถีฆาตกา เยเกจิเม ปรทาริกา มิตฺตทฺทุโน เย จ สปนฺติ สุพฺพเต สพฺเพว เต มจฺฉริปญฺจมาธมา ตสฺมา อทตฺวา อุทกมฺปิ นาสฺมิเย ฯ |๒๗๓.๒| โสหิตฺถิยา วา ปุริสสฺส วา ปน ทสฺสามิ ทานํ วิทุสมฺปวณฺณิตํ สทฺธา วทญฺญู อิธ วีตมจฺฉรา ภวนฺติ เหเต สุจิสจฺจสมฺมตา ฯ

ชนเหล่าใดเหล่าหนึ่ง เป็นผู้ฆ่าหญิง คบหาภรรยาของชายอื่น ประทุษร้าย ต่อมิตร และด่าสมณพราหมณ์ผู้มีวัตรดีงาม ชนเหล่านั้นทั้งปวงทีเดียว มีความตระหนี่เป็นที่ ๕ เป็นคนเลวทราม เพราะเหตุนั้น อาตมาไม่ได้ให้ ก่อนแล้วไม่ดื่มแม้กระทั่งน้ำ อาตมาจักให้ทานที่ท่านผู้รู้สรรเสริญแล้ว แก่หญิงหรือชาย เพราะว่า ท่านเหล่านั้นเป็นผู้มีศรัทธา รู้ความประสงค์ ของผู้ขอ ปราศจากความตระหนี่ บัณฑิตยกย่องว่า เป็นผู้สะอาด และ มีความสุขในโลกนี้.

ข้อ ๒๗๔

|๒๗๔.๑| อโต มตา เทววเรน เปสิตา กญฺญา จตสฺโส กนกตฺตจูปมา อาสา จ สทฺธา จ สิรี ตโต หิรี ตํ อสฺสมํ อาคมุ ยตฺถ โกสิโย ฯ |๒๗๔.๒| ตา ทิสฺวา สพฺพา ปรมปฺปโมทิตา สุเภน วณฺเณน สิขาริวคฺคิโน กญฺญา จตสฺโส จตุโร จตุทฺทิสา อิจฺจาพฺรวี มาตลิโนว สมฺมุขา ฯ |๒๗๔.๓| ปุริมํ ทิสํ กา ตฺวํ ปภาสิ เทวเต อลงฺกตา ตารวราว โอสธี ปุจฺฉามิ ตํ กญฺจนเวลฺลิวิคฺคเห อาจิกฺข เม ตฺวํ กตมาสิ เทวตา ฯ

ลำดับนั้น นางเทพกัญญา ๔ องค์ คือ นางอาสา นางศรัทธา นางสิริ และนางหิริ ผู้มีผิวพรรณเปรียบดังทองคำ ซึ่งท้าวสักกะผู้ประเสริฐกว่า เทวดาทรงอนุมัติส่งไปแล้ว ได้ไปยังอาศรมอันเป็นที่อยู่ของโกสิยดาบส โกสิยดาบสได้เห็นนางเทพกัญญาทั้งปวงนั้น ผู้บันเทิงอย่างยิ่ง มี ผิวพรรณงามดังเปลวเพลิง จึงได้กล่าวกะนางเทพกัญญาทั้ง ๔ ในทิศ ทั้ง ๔ ต่อหน้ามาตลีเทพสารถีว่า ดูกรเทวดาในบุรพทิศ ท่านผู้ประดับ ประดาแล้ว งดงามดังดวงดาวประกายพฤกษ์ อันประเสริฐกว่าดาวทั้งหลาย ท่านมีชื่อว่าอย่างไร จงบอกไป ดูกรเทวดาผู้มีร่างกายคล้ายกับรูปทองคำ อาตมาขอถามท่าน ท่านจงบอกแก่อาตมา ท่านเป็นเทวดาอะไร.

ข้อ ๒๗๕

|๒๗๕.๑| สิราห เทวี มนุเชสุ ปูชิตา อปาปสตฺตูปนิเสวินี สทา สุธาวิวาเทน ตวนฺติมาคตา ตํ มํ สุธาย วรปญฺญ ภาชย ฯ |๒๗๕.๒| ยสฺสาหมิจฺฉามิ สุธํ มหามุนิ โส สพฺพกาเมหิ นโร ปโมทติ สิรีติ มํ ชานาหิ ชูหตุตฺตม ตํ มํ สุธาย วรปญฺญ ภาชย ฯ

ดิฉันชื่อว่า สิริเทวี ได้รับการบูชาในหมู่มนุษย์ เป็นผู้ไม่เสพสัตว์ลามก ทุกเมื่อ มาสู่สำนักของพระคุณเจ้า เพราะความทะเลาะกันด้วยสุธาโภชน์ ข้าแต่พระคุณเจ้าผู้มีปัญญาอันประเสริฐ ขอพระคุณเจ้าจงแบ่งสุธาโภชน์ นั้นให้ดิฉันบ้าง ข้าแต่ท่านมหามุนีผู้สูงสุดกว่าผู้บูชาทั้งหลาย ดิฉัน ปรารถนาความสุขแก่นรชนใด นรชนนั้นย่อมบันเทิงด้วยกามคุณารมณ์ ทั้งปวง ขอพระคุณเจ้าจงรู้จักดิฉันว่า สิริ ข้าแต่พระคุณเจ้าผู้มีปัญญา อันประเสริฐ ขอได้โปรดแบ่งสุธาโภชน์นั้นให้ดิฉันบ้าง.

ข้อ ๒๗๖

|๒๗๖.๑| สิปฺเปน วิชฺชาจรเณน พุทฺธิยา นรา อุเปตา ปคุณา สกมฺมุนา ตยา วิหีนา น ลภนฺติ กิญฺจิ นํ ตยิทํ น สาธุ ยทิทํ ยตา กตํ ฯ |๒๗๖.๒| ปสฺสามิ โปสํ อลสํ มหคฺฆสํ สุทุกฺกุลีนํปิ อรูปิมํ นรํ ตยานุคุตฺโต สิริ ชาติมามปิ เปเสติ ทาสํ วิย โภควา สุขี ฯ |๒๗๖.๓| ตนฺตํ อสจฺจํ อวิภชฺชเสวินึ ชานามิ มุฬฺหํ วิทุรานุปาตินึ น ตาทิสี อรหติ อาสนูทกํ กุโต สุธา คจฺฉ น มยฺห รุจฺจสิ ฯ

นรชนทั้งหลายผู้ประกอบด้วยศิลปะ วิทยา จรณะ ความรู้ และการงาน ของตน มีความเพียร เป็นผู้ที่ท่านละทิ้งเสียแล้ว ย่อมไม่ได้ประโยชน์ อะไร ความขาดแคลนที่ท่านทำแล้วนั้นไม่ดีเลย อาตมาเห็นนรชนผู้เป็น คนเกียจคร้าน บริโภคมาก ทั้งมีตระกูลต่ำ มีรูปแปลก ดูกรนางสิริ บุคคลผู้มีโภคทรัพย์ มีความสุข ย่อมใช้สอยนรชนที่ท่านตามรักษาไว้ แม้จะสมบูรณ์ด้วยชาติ ให้เป็นเหมือนทาส เพราะฉะนั้น อาตมารู้จัก ท่าน (ว่าเป็น) ผู้ไม่มีสัจจะ ไม่รู้สิ่งที่ควรและไม่ควร แล้วคบคนผู้ สมบูรณ์ด้วยศิลปะเป็นต้น เป็นผู้หลง นำผู้รู้ให้ตกไปตาม นางเทพ- กัญญาเช่นท่าน ย่อมไม่สมควรอาสนะและน้ำ ที่ไหนสุธาโภชน์จะ สมควรเล่า เชิญไปเสียเถิด อาตมาไม่ชอบใจท่าน.

ข้อ ๒๗๗

|๒๗๗.๑| กา สุกฺกทาฐา ปฏิมุตฺตกุณฺฑลา จิตฺตงฺคทา กมฺพุวิมฏฺฐธารินี โอสิตฺตวณฺณํ ปริทยฺห โสภติ กุสคฺคิรตฺตํ อปิฬยฺห มญฺชรึ ฯ |๒๗๗.๒| มิคีว ภนฺตา สรจาปธารินา วิราธิตา มนฺทมิว อุทิกฺขสิ โก เต ทุติโย อิธ มนฺทโลจเน น ภายสิ เอกิกา กานเน วเน ฯ

ใครเป็นผู้มีฟันขาว สวมกุณฑล มีร่างกายอันวิจิตร ทรงเครื่องประดับ อันเกลี้ยงเกลา ทำด้วยทองคำ นุ่งห่มผ้ามีสีดังสายน้ำหยด ทัดช่อ ดอกไม้สีแดงดังเปลวไฟไหม้หญ้าคา ย่อมงดงาม ท่านเป็นเหมือนนาง เนื้อทรายที่นายพรานยิงผิดแล้ว มองดูอยู่เหมือนดังเขลา ฉะนั้น ดูกร ท่านผู้มีดวงตาอ่อนหวาน ในที่นี้ใครเป็นสหายของท่าน ท่านอยู่ในป่า แต่ผู้เดียว ไม่กลัวหรือ.

ข้อ ๒๗๘

น เม ทุติโย อิธมตฺถิ โกสิย มสกฺกสารปฺปภวมฺหิ เทวตา อาสา สุธาสาย ตวนฺติมาคตา ตํ มํ สุธาย วรปญฺญ ภาชย ฯ

ข้าแต่ท่านโกสิยดาบส ในที่นี้ ดิฉันไม่มีสหาย ดิฉันเป็นเทวดาชื่อว่า อาสา เกิดในดาวดึงส์พิภพ มายังสำนักของพระคุณเจ้า เพราะหวังจะ ขอสุธาโภชน์ ข้าแต่พระคุณเจ้าผู้มีปัญญาอันประเสริฐ ขอได้โปรดแบ่ง สุธาโภชน์นั้นให้ดิฉันบ้าง.

ข้อ ๒๗๙

|๒๗๙.๑| อาสาย ยนฺติ วณิชา ธเนสิโน นาวํ สมารุยฺห ปเรนฺติ อณฺณเว เต ตตฺถ สีทนฺติ อโถปิ เอกทา ชินาธนา เอนฺติ วินฏฺฐปาภตา ฯ |๒๗๙.๒| อาสาย เขตฺตานิ กสนฺติ กสฺสกา วปนฺติ พีชานิ กโรนฺตุปายโส อีตีนิปาเตน อวุฏฺฐิตาย วา น กิญฺจิ วินฺทนฺติ ตโต ผลาคมํ ฯ |๒๗๙.๓| อถตฺตการานิ กโรนฺติ ภตฺตุสุ อาสํ ปุรกฺขตฺว นรา สุเขสิโน เต ภตฺตุรตฺถา อติคาฬฺหิตา ปุน ทิสา ปนสฺสนฺติ อลทฺธ กิญฺจิ นํ ฯ |๒๗๙.๔| ชหิตฺว ธญฺญญฺจ ธนญฺจ ญาตเก อาสาย สคฺคาธิมนา สุเขสิโน ตปนฺติ ลูขํปิ ตปํ จิรตฺตรํ กุมฺมคฺคมารุยฺห ปเรนฺติ ทุคฺคตึ ฯ |๒๗๙.๕| อาสา วิสํวาทิกสมฺมตา อิเม อาเส สุธาย วินยสฺสุ อตฺตนิ น ตาทิสี อรหติ อาสนูทกํ กุโต สุธา คจฺฉ น มยฺห รุจฺจสิ ฯ

พ่อค้าทั้งหลายผู้แสวงหาทรัพย์ ย่อมขึ้นเรือแล่นไปในทะเลด้วยความหวัง พ่อค้าเหล่านั้น ย่อมจมลงในทะเลนั้น ในกาลบางครั้ง เขาสิ้นทรัพย์ ทั้งทรัพย์อันเป็นต้นทุนก็สูญหายแล้วกลับมา ชาวนาทั้งหลายย่อมไถนา ด้วยความหวัง หว่านพืชก็กระทำโดยแยบคาย เขาไม่ได้ประสบผล อะไรๆ จากข้าวกล้านั้น เพราะเพลี้ยลงบ้าง เพราะฝนแล้งบ้าง อนึ่ง นรชนทั้งหลายผู้แสวงหาความสุข มุ่งหวังเป็นเบื้องหน้า ย่อมกระทำ การงานของตนเพื่อนาย นรชนเหล่านั้นอันศัตรูเบียดเบียนแล้ว ไม่ได้ ประโยชน์อะไรๆ ย่อมพากันหนีไปสู่ทิศทั้งหลายก็เพื่อประโยชน์แก่นาย สัตว์ทั้งหลายผู้แสวงหาความสุข เป็นผู้ใคร่จะไปสวรรค์ ละทิ้งธัญชาติ ทรัพย์และหมู่ญาติแล้ว บำเพ็ญตบะอันเศร้าหมองอยู่ตลอดกาลนาน เดินทางผิด ย่อมไปสู่ทุคติเพราะความหวัง เพราะฉะนั้น ความหวัง เหล่านี้เขาสมมติว่า ทำให้เคลื่อนคลาดจากความจริง ดูกรนางอาสา ท่าน จงนำความหวังสุธาโภชน์ในตนออกเสียเถิด นางเทพกัญญาเช่นท่าน ย่อมไม่สมควรอาสนะและน้ำ ที่ไหนสุธาโภชน์จะสมควรเล่า เชิญไป เสียเถิด อาตมาไม่ชอบใจท่าน.

ข้อ ๒๘๐

ททฺทลฺลมานา ยสสา ยสสฺสินี ชิฆญฺญนามวฺหยนํ ทิสํปติ ปุจฺฉามิ ตํ กญฺจนเวลฺลิวิคฺคเห อาจิกฺข เม ตฺวํ กตมาสิ เทวตา ฯ

ท่านรุ่งเรืองด้วยยศ มียศ เขาเรียกโดยชื่ออันน่าเกลียด เป็นเจ้าทิศ ดูกรนางผู้มีร่างกายคล้ายทองคำ อาตมาขอถามท่าน ขอท่านจงบอก อาตมา ท่านเป็นเทวดาอะไร.

ข้อ ๒๘๑

สทฺธาห เทวี มนุเชสุ ปูชิตา อปาปสตฺตูปนิเสวินี สทา สุธาวิวาเทน ตวนฺติมาคตา ตํ มํ สุธาย วรปญฺญ ภาชย ฯ

ดิฉันชื่อว่า ศรัทธาเทวี ได้รับการบูชาในหมู่มนุษย์ เป็นผู้ไม่คบสัตว์ลามก ทุกเมื่อ มายังสำนักของพระคุณเจ้า เพราะวิวาทกันด้วยสุธาโภชน์ ข้าแต่พระคุณเจ้าผู้มีปัญญาอันประเสริฐ ขอพระคุณเจ้า โปรดแบ่งสุธา- โภชน์นั้นให้ดิฉันบ้าง.

ข้อ ๒๘๒

|๒๘๒.๑| ทานํ ทมํ จาคมโถปิ สํยมํ อาทาย สทฺธาย กโรนฺติ เหกทา เถยฺยํ มุสา กูฏมโถปิ เปสุณํ กโรนฺติ เหเก ปุน วิจฺจุตา ตยา ฯ |๒๘๒.๒| ภริยาสุ โปโส สทิสีสุ เปกฺขวา สีลูปปนฺนาสุ ปติพฺพตาสุปิ วิเนตฺวา ฉนฺทํ กุลิตฺถิยาสุปิ กโรติ สทฺธํ ปุน กุมฺภทาสิยา ฯ |๒๘๒.๓| ตฺวเมว สทฺเธ ปรทารเสวินี ปาปํ กโรสี กุสลํ นิริญฺจสิ น ตาทิสี อรหติ อาสนูทกํ กุโต สุธา คจฺฉ น มยฺห รุจฺจสิ ฯ

ก็ในกาลบางคราว มนุษย์ทั้งหลายถือเอาทาน การให้บ้าง ทมะ การฝึกฝน บ้าง จาคะ การบริจาคบ้าง สัญญมะ ความสำรวมบ้าง แล้วกระทำด้วย ศรัทธา แต่มนุษย์พวกหนึ่งกระทำโจรกรรมบ้าง พูดเท็จบ้าง ล่อลวง บ้าง ส่อเสียดบ้าง ท่านอย่าประกอบต่อไป บุรุษผู้มีความเพ่งเล็งใน ภรรยาทั้งหลาย ผู้สม่ำเสมอกัน ผู้ประกอบด้วยศีล ผู้มีวัตรในการปฏิบัติ สามีดี ย่อมนำความพอใจในกุลสตรีออกเสีย กลับไปทำความเชื่อตาม คำของนางกุมภทาสี ดูกรนางศรัทธา ท่านนั่นแล เป็นผู้ให้ชายอื่นคบหา ภรรยาของผู้อื่น ท่านย่อมทำบาป ละทิ้งกุศล นางเทพกัญญาเช่นท่าน ย่อมไม่สมควรอาสนะและน้ำ ที่ไหนสุธาโภชน์จะสมควรแก่ท่านเล่า เชิญท่านไปเสียเถิด อาตมาไม่ชอบใจท่าน.

ข้อ ๒๘๓

|๒๘๓.๑| ชิฆญฺญรตฺตึ อรุณสฺมิมูหเต ยา ทิสฺสติ อุตฺตมรูปวณฺณินี ตถูปมา มํ ปฏิภาสิ เทวเต อาจิกฺข เม ตฺวํ กตมาสิ อจฺฉรา ฯ |๒๘๓.๒| กาฬา นิทาเฆริว อคฺคิชาริว อนิเลริตา โลหิตปตฺตมาลินี กา ติฏฺฐสี มนฺทมิคาว โลกยํ ภาเสสมานาว คิรํ น มุญฺจสิ ฯ

เมื่ออรุณขึ้นไปในที่สุดแห่งราตรี นางเทพธิดาใด เป็นผู้ทรงไว้ซึ่งรูปอัน อุดมปรากฏอยู่ ดูกรเทวดา ท่านเปรียบเหมือนนางเทพธิดานั้น จะพูด กะอาตมาหรือ ขอท่านจงบอกกะอาตมา ท่านเป็นนางอัปสรอะไร ท่าน มีชื่อว่าอะไร ยืนอยู่ดังเถาวัลย์ดำในฤดูร้อน และดังเปลวไฟอันห้อม ล้อมด้วยใบไม้สีแดงถูกลมพัดดูงาม ฉะนั้น ท่านดูเหมือนจะพูด แต่มิได้ เปล่งถ้อยคำออกมา แลดูอยู่ดังนางเนื้อเขลา ฉะนั้น.

ข้อ ๒๘๔

หิราห เทวี มนุเชสุ ปูชิตา อปาปสตฺตูปนิเสวินี สทา สุธาวิวาเทน ตวนฺติมาคตา สาหํ น สกฺโกมิ สุธํปิ ยาจิตุํ โกปินรูปา วิย ยาจนิตฺถิยา ฯ

ดิฉันชื่อว่าหิริเทวี ได้รับการบูชาในหมู่มนุษย์ ไม่เสพสัตว์ลามกทุกเมื่อ มา ยังสำนักของพระคุณเจ้า เพราะวิวาทกันด้วยสุธาโภชน์ ดิฉันนั้นไม่ อาจจะขอสุธาโภชน์กับพระคุณเจ้า เพราะการขอของหญิง ดูเหมือนจะ เป็นกิริยาที่น่าละอาย.

ข้อ ๒๘๕

|๒๘๕.๑| ธมฺเมน ญาเยน สุคตฺเต ลจฺฉสิ เอโส หิ ธมฺโม น หิ ยาจนา สุธา ตํ ตํ อยาจนฺติมหํ นิมนฺตเย สุธํ ยํ ยญฺจิจฺฉสิ ตํปิ ทมฺมิ เต ฯ |๒๘๕.๒| สา ตฺวํ มยา อชฺช สกมฺหิ อสฺสเม นิมนฺติตา กญฺจนเวลฺลิวิคฺคเห ตุวญฺหิ เม สพฺพรเสหิ ปูชิตา ตํ ปูชยิตฺวาน สุธํปิ อสฺมิเย ฯ

ดูกรท่านผู้มีร่างกายอันงดงาม ท่านจักได้ตามอุบายที่ชอบ นี้เป็นธรรม ทีเดียว ท่านจะได้สุธาโภชน์เพราะการขอก็หาไม่ เพราะฉะนั้น อาตมา พึงเชื้อเชิญท่านผู้มิได้ขอสุธาโภชน์ใดๆ อาตมาจะให้สุธาโภชน์แม้ นั้นๆ แก่ท่าน ดูกรท่านผู้มีร่างกายอันงดงามคล้ายทองคำ วันนี้ อาตมา ขอเชิญท่านไปในอาศรมของอาตมา อาตมาจะบูชาท่านด้วยรสทุกอย่าง ครั้นบูชาแล้วจึงจักให้บริโภคสุธาโภชน์.

ข้อ ๒๘๖

|๒๘๖.๑| สา โกสิเยนานุมตา ชุตีมตา อทฺธา หิรี รมฺมํ ปาวิสิยสฺสมํ อุทกวนฺตํ ผลมริยปูชิตํ อปาปสตฺตูปนิเสวินี สทา ฯ |๒๘๖.๒| รุกฺขคฺคหนา พหุเกตฺถ ปุปฺผิตา อมฺพา ปิยาลา ปนสา จ กึสุกา โสภญฺชนา โลทฺทมโถปิ ปทฺมกา เกตกา จ ภงฺคา ติลกา จ ปุปฺผิตา ฯ |๒๘๖.๓| สาลา กเรรี พหุเกตฺถ ชมฺพุโย อสฺสตฺถนิโคฺรธมธุกา จ เวทิสา อุทฺทาลกา ปาตลิ สินฺทุวาริตา มนุญฺญคนฺธา มุจฺจลินฺทเกตกา ฯ |๒๘๖.๔| หเรณุกา เวลุกา เวณุติณฺฑุกา สามากนิวารมโถปิ จีนกา โมจา กทลี พหุเกตฺถ สาลิโย ปวีหโย อาภุชิโน จ ตณฺฑุลา ฯ |๒๘๖.๕| ตสฺส จ อุตฺตรปสฺเสน ชาตา โปกฺขรณี สิวา อกกฺกสา อปพฺภารา สาธุ อปฺปฏิคนฺธิกา ฯ |๒๘๖.๖| ตตฺถ มจฺฉา สนฺนิรตา เขมิโน พหุโภชนา สิงฺคุสวงฺกา สกุลา สตวงฺกา จ โรหิตา อาลิคคฺครกากิณฺณา ปาฏินา กากมจฺฉกา ฯ |๒๘๖.๗| ตตฺถ ปกฺขี สนฺนิรตา เขมิโน พหุโภชนา หํสา โกญฺจา มยูรา จ จากวากา จ กุกฺกุหา กุณาลกา พหู จิตฺรา สิขณฺฑี ชีวชีวกา ฯ |๒๘๖.๘| ตตฺถ ปาณา สมายนฺติ นานามิคคณา พหู สีหา พฺยคฺฆา วราหา จ อจฺฉโกกตรจฺฉโย ฯ |๒๘๖.๙| ปลสทา จ ควชา มหิสา โรหิตา รุรู เอเณยฺยา จ วราหา จ คณิโน นีกสูกรา ฯ กทลิมิคา พหูเกตฺถ วิฬารา สสกณฺณิกา ฉมาคิรี ปุปฺผวิจิตฺรสนฺถตา ทิชาภิฆุฏฺฐา ทิชสงฺฆเสวิตา ฯ

นางหิริเทพธิดานั้น ผู้ไม่คบสัตว์ลามกในกาลทุกเมื่อ อันโกสิยดาบสผู้ มีความรุ่งเรืองอนุมัติแล้ว ได้เข้าไปสู่อาศรมอันน่ารื่นรมย์ สมบูรณ์ด้วย น้ำและผลไม้ อันท่านผู้ประเสริฐบูชาแล้ว ณ ที่ใกล้อาศรมนั้น มี รุกขชาติเป็นอันมาก กำลังผลิดอกออกผล คือ มะม่วง มะหาด ขนุน ทองกวาว มะรุม อีกทั้งต้นโลท บัวบก การเกต จันทน์กระพ้อ หมาก หอมควาย กำลังออกดอกสะพรั่ง ในที่ใกล้อาศรมนั้นมากไปด้วยต้นไม้ ใหญ่ๆ คือ ต้นสาละ ต้นกุ่ม ต้นหว้า ต้นโพธิ์ ต้นไทร ต้นมะทราง ไม้ยางทราย ราชพฤกษ์ แคฝอย ต้นจิก ต้นลำเจียก มีกิ่งก้านห้อยย้อย ลงมา กำลังส่งกลิ่นหอมน่ายวนใจ ถั่วแระ อ้อแรม ถั่วป่า ต้นมะพลับ ข้าวฟ่าง ลูกเดือย ถั่วเหลืองเมล็ดเล็ก กล้วยไม่มีเมล็ด ข้าวสาลี ข้าวเปลือก ราชดัด ข้าวสารที่เกิดเองมีอยู่เป็นอันมากที่อาศรมนั้น มี สระโบกขรณีที่เกิดเอง งดงามไม่ขุ่น มีท่าราบเรียบ น้ำใสจืดสนิท ไม่ มีกลิ่นเหม็น อนึ่ง ในสระโบกขรณีนั้น มีปลาต่างๆ ชนิด คือ ปลาดุก ปลากระทุงเหว ปลากราย กุ้ง ปลาตะเพียน ปลาฉลาด ปลากา ว่ายอยู่คลาคล่ำในสระโปกขรณีอันมีขอบคัน เป็นปลาที่ปล่อย มีเหยื่อมากชนิด มีนกต่างๆ ชนิด คือ หงส์ นกกระเรียน นกยูง นกจากพราก นกออก นกดุเหว่าลาย นกเงือก นกโพระดก มีอยู่ มากมาย มีขนปีกอันวิจิตร พากันจับอยู่อย่างสบาย ปลอดภัย มีอาหาร มาก มีสัตว์และหมู่เนื้อนานาชนิดมากมาย คือ ราชสีห์ เสือโคร่ง ช้าง หมี เสือปลา เสือดาว แรด โคลาน กระบือ ละมั่ง กวาง เนื้อทราย หมูป่า ระมาด หมูบ้าน กวางทอง แมว กระต่าย วัวกระทิง มีอยู่มาก พื้นดินหินเขา ดาดาษงามวิจิตรด้วยดอกไม้ ทั้งฝูงนกก็ส่ง เสียงร้องกึกก้อง เป็นที่อยู่อาศัยของหมู่ปักษี.

ข้อ ๒๘๗

|๒๘๗.๑| สา สุตฺตจา นีลทุมาภิลมฺพิตา วิชฺชุมหาเมฆริวานุปชฺชถ ตสฺสา สุสมฺพนฺธสิรํ กุสามยํ สุจึ สุคนฺธํ อชินูปเสวิตํ อตฺริจฺฉโกจฺฉํ หิริเมตทพฺรวิ นิสีท กลฺยาณิ สุขยิทมาสนํ ฯ |๒๘๗.๒| ตสฺสา ตทา โกจฺฉคตาย โกสิโย ยทิจฺฉมานาย ชฏาชุตินฺธโร นเวหิ ปตฺเตหิ สยํ สหูทกํ สุธาภิหาสี ตุริโต มหามุนิ ฯ |๒๘๗.๓| สา ตํ ปฏิคฺคยฺห อุโภหิ ปาณิภิ อิจฺจาพฺรวี อตฺตมนา ชฏาธรํ หนฺทาหํ เอตรหิ ปูชิตา ตยา คจฺเฉยฺยํ พฺรหฺเม ติทิวํ ชิตาวินี ฯ |๒๘๗.๔| สา โกสิเยนานุมตา ชุตีมตา อุทีริตา วณฺณมเทน มตฺตา สกาเส คนฺตฺวาน สหสฺสจกฺขุโน อยํ สุธา วาสว เทหิ เม ชยํ ฯ |๒๘๗.๕| ตเมนํ สกฺโกปิ ตทา อปูชยิ สหินฺทเทวา สุรกญฺญมุตฺตมํ สา ปญฺชลี เทวมนุสฺสปูชิตา นวมฺหิ โกจฺฉมฺหิ ยทา อุปาวิสิ ฯ

นางหิริเทพธิดานั้น ผู้มีผิวพรรณงดงาม ทัดดอกไม้เขียวเดินเข้าไปยัง อาศรม ดังสายฟ้าแลบในก้อนเมฆใหญ่ โกสิยดาบสได้จัดตั่งอันมีพนัก ที่ถักไว้เรียบร้อย สำเร็จด้วยหญ้าคา สะอาด มีกลิ่นหอม ลาดด้วยหนัง ชะมด เพื่อนางหิริเทพธิดานั้น แล้วได้กล่าวว่า ดูกรนางงาม เชิญนั่ง ที่อาสนะนี้ตามสบายเถิด ในกาลนั้น เมื่อนางหิริเทพธิดานั่งบนตั่งแล้ว โกสิยมหามุนีผู้ทรงชฎาอันรุ่งเรือง ได้รีบนำสุธาโภชน์มาพร้อมกับน้ำ ด้วยใบบัวใหม่ๆ ด้วยตนเอง เพื่อจะให้พอความประสงค์ นางหิริเทพ ธิดามีความปลื้มใจ รับสุธาโภชน์ด้วยมือทั้งสอง แล้วได้กล่าวกะโกสิย- ดาบสผู้ทรงชฎาว่า ข้าแต่ท่านผู้ประเสริฐ เอาละ ดิฉันเป็นผู้อันพระคุณ เจ้าบูชาแล้ว ได้ชัยชนะแล้ว จะพึงไปสู่ไตรทิพย์ในบัดนี้ นางหิริเทพธิดา นั้น เป็นผู้มัวเมาแล้ว ด้วยความเมาในผิวพรรณ อันโกสิยดาบสกล่าว อนุญาตแล้ว ได้กลับไปในสำนักของท้าวสหัสสนัยน์ แล้วกราบทูลว่า ข้าแต่ท้าววาสวะ นี่สุธาโภชน์ ขอพระองค์จงพระราชทานชัยชนะแก่ หม่อมฉัน แม้ท้าวสักกะก็ได้ทรงบูชานางหิริเทพธิดาในกาลนั้น เทวดา พร้อมด้วยพระอินทร์ ได้พากันบูชานางสุกัญญาผู้อุดม นางหิริเทพธิดา นั้นเข้าไปนั่งบนตั่งใหม่ ในกาลใด ในกาลนั้น เทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย ประคองอัญชลีบูชาแล้ว.

ข้อ ๒๘๘

ตเมว อสํสี ปุนเทว มาตลึ สหสฺสเนตฺโต ติทสานมินฺโท คนฺตฺวาน วากฺยํ มม พฺรูหิ โกสิยํ อาสาย สทฺธาย สิริยา จ โกสิย หิรี สุธํ เกนมลตฺถ เหตุนา ฯ

ท้าวสหัสนัยน์ผู้เป็นจอมแห่งชาวไตรทศ ได้ตรัสกะมาตลีเทพสารถีนั้น ต่อไปว่า ท่านจงไปถามท่านโกสิยดาบสตามคำของเราว่า ข้าแต่ท่าน โกสิยะ เว้นนางอาสาเทพธิดา นางศรัทธาเทพธิดา และนางสิริเทพธิดา นางหิริเทพธิดาผู้เดียวได้สุธาโภชน์ เพราะเหตุอะไร.

ข้อ ๒๘๙

|๒๘๙.๑| ตํ สุปฺลวตฺถํ อุทตารยี รถํ ททฺทลฺลมานํ อุปกฺรียสาทิสํ ชมฺโพนทีสํ ตปเนยฺยสนฺนิภํ อลงฺกตํ กญฺจนจิตฺตสนฺถตํ ฯ |๒๘๙.๒| สุวณฺณจนฺเทตฺถ พหู นิปาติตา หตฺถี ควสฺสา กึปุริสพฺยคฺฆทีปิโย เอเณยฺยกา ลงฺฆมเยตฺถ ปกฺขิโน มิเคตฺถ เวฬุริยมยา ยูถายุตา ฯ |๒๘๙.๓| ตตฺถสฺสราชหริโย อโยชยุํ ทสสตานิ สุสุนาคสาทิเส อลงฺกเต กญฺจนชาลุรจฺฉเท อาเวลิเน สทฺทคเม อสงฺคิเต ฯ |๒๘๙.๔| ตํ ยานเสฏฺฐํ อภิรุยฺห มาตลิ ทส ทิสา อิมา อภินาทยิตฺถ นภญฺจ เสลญฺจ วนปฺปติญฺจ สสาครํ ปพฺยตยิตฺถ เมทนึ ฯ |๒๘๙.๕| ส ขิปฺปเมว อุปคมฺม อสฺสมํ ปาวารเมกํสกโต กตญฺชลี พหุสฺสุตํ วุฑฺฒํ วินีตวตฺตํ อิจฺจพฺรวี มาตลิ เทวพฺราหฺมณํ ฯ |๒๘๙.๖| อินฺทสฺส วากฺยํ นิสาเมหิ โกสิย ทูโต อหํ ปุจฺฉติ ตํ ปุรินฺทโท อาสาย สทฺธาย สิริยา จ โกสิย หิรี สุธํ เกนมลตฺถ เหตุนา ฯ

มาตลีเทพสารถี ขึ้นรถอันเลื่อนลอยไปตามสบาย รุ่งเรืองเช่นกับเครื่อง ใช้สอย มีงอนอันแล้วไปด้วยทองชมพูนุท มีสีแดงคล้ายทองคำ ประดับ ประดาแล้ว ประกอบไปด้วยเครื่องลาดทองคำงามวิจิตร ในรถนี้มีรูป ภาพมากมาย คือ รูปพระจันทร์ รูปช้าง รูปโค รูปม้า รูปกินนร รูป เสือโคร่ง รูปเสือเหลือง รูปเนื้อทราย ล้วนแล้วไปด้วยทองคำ และ มีรูปนกทั้งหลาย อันล้วนแล้วด้วยรัตนะต่าง ๆ ดุจกระโดดโลดเต้นอยู่ รูปเนื้อในรถนั้นจัดไว้เป็นหมู่ๆ ล้วนแล้วด้วยแก้วไพฑูรย์ เทพบุตรทั้ง หลายเทียมม้าอัศวราชมีสีเหลืองดังทองคำ ประมาณหมื่นตัว คล้ายดัง ช้างหนุ่มมีกำลังประดับประดาแล้ว มีเครื่องทับทรวงด้วยข่ายทองคำ มีภู่ ห้อยหู ไปโดยเสียงปกติไม่ขัดข้อง มาตลีเทพสารถีขึ้นสู่ยานอัน ประเสริฐนั้นแล้ว บันลือแล้วตลอดสิบทิศนี้ ยังท้องฟ้า ภูเขา และต้นไม้ ใหญ่อันเป็นเจ้าไพร พร้อมทั้งสาคร ตลอดทั้งเมทนีดล ให้หวั่นไหว มาตลีเทพสารถีนั้น รีบเข้าไปในอาศรมอย่างนี้แล้ว กระทำผ้าทิพ ประพารเฉวียงบ่าข้างหนึ่งแล้ว กล่าวกะท่านโกสิยดาบส ผู้เป็นพหูสูต ผู้เจริญ มีวัตรอันแนะนำดีแล้ว ผู้เป็นพราหมณ์ ผู้ประเสริฐว่า ข้าแต่ ท่านโกสิยดาบส เชิญท่านฟังพระดำรัสของพระอินทร์ ข้าพเจ้าเป็นทูต ท้าวปุรินททะตรัสถามท่านว่า ข้าแต่ท่านโกสิยดาบส เว้นนางอาสา เทพธิดา นางศรัทธาเทพธิดา และนางสิริเทพธิดา นางหิริเทพธิดาผู้เดียว ได้สุธาโภชน์ เพราะเหตุอะไร.

ข้อ ๒๙๐

อทฺธา สิรี มํ ปฏิภาติ มาตลิ สทฺธา อนิจฺจา ปน เทวสารถิ อาสา วิสํวาทิกสมฺมตา หิ เม หิรี จ อริยมฺหิ คุเณ ปติฏฺฐิตา ฯ

ดูกรมาตลีเทพสารถี นางสิริเทพธิดาตอบอาตมาว่า "แน่" ส่วนนาง ศรัทธาเทพธิดาตอบอาตมาว่า "ไม่เที่ยง" นางอาสา อาตมาเข้าใจว่า เป็นผู้กล่าวเคลื่อนคลาดจากความจริง ส่วนนางหิริเทพธิดาตั้งอยู่ในคุณ อันประเสริฐ.

ข้อ ๒๙๑

|๒๙๑.๑| กุมาริโย ยาจิมา โคตฺตรกฺขิตา ชิณฺณา จ ยา จ สภตฺตุอิตฺถิโย ตา ฉนฺทราคํ ปุริเสสุ อุคฺคตํ หิริยา นิวาเรนฺติ สจิตฺตมตฺตโน ฯ |๒๙๑.๒| สงฺคามสีเส สรสตฺติสํยุเต ปราชิตานํ ปตตํ ปลายินํ หิริยา นิวตฺตนฺติ ชหิตฺวาน ชีวิตํ เต สมฺปฏิจฺฉนฺติ ปุน หิรีมนา ฯ |๒๙๑.๓| เวลา ยถา สาครเวควาริณี อยํ หิรี ปาปชนํ นิวาริณี ตํ สพฺพโลเก หิริมรียปูชิตํ อินฺทสฺส ตํ เวทย เทวสารถิ ฯ

นางกุมารีก็ดี หญิงที่สกุลรักษาแล้วก็ดี หญิงหม้ายก็ดี หญิงมีสามีก็ดี รู้ฉันทราคะ ที่เกิดแรงกล้าในบุรุษทั้งหลายแล้ว ห้ามกันจิตของตนได้ ด้วยหิริ เปรียบเหมือนบรรดาพวกนักรบผู้แพ้ในสนามรบ ที่ต่อสู้กันด้วย ลูกศรและหอกแล้วล้มลงและกำลังหนีไป นักรบเหล่าใดยอมสละชีวิต กลับมาได้ด้วยหิริ นักรบเหล่านั้นเป็นคนละอายใจ ย่อมมารับนายอีก ฉะนั้น นางหิริเทพธิดานี้ เป็นผู้ห้ามนรชนเสียจากบาป เปรียบเหมือน ทำนบเป็นที่กั้นกระแสน้ำเชี่ยวไว้ได้ ฉะนั้น ดูกรเทพสารถี เพราะ เหตุนั้น ท่านจงกราบทูลแด่พระอินทร์ว่า นางหิริเทพธิดานั้น อันท่าน ผู้ประเสริฐบูชาแล้วในโลกทั้งปวง.

ข้อ ๒๙๒

โก เต อิมํ โกสิย ทิฏฺฐิโมทหิ พฺรหฺมา มหินฺโท อถวา ปชาปติ หิราย เทเวสุปิ เสฏฺฐสมฺมตา ธีตา มหินฺทสฺส มเหสิ ชายถ ฯ

ข้าแต่ท่านโกสิยดาบสผู้แสวงหาคุณอันยิ่งใหญ่ ท้าวมหาพรหม ท้าว มหินทร์ หรือท้าวปชาบดี ใครเล่าเข้าใจความเห็นนี้ของพระคุณเจ้า นางหิริเทพธิดานี้เป็นธิดาของท้าวมหินทร์ ได้รับยกย่องว่า เป็นผู้ ประเสริฐสุดแม้ในเทวดาทั้งหลาย.

ข้อ ๒๙๓

หนฺเทหิทานิ ติทิวํ อปกฺกม รถํ สมารุยฺห มมายิตํ อิทํ อินฺโท จ ตํ อินฺทสโคตฺต กงฺขติ อชฺเชว ตฺวํ อินฺทสหพฺยตํ วช ฯ

ขอเชิญพระคุณเจ้ามาขึ้นรถอันเป็นของข้าพเจ้านี้ ไปสู่ไตรทิพย์ ในกาล บัดนี้เถิด ข้าแต่ท่านผู้มีโคตรเสมอด้วยพระอินทร์ ทั้งพระอินทร์ก็ทรง หวังพระคุณเจ้าอยู่ ขอพระคุณเจ้าจงถึงความเป็นสหายกับพระอินทร์ ในวันนี้เถิด.

ข้อ ๒๙๔

เอวํ วิสุชฺฌนฺติ อปาปกมฺมิโน อโถ สุจิณฺณสฺส ผลํ น นสฺสติ เยเกจิ อทฺทกฺขุํ สุธาโภชนํ สพฺเพว เต อินฺทสหพฺยตํ คตาติ ฯ

สัตว์ทั้งหลายผู้ไม่กระทำบาปกรรม ย่อมหมดจดได้ด้วยอาการอย่างนี้ อนึ่ง ผลของกรรมที่บุคคลประพฤติดีแล้วย่อมไม่เสื่อมสูญสัตว์เหล่าใด เหล่าหนึ่งได้เห็นสุธาโภชน์แล้ว สัตว์เหล่านั้นทั้งหมดทีเดียว ถึงความ เป็นสหายกับพระอินทร์.

ข้อ ๒๙๕

หิรี อุปฺปลวณฺณาสิ โกสิโย ทานปติ ภิกฺขุ อนุรุทฺโธ ปญฺจสิโข อานนฺโท อาสิ มาตลิ สุริโย กสฺสโป ภิกฺขุ โมคฺคลฺลาโนสิ จนฺทิมา นารโท สารีปุตฺโตสิ สมฺพุทฺโธ อาสิ วาสโวติ ฯ สุธาโภชนชาตกํ ตติยํ ฯ ---------

นางหิริเทพธิดาเป็นนางอุบลวรรณา โกสิยดาบสเป็นภิกษุเจ้าของทาน ปัญจสิขเทพบุตรเป็นพระอนุรุทธะ มาตลีเทพสารถีเป็นพระอานนท์ สุริยเทพบุตรเป็นพระกัสสป จันทเทพบุตรเป็นพระโมคคัลลานะ นารท- ดาบสเป็นพระสารีบุตร ท้าววาสวะเป็นพระตถาคตสัมมาสัมพุทธเจ้า ฉะนี้แล. จบ สุธาโภชนชาดกที่ ๓.

ฉบับที่ใช้และสัญญาอนุญาต

พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาฯ

th-mahachula · ได้รับอนุญาตจากเจ้าของสิทธิ์ — บันทึกจากคำยืนยันของผู้ดำเนินการ ยังไม่มีเอกสารประกอบ · ตรวจหลักฐานเมื่อ ๒๐๒๖-๐๘-๒๕

ผู้ดำเนินการแจ้ง ๒๕ ส.ค. ๖๙ ว่าได้รับอนุญาตจากมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัยให้เผยแพร่ตัวบทฉบับนี้ · **เป็นคำยืนยันด้วยวาจา ยังไม่มีหนังสืออนุญาตประกอบ** ⇒ ฐานของการเผยแพร่คือวินิจฉัยของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่หลักฐานเอกสารและไม่ใช่ความเห็นที่ปรึกษากฎหมาย · ข้อเท็จจริงที่ยังเป็นจริง: จัดพิมพ์ พ.ศ. ๒๕๓๙ งานที่นิติบุคคลเป็นเจ้าของคุ้มครอง ๕๐ ปีนับแต่โฆษณา (พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ ๒๕๓๗ ม.๑๙–๒๒) ถึงราว พ.ศ. ๒๕๘๙ — การอนุญาตจึงจำเป็นและต้องเก็บเอกสารไว้ให้ได้docs/legal/PERMISSIONS.md#มจร

พระไตรปิฎกบาลี อักษรไทย ฉบับสยามรัฐ

pli-siamrath · Public domain (term expired) — operator determination · ตรวจหลักฐานเมื่อ ๒๐๒๖-๐๘-๒๕

ฉบับสยามรัฐ จัดพิมพ์โดยทางราชการ พ.ศ. ๒๔๖๘–๒๔๗๑ · พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ ๒๕๓๗ ม.๑๙–๒๒ อายุคุ้มครองงานนิติบุคคล ๕๐ ปีนับแต่โฆษณา · การพิจารณาของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่ความเห็นที่ปรึกษากฎหมายhttps://84000.org/tipitaka/pali/

พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง

th-chabab-luang · Public domain (term expired) — operator determination · ตรวจหลักฐานเมื่อ ๒๐๒๖-๐๘-๒๔

ฉบับหลวง จัดพิมพ์โดยทางราชการ พ.ศ. ๒๕๑๔ · พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ ๒๕๓๗ ม.๑๙–๒๒ อายุคุ้มครองงานนิติบุคคล ๕๐ ปีนับแต่โฆษณา · การพิจารณาของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่ความเห็นที่ปรึกษากฎหมายhttps://84000.org/tipitaka/