๔. อัมพชาดก เล่ม ๒๗
พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง · ผู้ดำเนินการอ่านข้อเท็จจริงสาธารณะแล้วสรุปเอง
บาลีและคำแปล
ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
๔ อมฺพชาตกํ
พระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๗ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๑๙ ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๑ ๔. อัมพชาดก ว่าด้วยหญิงขโมยมะม่วง
โย นิลิยํ มณฺฑยติ สณฺฑาเสน วิหญฺญติ ตสฺส สา วสมเนฺวตุ ยา เต อมฺเพ อวาหริ ฯ
หญิงคนใด ลักมะม่วงทั้งหลายของท่าน หญิงคนนั้น จงตกอยู่ใต้อำนาจ ของช่างย้อมผม และผู้เดือดร้อนเพราะแหนบ.
วีสํ วา ปญฺจวีสํ วา อูนตึสํว ชาติยา ตาทิสา ปติ มา ลทฺธา ยา เต อมฺเพ อวาหริ ฯ
หญิงคนใด ลักมะม่วงทั้งหลายของท่าน หญิงคนนั้น ถึงจะมีอายุตั้ง ๒๐ ปี ๒๕ ปี หรือไม่ถึง ๓๐ ปี ตั้งแต่เกิดมา อย่าได้ผัวเช่นนั้นเลย.
ทีฆํ คจฺฉตุ อทฺธานํ เอกิกา อภิสาริยา สงฺเกเต ปติ มาทฺทส ยา เต อมฺเพ อวาหริ ฯ อลงฺกตา สุวสนา มาลินี จนฺทนุสฺสทา
หญิงคนใด ลักมะม่วงทั้งหลายของท่าน หญิงคนนั้น ถึงจะกระเสือก กระสนเที่ยวหาผัว เดินไปสู่หนทางไกลแสนไกลแต่ลำพังคนเดียว ถึง จะได้นัดแนะกันไว้แล้ว ก็ขออย่าได้พบได้เห็นผัวเลย.
เอกิกา สยเน เสตุ ยา เต อมฺเพ อวาหรีติ ฯ อมฺพชาตกํ จตุตฺถํ ฯ ---------
หญิงคนใด ลักมะม่วงทั้งหลายของท่าน หญิงคนนั้น ถึงจะมีที่อยู่สะอาด ตบแต่งร่างกายทัดทรงดอกไม้ ลูบไล้ด้วยกระแจะจันทน์ ก็จงนอนอยู่บน ที่นอนแต่เพียงคนเดียวเถิด. จบ อัมพชาดกที่ ๔.
ฉบับมหาจุฬาฯ
ชั้นตัวบทพุทธพจน์หน่วยที่ตำแหน่งเดียวกันของเล่มนี้ · เลขข้อเป็นของฉบับนี้เอง · ชื่อเรื่องตรงกันทั้งสองฉบับ
เปิดหน้าของฉบับนี้ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
๔. อัมพชาดก (๓๔๔) ว่าด้วยพระขรัวตาเฝ้าสวนมะม่วง (ลูกสาวเศรษฐีคนที่ ๑ กล่าวคำสาบานแก่ชฏิลโกงว่า)
หญิงใดได้ลักผลมะม่วงทั้งหลายของท่านไป ขอหญิงนั้นจงตกอยู่ในอำนาจของชายที่ย้อมผมให้ดำ และลำบากด้วยการใช้แหนบ(ถอนผมหงอกที่งอกแซมขึ้นมา) (ลูกสาวเศรษฐีคนที่ ๒ กล่าวคำสาบานแก่ชฏิลโกงว่า)
หญิงใดได้ลักผลมะม่วงทั้งหลายของท่านไป หญิงนั้นถึงจะมีอายุตั้ง ๒๐ ปี ๒๕ ปี หรือยังไม่ถึง ๓๐ ปี ก็ขออย่าหาผัวได้เลย (ต่อจากนั้น ลูกสาวเศรษฐีคนที่ ๓ กล่าวคำสาบานว่า)
หญิงใดได้ลักผลมะม่วงทั้งหลายของท่านไป ขอหญิงนั้นถึงจะกระเสือกกระสนเดินทางอันยาวไกลเพียงคนเดียว ก็อย่าได้พบผัวแม้ในสถานที่ที่ได้นัดหมายกันไว้เลย (ต่อจากนั้น ลูกสาวเศรษฐีคนที่ ๔ จึงกล่าวคำสาบานบ้างว่า)
หญิงใดได้ลักผลมะม่วงทั้งหลายของท่านไป ขอหญิงนั้นถึงจะมีที่อยู่อันสะอาด ตกแต่งร่างกายสวยงาม ประดับประดาด้วยระเบียบดอกไม้ ลูบไล้ด้วยกระแจะจันทน์ ก็จงนอนอยู่บนที่นอนเพียงคนเดียวเถิด อัมพชาดกที่ ๔ จบ
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๗ หน้า : ๑๙๒}
ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
พระศาสดา เมื่อประทับอยู่ ณ พระวิหารเชตวัน ทรงปรารภพระเถระผู้เฝ้ามะม่วงรูปหนึ่ง จึงตรัสพระธรรมเทศนานี้ มีคำเริ่มต้นว่า โย นีลิยํ มณฺฑยติ ดังนี้.
ได้ยินว่า พระเถระนั้นบวชเมื่อภายแก่ สร้างบรรณศาลาอยู่ ในสวนมะม่วงท้ายพระเชตวัน ดูแลรักษามะม่วง เคี้ยวกินมะม่วงสุกที่หล่นอยู่ย่อมให้เฉพาะคนที่เกี่ยวข้องกับตน. เมื่อพระเถระนั้นเข้าไปภิกขาจาร คนลักมะม่วงทำผลมะม่วงให้หล่นแล้วกินและถือเอาไป. ขณะนั้น ธิดาของเศรษฐี ๔ คน อาบน้ำในแม่น้ำอจิรวดีแล้วเที่ยวไป จึงเข้าไปยังสวนมะม่วงนั้น. พระแก่มาเห็นธิดาเศรษฐีเหล่านั้นจึงกล่าวว่า พวกเจ้ากินมะม่วงของเรา. ธิดาเศรษฐีเหล่านั้นกล่าวว่า ท่านผู้เจริญ พวกดิฉันเพิ่งมา ไม่ได้กินมะม่วงของท่าน. พระแก่กล่าวว่า ถ้าอย่างนั้นพวกเจ้าจงสบถ. ธิดาเศรษฐีเหล่านั้นรับคำว่าจะกระทำสบถ เจ้าข้า แล้วพากันกระทำสบถ. พระแก่ให้ธิดาเศรษฐีเหล่านั้นทำสบถให้ได้อาย แล้วจึงปล่อยตัวไป.
ภิกษุทั้งหลายได้ฟัง การกระทำนั้นของพระแก่รูปนั้น จึงสนทนากันในโรงธรรมสภาว่าอาวุโสทั้งหลาย ได้ยินว่า พระแก่รูปโน้นให้ธิดาเศรษฐีผู้เข้าไปยังสวนมะม่วงอันเป็นที่อยู่ของตนกระทำสบถทำให้ได้อายแล้วปล่อยไป. พระศาสดาเสด็จมาแล้วตรัสถามว่า ภิกษุทั้งหลาย บัดนี้ พวกเธอนั่งสนทนากันเรื่องอะไร?เมื่อภิกษุทั้งหลายกราบทูลให้ทรงทราบแล้ว จึงตรัสว่า ภิกษุทั้งหลาย มิใช่ชาตินี้เท่านั้น แม้ชาติก่อน พระแก่นี้ได้เป็นผู้เฝ้ามะม่วง ยังธิดาเศรษฐีเหล่านี้ให้ทำการสบถทำให้ได้อายแล้วปล่อยไป แล้วทรงนำเอาเรื่องในอดีตมาสาธก ดังต่อไปนี้ :-
ในอดีตกาล เมื่อพระเจ้าพรหมทัตครองราชสมบัติอยู่ในนครพาราณสี พระโพธิสัตว์ทรงครองความเป็นท้าวสักกเทวราช. ในกาลนั้น ชฎิลโกงผู้หนึ่งเข้าไปอาศัยนครพาราณสี สร้างบรรณศาลาในสวนมะม่วง ณ ที่ใกล้ฝั่งแม่น้ำรักษามะม่วงอยู่ กินผลมะม่วงสุกที่หล่น ให้เฉพาะแก่คนที่เกี่ยวข้องกัน เลี้ยงชีวิตด้วยมิจฉาชีพมีประการต่างๆ อยู่.
ในกาลนั้น ท้าวสักกเทวราชทรงดำริว่า ใครหนอบำรุงบิดามารดา ใครหนอประพฤติอ่อนน้อมต่อผู้เจริญที่สุดในสกุลใครให้ทานรักษาศีล กระทำอุโบสถกรรม ใครบวชแล้วขวนขวายในสมณธรรมอยู่ ใครประพฤติอนาจารจึงทรงตรวจดูชาวโลก ทรงเห็นชฎิลโกงผู้เฝ้ามะม่วงผู้นี้ไม่มีอาจาระ จึงทรงดำริว่า ชฎิลโกงผู้นี้ละทิ้งสมณธรรมของตนมีบริกรรมกสิณเป็นต้น รักษาสวนมะม่วงอยู่เราจักทำเขาให้สังเวชสลดใจ จึงในเวลาที่ชฎิลโกงนั้นเข้าไปภิกขาจารยังบ้านจึงบันดาลมะม่วงทั้งหลายให้ล้มลงด้วยอานุภาพของพระองค์ ทรงทำให้เสมือนหนึ่งถูกพวกโจรปล้น.
ในคราวนั้น ธิดาเศรษฐี ๔ คนจากนครพาราณสี เข้าไปยังสวนมะม่วงนั้น. ชฎิลโกงเห็นธิดาเศรษฐีเหล่านั้นจึงอ้างเอาว่า พวกท่านบริโภคมะม่วงของเรา. ธิดาเศรษฐีเหล่านั้นกล่าวว่า ท่านผู้เจริญ พวกฉันเพิ่งมาเดี๋ยวนี้เอง พวกดิฉันไม่ได้กินมะม่วงของท่าน.
ชฎิลโกงพูดว่า ถ้าอย่างนั้น พวกท่านจงสบถ.
ธิดาเศรษฐีเหล่านั้นถามว่า ก็พวกดิฉันสบถแล้ว จักไปได้กระมัง?
ชฎิลโกงกล่าวว่า เออ สบถแล้วจักได้ไป.
ธิดาเศรษฐีเหล่านั้นพากันรับคำว่า ดีแล้ว ท่านผู้เจริญ
เมื่อธิดาเศรษฐีคนใหญ่จะสบถ จึงกล่าวคาถาที่ ๑ ว่า :-
หญิงใดลักมะม่วงของท่าน หญิงนั้นจงตกอยู่ในอำนาจของชายผู้ย้อมผมให้ดำ และผู้เดือดร้อน เพราะต้องถอนผมหงอกด้วยแหนบ.
คำที่เป็นคาถานั้นมีใจความว่า ชายใดแต่งให้ผมดำซึ่งเอาผลไม้สีเขียวเป็นต้นมาประกอบทำ เพื่อต้องการจะทำผมหงอกให้มีสีดำ และผู้ถอนผมหงอกซึ่งแซมอยู่กับผมดำ ชื่อว่าเดือดร้อน คือลำบากเพราะแหนบ หญิงผู้ลักมะม่วงของท่านจงตกอยู่ในอำนาจของชายแก่เห็นปานนั้น คือจงได้ผัวเห็นปานนั้น.
ดาบสกล่าวว่า เจ้าจงยืนอยู่ในส่วนข้างหนึ่ง แล้วให้ธิดาเศรษฐีคนที่สองกระทำการสบถ.
ธิดาเศรษฐีคนที่สองนั้น เมื่อจะสบถ จึงกล่าวคาถาที่ ๒ ว่า :-
หญิงใดลักมะม่วงของท่าน หญิงนั้นถึงจะมีอายุตั้ง ๒๐ ปี ๒๕ ปี หรือไม่ถึง ๓๐ ปี โดยกำเนิด แม้เป็นผู้มีวัยแก่เช่นนั้น ก็อย่าได้ผัวเลย.
คำที่เป็นคาถานั้นมีใจความว่า ธรรมดา นารีทั้งหลายย่อมเป็นที่รักของพวกบุรุษในคราวมีอายุประมาณ ๑๕-๑๖ ปี แต่หญิงผู้ลักมะม่วงของท่าน อย่าได้สามีในคราวเป็นสาวเห็นปานนั้นพอถึงอายุ ๒๐ ปี หรือ ๒๕ ปี หรือชื่อว่าหย่อน ๓๐ ปี เพราะหย่อนหนึ่งปี สองปีโดยชาติกำเนิดแม้จะเป็นผู้เช่นนั้น คือเป็นผู้มีวัยแก่แล้ว ก็อย่าได้สามี.
เมื่อธิดาเศรษฐีคนที่สอง แม้นั้นสบถแล้ว ยืนอยู่ ณ ส่วนข้างหนึ่ง
ธิดาเศรษฐีคนที่สาม จึงกล่าวคาถาที่ ๓ ว่า :-
หญิงใดลักมะม่วงของท่าน หญิงนั้นถึงจะกระเสือกกระสนเที่ยวหาผัว เดินทางไกลแสนไกลลำพังผู้เดียว ถึงจะได้นัดแนะกันไว้แล้ว ขออย่าได้พบได้เห็นผัวเลย.
คำที่เป็นคาถานั้นมีใจความว่า หญิงใดลักมะม่วงของท่าน หญิงนั้นเมื่อปรารถนาผัวชื่อว่าเป็นผู้กระเสือกกระสน เพราะรนไปในสำนักของผัวนั้นลำพังผู้เดียว คือไม่มีเพื่อนเดินทางไกลแสนไกลประมาณ ๑ คาวุต ๒ คาวุต และแม้ครั้นไปถึงแล้วทำการนัดหมายกันว่า ท่านพึงมายังที่ชื่อโน้น ก็อย่าได้พบเห็นผัวนั้นเลย.
เมื่อธิดาเศรษฐีคนที่สาม แม้นั้นสบถแล้วยืน ณ ส่วนข้างหนึ่ง
ธิดาเศรษฐีคนที่สี่ จึงกล่าวคาถาที่ ๔ ว่า :-
หญิงใดลักมะม่วงของท่าน หญิงนั้นถึงจะมีที่อยู่สะอาด ตกแต่งร่างกาย ทัดทรงดอกไม้ ลูบไล้ด้วยกระแจะจันทน์ ก็จงนอนอยู่บนที่นอนแต่เพียงคนเดียวเถิด.
คาถานั้น มีเนื้อความง่ายทั้งนั้น.
ดาบสโกงกล่าวว่า ท่านทั้งหลายทำการสบถแข็งแรงมาก คนเหล่าอื่นคงจักกินมะม่วงของเรา บัดนี้พวกท่านไปได้ แล้วส่งธิดาเศรษฐีเหล่านั้นไป.
ท้าวสักกะจึงทรงแสดงรูปารมณ์อันน่ากลัว ทำดาบสโกงให้หนีไปจากที่นั้น.
พระศาสดา ครั้นทรงนำพระธรรมเทศนานี้มาแล้ว จึงทรงประชุมชาดกว่า
ชฎิลโกงในครั้งนั้น ได้เป็น พระแก่เฝ้ามะม่วงรูปนี้
ธิดาเศรษฐี ๔ คนในครั้งนั้น ได้เป็น ธิดาเศรษฐีเหล่านี้แหละ
ส่วนท้าวสักกเทวราชในครั้งนั้น ได้เป็น เราตถาคต ฉะนี้แล
จบ อรรถกถาอัมพชาดกที่ ๔