ฉบับที่อ่านฉบับแสดงอรรถกถา
ฉบับหลวง · ทั้งหมด · ตำแหน่งที่กำลังอ่าน ข้อ ๓๕๓

๗. กาติยานเถรคาถา เล่ม ๒๖

ชั้นตัวบทพุทธพจน์ข้อ ๓๕๓ลำดับ 217 จาก 265 ในเถรคาถาพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง 1 ข้อ4 ฉบับเทียบฉบับได้ข้อต่อข้อ

พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง · ผู้ดำเนินการอ่านข้อเท็จจริงสาธารณะแล้วสรุปเอง


บาลีและคำแปล

ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์

พระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๖ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๑๘ ขุททกนิกาย วิมาน-เปตวัตถุ เถร-เถรีคาถา ๗. กาติยานเถรคาถา สุภาษิตเตือนไม่ให้ประมาท

ข้อ ๓๕๓

|๓๕๓.๔๑๑| ๗ อุฏฺฐาหิ นิสีท กาติยาน มา นิทฺทาพหุโล อหุ ชาครสฺสุ มา ตํ อลสํ ปมตฺตพนฺธุ กูเฏเนว ชินาตุ มจฺจุราชา ฯ |๓๕๓.๔๑๒| เสยฺยถาปิ มหาสมุทฺทเวโค เอวํ ชาติชราติวตฺตเต ตํ โส กโรหิ สุทีปมตฺตโน ตฺวํ น หิ ตาณํ ตว วิชฺชเตธ อญฺญํ ฯ |๓๕๓.๔๑๓| สตฺถา หิ วิเชสิ มคฺคเมตํ สงฺคา ชาติชราภยา อตีตํ ปุพฺพาปรรตฺตมปฺปมตฺโต อนุยุญฺชสฺสุ ทฬฺหํ กโรหิ โยคํ ฯ |๓๕๓.๔๑๔| ปุริมานิ ปมุญฺจ พนฺธนานิ สงฺฆาฏีขุรมุณฺฑภิกฺขโภชี มา ขิฑฺฑารติญฺจ มา นิทฺทํ อนุยุญฺชิตฺถ ฌิยาย กาติยาน ฯ |๓๕๓.๔๑๕| ฌายาหิ ชินาหิ กาติยาน โยคกฺเขมปเถ สุโกวิโทสิ ปปฺปุยฺย อนุตฺตรํ วิสุทฺธึ ปรินิพฺพาหิสิ วารินาว โชติ ฯ |๓๕๓.๔๑๖| ปชฺโชตกโร ปริตฺตรํโส วาเตน วินมฺยเต ลตาว เอวมฺปิ ตุวํ อนาทิยมาโน มารํ อินฺทสโคตฺต นิทฺธุนาหิ ฯ โส เวทยิตาสุ วีตราโค กาลํ กงฺข อิเธว สีติภูโตติ ฯ กาติยาโน เถโร ฯ

จงลุกขึ้นนั่งเถิดกาติยานะ อย่ามัวนอนหลับอยู่เลย จงตื่นขึ้นเถิด อย่า ให้มัจจุราชผู้เป็นพวกพ้องของคนประมาทชนะ ท่านผู้เกียจคร้านด้วย อุบายอันโกงเลย กำลังคลื่นแห่งมหาสมุทร ย่อมครอบงำบุรุษผู้ไม่อาจ ข้ามมหาสมุทรนั้นได้ แม้ฉันใด ชาติและชราย่อมครอบงำท่านผู้ถูก ความเกียจคร้านครอบงำแล้ว ฉันนั้น ขอท่านจงทำเกาะ คือ อรหัตผล แก่ตนเถิด เพราะที่พึ่งอย่างอื่นในโลกนี้และโลกหน้า ย่อมไม่มีแก่ท่าน ก็พระศาสดาได้ทรงบอกทางนี้ อันล่วงพ้นจากเครื่องข้องและจากภัย คือ ชาติและชราแก่ท่านแล้ว ท่านอย่าเป็นผู้ประมาทตลอดยามต้น และยามหลัง จงพยายามทำความเพียรให้มั่นเถิด ท่านจงปลดเปลื้อง เครื่องผูกทั้งหลายอันเป็นของเดิมเสีย จงใช้สอยผ้าสังฆาฏิและโกนศีรษะ ด้วยมีดโกน ฉันอาหารที่ขอเขามาได้ จงอย่าเห็นแก่การเล่นสนุกสนาน อย่าเห็นแก่นอน จงหมั่นเพ่งดูธรรมเถิด กาติยานะ จงเจริญฌาน จงชนะ กิเลสเถิดกาติยานะ ท่านจงเฉลียวฉลาดในทางอันปลอดโปร่งจากโยคะ จงบรรลุถึงความบริสุทธิ์อันยอดเยี่ยม จงดับเพลิงกิเลส ดังบุคคลดับไฟ ด้วยน้ำ ฉะนั้น ประทีปที่ส่องแสง ถ้ามีแสงน้อย ย่อมดับไปด้วยลม ดังเถาวัลย์เหี่ยวแห้ง ฉันใด ท่านก็จงเป็นผู้ไม่ถือมั่น กำจัดมารผู้มี โคตรเสมอด้วยพระอินทร์ฉันนั้นเถิด ก็เมื่อท่านกำจัดมารได้อย่างนี้แล้ว เป็นผู้ปราศจากความกำหนัดพอใจในเวทนาทั้งหลาย เป็นผู้มีความเย็น รอคอยเวลานิพพานของตน ในอัตภาพนี้ทีเดียว.

ฉบับมหาจุฬาฯ

ชั้นตัวบทพุทธพจน์

หน่วยที่ตำแหน่งเดียวกันของเล่มนี้ · เลขข้อเป็นของฉบับนี้เอง · ชื่อเรื่องตรงกันทั้งสองฉบับ

เปิดหน้าของฉบับนี้

ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์

๗. กาติยานเถรคาถา ภาษิตของพระกาติยานเถระ (พระกาติยานเถระได้กล่าว ๖ คาถาไว้อย่างนี้)

ข้อ ๔๑๑

ลุกขึ้นนั่งเถิด กาติยานะ อย่ามัวนอนหลับอยู่เลย จงตื่นเถิด อย่าให้มัจจุราช ซึ่งเป็นพวกพ้องของความประมาท ชนะเธอผู้เกียจคร้านด้วยอุบายที่โกงได้เลย

ข้อ ๔๑๒

ชาติและชราครอบงำเธอ เหมือนกำลังคลื่นมหาสมุทร เธอนั้นจงทำที่พึ่งอย่างดีสำหรับตนเสีย เพราะเธอไม่มีที่พึ่งอย่างอื่น ทั้งในโลกนี้และโลกหน้า

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๖ หน้า : ๔๑๐}

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรคาถา [๖. ฉักกนิบาต] ๘. มิคชาลเถรคาถา

ข้อ ๔๑๓

พระศาสดาชี้บอกทางนี้ ซึ่งล่วงพ้นกิเลสเครื่องข้อง และจากภัยคือชาติและชรา เธอจงอย่าได้ประมาทตลอดยามต้นและยามปลาย หมั่นกระทำความเพียรให้มั่นเถิด

ข้อ ๔๑๔

จงปลดเปลื้องเครื่องผูกทั้งหลายที่เป็นของเดิมเสีย ใช้สอยผ้าสังฆาฏิ ปลงผมด้วยมีดโกน และฉันอาหารที่เที่ยวภิกษาจารได้มา อย่าเห็นแก่การเล่นสนุกสนาน อย่าเห็นแก่การหลับนอน จงหมั่นเข้าฌานเถิด กาติยานะ

ข้อ ๔๑๕

เธอจงเพ่งฌาน ชนะกิเลส เธอเป็นผู้ฉลาดในทางที่ปลอดโปร่งจากโยคะ จะถึงความบริสุทธิ์ซึ่งไม่มีความบริสุทธิ์อื่นใดยิ่งกว่าแล้วปรินิพพาน เหมือนไฟลุกโชนที่เขาดับด้วยน้ำ

ข้อ ๔๑๖

ประทีปที่มีเปลวไฟน้อย ย่อมดับไปเพราะลม เหมือนเถาวัลย์หลุดร่วงเพราะลม ฉันใด เธอผู้มีโคตรเหมือนพระอินทร์ แม้เธอก็ฉันนั้น อย่าถือมั่น จงกำจัดมารเสีย จงปราศจากความกำหนัดพอใจในเวทนาทั้งหลาย จงเป็นผู้สงบเย็น รอคอยกาลปรินิพพานในอัตภาพนี้แล

อรรถกถา

ชั้นตัวบทอรรถกถาอธิบายพระไตรปิฎกเปิดหน้าของฉบับนี้

ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์

อรรถกถากาติยานเถรคาถาที่ ๗

คาถาของท่านพระกาติยานเถระ มีคำเริ่มต้นว่า อุฏฺเฐหิ ดังนี้.

เรื่องนี้มีเหตุเกิดขึ้นอย่างไร?

แม้พระเถระนี้ก็ได้บำเพ็ญบุญญาธิการไว้ในพระพุทธเจ้าแต่ปางก่อนทั้งหลาย ก่อสร้างบุญทั้งหลายไว้ในภพนั้นๆ ในพุทธุปบาทกาลนี้ บังเกิดเป็นบุตรของพราหมณ์โกสิยโคตรตระกูลหนึ่ง ในนครสาวัตถี แต่เนื่องด้วยโคตรฝ่ายมารดา จึงได้นามว่ากาติยานะ

พอเจริญวัยได้เป็นสหายคฤหัสถ์ของพระสามัญญกานิเถระ ได้เห็นพระเถระจึงบวช กระทำสมณธรรมอยู่ในตอนกลางคืน ขึ้นสู่จงกรมด้วยหวังจักบรรเทาความง่วงที่ครอบงำ. ท่านเดินจงกรมอยู่ถูกความหลับครอบงำ โงนเงนล้มลงไปนอนที่พื้นราบ ณ ที่จงกรมนั้นนั่นเอง.

พระศาสดาทรงเห็นความเป็นไปนั้นของเธอ จึงเสด็จไป ณ ที่นั้นด้วยพระองค์เอง ประทับยืนในอากาศ ได้ประทานสัญญาณว่า กาติยานะ. ท่านได้เห็นพระศาสดา จึงลุกขึ้นถวายบังคม เกิดความสลดใจจึงได้ยืนอยู่.

ลำดับนั้น พระศาสดาเมื่อจะทรงแสดงธรรมแก่ท่าน จึงได้ตรัสพระคาถาเหล่านี้ความว่า

จงลุกขึ้นนั่งเถิด กาติยานะ อย่ามัวนอนหลับอยู่เลย

จงตื่นขึ้นเถิด อย่าให้มัจจุราชผู้เป็นเผ่าพันธุ์ของคนประมาท

ชนะท่านผู้เกียจคร้านด้วยอุบายโกงเลย. กำลังคลื่นแห่งมหา

สมุทร ย่อมครอบงำบุรุษผู้ไม่อาจข้ามมหาสมุทรนั้นได้ฉันใด

ชาติและชราย่อมครอบงำท่านผู้ถูกความเกียจคร้านครอบงำ

แล้วฉันนั้น ขอท่านจงทำเกาะคืออรหัตผลแก่ตนเถิด เพราะที่

พึ่งอย่างอื่นในโลกนี้และโลกหน้า ย่อมไม่มีแก่ท่าน

ก็พระศาสดาได้ทรงบอกทางนี้อันล่วงพ้นจากเครื่อง

ข้อง และจากภัยคือชาติและชราแก่ท่านแล้ว ท่านอย่าเป็น

ผู้ประมาททั้งยามต้นและยามหลัง จงพยายามกระทำความ

เพียรให้มั่นเถิด ท่านจงปลดเปลื้องเครื่องผูกทั้งหลายอันเป็น

ของเดิมเสีย จงใช้สอยผ้าสังฆาฏิ โกนศีรษะด้วยมีดโกน และ

ฉันอาหารที่ขอมาได้ จงอย่าเห็นแก่การเล่นสนุกสนาน อย่า

เห็นแก่การนอน จงหมั่นเพ่งธรรมเถิดกาติยานะ จงเจริญฌาน

จงชนะกิเลสเถิด

กาติยานะ ท่านจงเฉลียวฉลาดในทางอันปลอดโปร่ง

จากโยคะ จงบรรลุถึงความบริสุทธิ์อันยอดเยี่ยม จงดับเพลิง

กิเลสดังบุคคลดับไฟด้วยน้ำฉะนั้น ประทีปที่ส่องแสง ถ้ามี

แสงน้อย ย่อมดับไปด้วยลม หรือดุจดังเถาวัลย์เล็กถูกลม

ขจัดได้ ฉันใด

ดูก่อนท่านผู้มีโคตรเสมอด้วยพระอินทร์ ท่านก็ฉันนั้น

จงเป็นผู้ไม่ถือมั่น กำจัดมารเสียเถิด ก็เมื่อท่านกำจัดมารได้

อย่างนี้แล้ว เป็นผู้ปราศจากความกำหนัดในเวทนาทั้งหลาย

เป็นผู้มีความเย็น รอคอยเวลานิพพานของตนในอัตภาพนี้ที

เดียว.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อุฏฺเฐหิ ความว่า ท่านเมื่อลุกขึ้นจากการเข้าถึงความหลับ ชื่อว่าจงกระทำความเพียรคือความหมั่น. เพราะธรรมดาว่าการนอน เป็นไปในฝักฝ่ายของความเกียจคร้าน เพราะฉะนั้น ท่านอย่านอน.

บทว่า นิสีท ความว่า จงนั่งคู้บัลลังก์ตั้งกายให้ตรง ดำรงสติไว้เฉพาะหน้า.

พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสเรียกพระเถระนั้น โดยชื่อว่า กาติยานะ.

บทว่า มา นิทฺทาพหุโล อหุ ความว่า อย่าเป็นผู้มากด้วยความหลับ คือถูกความหลับครอบงำ.

บทว่า ชาครสฺสุ แปลว่า จงตื่น คือจงเป็นผู้ประกอบความเพียรในความเป็นผู้ตื่นอยู่.

บทว่า มา ตํ อลสํ ความว่า มัจจุราชผู้เป็นพวกพ้องของคนประมาท จงอย่าชนะคือจงอย่าครอบงำ อย่าท่วมทับท่านผู้เกียจคร้าน ไม่ประกอบความเพียรเครื่องตื่นอยู่ ด้วยชราและโรค เหมือนนายพรานอย่าชนะเนื้อและนกด้วยกลโกง คือด้วยฟ้าทับเหวฉะนั้น.

บทว่า เสยฺยถาปิ ตัดเป็น เสยฺยถา อปิ แปลว่า แม้ฉันใด.

บทว่า มหาสมุทฺทเวโค ได้แก่ กำลังคลื่นแห่งมหาสมุทร.

บทว่า เอวํ เป็นต้น ความว่า กำลังคลื่นแห่งมหาสมุทรตั้งขึ้นซ้อนๆ กัน ย่อมครอบงำบุรุษนั้นผู้ไม่สามารถว่ายข้ามมหาสมุทรนั้นไปได้ฉันใด ชาติและชราก็ฉันนั้น ย่อมครอบงำคือย่อมย่ำยีท่านผู้ถูกความเกียจคร้านครอบงำ.

บทว่า โส กโรหิ ความว่า ดูก่อนกาติยานะ ท่านจงกระทำเกาะที่ดี กล่าวคือพระอรหัตผลที่โอฆะทั้ง ๔ ท่วมทับไม่ได้แก่ตน คือจงให้เกิดขึ้นในสันดานของตน.

ศัพท์ว่า หิ ในบทว่า น หิ ตาณํ ตว วิชฺชเตว อญฺญํ เป็นนิบาตใช้ในอรรถว่าเหตุ.

อธิบายว่า เพราะเหตุที่ ชื่อว่าที่พึ่งของท่านอื่นจากพระอรหัตผลนั้น ย่อมไม่ได้ในโลกนี้หรือโลกหน้า ฉะนั้น ท่านจงกระทำเกาะที่ดีคือพระอรหัตผลนั้น.

บทว่า สตฺถา หิ วิเชสิ มคฺคเมตํ ความว่า พระศาสดาทรงครอบงำเทวปุตตมารเป็นต้นแล้วตรัสบอก คือทำอริยมรรคที่เป็นตัวเหตุแห่งเกาะที่ดีนั้นอันล่วงพ้นจากกิเลสเครื่องข้อง ๕ ประการ และจากภัยมีชาติเป็นต้นซึ่งพวกอัญญเดียรถีย์จำนวนมากไม่อาจให้สำเร็จต้องพ่ายแพ้นั้นให้สำเร็จแก่ท่าน. เพราะเหตุที่ของที่มีอยู่ของพระศาสดา สาวกควรครอบครอง ไม่ควรละทิ้ง เพราะฉะนั้น เพื่อจะครอบครองของที่เป็นของพระศาสดานั้น ท่านจงเป็นผู้ไม่ประมาทตลอดราตรีก่อนและราตรีหลังคือตลอดยามต้นและยามหลัง คือจงเป็นผู้มีสติสัมปชัญญะ หมั่นประกอบความเพียรและการเจริญภาวนาให้มั่นคงไว้.

บทว่า ปุริมานิ ปมุญฺจ พนฺธนานิ ความว่า ท่านจงปล่อยคือละเครื่องผูกของคฤหัสถ์ ได้แก่เครื่องผูกคือกามคุณที่มีอยู่ในกาลก่อน คือที่ผูกพันไว้ในเวลาเป็นคฤหัสถ์. อธิบายว่า จงอย่าอาลัยในเครื่องผูกคือกามคุณนั้น.

บทว่า สงฺฆาฏิขุรมุณฺฑภิกฺขโภชี ได้แก่ เป็นผู้ครองผ้าสังฆาฏิ มีศีรษะโล้นที่เอามีดโกนปลงผม บริโภคอาหารที่ได้ด้วยการขอ.

คำแม้ทั้ง ๓ นี้เป็นคำกล่าวเหตุแห่งการปลดเปลื้องเครื่องผูกที่มีอยู่ในกาลก่อน และแห่งการไม่ประกอบตามความยินดีในการเล่นและการนอนหลับ.

ประกอบความว่า เพราะเหตุที่ท่านห่มผ้าสังฆาฏิ ศีรษะโล้น มีอาหารที่ได้ด้วยการขอเขาเลี้ยงชีพ เพราะฉะนั้น การประกอบกามสุข และการประกอบความยินดีในการเล่นและการนอนหลับ จึงไม่ควรแก่ท่าน ด้วยเหตุนั้น ท่านจงปล่อยวางเครื่องผูกที่มีในกาลก่อนเสีย อย่าเห็นแก่การเล่นและการนอนหลับ.

บทว่า ฌาย ได้แก่ จงเพ่ง คือจงหมั่นประกอบอารัมมณูปนิชฌาน เพ่งอารมณ์.

พระศาสดาเมื่อจะทรงแสดงว่า ก็เธอเมื่อจะประกอบตามฌานนั้นจงประกอบตามลักขณูปนิชฌานอันเป็นเหตุให้ชนะกิเลสอย่างสิ้นเชิง ซึ่งมีการเข้าไปเพ่งลักษณะเป็นอารมณ์ จึงตรัสว่า เธอจงเพ่ง จงชนะ.

บทว่า โยคกฺเขมปเถสุ โกวิโทสิ ความว่า เธอจงเป็นผู้ฉลาดคือเฉลียวฉลาดในโพธิปักขิยธรรมอันเป็นทางแห่งพระนิพพานซึ่งปลอดโปร่งจากโยคะทั้ง ๔ ก็เพราะฉะนั้น เธอเมื่อบำเพ็ญภาวนาจักบรรลุถึงความบริสุทธิ์อันยอดเยี่ยมคือปราศจากสิ่งที่เหนือกว่า ได้แก่พระนิพพานและพระอรหัตแล้วปรินิพพาน.

บทว่า วารินาว โชติ ความว่า จักดับกิเลสด้วยการตกลงแห่งฝนคืออริยมรรค เหมือนกองไฟดับด้วยการตกลงแห่งน้ำฝนมากมายฉะนั้น.

บทว่า ปชฺโชตกโร ได้แก่ ประทีปอันกระทำความสว่างโชติช่วง.

บทว่า ปริตฺตรํโส แปลว่า มีเปลวน้อย.

บทว่า วินมฺยเต แปลว่า ย่อมดับไป คือปราศจากไป.

บทว่า ลตาว แปลว่า เหมือนเครือเถา.

ท่านอธิบายไว้ดังนี้ว่า :-

ประทีปที่แสงน้อยคือมีรัศมีน้อย โดยขาดแคลนปัจจัยมีไส้เป็นต้น หรือเครือเถาอันเล็กๆ ถูกลมขจัดคือทำลายเสียฉันใด ดูก่อนท่านผู้ชื่อว่ามีโคตรเสมอกับพระอินทร์ เพราะเป็นโกสิยโคตร แม้เธอก็ฉันนั้น ชื่อว่าผู้ไม่ถือมั่น เพราะไม่ตกอยู่ในอำนาจของมารนั้น และเพราะไม่ถือมั่น จงขจัดคือจงทำลายมารเสียเถิด ก็เธอนั้นเมื่อกำจัดได้อย่างนี้ เป็นผู้ปราศจากฉันทราคะในเวทนาทั้งปวง ชื่อว่าเป็นผู้มีความเย็นคือดับร้อนแล้ว เพราะไม่มีความเร่าร้อนคือความกระวนกระวาย เพราะกิเลสทั้งปวงในอัตภาพนี้ทีเดียว จงหวังได้คือจงรอคอยเวลาปรินิพพานของตน.

พระศาสดาตรัสเทศนาให้ถึงอนุปาทิเสสนิพพานด้วยประการอย่างนี้ ในเวลาจบเทศนา พระเถระเจริญวิปัสสนาได้บรรลุพระอรหัตแล้ว.

ก็ครั้นบรรลุพระอรหัตแล้วได้กล่าวคาถาเหล่านี้ ตามนิยามที่พระศาสดาทรงแสดงแล้วนั่นแล และคาถาเหล่านี้นั้นแลเป็นการพยากรณ์พระอรหัตผลของพระเถระ.

จบอรรถกถากาติยานเถรคาถาที่ ๗ -----------------------------------------------------

ฉบับที่ใช้และสัญญาอนุญาต

พระไตรปิฎกบาลี อักษรไทย ฉบับสยามรัฐ

pli-siamrath · Public domain (term expired) — operator determination · ตรวจหลักฐานเมื่อ ๒๐๒๖-๐๘-๒๕

ฉบับสยามรัฐ จัดพิมพ์โดยทางราชการ พ.ศ. ๒๔๖๘–๒๔๗๑ · พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ ๒๕๓๗ ม.๑๙–๒๒ อายุคุ้มครองงานนิติบุคคล ๕๐ ปีนับแต่โฆษณา · การพิจารณาของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่ความเห็นที่ปรึกษากฎหมายhttps://84000.org/tipitaka/pali/

พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง

th-chabab-luang · Public domain (term expired) — operator determination · ตรวจหลักฐานเมื่อ ๒๐๒๖-๐๘-๒๔

ฉบับหลวง จัดพิมพ์โดยทางราชการ พ.ศ. ๒๕๑๔ · พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ ๒๕๓๗ ม.๑๙–๒๒ อายุคุ้มครองงานนิติบุคคล ๕๐ ปีนับแต่โฆษณา · การพิจารณาของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่ความเห็นที่ปรึกษากฎหมายhttps://84000.org/tipitaka/

พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาฯ

th-mahachula · ได้รับอนุญาตจากเจ้าของสิทธิ์ — บันทึกจากคำยืนยันของผู้ดำเนินการ ยังไม่มีเอกสารประกอบ · ตรวจหลักฐานเมื่อ ๒๐๒๖-๐๘-๒๕

ผู้ดำเนินการแจ้ง ๒๕ ส.ค. ๖๙ ว่าได้รับอนุญาตจากมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัยให้เผยแพร่ตัวบทฉบับนี้ · **เป็นคำยืนยันด้วยวาจา ยังไม่มีหนังสืออนุญาตประกอบ** ⇒ ฐานของการเผยแพร่คือวินิจฉัยของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่หลักฐานเอกสารและไม่ใช่ความเห็นที่ปรึกษากฎหมาย · ข้อเท็จจริงที่ยังเป็นจริง: จัดพิมพ์ พ.ศ. ๒๕๓๙ งานที่นิติบุคคลเป็นเจ้าของคุ้มครอง ๕๐ ปีนับแต่โฆษณา (พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ ๒๕๓๗ ม.๑๙–๒๒) ถึงราว พ.ศ. ๒๕๘๙ — การอนุญาตจึงจำเป็นและต้องเก็บเอกสารไว้ให้ได้docs/legal/PERMISSIONS.md#มจร

อรรถกถาแปลไทย

th-attha-84000 · ได้รับอนุญาตจากเจ้าของสิทธิ์ — บันทึกจากคำยืนยันของผู้ดำเนินการ ยังไม่มีเอกสารประกอบ · ตรวจหลักฐานเมื่อ ๒๐๒๖-๐๘-๒๕

ผู้ดำเนินการแจ้ง ๒๕ ส.ค. ๖๙ ว่าได้รับอนุญาตให้เผยแพร่ตัวบทชุดนี้ · **เป็นคำยืนยันด้วยวาจา ยังไม่มีเอกสารประกอบ** ⇒ ฐานของการเผยแพร่คือวินิจฉัยของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่หลักฐานเอกสาร · สิ่งที่ยังไม่รู้และไม่ได้หายไปเพราะการอนุญาต: **หน้าเว็บไม่ระบุผู้แปล ผู้จัดพิมพ์ หรือปี** จึงยังไม่รู้ว่าเป็นฉบับพิมพ์ของใคร (ที่เชื่อกันคือชุดมหามกุฏราชวิทยาลัย ๙๑ เล่ม ราว พ.ศ. ๒๕๒๕) — การอนุญาตครอบคลุมใครและอะไร จึงยังระบุไม่ได้จนกว่าจะได้เอกสารdocs/legal/PERMISSIONS.md#อรรถกถา