๘. ภินทนสูตร เล่ม ๒๕
พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง · ผู้ดำเนินการอ่านข้อเท็จจริงสาธารณะแล้วสรุปเอง
บาลีและคำแปล
ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
พระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๕ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๑๗ ขุททกนิกาย ขุททกปาฐะ-ธรรมบท-อุทาน-อิติวุตตกะ-สุตตนิบาต ๘. ภินทนสูตร
๘ วุตฺตํ เหตํ ภควตา วุตฺตมรหตาติ เม สุตํ ภินฺทนฺตายํ ภิกฺขเว กาโย วิญฺญาณํ วิราคธมฺมํ สพฺเพ อุปธี อนิจฺจา ทุกฺขา วิปริณามธมฺมาติ ฯ เอตมตฺถํ ภควา อโวจ ฯ ตตฺเถตํ อิติ วุจฺจติ กายญฺจ ภินฺทนฺตํ ญตฺวา วิญฺญาณญฺจ ปภงฺคุณํ อุปธีสุ ภยํ ทิสฺวา ชาติมรณมชฺชคา สมฺปตฺวา ปรมํ สนฺตึ กาลํ กงฺขติ ภาวิตตฺโตติ ฯ อยมฺปิ อตฺโถ วุตฺโต ภควตา อิติ เม สุตนฺติ ฯ อฏฺฐมํ ฯ
จริงอยู่ พระสูตรนี้พระผู้มีพระภาคตรัสแล้ว พระสูตรนี้พระ ผู้มีพระภาคผู้เป็นพระอรหันต์ตรัสแล้ว เพราะเหตุนั้น ข้าพเจ้าได้สดับมาแล้วว่าดูกรภิกษุทั้งหลาย กายนี้มีความแตกเป็นที่สุด วิญญาณมีการคลายไปเป็นธรรมดาขันธบัญจกทั้งปวงไม่เที่ยง เป็นทุกข์ มีความแปรปรวนไปเป็นธรรมดา ฯ พระผู้มีพระภาคได้ตรัสเนื้อความนี้แล้ว ในพระสูตรนั้น พระผู้มีพระภาคตรัสคาถาประพันธ์ดังนี้ว่า บุคคลรู้กายว่ามีความแตกไปเป็นที่สุด และรู้วิญญาณว่ามี ความย่อยยับไป เห็นภัยในขันธบัญจกทั้งหลายแล้ว ล่วง ชาติและมรณะเสียได้ มีตนอันอบรมแล้ว บรรลุถึงความ สงบอย่างยิ่ง จำนงอยู่ซึ่งการเป็นที่ดับขันธ์ ฯ เนื้อความแม้นี้พระผู้มีพระภาคตรัสแล้ว เพราะเหตุนั้น ข้าพเจ้าได้สดับมาแล้วฉะนี้แล ฯ จบสูตรที่ ๘
ฉบับมหาจุฬาฯ
ชั้นตัวบทพุทธพจน์หน่วยที่ตำแหน่งเดียวกันของเล่มนี้ · เลขข้อเป็นของฉบับนี้เอง · จับคู่ตามตำแหน่ง · เล่มนี้ทั้งสองฉบับแบ่งเรื่องเท่ากัน จึงเทียบตามลำดับได้ · ชื่อเรื่องไม่ตรงกัน จึงยังไม่ได้ยืนยันว่าเป็นเรื่องเดียวกัน
เปิดหน้าของฉบับนี้ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อิติวุตตกะ [๓. ติกนิบาต] ๓. ตติยวรรค ๘. ภิทุรสูตร ๘. ภิทุรสูตร ว่าด้วยสิ่งที่ต้องแตกสลายไปเป็นธรรมดา
แท้จริง พระสูตรนี้ พระผู้มีพระภาคตรัสไว้แล้ว พระสูตรนี้ พระอรหันต์ กล่าวไว้แล้ว ข้าพเจ้าได้สดับมาอย่างนี้ “ภิกษุทั้งหลาย ร่างกายนี้ต้องแตกสลายไป วิญญาณ มีความเสื่อมไปเป็นธรรมดา อุปธิทั้งหมด ล้วนไม่เที่ยง เป็นทุกข์ มีความแปรผันเป็นธรรมดา” พระผู้มีพระภาคได้ตรัสเนื้อความดังกล่าวมานี้แล้ว ในพระสูตรนั้น จึงตรัสคาถาประพันธ์ดังนี้ว่า บุคคลรู้ว่าร่างกายนี้ต้องแตกสลายไป และวิญญาณก็ต้องเสื่อมไป เห็นภัยในอุปธิทั้งหลายแล้ว ย่อมล่วงพ้นความเกิด และความตายได้ บรรลุถึงธรรมเป็นที่สงบอย่างยิ่งแล้ว ชื่อว่าอบรมตนได้แล้ว รอคอยอยู่แต่เวลาเท่านั้น แม้เนื้อความนี้ พระผู้มีพระภาคก็ตรัสไว้แล้ว ข้าพเจ้าได้สดับมาอย่างนี้แลภิทุรสูตรที่ ๘ จบ @เชิงอรรถ : @ วิญญาณ หมายถึงจิต ๓ ระดับ (จิตระดับกามาวจรภูมิ จิตระดับรูปาวจรภูมิ จิตระดับอรูปาวจรภูมิ@(ขุ.อิติ.อ. ๗๗/๒๗๗) @ อุปธิทั้งหมด หมายถึงขันธ์ ๕ กิเลส อภิสังขาร (กรรม) และกามคุณ ๕ (ขุ.อิติ.อ. ๗๗/๒๗๗)@ รอคอยอยู่แต่เวลาเท่านั้น หมายถึงรอคอยเวลาดับขันธปรินิพพาน (ขุ.อิติ.อ. ๗๗/๒๗๘)
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๕ หน้า : ๔๓๘}
ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
อรรถกถาภินทนสูตร
ในภินทนสูตรที่ ๘ พึงทราบวินิจฉัยดังต่อไปนี้ :-
บทว่า ภิทุรายํ ตัดบทเป็น ภิทุโร อยํ
บทว่า กาโย ได้แก่ รูปกาย.
ก็รูปกายนั้น ชื่อว่ากาย เพราะอรรถว่า เป็นที่ประชุมแห่งอวัยวะน้อยใหญ่ทั้งหลาย มีผมเป็นต้นด้วย และชื่อว่ากาย เพราะมีวิเคราะห์ว่าเป็นอายะ คือเป็นแหล่งเกิดแห่งของน่าเกลียดน่าชังทั้งหลายอย่างนี้บ้าง.
ในคำว่า กาย นั้น มีอรรถพจน์ดังต่อไปนี้.
อาการชื่อว่า อาโย เพราะเป็นที่มา.
ถามว่า อะไรมา.
ตอบว่า สิ่งที่น่าเกลียดมีผมเป็นต้นมา.
ดังนั้น อาการชื่อว่ากาย เพราะเป็นที่มาแห่งของน่าเกลียดทั้งหลาย ดังนี้บ้าง. แต่โดยใจความแล้ว ได้แก่กองแห่งธรรมทั้งหลาย คือภูตรูปและอุปาทายรูปที่เป็นไปอยู่ด้วยอำนาจแห่งสันตติ ๔ อย่าง.
มีพุทธาธิบายดังนี้ว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย รูปกายที่สำเร็จด้วยมหาภูตทั้ง ๔ นี้ มีการแตกดับ มีการแตกสลายไปเป็นสภาพ มีการกระจัดกระจายไปทุกขณะเป็นสภาพ.
ปาฐะว่า ภิทุรายํ ดังนี้ก็มีเนื้อความก็อย่างนั้นนั่นแหละ.
บทว่า วิญฺญาณํ ได้แก่ กุศลจิตเป็นต้นที่เป็นไปในภูติ ๓
ส่วนอรรถพจน์มีดังต่อไปนี้.
จิตชื่อว่า วิญฺญาณ เพราะรู้ชัดซึ่งอารมณ์นั้นๆ เพราะว่าการแยกความรู้สึกออกจากความจำได้ คือการรู้ชัดอารมณ์ ได้แก่ญาณ (อุปลัทธิ) ชื่อว่าวิญญาณ.
บทว่า วิราคธมฺมํ คือ มีการเสื่อมคลายเป็นธรรมดา อธิบายว่า มีการแตกดับไปเป็นธรรมดา.
บทว่า สพฺเพ อุปธีติ ความว่า อุปธิเหล่านี้คือ อุปธิคือขันธ์ อุปธิคือกิเลส อุปธิคืออภิสังขาร (กรรม) อุปธิคือเบญจกามคุณ ที่หมายรู้กันว่าอุปธิ เพราะอรรถว่าเป็นที่เข้าไปทรงทุกข์ไว้แม้ทั้งหมดได้แก่อุปาทานขันธ์ กิเลสเป็นอภิสังขารเป็นเบญจกามคุณ ชื่อว่าไม่เที่ยง เพราะอรรถว่ามีแล้วกลับไม่มี. ชื่อว่าเป็นทุกข์ เพราะอรรถว่าเกิดขึ้นและเสื่อมไปและบีบคั้น. ชื่อว่ามีความแปรปรวนไปเป็นธรรมดา เพราะอรรถว่าละปกติเหตุเป็นสภาวะที่ต้องเปลี่ยนแปลงไปด้วยเหตุ ๒ ประการ คือชรากับมรณะ.
ด้วยประการดังที่พรรณนามานี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสถึงวาระแห่งการพิจารณา (สัมมัสสนญาณ) ตามอัธยาศัยแห่งบุคคลผู้รู้อย่างนั้น โดยมุข คือ อนิจจานุปัสสนา และทุกขาวิปัสสนา ทรงแยกรูปธรรมและวิญญาณออกจากกัน แล้วทรงรวมธรรมอันเป็นไปในภูมิ ๓ แม้ทั้งหมดเข้าเป็นอันเดียวกัน โดยทรงจำแนกออกเป็นอุปธิอีก เพราะบรรดาลักษณะทั้ง ๓ นี้ อนิจจลักษณะเห็นได้ง่าย.
ก็ในบรรดาลักษณะทั้ง ๓ นี้ ลักษณะ ๒ อย่างเท่านั้น มีมาในพระบาลี ก็จริง ถึงกระนั้นโดยพระบาลีว่า สิ่งใดเป็นทุกข์ สิ่งนั้นเป็นอนัตตา. พึงเข้าใจว่า แม้อนัตตลักษณะ พระองค์ก็ทรงแสดงไว้แล้ว เหมือนกันด้วยทุกขลักษณะนั่นเอง.
____________________________
สํ. ข. เล่ม ๑๗/ข้อ ๔๒
พึงทราบวินิจฉัยในพระคาถาดังต่อไปนี้.
บทว่า อุปธีสุ ภยํ ทิสฺวา ความว่า เห็นภัยในอุปธิทั้ง ๓ ด้วยสามารถแห่งภยตูปัฏฐานญาณ คือเห็นความที่อุปธิเหล่านั้นเป็นของน่ากลัวพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงวิปัสสนาที่มีกำลังไว้ด้วยบทว่า อุปธีสุ ภยํ ทิสฺวา นี้. เพราะพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงจำแนกภยตูปัฏฐานญาณนั่นแหละออกไปแล้ว ตรัสวิปัสสนาที่มีกำลัง เป็นอาทีนวานุปัสสนา ๑ นิพพิทานุปัสสนา ๑ โดยเป็นญาณที่แปลกกัน.
บทว่า ชาติมรณมจฺจคา ความว่า ภิกษุพิจารณาอย่างนี้อยู่ จะสืบต่อวิปัสสนาญาณด้วยมรรค แล้วจะบรรลุอรหัตผล ต่อจากมรรคนั้นไป ย่อมชื่อว่าเป็นผู้ล่วงพ้นชาติ และมรณะได้ล่วงพ้นได้อย่างไร?
บทว่า สมฺปตฺวา ปรมํ สนฺตึ ความว่า เพราะบรรลุสันติธรรมอันยอดยิ่ง คือสูงสุด ได้แก่ไม่มีธรรมอื่นยิ่งกว่า คือพระนิพพานอันเป็นที่ระงับสังขารทั้งมวล และภิกษุนั้นเป็นอย่างนี้.
บทว่า กาลํ กงฺขติ ภาวิตตฺโต ความว่า ภิกษุชื่อว่ามีตนอบรมแล้ว เพราะความเป็นผู้มีกายอันอบรมแล้วด้วยศีล สมาธิและปัญญา เหตุที่สำเร็จการบรรลุภาวนาด้วยสามารถแห่งอริยมรรค ๔ ไม่อาลัยถึงความตายและความเป็นอยู่ ย่อมจำนงหวัง คือเล็งเห็นกาลกิริยา ด้วยขันธปรินิพพานของตนถ่ายเดียว. เธอไม่มีความปรารถนาในอะไรๆ ดังนี้
ด้วยเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่า
เราตถาคตไม่คำนึงถึงความตาย ไม่คำนึงถึงชีวิต
มุ่งแต่กาลกิริยา (ขันธปรินิพพาน) อย่างเดียว
เหมือนลูกจ้างมุ่งแต่ค่าจ้างเท่านั้น ดังนี้.
____________________________
ขุ. เถร. เล่ม ๒๖/ข้อ ๓๗๗
จบอรรถกถาภินทนสูตรที่ ๘ -----------------------------------------------------