เสทกสูตร ที่ ๑ เล่ม ๑๙
พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง · ผู้ดำเนินการอ่านข้อเท็จจริงสาธารณะแล้วสรุปเอง
๗๕๘เอกํ สมยํ ภควา สุมฺเภสุ วิหรติ เสทกํ นาม สุมฺภานํ นิคโม ฯ ตตฺร โข ภควา ภิกฺขู อามนฺเตสิ ภูตปุพฺพํ ภิกฺขเว จณฺฑาลวํสิโก จณฺฑาลวํสํ อุสฺสาเปตฺวา เมทกถาลิกํ อนฺเตวาสึ อามนฺเตสิ เอหิ ตฺวํ สมฺม เมทกถาลิเก จณฺฑาลวํสํ อภิรูหิตฺวา มม อุปริกฺขนฺเธ ติฏฺฐาหีติ ฯ เอวํ อาจริยาติ โข ภิกฺขเว เมทกถาลิกา อนฺตวาสี จณฺฑาลวํสิกสฺส ปฏิสฺสุตฺวา จณฺฑาลวํสํ อภิรูหิตฺวา อาจริยสฺส อุปริกฺขนฺเธ อฏฺฐาสิ ฯ อถ โข ภิกฺขเว จณฺฑาลวํสิโก เมทกถาลิกํ อนฺเตวาสึ เอตทโวจ ตฺวํ สมฺม เมทกถาลิเก มมํ รกฺข อหํ ตํ รกฺขิสฺสามิ เอวํ มยํ อญฺญมญฺญคุตฺตา อญฺญมญฺญรกฺขิตา สิปฺปานิ เจว ทสฺสิสฺสาม ลาภญฺจ ลจฺฉาม โสตฺถินา จ จณฺฑาลวํสา โอโรหิสฺสามาติ ฯ
๗๕๙เอวํ วุตฺเต ภิกฺขเว เมทกถาลิกา อนฺเตวาสี จณฺฑาลวํสิกํ เอตทโวจ น โข ปเนตํ อาจริย เอวํ ภวิสฺสติ ตฺวํ อาจริย อตฺตานํ รกฺข อหํ อตฺตานํ รกฺขิสฺสามิ เอวํ มยํ อตฺตคุตฺตา อตฺตรกฺขิตา สิปฺปานิ เจว ทสฺสิสฺสาม ลาภญฺจ ลจฺฉาม โสตฺถินา จ จณฺฑาลวํสา โอโรหิสฺสามาติ ฯ โส ตตฺถ ญาโยติ ภควา อโวจ ยถา เมทกถาลิกา อนฺเตวาสี อาจริยํ อโวจ ฯ อตฺตานํ ภิกฺขเว รกฺขิสฺสามีติ สติปฏฺฐานํ เสวิตพฺพํ ปรํ รกฺขิสฺสามีติ สติปฏฺฐานํ เสวิตพฺพํ ฯ อตฺตานํ ภิกฺขเว รกฺขนฺโต ปรํ รกฺขติ ปรํ รกฺขนฺโต อตฺตานํ รกฺขติ ฯ
๗๖๐กถญฺจ ภิกฺขเว อตฺตานํ รกฺขนฺโต ปรํ รกฺขติ ฯ อาเสวนาย ภาวนาย พหุลีกมฺเมน ฯ เอวํ โข ภิกฺขเว อตฺตานํ รกฺขนฺโต ปรํ รกฺขติ ฯ
๗๖๑กถญฺจ ภิกฺขเว ปรํ รกฺขนฺโต อตฺตานํ รกฺขติ ฯ ขนฺติยา อวิหึสาย เมตฺตจิตฺตตาย อนุทยตาย ฯ เอวํ โข ภิกฺขเว ปรํ รกฺขนฺโต อตฺตานํ รกฺขติ ฯ
๗๖๒อตฺตานํ ภิกฺขเว รกฺขิสฺสามีติ สติปฏฺฐานํ เสวิตพฺพํ ปรํ รกฺขิสฺสามีติ สติปฏฺฐานํ เสวิตพฺพํ ฯ อตฺตานํ ภิกฺขเว รกฺขนฺโต ปรํ รกฺขติ ปรํ รกฺขนฺโต อตฺตานํ รกฺขตีติ ฯ
ฉบับมหาจุฬาฯ
ชั้นตัวบทพุทธพจน์หน่วยที่ตำแหน่งเดียวกันของเล่มนี้ · เลขข้อเป็นของฉบับนี้เอง · จับคู่ตามตำแหน่ง · เล่มนี้ทั้งสองฉบับแบ่งเรื่องเท่ากัน จึงเทียบตามลำดับได้ · ชื่อเรื่องไม่ตรงกัน จึงยังไม่ได้ยืนยันว่าเป็นเรื่องเดียวกัน
เปิดหน้าของฉบับนี้ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
๙. เสทกสูตร ว่าด้วยธรรมเทศนาที่เสทกนิคม
สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ นิคมของชาวสุมภะชื่อ เสทกะ แคว้นสุมภะ ณ ที่นั้นแล พระผู้มีพระภาครับสั่งเรียกภิกษุทั้งหลายมาตรัสว่า “ภิกษุทั้งหลาย เรื่องเคยมีมาแล้ว คนจัณฑาลผู้เป็นนักไต่ราว ยกไม้ไผ่ขึ้นตั้งไว้แล้วเรียกศิษย์ชื่อเมทกถาลิกะมาบอกว่า ‘เมทกถาลิกะผู้สหาย เธอจงขึ้นราวไม้ไผ่แล้วยืนบนคอของเราเถิด’
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑๙ หน้า : ๒๔๑}
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย มหาวารวรรค [๓. สติปัฏฐานสังยุต] ๒. นาลันทวรรค ๙. เสทกสูตร ภิกษุทั้งหลาย เมทกถาลิกะผู้เป็นศิษย์รับคำของคนจัณฑาลผู้เป็นนักไต่ราว แล้วได้ขึ้นราวไม้ไผ่ ยืนอยู่บนคอของอาจารย์ คนจัณฑาลผู้เป็นนักไต่ราวได้กล่าวว่า‘เมทกถาลิกะผู้สหาย เธอจงรักษาเรา เราก็จักรักษาเธอ เราทั้งสองต่างคุ้มครองรักษากันและกันอย่างนี้ จักแสดงศิลปะ จักได้ลาภ และจักลงจากราวไม้ไผ่โดยความสวัสดี’ ภิกษุทั้งหลาย เมื่ออาจารย์กล่าวอย่างนี้แล้ว เมทกถาลิกะผู้เป็นศิษย์ได้กล่าวว่า ‘ท่านอาจารย์ ก็เรื่องนี้ จักเป็นอย่างนั้นหามิได้ ท่านจงรักษาตน ผมก็จักรักษาตนเราทั้งสองต่างคุ้มครองรักษาตนอย่างนี้ จักแสดงศิลปะ จักได้ลาภ และจักลงจากราวไม้ไผ่โดยความสวัสดี” พระผู้มีพระภาคได้ตรัสสนับสนุนว่า “อุบายในเรื่องนั้นมีอยู่” เหมือนศิษย์ชื่อเมทกถาลิกะได้พูดกับอาจารย์ คือ พระองค์ได้ตรัสว่า “ภิกษุทั้งหลาย เธอทั้งหลายพึงปฏิบัติสติปัฏฐานด้วยคิดว่า ‘จักรักษาตน’พึงปฏิบัติสติปัฏฐานด้วยคิดว่า ‘จักรักษาผู้อื่น’ บุคคลเมื่อรักษาตน ชื่อว่ารักษาผู้อื่น เมื่อรักษาผู้อื่น ก็ชื่อว่ารักษาตน บุคคลเมื่อรักษาตน ชื่อว่ารักษาผู้อื่น เป็นอย่างไร คือ บุคคลเมื่อรักษาตนด้วยการปฏิบัติ ด้วยการเจริญ ด้วยการทำให้มาก ชื่อว่ารักษาผู้อื่น บุคคลเมื่อรักษาตน ชื่อว่ารักษาผู้อื่น เป็นอย่างนี้แล บุคคลเมื่อรักษาผู้อื่น ชื่อว่ารักษาตน เป็นอย่างไร คือ บุคคลเมื่อรักษาผู้อื่นด้วยความอดทน ด้วยความไม่เบียดเบียน ด้วยจิตเมตตา ด้วยความเอ็นดู ชื่อว่ารักษาตน บุคคลเมื่อรักษาผู้อื่น ชื่อว่ารักษาตน เป็นอย่างนี้แล เธอทั้งหลายพึงปฏิบัติสติปัฏฐานด้วยคิดว่า ‘จักรักษาตน’ พึงปฏิบัติ สติปัฏฐานด้วยคิดว่า ‘จักรักษาผู้อื่น’ ภิกษุทั้งหลาย บุคคลเมื่อรักษาตน ชื่อว่ารักษาผู้อื่น เมื่อรักษาผู้อื่น ก็ชื่อว่ารักษาตน” เสทกสูตรที่ ๙ จบ
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑๙ หน้า : ๒๔๒}
ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
อรรถกถาปฐมเสทกสูตรที่ ๙
พึงทราบวินิจฉัยในปฐมเสทกสูตรที่ ๙
บทว่า ในนิคมชื่อสุมภะ ได้แก่ ในชนบทที่มีชื่ออย่างนี้.
คำว่า เมทกถาลิกะ คือ ได้ชื่ออย่างนี้ด้วยอำนาจอิตถีลิงค์.
ในบทว่า ท่านจงรักษาเรา เราจะรักษาท่าน นี้มีอธิบายว่า คนจัณฑาลนั้นมีลัทธิว่า อาจารย์เมื่อไม่จับเอาไม้ไผ่ ที่ลูกศิษย์ยกขึ้นแล้ว จับไว้ให้ดี ไม่ไปทิศที่แล่นไปแล้วๆ และไม่แลดูปลายไม้ไผ่ตลอดเวลาทั้งหมดชื่อว่าไม่รักษาลูกศิษย์. ลูกศิษย์ที่อาจารย์ไม่รักษาแล้วอย่างนี้ตกไปย่อมแหลกละเอียด. แต่ว่า อาจารย์จับไม้ไผ่ไว้อย่างดี ไปตามทิศที่ลูกศิษย์แล่นไปๆ นั้น และตรวจดูปลายไม้ไผ่ตลอดเวลาทั้งหมด ชื่อว่าย่อมรักษาศิษย์นั้น. แม้ลูกศิษย์ที่ไต่ไปข้างโน้นข้างนี้ เหนื่อยเหมือนเนื้อวิ่งไปอยู่ ก็ชื่อว่าไม่รักษาอาจารย์. เพราะว่าเมื่อเป็นอย่างนี้ ปลายไม้ไผ่ที่คมกล้า ที่วางไว้บนพื้นหรือบนหน้าผากอาจารย์ ก็จะพึงทำลายที่อาจารย์นั้นแล้วไปไม้ไผ่ก็จะไม่โอนไปเพราะครบอาการ ศิษย์เมื่อไม่เอนไปข้างนั้น เหมือนดึงไม้ไผ่นั้นมาแบ่งออกเป็นส่วนจากส่วนหนึ่ง แล้วให้จับเสาค้ำธาตุ ตั้งสติมั่น นั่งไม่ไหวทีเดียว ย่อมรักษาอาจารย์. คำว่า อาจารย์ ขอท่านจงรักษาตน กระผมก็จะรักษาตน ในคำนี้มีอธิบายนี้ดังว่ามานี้แล.
อาจารย์ เมื่อจับไม้ไผ่ให้มั่นดี ไปตามทิศที่ศิษย์ไต่ไปๆ และตรวจดูปลายไม้ไผ่ตลอดเวลาทั้งหมด ชื่อว่ารักษาตนนั่นเทียว ไม่ชื่อว่ารักษาศิษย์.
ฝ่ายศิษย์แบ่งกายให้เป็นส่วนๆ จากส่วนหนึ่ง แล้วให้เสาค้ำธาตุ ตั้งสติมั่นดี นั่งนิ่ง ชื่อว่ารักษาตนทีเดียว ไม่ชื่อว่ารักษาอาจารย์.
บทว่า กายนั้นในนั้น ความว่า ศิษย์ชื่อว่าเมทกถาลิกะกล่าวอุบายใดกะอาจารย์ อุบายนั้น เหตุนั้นก็ใช้ได้ในเหตุนั้น.
บทว่า พึงเสพสติปัฏฐาน ความว่า เพื่อเสพสติปัฏฐาน ๔.
บทว่า ด้วยการซ่องเสพ ความว่า ด้วยการเสพกรรมฐาน.
คำว่า ภิกษุทั้งหลาย บุคคลเมื่อรักษาตน ชื่อว่ารักษาผู้อื่นอย่างนี้ ความว่า ภิกษุใดละกามราคะเป็นต้น เสพมูลกรรมฐานทั้งในที่พักกลางคืนและกลางวัน ย่อมบรรลุพระอรหัต. ทีนั้น คนอื่นเห็นเธอเข้า คิดว่า ภิกษุนี้ช่างดีแท้หนอ เป็นผู้ปฏิบัติชอบ แล้วยังจิตให้เลื่อมใสในภิกษุนั้น ครั้นตายไปก็ไปสวรรค์ บุคคลนี้เมื่อรักษาตน ก็ชื่อว่ารักษาคนอื่นด้วย.
คำว่า ด้วยความอดทน ได้แก่ ด้วยความอดทน คือความอดกลั้น.
คำว่า ด้วยความไม่เบียดเบียน คือ ด้วยความสงสารที่เป็นไปกับส่วนเบื้องต้น.
คำว่า ด้วยความเป็นผู้มีจิตที่ประกอบด้วยความหวังดี คือ ด้วยความรักที่เป็นไปกับส่วนเบื้องต้น.
คำว่า ด้วยความเอ็นดู หมายถึง ด้วยความบันเทิงอันเป็นไปกับส่วนเบื้องต้นแห่งความค่อยๆ เจริญ.
ในคำว่า เมื่อรักษาคนอื่นก็ชื่อว่ารักษาตน นี้มีอธิบายว่า
ภิกษุไปสู่ที่พักกลางคืนหรือที่พักกลางวันแล้ว ทำฌานหมวดสามหรือหมวดสี่ในพรหมวิหารให้เกิดแล้ว เอาฌานเป็นที่รองรับมาพิจารณาสังขาร เจริญวิปัสสนาจนได้เป็นพระอรหันต์นี้ ก็พึงทราบว่า เมื่อรักษาคนอื่นก็ชื่อว่ารักษาตนด้วย.
จบอรรถกถาปฐมเสทกสูตรที่ ๙ -----------------------------------------------------