๙. ปิณฑปาตปาริสุทธิสูตร เล่ม ๑๔
พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง · ผู้ดำเนินการอ่านข้อเท็จจริงสาธารณะแล้วสรุปเอง
ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
ปิณฺฑปาตปาริสุทฺธิสุตฺตํ
๘๓๗เอวมฺเม สุตํ เอกํ สมยํ ภควา ราชคเห วิหรติ เวฬุวเน กลนฺทกนิวาเป ฯ อถ โข อายสฺมา สารีปุตฺโต สายณฺหสมยํ ปฏิสลฺลานา วุฏฺฐิโต เยน ภควา เตนุปสงฺกมิ อุปสงฺกมิตฺวา ภควนฺตํ อภิวาเทตฺวา เอกมนฺตํ นิสีทิ ฯ เอกมนฺตํ นิสินฺนํ โข อายสฺมนฺตํ สารีปุตฺตํ ภควา เอตทโวจ วิปฺปสนฺนานิ โข เต สารีปุตฺต อินฺทฺริยานิ ปริสุทฺโธ ฉวิวณฺโณ ปริโยทาโต กตเมน ตฺวํ สารีปุตฺต วิหาเรน เอตรหิ พหุลํ วิหรสีติ ฯ สุญฺญตาวิหาเรน โข อหํ ภนฺเต เอตรหิ พหุลํ วิหรามีติ ฯ
๘๓๘สาธุ สาธุ สารีปุตฺต มหาปุริสวิหาเรน กิร ตฺวํ สารีปุตฺต เอตรหิ พหุลํ วิหรสิ มหาปุริสวิหาโร เหส สารีปุตฺต ยทิทํ สุญฺญตา ฯ ตสฺมาติห สารีปุตฺต ภิกฺขุ สเจ อากงฺเขยฺย สุญฺญตาวิหาเรน พหุลํ วิหเรยฺยนฺติ เตน สารีปุตฺต ภิกฺขุนา อิติ ปฏิสญฺจิกฺขิตพฺพํ เยน จาหํ มคฺเคน คามํ ปิณฺฑาย ปาวิสึ ยสฺมิญฺจ ปเทเส ปิณฺฑาย อจรึ เยน จ มคฺเคน คามโต ปิณฺฑาย ปฏิกฺกมึ อตฺถิ นุ โข เม ตตฺถ จกฺขุวิญฺเญยฺเยสุ รูเปสุ ฉนฺโท วา ราโค วา โทโส วา โมโห วา ปฏิฆํ วาปิ เจตโสติ ฯ สเจ สารีปุตฺต ภิกฺขุ ปจฺจเวกฺขมาโน เอวํ ชานาติ เยน จาหํ มคฺเคน คามํ ปิณฺฑาย ปาวิสึ ยสฺมิญฺจ ปเทเส ปิณฺฑาย อจรึ เยน จ มคฺเคน คามโต ปิณฺฑาย ปฏิกฺกมึ อตฺถิ เม ตตฺถ จกฺขุวิญฺเญยฺเยสุ รูเปสุ ฉนฺโท วา ราโค วา โทโส วา โมโห วา ปฏิฆํ วาปิ เจตโสติ เตน สารีปุตฺต ภิกฺขุนา เตสํเยว ปาปกานํ อกุสลานํ ธมฺมานํ ปหานาย วายมิตพฺพํ ฯ สเจ ปน สารีปุตฺต ภิกฺขุ ปจฺจเวกฺขมาโน เอวํ ชานาติ เยน จาหํ มคฺเคน คามํ ปิณฺฑาย ปาวิสึ ยสฺมิญฺจ ปเทเส ปิณฺฑาย อจรึ เยน จ มคฺเคน คามโต ปิณฺฑาย ปฏิกฺกมึ นตฺถิ เม ตตฺถ จกฺขุวิญฺเญยฺเยสุ รูเปสุ ฉนฺโท วา ราโค วา โทโส วา โมโห วา ปฏิฆํ วาปิ เจตโสติ เตน สารีปุตฺต ภิกฺขุนา เตเนว ปีติปามุชฺเชน วิหาตพฺพํ อโหรตฺตานุสิกฺขินา กุสเลสุ ธมฺเมสุ ฯ
๘๓๙ปุน จปรํ สารีปุตฺต ภิกฺขุนา อิติ ปฏิสญฺจิกฺขิตพฺพํ เยน จาหํ มคฺเคน คามํ ปิณฺฑาย ปาวิสึ ยสฺมิญฺจ ปเทเส ปิณฺฑาย อจรึ เยน จ มคฺเคน คามโต ปิณฺฑาย ปฏิกฺกมึ อตฺถิ นุ โข เม ตตฺถ โสตวิญฺเญยฺเยสุ สทฺเทสุ ... ฆานวิญฺเญยฺเยสุ คนฺเธสุ ... ชิวฺหาวิญฺเญยฺเยสุ รเสสุ ... กายวิญฺเญยฺเยสุ โผฏฺฐพฺเพสุ ... มโนวิญฺเญยฺเยสุ ธมฺเมสุ ฉนฺโท วา ราโค วา โทโส วา โมโห วา ปฏิฆํ วาปิ เจตโสติ ฯ สเจ สารีปุตฺต ภิกฺขุ ปจฺจเวกฺขมาโน เอวํ ชานาติ เยน จาหํ มคฺเคน คามํ ปิณฺฑาย ปาวิสึ ยสฺมิญฺจ ปเทเส ปิณฺฑาย อจรึ เยน จ มคฺเคน คามโต ปิณฺฑาย ปฏิกฺกมึ อตฺถิ เม ตตฺถ มโนวิญฺเญยฺเยสุ ธมฺเมสุ ฉนฺโท วา ราโค วา โทโส วา โมโห วา ปฏิฆํ วาปิ เจตโสติ เตน สารีปุตฺต ภิกฺขุนา เตสํเยว ปาปกานํ อกุสลานํ ธมฺมานํ ปหานาย วายมิตพฺพํ ฯ สเจ ปน สารีปุตฺต ภิกฺขุ ปจฺจเวกฺขมาโน เอวํ ชานาติ เยน จาหํ มคฺเคน คามํ ปิณฺฑาย ปาวิสึ ยสฺมิญฺจ ปเทเส ปิณฺฑาย อจรึ เยน จ มคฺเคน คามโต ปิณฺฑาย ปฏิกฺกมึ นตฺถิ เม ตตฺถ มโนวิญฺเญยฺเยสุ ธมฺเมสุ ฉนฺโท วา ราโค วา โทโส วา โมโห วา ปฏิฆํ วาปิ เจตโสติ เตน สารีปุตฺต ภิกฺขุนา เตเนว ปีติปามุชฺเชน วิหาตพฺพํ อโหรตฺตานุสิกฺขินา กุสเลสุ ธมฺเมสุ ฯ
๘๔๐ปุน จปรํ สารีปุตฺต ภิกฺขุนา อิติ ปฏิสญฺจิกฺขิตพฺพํ ปหีนา นุ โข เม ปญฺจ กามคุณาติ ฯ สเจ สารีปุตฺต ภิกฺขุ ปจฺจเวกฺขมาโน เอวํ ชานาติ อปฺปหีนา โข เม ปญฺจ กามคุณาติ เตน สารีปุตฺต ภิกฺขุนา ปญฺจนฺนํ กามคุณานํ ปหานาย วายมิตพฺพํ ฯ สเจ ปน สารีปุตฺต ภิกฺขุ ปจฺจเวกฺขมาโน เอวํ ชานาติ ปหีนา โข เม ปญฺจ กามคุณาติ เตน สารีปุตฺต ภิกฺขุนา เตเนว ปีติปามุชฺเชน วิหาตพฺพํ อโหรตฺตานุสิกฺขินา กุสเลสุ ธมฺเมสุ ฯ
๘๔๑ปุน จปรํ สารีปุตฺต ภิกฺขุนา อิติ ปฏิสญฺจิกฺขิตพฺพํ ปหีนา นุ โข เม ปญฺจ นีวรณาติ ฯ สเจ สารีปุตฺต ภิกฺขุ ปจฺจเวกฺขมาโน เอวํ ชานาติ อปฺปหีนา โข เม ปญฺจ นีวรณาติ เตน สารีปุตฺต ภิกฺขุนา ปญฺจนฺนํ นีวรณานํ ปหานาย วายมิตพฺพํ ฯ สเจ ปน สารีปุตฺต ภิกฺขุ ปจฺจเวกฺขมาโน เอวํ ชานาติ ปหีนา โข เม ปญฺจ นีวรณาติ เตน สารีปุตฺต ภิกฺขุนา เตเนว ปีติปามุชฺเชน วิหาตพฺพํ อโหรตฺตานุสิกฺขินา กุสเลสุ ธมฺเมสุ ฯ
๘๔๒ปุน จปรํ สารีปุตฺต ภิกฺขุนา อิติ ปฏิสญฺจิกฺขิตพฺพํ ปริญฺญาตา นุ โข เม ปญฺจุปาทานกฺขนฺธาติ ฯ สเจ สารีปุตฺต ภิกฺขุ ปจฺจเวกฺขมาโน เอวํ ชานาติ อปริญฺญาตา โข เม ปญฺจุปาทานกฺขนฺธาติ เตน สารีปุตฺต ภิกฺขุนา ปญฺจนฺนํ อุปาทานกฺขนฺธานํ ปริญฺญาย วายมิตพฺพํ ฯ สเจ ปน สารีปุตฺต ภิกฺขุ ปจฺจเวกฺขมาโน เอวํ ชานาติ ปริญฺญาตา โข เม ปญฺจุปาทานกฺขนฺธาติ เตน สารีปุตฺต ภิกฺขุนา เตเนว ปีติปามุชฺเชน วิหาตพฺพํ อโหรตฺตานุสิกฺขินา กุสเลสุ ธมฺเมสุ ฯ
๘๔๓ปุน จปรํ สารีปุตฺต ภิกฺขุนา อิติ ปฏิสญฺจิกฺขิตพฺพํ ภาวิตา นุ โข เม จตฺตาโร สติปฏฺฐานาติ ฯ สเจ สารีปุตฺต ภิกฺขุ ปจฺจเวกฺขมาโน เอวํ ชานาติ อภาวิตา โข เม จตฺตาโร สติปฏฺฐานาติ เตน สารีปุตฺต ภิกฺขุนา จตุนฺนํ สติปฏฺฐานานํ ภาวนาย วายมิตพฺพํ ฯ สเจ ปน สารีปุตฺต ภิกฺขุ ปจฺจเวกฺขมาโน เอวํ ชานาติ ภาวิตา โข เม จตฺตาโร สติปฏฺฐานาติ เตน สารีปุตฺต ภิกฺขุนา เตเนว ปีติปามุชฺเชน วิหาตพฺพํ อโหรตฺตานุสิกฺขินา กุสเลสุ ธมฺเมสุ ฯ
๘๔๔ปุน จปรํ สารีปุตฺต ภิกฺขุนา อิติ ปฏิสญฺจิกฺขิตพฺพํ ภาวิตา นุ โข เม จตฺตาโร สมฺมปฺปธานาติ ฯ สเจ สารีปุตฺต ภิกฺขุ ปจฺจเวกฺขมาโน เอวํ ชานาติ อภาวิตา โข เม จตฺตาโร สมฺมปฺปธานาติ เตน สารีปุตฺต ภิกฺขุนา จตุนฺนํ สมฺมปฺปธานานํ ภาวนาย วายมิตพฺพํ ฯ สเจ ปน สารีปุตฺต ภิกฺขุ ปจฺจเวกฺขมาโน เอวํ ชานาติ ภาวิตา โข เม จตฺตาโร สมฺมปฺปธานาติ เตน สารีปุตฺต ภิกฺขุนา เตเนว ปีติปามุชฺเชน วิหาตพฺพํ อโหรตฺตานุสิกฺขินา กุสเลสุ ธมฺเมสุ ฯ
๘๔๕ปุน จปรํ สารีปุตฺต ภิกฺขุนา อิติ ปฏิสญฺจิกฺขิตพฺพํ ภาวิตา นุ โข เม จตฺตาโร อิทฺธิปาทาติ ฯ สเจ สารีปุตฺต ภิกฺขุ ปจฺจเวกฺขมาโน เอวํ ชานาติ อภาวิตา โข เม จตฺตาโร อิทฺธิปาทาติ เตน สารีปุตฺต ภิกฺขุนา จตุนฺนํ อิทฺธิปาทานํ ภาวนาย วายมิตพฺพํ ฯ สเจ ปน สารีปุตฺต ภิกฺขุ ปจฺจเวกฺขมาโน เอวํ ชานาติ ภาวิตา โข เม จตฺตาโร อิทฺธิปาทาติ เตน สารีปุตฺต ภิกฺขุนา เตเนว ปีติปามุชฺเชน วิหาตพฺพํ อโหรตฺตานุสิกฺขินา กุสเลสุ ธมฺเมสุ ฯ
๘๔๖ปุน จปรํ สารีปุตฺต ภิกฺขุนา อิติ ปฏิสญฺจิกฺขิตพฺพํ ภาวิตา นุ โข เม ปญฺจินฺทฺริยานีติ ฯ สเจ สารีปุตฺต ภิกฺขุ ปจฺจเวกฺขมาโน เอวํ ชานาติ อภาวิตานิ โข เม ปญฺจินฺทฺริยานีติ เตน สารีปุตฺต ภิกฺขุนา ปญฺจนฺนํ อินฺทฺริยานํ ภาวนาย วายมิตพฺพํ ฯ สเจ ปน สารีปุตฺต ภิกฺขุ ปจฺจเวกฺขมาโน เอวํ ชานาติ ภาวิตานิ โข เม ปญฺจินฺทฺริยานีติ เตน สารีปุตฺต ภิกฺขุนา เตเนว ปีติปามุชฺเชน วิหาตพฺพํ อโหรตฺตานุสิกฺขินา กุสเลสุ ธมฺเมสุ ฯ
๘๔๗ปุน จปรํ สารีปุตฺต ภิกฺขุนา อิติ ปฏิสญฺจิกฺขิตพฺพํ ภาวิตานิ นุ โข เม ปญฺจ พลานีติ ฯ สเจ สารีปุตฺต ภิกฺขุ ปจฺจเวกฺขมาโน เอวํ ชานาติ อภาวิตานิ โข เม ปญฺจ พลานีติ เตน สารีปุตฺต ภิกฺขุนา ปญฺจนฺนํ พลานํ ภาวนาย วายมิตพฺพํ ฯ สเจ ปน สารีปุตฺต ภิกฺขุ ปจฺจเวกฺขมาโน เอวํ ชานาติ ภาวิตานิ โข เม ปญฺจ พลานีติ เตน สารีปุตฺต ภิกฺขุนา เตเนว ปีติปามุชฺเชน วิหาตพฺพํ อโหรตฺตานุสิกฺขินา กุสเลสุ ธมฺเมสุ ฯ
๘๔๘ปุน จปรํ สารีปุตฺต ภิกฺขุนา อิติ ปฏิสญฺจิกฺขิตพฺพํ ภาวิตา นุ โข เม สตฺต โพชฺฌงฺคาติ ฯ สเจ สารีปุตฺต ภิกฺขุ ปจฺจเวกฺขมาโน เอวํ ชานาติ อภาวิตา โข เม สตฺต โพชฺฌงฺคาติ เตน สารีปุตฺต ภิกฺขุนา สตฺตนฺนํ โพชฺฌงฺคานํ ภาวนาย วายมิตพฺพํ ฯ สเจ ปน สารีปุตฺต ภิกฺขุ ปจฺจเวกฺขมาโน เอวํ ชานาติ ภาวิตา โข เม สตฺต โพชฺฌงฺคาติ เตน สารีปุตฺต ภิกฺขุนา เตเนว ปีติปามุชฺเชน วิหาตพฺพํ อโหรตฺตานุสิกฺขินา กุสเลสุ ธมฺเมสุ ฯ
๘๔๙ปุน จปรํ สารีปุตฺต ภิกฺขุนา อิติ ปฏิสญฺจิกฺขิตพฺพํ ภาวิโต นุ โข เม อริโย อฏฺฐงฺคิโก มคฺโคติ ฯ สเจ สารีปุตฺต ภิกฺขุ ปจฺจเวกฺขมาโน เอวํ ชานาติ อภาวิโต โข เม อริโย อฏฺฐงฺคิโก มคฺโคติ เตน สารีปุตฺต ภิกฺขุนา อริยสฺส อฏฺฐงฺคิกสฺส มคฺคสฺส ภาวนาย วายมิตพฺพํ ฯ สเจ ปน สารีปุตฺต ภิกฺขุ ปจฺจเวกฺขมาโน เอวํ ชานาติ ภาวิโต โข เม อริโย อฏฺฐงฺคิโก มคฺโคติ เตน สารีปุตฺต ภิกฺขุนา เตเนว ปีติปามุชฺเชน วิหาตพฺพํ อโหรตฺตานุสิกฺขินา กุสเลสุ ธมฺเมสุ ฯ
๘๕๐ปุน จปรํ สารีปุตฺต ภิกฺขุนา อิติ ปฏิสญฺจิกฺขิตพฺพํ ภาวิตา นุ โข เม สมโถ จ วิปสฺสนา จาติ ฯ สเจ สารีปุตฺต ภิกฺขุ ปจฺจเวกฺขมาโน เอวํ ชานาติ อภาวิตา โข เม สมโถ จ วิปสฺสนา จาติ เตน สารีปุตฺต ภิกฺขุนา สมถวิปสฺสนานํ ภาวนาย วายมิตพฺพํ ฯ สเจ ปน สารีปุตฺต ภิกฺขุ ปจฺจเวกฺขมาโน เอวํ ชานาติ ภาวิตา โข เม สมโถ จ วิปสฺสนา จาติ เตน สารีปุตฺต ภิกฺขุนา เตเนว ปีติปามุชฺเชน วิหาตพฺพํ อโหรตฺตานุสิกฺขินา กุสเลสุ ธมฺเมสุ ฯ
๘๕๑ปุน จปรํ สารีปุตฺต ภิกฺขุนา อิติ ปฏิสญฺจิกฺขิตพฺพํ สจฺฉิกตา นุ โข เม วิชฺชา จ วิมุตฺติ จาติ ฯ สเจ สารีปุตฺต ภิกฺขุ ปจฺจเวกฺขมาโน เอวํ ชานาติ อสจฺฉิกตา โข เม วิชฺชา จ วิมุตฺติ จาติ เตน สารีปุตฺต ภิกฺขุนา วิชฺชาย จ วิมุตฺติยา จ สจฺฉิกิริยาย วายมิตพฺพํ ฯ สเจ ปน สารีปุตฺต ภิกฺขุ ปจฺจเวกฺขมาโน เอวํ ชานาติ สจฺฉิกตา โข เม วิชฺชา จ วิมุตฺติ จาติ เตน สารีปุตฺต ภิกฺขุนา เตเนว ปีติปามุชฺเชน วิหาตพฺพํ อโหรตฺตานุสิกฺขินา กุสเลสุ ธมฺเมสุ ฯ
๘๕๒เย หิ เกจิ สารีปุตฺต อตีตมทฺธานํ สมณา วา พฺราหฺมณา วา ปิณฺฑปาตํ ปริโสเธสุํ สพฺเพ เต เอวเมว ปจฺจเวกฺขิตฺวา ปจฺจเวกฺขิตฺวา ปิณฺฑปาตํ ปริโสเธสุํ ฯ เย หิ เกจิ สารีปุตฺต อนาคตมทฺธานํ สมณา วา พฺราหฺมณา วา ปิณฺฑปาตํ ปริโสเธสฺสนฺติ สพฺเพ เต เอวเมว ปจฺจเวกฺขิตฺวา ปจฺจเวกฺขิตฺวา ปิณฺฑปาตํ ปริโสเธสฺสนฺติ ฯ เย หิ เกจิ สารีปุตฺต เอตรหิ สมณา วา พฺราหฺมณา วา ปิณฺฑปาตํ ปริโสเธนฺติ สพฺเพ เต เอวเมว ปจฺจเวกฺขิตฺวา ปจฺจเวกฺขิตฺวา ปิณฺฑปาตํ ปริโสเธนฺติ ฯ ตสฺมาติห โว สารีปุตฺต สิกฺขิตพฺพํ ปจฺจเวกฺขิตฺวา ปจฺจเวกฺขิตฺวา ปิณฺฑปาตํ ปริโสเธสฺสามาติ เอวญฺหิ โว สารีปุตฺต สิกฺขิตพฺพนฺติ ฯ อิทมโวจ ภควา อตฺตมโน อายสฺมา สารีปุตฺโต ภควโต ภาสิตํ อภินนฺทีติ ฯ ปิณฺฑปาตปาริสุทฺธิสุตฺตํ นิฏฺฐิตํ นวมํ ฯ ---------
ฉบับมหาจุฬาฯ
ชั้นตัวบทพุทธพจน์หน่วยที่ตำแหน่งเดียวกันของเล่มนี้ · เลขข้อเป็นของฉบับนี้เอง · ชื่อเรื่องตรงกันทั้งสองฉบับ
เปิดหน้าของฉบับนี้ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
๙. ปิณฑปาตปาริสุทธิสูตร ว่าด้วยการทำบิณฑบาตให้บริสุทธิ์
ข้าพเจ้าได้สดับมาอย่างนี้ สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ พระเวฬุวัน สถานที่ให้เหยื่อกระแตเขตกรุงราชคฤห์ ครั้นเวลาเย็น ท่านพระสารีบุตรออกจากที่หลีกเร้น เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคถึงที่ประทับ ถวายอภิวาทแล้ว นั่ง ณ ที่สมควร พระผู้มีพระภาคได้ตรัสถามว่า “สารีบุตร เธอมีอินทรีย์ผ่องใส มีผิวพรรณบริสุทธิ์ผุดผ่อง เธออยู่ด้วยวิหารธรรมอะไรเป็นส่วนมากในบัดนี้”
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑๔ หน้า : ๔๙๘}
พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย อุปริปัณณาสก์ [๕. สฬายตนวรรค] ๙. ปิณฑปาตปาริสุทธิสูตร ท่านพระสารีบุตรทูลตอบว่า “ข้าพระองค์อยู่ด้วยสุญญตา วิหารธรรมเป็นส่วนมากในบัดนี้ พระพุทธเจ้าข้า” พระผู้มีพระภาคตรัสว่า “ดีละ ดีละ สารีบุตร ได้ยินว่าเธออยู่ด้วยวิหารธรรมของมหาบุรุษเป็นส่วนมากในบัดนี้ เพราะวิหารธรรมของมหาบุรุษ นี้ก็คือสุญญตาเพราะฉะนั้น ถ้าภิกษุหวังว่า ‘เราพึงอยู่ด้วยสุญญตาวิหารธรรมเป็นส่วนมาก’ภิกษุนั้นพิจารณาอย่างนี้ว่า ‘เราเข้าบ้านเพื่อบิณฑบาตโดยทางใด เราได้เที่ยวบิณฑบาตในประเทศใด และเรากลับจากบิณฑบาตจากบ้านโดยทางใด ในที่นั้นเรามีฉันทะ(ความพอใจ) ราคะ(ความกำหนัด) โทสะ(ความขัดเคือง) โมหะ(ความลุ่มหลง) หรือปฏิฆะ(ความกระทบ) แห่งใจในรูปที่พึงรู้แจ้งทางตาบ้างไหม’ ถ้าภิกษุพิจารณาอยู่รู้อย่างนี้ว่า ‘เราเข้าบ้านเพื่อบิณฑบาตโดยทางใด เราได้เที่ยวบิณฑบาตในประเทศใด และเรากลับจากบิณฑบาตจากบ้านโดยทางใด ในที่นั้นเรามีฉันทะ ราคะ โทสะ โมหะ หรือปฏิฆะแห่งใจในรูปที่พึงรู้แจ้งทางตาอยู่’ภิกษุนั้นพึงพยายามเพื่อละบาปอกุศลธรรมเหล่านั้นเสีย แต่ถ้าภิกษุพิจารณาอยู่รู้อย่างนี้ว่า ‘เราเข้าบ้านเพื่อบิณฑบาตโดยทางใดเราได้เที่ยวบิณฑบาตในประเทศใด และเรากลับจากบิณฑบาตจากบ้านโดยทางใดในที่นั้น เราไม่มีฉันทะ ราคะ โทสะ โมหะ หรือปฏิฆะแห่งใจในรูปที่พึงรู้แจ้งทางตา’ สารีบุตร ภิกษุนั้นพึงตามศึกษาในกุศลธรรมทั้งหลายทั้งกลางวันและกลางคืนอยู่ด้วยปีติและปราโมทย์นั้นแล
สารีบุตร อีกประการหนึ่ง ภิกษุพึงพิจารณาเห็นดังนี้ว่า ‘เราเข้า บ้านเพื่อบิณฑบาตโดยทางใด เราได้เที่ยวบิณฑบาตในประเทศใด และเรากลับจากบิณฑบาตจากบ้านโดยทางใด ในที่นั้นๆ เรามีฉันทะ ราคะ โทสะ โมหะในเสียงที่พึงรู้แจ้งทางหูบ้างไหม @เชิงอรรถ : @ ดูเชิงอรรถที่ ๒ ข้อ ๑๗๖ (จูฬสุญญตสูตร) หน้า ๒๑๕ ในเล่มนี้ @ มหาบุรุษ ในที่นี้หมายถึงพระพุทธเจ้า พระปัจเจกพุทธเจ้า พระตถาคต และพระมหาสาวกทั้งหลาย@(ม.อุ.อ. ๓/๔๓๘/๒๕๕)
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑๔ หน้า : ๔๙๙}
พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย อุปริปัณณาสก์ [๕. สฬายตนวรรค] ๙. ปิณฑปาตปาริสุทธิสูตร เรามีฉันทะ ราคะ โทสะ โมหะในกลิ่นที่พึงรู้แจ้งทางจมูกบ้างไหม เรามีฉันทะ ราคะ โทสะ โมหะในรสที่พึงรู้แจ้งทางลิ้นบ้างไหม เรามีฉันทะ ราคะ โทสะ โมหะในโผฏฐัพพะที่พึงรู้แจ้งทางกายบ้างไหม เรามีฉันทะ ราคะ โทสะ โมหะหรือปฏิฆะแห่งใจในธรรมารมณ์ที่พึงรู้แจ้งทางใจบ้างไหม’ ถ้าภิกษุพิจารณาอยู่รู้อย่างนี้ว่า ‘เราเข้าบ้านเพื่อบิณฑบาตโดยทางใด เราได้เที่ยวบิณฑบาตในประเทศใด และเรากลับจากบิณฑบาตจากบ้านโดยทางใด ในที่นั้นเรามีฉันทะ ราคะ โทสะ โมหะหรือปฏิฆะแห่งใจในธรรมารมณ์ที่พึงรู้แจ้งทางใจ’ภิกษุนั้นพึงพยายามเพื่อละบาปอกุศลธรรมนั้น แต่ถ้าภิกษุพิจารณาอยู่รู้อย่างนี้ว่า ‘เราเข้าบ้านเพื่อบิณฑบาตโดยทางใด เราได้เที่ยวบิณฑบาตในประเทศใด และเรากลับจากบิณฑบาตจากบ้านโดยทางใด ในที่นั้น เราไม่มีฉันทะ ราคะ โทสะ โมหะ หรือปฏิฆะแห่งใจในธรรมารมณ์ที่พึงรู้แจ้งทางใจ’ สารีบุตร ภิกษุนั้นพึงตามศึกษาในกุศลธรรมทั้งหลายทั้งกลางวันและกลางคืนอยู่ด้วยปีติและปราโมทย์นั้นแล
อีกประการหนึ่ง ภิกษุพึงพิจารณาเห็นดังนี้ว่า ‘เราละกามคุณ ๕ได้แล้วหรือหนอ’ ถ้าภิกษุพิจารณาอยู่รู้อย่างนี้ว่า ‘เรายังละกามคุณ ๕ ไม่ได้’ภิกษุนั้นพึงพยายามเพื่อละกามคุณ ๕ แต่ถ้าภิกษุนั้นพิจารณาอยู่รู้อย่างนี้ว่า ‘เราละกามคุณ ๕ ได้แล้ว‘ ภิกษุนั้นพึงตามศึกษาในกุศลธรรมทั้งหลายทั้งกลางวันและกลางคืน อยู่ด้วยปีติและปราโมทย์นั้นแล
อีกประการหนึ่ง ภิกษุพึงพิจารณาเห็นดังนี้ว่า ‘เราละนิวรณ์ ๕ ได้ แล้วหรือหนอ’ ถ้าภิกษุพิจารณาอยู่รู้อย่างนี้ว่า ‘เรายังละนิวรณ์ ๕ ไม่ได้’ ภิกษุนั้นพึงพยายามเพื่อละนิวรณ์ ๕ แต่ถ้าภิกษุนั้นพิจารณาอยู่รู้อย่างนี้ว่า ‘เราละนิวรณ์ ๕ ได้แล้ว’ ภิกษุนั้นพึงตามศึกษาในกุศลธรรมทั้งหลายทั้งกลางวันและกลางคืน อยู่ด้วยปีติและปราโมทย์นั้นแล
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑๔ หน้า : ๕๐๐}
พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย อุปริปัณณาสก์ [๕. สฬายตนวรรค] ๙. ปิณฑปาตปาริสุทธิสูตร
อีกประการหนึ่ง ภิกษุพึงพิจารณาเห็นดังนี้ว่า ‘เรากำหนดรู้อุปาทานขันธ์ ๕ ได้แล้วหรือหนอ’ ถ้าภิกษุพิจารณาอยู่รู้อย่างนี้ว่า ‘เรายังกำหนดรู้อุปาทานขันธ์ ๕ ไม่ได้’ ภิกษุนั้นพึงพยายามเพื่อกำหนดรู้อุปาทานขันธ์ ๕ แต่ถ้าภิกษุพิจารณาอยู่รู้อย่างนี้ว่า ‘เรากำหนดรู้อุปาทานขันธ์ ๕ ได้แล้ว’ภิกษุนั้นพึงตามศึกษาในกุศลธรรมทั้งหลายทั้งกลางวันและกลางคืน อยู่ด้วยปีติและปราโมทย์นั้นแล
อีกประการหนึ่ง ภิกษุพึงพิจารณาเห็นดังนี้ว่า ‘เราเจริญสติปัฏฐาน ๔ได้แล้วหรือหนอ’ ถ้าภิกษุพิจารณาอยู่รู้อย่างนี้ว่า ‘เรายังเจริญสติปัฏฐาน ๔ ไม่ได้’ภิกษุนั้นพึงพยายามเพื่อเจริญสติปัฏฐาน ๔ แต่ถ้าภิกษุนั้นพิจารณาอยู่รู้อย่างนี้ว่า ‘เราเจริญสติปัฏฐาน ๔ ได้แล้ว’ภิกษุนั้นพึงตามศึกษาในกุศลธรรมทั้งหลายทั้งกลางวันและกลางคืน อยู่ด้วยปีติและปราโมทย์นั้นแล
อีกประการหนึ่ง ภิกษุพึงพิจารณาเห็นดังนี้ว่า ‘เราเจริญสัมมัปปธาน ๔ได้แล้วหรือหนอ’ ถ้าภิกษุพิจารณาอยู่รู้อย่างนี้ว่า ‘เรายังเจริญสัมมัปปธาน ๔ ไม่ได้’ภิกษุนั้นพึงพยายามเพื่อเจริญสัมมัปปธาน ๔ แต่ถ้าภิกษุพิจารณาอยู่รู้อย่างนี้ว่า ‘เราเจริญสัมมัปปธาน ๔ ได้แล้ว’ ภิกษุนั้นพึงตามศึกษาในกุศลธรรมทั้งหลายทั้งกลางวันและกลางคืน อยู่ด้วยปีติและปราโมทย์นั้นแล
อีกประการหนึ่ง ภิกษุพึงพิจารณาเห็นดังนี้ว่า ‘เราเจริญอิทธิบาท ๔ ได้แล้วหรือหนอ’ ถ้าภิกษุพิจารณาอยู่รู้อย่างนี้ว่า ‘เรายังเจริญอิทธิบาท ๔ ไม่ได้’ภิกษุนั้นพึงพยายามเพื่อเจริญอิทธิบาท ๔ แต่ถ้าภิกษุพิจารณาอยู่รู้อย่างนี้ว่า ‘เราเจริญอิทธิบาท ๔ ได้แล้ว’ ภิกษุนั้นพึงตามศึกษาในกุศลธรรมทั้งหลายทั้งกลางวันและกลางคืน อยู่ด้วยปีติและปราโมทย์นั้นแล
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑๔ หน้า : ๕๐๑}
พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย อุปริปัณณาสก์ [๕. สฬายตนวรรค] ๙. ปิณฑปาตปาริสุทธิสูตร
อีกประการหนึ่ง ภิกษุพึงพิจารณาเห็นดังนี้ว่า ‘เราเจริญอินทรีย์ ๕ได้แล้วหรือหนอ’ ถ้าภิกษุพิจารณาอยู่รู้อย่างนี้ว่า ‘เรายังเจริญอินทรีย์ ๕ ไม่ได้’ภิกษุนั้นพึงพยายามเพื่อเจริญอินทรีย์ ๕ แต่ถ้าภิกษุพิจารณาอยู่รู้อย่างนี้ว่า ‘เราเจริญอินทรีย์ ๕ ได้แล้ว’ ภิกษุนั้นพึงตามศึกษาในกุศลธรรมทั้งหลายทั้งกลางวันและกลางคืน อยู่ด้วยปีติปราโมทย์นั้นแล
อีกประการหนึ่ง ภิกษุพึงพิจารณาเห็นดังนี้ว่า ‘เราเจริญพละ ๕ ได้แล้วหรือหนอ’ ถ้าภิกษุพิจารณาอยู่รู้อย่างนี้ว่า ‘เรายังเจริญพละ ๕ ไม่ได้’ ภิกษุนั้นพึงพยายามเพื่อเจริญพละ ๕ แต่ถ้าภิกษุนั้นพิจารณาอยู่รู้อย่างนี้ว่า ‘เราเจริญพละ ๕ ได้แล้ว’ ภิกษุนั้นพึงตามศึกษาในกุศลธรรมทั้งหลายทั้งกลางวันและกลางคืน อยู่ด้วยปีติและปราโมทย์นั้นแล
อีกประการหนึ่ง ภิกษุพึงพิจารณาเห็นดังนี้ว่า ‘เราเจริญโพชฌงค์ ๗ได้แล้วหรือหนอ’ ถ้าภิกษุพิจารณาอยู่รู้อย่างนี้ว่า ‘เรายังเจริญโพชฌงค์ ๗ ไม่ได้’ภิกษุนั้นพึงพยายามเพื่อเจริญโพชฌงค์ ๗ แต่ถ้าภิกษุพิจารณาอยู่รู้อย่างนี้ว่า ‘เราเจริญโพชฌงค์ ๗ ได้แล้ว’ ภิกษุนั้นพึงตามศึกษาในกุศลธรรมทั้งหลายทั้งกลางวันและกลางคืน อยู่ด้วยปีติและปราโมทย์นั้นแล
อีกประการหนึ่ง ภิกษุพึงพิจารณาเห็นดังนี้ว่า ‘เราเจริญอริยมรรค มีองค์ ๘ ได้แล้วหรือหนอ’ ถ้าภิกษุพิจารณาอยู่รู้อย่างนี้ว่า ‘เรายังเจริญอริยมรรคมีองค์ ๘ ไม่ได้’ ภิกษุนั้นพึงพยายามเพื่อเจริญอริยมรรคมีองค์ ๘ แต่ถ้าภิกษุพิจารณาอยู่รู้อย่างนี้ว่า ‘เราเจริญอริยมรรคมีองค์ ๘ ได้แล้ว’ภิกษุนั้นพึงตามศึกษาในกุศลธรรมทั้งหลายทั้งกลางวันและกลางคืน อยู่ด้วยปีติและปราโมทย์นั้นแล
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑๔ หน้า : ๕๐๒}
พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย อุปริปัณณาสก์ [๕. สฬายตนวรรค] ๙. ปิณฑปาตปาริสุทธิสูตร
อีกประการหนึ่ง ภิกษุพึงพิจารณาเห็นดังนี้ว่า ‘เราเจริญสมถะและวิปัสสนาได้แล้วหรือหนอ’ ถ้าภิกษุพิจารณาอยู่รู้อย่างนี้ว่า ‘เรายังเจริญสมถะและวิปัสสนาไม่ได้’ ภิกษุนั้นพึงพยายามเพื่อเจริญสมถะและวิปัสสนา แต่ถ้าภิกษุพิจารณาอยู่รู้อย่างนี้ว่า ‘เราเจริญสมถะและวิปัสสนาได้แล้ว’ภิกษุนั้นพึงตามศึกษาในกุศลธรรมทั้งหลายทั้งกลางวันและกลางคืน อยู่ด้วยปีติและปราโมทย์นั้นแล
สารีบุตร อีกประการหนึ่ง ภิกษุพึงพิจารณาเห็นดังนี้ว่า ‘เราทำวิชชาและวิมุตติให้แจ้งได้แล้วหรือหนอ’ ถ้าภิกษุพิจารณาอยู่รู้อย่างนี้ว่า ‘เรายังทำวิชชาและวิมุตติให้แจ้งไม่ได้’ ภิกษุนั้นพึงพยายามเพื่อทำวิชชาและวิมุตติให้แจ้ง แต่ถ้าภิกษุพิจารณาอยู่รู้อย่างนี้ว่า ‘เราทำวิชชาและวิมุตติให้แจ้งได้แล้ว’ภิกษุนั้นพึงตามศึกษาในกุศลธรรมทั้งหลายทั้งกลางวันและกลางคืน อยู่ด้วยปีติและปราโมทย์นั้นแล
สารีบุตร ก็ในอดีต สมณะหรือพราหมณ์เหล่าใดเหล่าหนึ่ง ได้ทำ บิณฑบาตให้บริสุทธิ์ สมณะหรือพราหมณ์เหล่านั้นทั้งหมดก็ได้พิจารณาแล้วๆ อย่างนี้ จึงทำบิณฑบาตให้บริสุทธิ์ ในอนาคต สมณะหรือพราหมณ์เหล่าใด เหล่าหนึ่งจักทำบิณฑบาตให้บริสุทธิ์ สมณะหรือพราหมณ์เหล่านั้นทั้งหมดก็ จักพิจารณาแล้วๆ อย่างนี้ จึงทำบิณฑบาตให้บริสุทธิ์ ในบัดนี้ สมณะหรือ พราหมณ์เหล่าใดเหล่าหนึ่งทำบิณฑบาตให้บริสุทธิ์ สมณะหรือพราหมณ์เหล่านั้นทั้งหมดย่อมพิจารณาแล้วๆ อย่างนี้ จึงทำบิณฑบาตให้บริสุทธิ์ เพราะฉะนั้น เธอทั้งหลายพึงสำเหนียกอย่างนี้ว่า ‘เราพิจารณาแล้วๆ จักทำบิณฑบาตให้บริสุทธิ์’ สารีบุตร เธอทั้งหลายพึงสำเหนียกอย่างนี้แล” พระผู้มีพระภาคได้ตรัสภาษิตนี้แล้ว ท่านพระสารีบุตรมีใจยินดีชื่นชมพระ ภาษิตของพระผู้มีพระภาค ดังนี้แล ปิณฑปาตปาริสุทธิสูตรที่ ๙ จบ
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑๔ หน้า : ๕๐๓}
ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
๙. อรรถกถาปิณฑปาตปาริสุทธิ
ปิณฑปาตปาริสุทธิสูตรขึ้นต้นว่า ข้าพเจ้าได้สดับมาแล้วอย่างนี้ :-
ในบทเหล่านั้น คำว่า จากการหลีกเร้น คือ จากผลสมาบัติ.
คำว่า ผ่องใสแล้วนี้ ท่านกล่าวด้วยอำนาจโอภาส.
จริงอยู่ ภิกษุที่ออกจากผลสมาบัติมีโอกาสที่ประสาททั้ง ๕ ตั้งอยู่ผ่องใส ผิวพรรณก็หมดจด เพราะฉะนั้น ท่านจึงกล่าวอย่างนั้น.
คำว่า ด้วยสุญญตวิหาร คือ ด้วยธรรมเครื่องอยู่ คือผลสมาบัติที่มีความว่างเปล่าเป็นอารมณ์.
คำว่า มหาปุริสวิหาร ได้แก่ ธรรมเครื่องอยู่ของพระพุทธเจ้า พระปัจเจกพุทธเจ้าและพระสาวกผู้ใหญ่ของพระตถาคตเจ้าผู้เป็นมหาบุรุษ.
ในคำเป็นต้นว่า เยน จาหํ มคฺเคน ได้แก่ ทางที่เริ่มตั้งแต่วัดไปจนถึงเสาเขื่อนแห่งบ้าน นี้ชื่อว่าทางเข้า. ประเทศที่เข้าไปภายในหมู่บ้านเที่ยวไปตามลำดับเรือนจนถึงออกทางประตูเมือง นี้ชื่อว่าประเทศที่พึงเที่ยวไป. ตั้งแต่นอกเสาเขื่อนมาจนถึงวัด นี้ชื่อว่าทางกลับ.
คำว่า หรือแม้ความกระทบกระทั่งทางใจ ความว่า อะไรๆ ที่เกิดจากกิเลส เหตุให้กระทบกระทั่งจิต มีหรือไม่มี.
คำว่า ผู้ศึกษาเนืองๆ ทั้งกลางวันและกลางคืน คือ ผู้ตามศึกษาอยู่ตลอดวันตลอดคืน.
ในคำเป็นต้นว่า เราละกามคุณ ๕ แล้วหรือหนอแล ความว่า การพิจารณาของภิกษุรูปหนึ่งก็แตกต่างกันไป. การพิจารณาของภิกษุอื่นๆ ก็ไม่เหมือนกัน.
อย่างไร.
จริงอยู่ ภิกษุรูปหนึ่งกลับมาจากบิณฑบาต ในปัจฉาภัตเก็บบาตรจีวรมานั่งในโอกาสอันเงียบสงัด แล้วพิจารณาอยู่ว่า เราได้ละกามคุณ ๕ แล้วหรือหนอแล. เธอทราบว่ายังละไม่ได้ จึงประคองความเพียรถอนราคะที่เกี่ยวกับกามคุณทั้ง ๕ ด้วยอนาคามิมรรค ออกจากนั้นแล้วก็พิจารณาผลถัดจากมรรค พิจารณามรรคถัดจากผลอยู่ รู้ดีว่า ละได้แล้ว.
แม้ในนีวรณ์เป็นต้น ก็นัยเดียวกันนี้แหละ.
แต่การละนีวรณ์เหล่านี้เป็นต้น ย่อมมีด้วยอรหัตมรรค. การพิจารณาต่างๆ ของภิกษุรูปหนึ่ง ย่อมมีด้วยวิธีนี้. สำหรับในการพิจารณาเหล่านี้ ภิกษุรูปอื่นย่อมพิจารณาหลักสำหรับพิจารณาอย่างหนึ่ง ภิกษุรูปอื่นก็อีกอย่างหนึ่ง ดังกล่าวมานี้. การพิจารณาต่างๆ ของภิกษุต่างรูปกัน ย่อมมีด้วยประการฉะนี้.
คำที่เหลือทุกแห่งตื้นแล.
จบอรรถกถาปิณฑปาตปาริสุทธิสูตรที่ ๙ ----------------------------------------------