ยมกปกรณ์ ภาค ๑ มูลยมก นิทเทสวาร
อรรถกถาแปลไทย
ชั้นตัวบทอรรถกถาอธิบายพระไตรปิฎกข้อ ๖34 ข้อ1 ฉบับคำแปลไทย · ต้นฉบับยังไม่มีในคลังนี้อรรถกถาแปลไทย · อ้างว่าได้รับอนุญาต แต่ยังไม่มีเอกสาร
ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
อรรถกถามูลยมกะ นิทเทสวาระ
บัดนี้ พระผู้มีพระภาคทรงเริ่มนิทเทสวาระโดยนัยเป็นต้นว่า เยเกจิ กุสลา ธมฺมา = ธรรมเหล่าใดเหล่าหนึ่งที่เป็นกุศล (มีอยู่).
ในคำเหล่านั้น คำว่า เยเกจิ = เหล่าใดเหล่าหนึ่ง เป็นคำที่แสดงถึงกุศลทั้งหมดโดยไม่มีส่วนเหลือ.
สองบทว่า กุสลา ธมฺมา ได้แก่ สภาวะธรรมที่เป็นกุศล ไม่มีโทษ มีผลเป็นความสุข อันเป็นลักษณะที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้แล้วในบทภาชนะแห่งกุศลติกะ.
หลายบทว่า สพฺเพ เต กุสลมูลา = ธรรมเหล่านั้นทั้งปวงเป็นกุศลมูลหรือ ได้แก่ ย่อมถามว่า ธรรมทั้งปวงนั่นแหละเป็นกุศลมูล ใช่ไหม?
สองบทว่า ตีเณว กุสลมูลานิ = สามเท่านั้นชื่อว่ากุศลมูล ได้แก่ ธรรมเหล่านั้นทั้งหมดไม่ชื่อว่ากุศลมูล. อธิบายว่า มูล ๓ มีอโลภะเป็นต้นเท่านั้น ชื่อว่ากุศลมูล.
หลายบทว่า อวเสลา กุสลา ธมฺมา น กุสลมูลา = ธรรม ท. ที่เหลือชื่อว่ากุศล แต่ไม่ชื่อว่ากุศลมูล ได้แก่ กุศลธรรมทั้งหลายที่เหลือมีผัสสะเป็นต้น ไม่ชื่อว่ากุศลมูล. อีกอย่างหนึ่งอธิบายว่า กุศลทั้งหลายที่เหลือมีผัสสะเป็นต้น ชื่อว่ากุศลธรรมเท่านั้นไม่ชื่อว่ากุศลมูล.
หลายบทว่า เยวาปน กุสลามูลา = ก็หรือว่ากุศลมูลเหล่าใด ได้แก่ มูล ๓ มีอโลภะเป็นต้น ท่านถือเอาแล้วว่า ก็หรือว่าธรรมเหล่าใดเป็นกุศลมูล ด้วยบทที่สองแห่งปุจฉาแรก.
หลายบทว่า สพฺเพ เต ธมฺมา กุสลา = ธรรมเหล่านั้นทั้งปวงเป็นกุศลหรือ ได้แก่ ย่อมถามว่า ธรรมทั้งหลายแม้ ๓ ทั้งหมดเหล่านั้นเป็นกุศลหรือ
คำว่า อามนฺตา = ใช่ ได้แก่ พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสแล้วเพื่อจะทรงรับรองความที่แห่งกุศลมูลทั้งหลายแม้ทั้งหมดเป็นกุศล นี้เป็นเนื้อความของมูลยมกในมูลนัย
พึงทราบนัยแห่งการวิสัชนาในปุจฉาทั้งปวงโดยอุบายนี้.
ความแปลกกันอันใด มีอยู่ในที่ใด ข้าพเจ้า (พระพุทธโฆษาจารย์) จักพรรณนาความแปลกกันนั้น ในที่นั้นต่อไปกล่าวคือในเอกมูลยมก กุศลทั้งหลายบัณฑิตไม่ควรถือเอากุศลที่มีมูลอันหนึ่งด้วยอรรถแห่งการนับ แต่ควรถือเอาด้วยอรรถแห่งการนับแต่ควรถือเอาด้วยอรรถที่เสมอกันว่าธรรมเหล่านั้นทั้งหมดมีมูลเป็นอันเดียวกันกับกุศลมูล.
อธิบายว่า ในเอกมูลยมกนี้ กุศลเหล่านั้นทั้งหมดมีมูลที่เสมอกันกับกุศลมูล มูลใดเป็นมูลของผัสสะ มูลนั้นก็เป็นมูลของธรรมทั้งหลายมีเวทนาเป็นต้นนั่นแหละ ครั้นเมื่อความเป็นอย่างนั้นมีอยู่ พระผู้มีพระภาคเมื่อจะทรงรับรองความที่กุศลเหล่านั้นเป็นอย่างนั้น จึงตรัสคำว่า อามนฺตา = ใช่.
คำว่า กุสลสมุฏฺฐานํ ท่านแสดงรูปซึ่งมีกุศลจิตเป็นสมุฏฐาน.
คำว่า เอกมูลํ ได้แก่ มีมูลเสมอกันกับกุศลมูลมีอโลภะเป็นต้น มูลทั้งหลายมีอโลภะเป็นต้น ชื่อว่ามูล เพราะเป็นเหตุเป็นปัจจัยแก่ธรรมทั้งหลายมีผัสสะเป็นต้นฉันใด มูลนั้นก็เป็นมูลแม้แก่สมุฏฐานรูปฉันนั้น แต่สมุฏฐานรูปนั้นไม่ใช่กุศล เพราะความไม่มีลักษณะแห่งกุศล.
พระผู้มีพระภาคเจ้าไม่ตรัสถามในยมกอื่นๆ ว่า เยเกจิ กุสลา = ธรรมเหล่าใดเหล่าหนึ่งเป็นกุศล (มีอยู่) แต่ตรัสถามว่า เยเกจิ กุสลามูเลน เอกมูลา = ธรรมเหล่าใดเหล่าหนึ่งมีมูลเป็นอันเดียวกันกับกุศล (มีอยู่).
ถามว่า เพราะเหตุไร? ตอบว่า เพราะเนื้อความนั้นนั่นแหละมีอยู่เพร้อมโดยพยัญชนะแม้นั้น คำว่า กุสลมูลานิ นี้เป็นวิเสสนะของคำก่อน.
จริงอยู่ พระองค์ตรัสว่า มูลเหล่าใดย่อมเกิดขึ้นโดยความเป็นอันเดียวกัน ก็มูลเหล่านั้นเป็นกุศลมูลบ้างเป็นอกุศลมูลบ้าง เป็นอัพยากตมูลบ้าง คำนี้ท่านกล่าวไว้ เพื่อแสดงความวิเศษของคำว่า กุสลมูลานิ
คำว่า อญฺญมญฺญมูลานิ จ = เป็นมูลซึ่งกันและกันด้วย.
อธิบายว่า มูลทั้งหลายย่อมเป็นเหตุเป็นปัจจัย กะกันและกันโดยเป็นเหตุเป็นปัจจัย ในปฏิโลมปุจฉา ไม่ตรัสว่าสพฺเพ เต ธมฺมา กุสลมูเลน เอกมูลา = ธรรมเหล่านั้นทั้งหมดมีมูลเป็นอันเดียวกันกับกุศลมูลแต่ตรัสว่า สพฺเพ เต ธมฺมา กุสลา = ธรรมเหล่านั้นทั้งหมดเป็นกุศล.
ถามว่า เพราะเหตุไร?
ตอบว่า เพราะไม่มีเนื้อความแปลกกัน ก็เมื่อจะทำการปุจฉาว่า กุสลมูเลน เอกมูลา = มีมูลเป็นอันเดียวกันกับกุศลมูลหรือ ดังนี้พึงทำการวิสัชชนาตามนัยที่กล่าวแล้วในหนหลังว่า มูลานิ ยานิ เอกโต อุปฺปชฺชนติ = มูลทั้งหลายเหล่าใดเกิดขึ้นคราวเดียวกัน ก็เมื่อความแปลกกันแห่งเนื้อความไม่มีอยู่เหตุนั้น พระองค์จึงไม่ทรงกระทำการถามอย่างนั้น แต่ทรงกระทำการถามอย่างนี้แม้ในมูลนัย เป็นต้น.
ในอัญญมัญญมูลยมก ก็พึงทราบคำถามที่แปลกกันโดยอุบายนี้.
ในมูลมูลนัย คำว่า สพฺเพ เต กุสลมูลมูลา = ธรรมทั้งหลายเหล่านั้นมีมูลที่เป็นกุศลมูล ได้แก่ ย่อมถามว่า ธรรมทั้งหลายเหล่านั้นชื่อว่ามูล กล่าวคือกุศลมูลหรือ.
คำว่า เอกมูลมูลา มีมูลที่เรียกว่ามูลอันเดียวกัน ดังนี้ อธิบายว่า มูลที่เป็นมูลอันเดียวกันกับกุศลมีอยู่ เหตุนั้น มูลนั้นจึงชื่อว่า เป็นมูลที่เรียกว่ามูลอันเดียวกัน เพราะอรรถว่าเสมอกัน.
บทว่า อญฺญมญฺญมูลมูลา = มีมูลที่เป็นมูลซึ่งกันและกัน ดังนี้ ได้แก่มูลแก่กันและกัน ชื่อว่าอัญญมัญญมูล คือว่า อัญญมัญญมูลชื่อว่ามูลของธรรมเหล่านั้น เพราะอรรถว่าเป็นเหตุเป็นปัจจัย เหตุนั้น มูลนั้นจึงชื่อว่าอัญญมัญญมูลมูล.
ในมูลกนัย บทว่า กุสลมูลกา ดังนี้ อธิบายว่า มูลที่เป็นกุศลของธรรมเหล่านั้นมีอยู่ เพราะอรรถว่าเป็นเหตุเป็นปัจจัย เหตุนั้นธรรมเหล่านั้น จึงชื่อว่ามีมูลที่เป็นกุศล.
ในมูลมูลกนัย บทว่า กุสลามูลมูลกา ดังนี้ อธิบายว่า มูลของกุศลเหล่านั้นเป็นกุศลมูล คือมูลที่เป็นกุศลมูลของกุศลเหล่านั้น มีอยู่เพราะอรรถว่าเป็นเหตุเป็นปัจจัย เหตุนั้น กุศลเหล่านั้นจึงชื่อว่ามีมูลที่เรียกว่ากุศลมูล นี้เป็นเนื้อความพิเศษในนัยยมกปุจฉาเป็นต้นเพราะอาศัยกุศลบท เพียงเท่านี้ แม้ในบททั้งหลายมีอกุศลบทเป็นต้นก็นัยนี้ ส่วนความพิเศษมีดังนี้.
สองบทว่า อเหตุกํ อกุสลํ ตรัสหมายเอาโมหะที่สัมปยุตด้วยวิจิกิจฉาและอุทธัจจะ.
สองบทว่า อเหตุกํ อพฺยากตํ ได้แก่ธรรมที่เหลือเว้นสเหตุกะและอัพยากตสมุฏฐานรูป ย่อมได้ในที่นี้ว่า จิตตุปปาท ๑๘,รูปและนิพพาน ชื่อว่าไม่มีมูลเป็นอันเดียวกันกับอัพยากตมูล สเหตุกะและอัพยากตสมุฏฐานรูป มีมูลเป็นอันเดียวกันกับอัพยากตมูลท่านทำอัพยากตะนั้นให้เป็นอัพโพหาริก คือสิ่งที่กล่าวอ้างไม่ได้ หรือไม่มีโวหารแล้ว จึงกระทำการวิสัชนาด้วยอำนาจของอัพยากตมูลที่ได้อยู่โดยความเป็นอันเดียวกัน.
ธรรมทั้งหลายกล่าวคือนาม ชื่อว่า นามา ธมฺมา นามเหล่านั้น ว่าโดยอรรถได้แก่ อรูปขันธ์ ๔ และนิพพาน.
สองบทว่า นเวว นามมูลานิ = ๙ เท่านั้น ชื่อว่านามมูล ได้แก่ มูล ๙ อย่างด้วยอำนาจของกุศล อกุศลและอัพยากตมูลนามที่เป็นอเหตุกะ ไม่มีมูลอันเดียวกันกับนามมูลเพราะฉะนั้น นามนั้นจึงชื่อว่าไม่มีเหตุนามแม้ทั้งหมด คือจิตตุปปาท ๑๘ โมหะที่สัมปยุตด้วยวิจิกิจฉาและอุทธัจจะ และนิพพาน ไม่มีมูลเป็นอันเดียวกันกับนามมูล ก็อเหตุกนามนั้น ย่อมไม่เกิดพร้อมกับนามมูล. อธิบายว่า สเหตุกนามย่อมเกิดขึ้นพร้อมกันกับนามมูล แม้ในบททั้งหลายว่า สเหตุกํ นามํ นามมูเลน.
คำที่เหลือในที่ทั้งปวงมีเนื้อความง่ายเท่านั้น ด้วยประการฉะนี้.
แม้ในวาระทั้งหลายมีเหตุวาระเป็นต้น พึงทราบเนื้อความโดยอุบายนี้ คาถาว่า มูลํ เหตุ นิทานํ จ ดังนี้เป็นต้น พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสแล้วด้วยอำนาจแห่งอุทานของวาระทั้ง ๑๐ ตามที่ข้าพเจ้าชี้แจงมาแล้ว ดังนี้แล.
อรรถกถามูลยมกะ จบ. -----------------------------------------------------