ฉบับที่อ่านฉบับแสดงอรรถกถา
ฉบับหลวง · ทั้งหมด · ตำแหน่งที่กำลังอ่าน ข้อ ๕๐

๑๒. รัชชุมาลาวิมาน เล่ม ๒๖

ชั้นตัวบทพุทธพจน์ข้อ ๕๐ลำดับ 50 จาก 85 ในวิมานวัตถุพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง 1 ข้อ4 ฉบับเทียบฉบับได้ข้อต่อข้อ

พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง · ผู้ดำเนินการอ่านข้อเท็จจริงสาธารณะแล้วสรุปเอง


บาลีและคำแปล

ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์

พระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๖ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๑๘ ขุททกนิกาย วิมาน-เปตวัตถุ เถร-เถรีคาถา ๑๒. รัชชุมาลาวิมาน ว่าด้วยผลบุญที่ทำให้ไปเกิดในรัชชุมาลาวิมาน พระมหาโมคคัลลานเถระถามนางเทพธิดาตนหนึ่งว่า

ข้อ ๕๐

|๕๐.๕๙๒| ๑๒ อภิกฺกนฺเตน วณฺเณน ยา ตฺวํ ติฏฺฐสิ เทวเต หตฺเถ ปาเท จ วิคฺคยฺห นจฺจสิ สุปฺปวาทิเต |๕๐.๕๙๓| ตสฺสา เต นจฺจมานาย องฺคมงฺเคหิ สพฺพโส ทิพฺพา สทฺทา นิจฺฉรนฺติ สวนียา มโนรมา |๕๐.๕๙๔| ตสฺสา เต นจฺจมานาย องฺคมงฺเคหิ สพฺพโส ทิพฺพา คนฺธา ปวายนฺติ สุจิคนฺธา มโนรมา |๕๐.๕๙๕| วิวตฺตมานา กาเยน ยา เวณีสุ ปิลนฺธนา เตสํ สุยฺยติ นิคฺโฆโส ตุริเย ปญฺจงฺคิเก ยถา |๕๐.๕๙๖| วฏํสกา วาตธูตา วาเตน สมฺปกมฺปิตา เตสํ สุยฺยติ นิคฺโฆโส ตุริเย ปญฺจงฺคิเก ยถา |๕๐.๕๙๗| สาปิ เต สิรสิ มาลา สุจิคนฺธา มโนรมา วาติ คนฺโธ ทิสา สพฺพา รุกฺโข มญฺชูสโก ยถา |๕๐.๕๙๘| ฆายเส ตํ สุจิคนฺธํ รูปํ ปสฺสสิ อมานุสํ เทวเต ปุจฺฉิตาจิกฺข กิสฺส กมฺมสฺสิทํ ผลํ (อิติ) ฯ |๕๐.๕๙๙| ทาสี อหํ ปุเร อาสึ คยายํ พฺราหฺมณสฺสหํ อปฺปปุญฺญา อลกฺขิกา รชฺชุมาลาติ มํ วิทู |๕๐.๖๐๐| อกฺโกสานํ วธานญฺจ ตชฺชนาย จ อุกฺกตา กุฏํ คเหตฺวา นิกฺขมฺม อาคจฺฉึ อุทกหาริยา |๕๐.๖๐๑| วิปเถ กุฏํ นิกฺขิปิตฺวา วนสณฺฑํ อุปาคมึ อิเธวาหํ มริสฺสามิ กฺวตฺโถปิ ชีวิเตน เม |๕๐.๖๐๒| ทฬฺหปาสํ กริตฺวาน อาลมฺพิตฺวาน ปาทเป ตโต ทิสา วิโลเกสึ โก นุ โขว นมสฺสิโต |๕๐.๖๐๓| ตตฺถทฺทสาสึ สมฺพุทฺธํ สพฺพโลกหิตํ มุนึ นิสินฺนํ รุกฺขมูลสฺมึ ฌายนฺตํ อกุโตภยํ |๕๐.๖๐๔| ตสฺสา เม อหุ สํเวโค อพฺภูโต โลมหํสโน โก นุ โขว นมสฺสิโต มนุสฺโส อุทาหุ เทวตา |๕๐.๖๐๕| ปาสาทิกํ ปสาทนียํ วนา นิพฺพนมาคตํ ทิสฺวา มโน เม ปสีทิ นายํ ยาทิสิกีทิโส |๕๐.๖๐๖| คุตฺตินฺทฺริโย ฌานรโต อพหิคตมานโส หิโต สพฺพสฺส โลกสฺส พุทฺโธ อยํ ภวิสฺสติ |๕๐.๖๐๗| ภยเภรโว ทุราสโท สีโหว คูหนิสฺสิโต ทุลฺลภายํ ทสฺสนาย ปุปฺผํ อุทุมฺพรํ ยถา |๕๐.๖๐๘| โส มํ มุทูหิ วาจาหิ อาลปิตฺวา ตถาคโต รชฺชุมาเลติ มํ อโวจ สรณํ คจฺฉ ตถาคตํ |๕๐.๖๐๙| ตาหํ คิรํ สุณิตฺวาน เนลํ อตฺถวตึ สุจึ สณฺหํ มุทุญฺจ วคฺคุญฺจ สพฺพโสกาปนูทนํ |๕๐.๖๑๐| กลฺลจิตฺตญฺจ มํ ญตฺวา ปสนฺนํ สุทฺธมานสํ หิโต สพฺพสฺส โลกสฺส อนุสาสิ ตถาคโต |๕๐.๖๑๑| อิทํ ทุกฺขนฺติ มํ อโวจ อยํ ทุกฺขสฺส สมฺภโว อยํ ทุกฺขนิโรโธ จ อญฺชโส อมโตคโธ |๕๐.๖๑๒| อนุกมฺปกสฺส กุสลสฺส โอวาทมฺหิ อหํ ฐิตา อชฺฌคา อมตํ สนฺตึ นิพฺพานํ ปทมจฺจุตํ |๕๐.๖๑๓| สาหํ อวตฺถิตา เปมา ทสฺสเน อวิกมฺปินี มูลชาตาย สทฺธาย ธีตา พุทฺธสฺส โอรสา |๕๐.๖๑๔| สาหํ รมามิ กีฬามิ โมทามิ อกุโตภยา ทิพฺพมาลํ ธารยามิ ปิวามิ มธุมทฺธุวํ |๕๐.๖๑๕| สฏฺฐิตุริยสหสฺสานิ ปฏิโพธํ กโรนฺติ เม อาฬมฺโพ คคฺคโร ภีโม สาธุวาที จ สํสโย |๕๐.๖๑๖| โปกฺขโร จ สุผสฺโส จ วีณา โมกฺขา จ นาริโย นนฺทา เจว สุนนฺทา จ โสณทินฺนา สุจิมฺหิตา |๕๐.๖๑๗| อลมฺพุสา มิสฺสเกสี จ ปุณฺฑรีกาติทารุณี เอณิปสฺสา สุปสฺสา จ สุภทฺทา มุทุกาวที |๕๐.๖๑๘| เอตา จญฺญา จ เสยฺยาเส อจฺฉรานํ ปโพธิยา ตา มํ กาเลนุปาคนฺตฺวา อภิภาสนฺติ เทวตา |๕๐.๖๑๙| หนฺท นจฺจาม คายาม หนฺท ตํ รมยามเส นยิทํ อกตปุญฺญานํ กตปุญฺญานเมวิทํ |๕๐.๖๒๐| อโสกํ นนฺทนํ รมฺมํ ติทสานํ มหาวนํ สุขํ อกตปุญฺญานํ อิธ นตฺถิ ปรตฺถ จ |๕๐.๖๒๑| สุขญฺจ กตปุญฺญานํ อิธ เจว ปรตฺถ จ เตสํ สหพฺยกามานํ กาตพฺพํ กุสลํ พหุํ กตปุญฺญา หิ โมทนฺติ สคฺเค โภคสมงฺคิโน |๕๐.๖๒๒| พหุนฺนํ วต อตฺถาย อุปฺปชฺชนฺติ ตถาคตา ทกฺขิเณยฺยา มนุสฺสานํ ปุญฺญกฺเขตฺตานมากรา ยตฺถ การํ กริตฺวาน สคฺเค โมทนฺติ ทายกาติ ฯ รชฺชุมาลาวิมานํ ทฺวาทสมํ ฯ อุทฺทานํ มญฺชิฏฺฐา ปภสฺสรา นาคา อโลมา กญฺชิกทายิกา วิหารจตุริตฺถมฺพา ปีตา อุจฺฉุวนฺทนรชฺชุมาลา จ วคฺโค เตน ปวุจฺจตีติ ฯ อิตฺถิวิมาเน วคฺโค จตุตฺโถ ฯ

ดูกรนางเทพธิดา ท่านมีวรรณะงามยิ่งนัก กรีดกรายร่ายรำอยู่ในวิมาน อันกึกก้องไปด้วยเสียงเพลงขับทิพย์ เมื่อท่านเยื้องย่างฟ้อนรำอยู่ เสียง ทิพย์อันไพเราะน่าฟังดังจับใจ ย่อมเปล่งออกจากอวัยวะน้อยใหญ่ทุกส่วน ทั้งกลิ่นทิพย์หอมระรื่นน่าชื่นใจ ย่อมฟุ้งขจรออกจากอวัยวะน้อยใหญ่ ของท่านทุกส่วน เมื่อท่านไหวกายกลับกลอกไปมา เสียงของเครื่อง ประดับที่ท่านประดับบนช้องผม ย่อมเปล่งเสียงไพเราะกังวานปานดนตรี เครื่อง ๕ และเสียงมงกุฎของท่านที่ถูกลมรำเพยพัด ย่อมเปล่งเสียงดัง เสนาะ ดุจดนตรีเครื่อง ๕ แม้พวงดอกไม้บนเศียรเกล้าของท่าน ก็มีกลิ่น หอมระรื่นน่าชื่นใจ หอมตลบไปทั่วทุกทิศ ประดุจดอกอุโลกฉะนั้น ท่านย่อมสูดดมกลิ่นอันหอมระรื่น ทั้งได้เห็นรูปอันเป็นทิพย์ ดูกรนาง เทพธิดา อาตมาถามท่านแล้ว ขอท่านจงบอก นี้เป็นผลแห่งกรรมอะไร? นางเทพธิดานั้นตอบว่า เมื่อชาติก่อน ดิฉันเป็นหญิงรับใช้ของพราหมณ์อยู่ในบ้านคยา เป็นคนมี บุญน้อย ต่ำทราม ชนทั้งหลายเรียกดิฉันว่ารัชชุมาลา ดิฉันถูกเจ้านาย ลงโทษด้วยการด่าว่าเฆี่ยนตี และขู่เข็ญอย่างหนัก จึงถือเอาหม้อน้ำออก จากบ้านเพื่อตักน้ำแล้ววางหม้อน้ำไว้เสียข้างทางบ่ายหน้าสู่ป่าชัฏ ด้วยตั้ง ใจว่า เราจักตายเสียในที่นี้แหละ ความเป็นอยู่ของเราหาประโยชน์อะไร มิได้เลย ครั้นแล้วผูกเชือกให้เป็นบ่วงรัดคออย่างแน่น แล้วปล่อยห้อย ไปตามต้นไม้ คิดว่าจะโดดลงไปให้ตาย เหลียวไปดูรอบทิศ ด้วย เกรงว่า จะมีผู้ใดมาแอบดูอยู่บ้าง ได้เห็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าผู้เป็น ปราชญ์ ผู้ทรงเกื้อกูลแก่โลกทั้งปวง ผู้ไม่มีภัยแต่ที่ไหนๆ กำลังประทับ นั่งเข้าณานอยู่ที่โคนไม้ ดิฉันนั้นเกิดความสังเวช โลมชาติชูชันไม่เคยมี มาแต่ก่อน ด้วยคิดว่า ใครหนอจะเป็นมนุษย์หรือเทวดามานั่งอยู่ เพราะ ได้เห็นพระพุทธเจ้าผู้สมควรที่จะเกิดความเลื่อมใสโดยแท้จริง ผู้หลีก ออกจากป่า คือกิเลสแล้วมาสู่นิพพาน ใจของดิฉันก็เกิดความเลื่อมใส เพราะคิดว่าท่านผู้สำรวมอินทรีย์ ยินดีณาน มีใจคงที่เช่นนี้ คงไม่ใช่ผู้อื่น จักเป็นพระพุทธเจ้าผู้ทรงเกื้อกูลแก่สัตว์โลกทั้งปวง ทรงหวาดกลัวต่อภัย ทรงหลีกเลี่ยงเสียห่างไกล ดังพญาราชสีห์ หลีกเลี่ยงจากภัย เข้าอาศัย อยู่ในถ้ำฉะนั้น การได้พบเห็นพระพุทธเจ้าเช่นนี้เป็นการยาก ดังดอก มะเดื่อ อันบุคคลเห็นได้ยากฉะนั้น (ขณะที่ดิฉันกำลังคิดอยู่อย่างนี้) พระตถาคตเจ้าพระองค์นั้น ได้ตรัสเรียกดิฉันด้วยพระวาจาอันอ่อนหวาน ว่า ดูกรนางรัชชุมาลา ดังนี้แล้ว มีพระดำรัสสืบต่อไปว่า ท่านจงถึง ตถาคตเป็นที่พึ่งเถิด ดิฉันได้สดับพระวาจาอันปราศจากโทษ ประกอบ ด้วยประโยชน์บริสุทธิ์สะอาด เป็นพระวาจาละเอียดอ่อนหวาน ไพเราะ น่าฟัง สามารถบรรเทาความโศกเศร้าทั้งปวงเสียได้นั้น จึงเข้าไปเฝ้าตาม รับสั่ง พระตถาคตเจ้าผู้ทรงเกื้อกูลแก่สัตว์โลกทุกหมู่เหล่าทรงทราบ ว่า ดิฉันมีจิตอ่อนเลื่อมใส มีใจบริสุทธิ์แล้ว จึงตรัสสอนดิฉันต่อไปว่า นี้ทุกข์ นี้เป็นแดนเกิดทุกข์ นี้ความดับทุกข์ นี้ทางให้ถึงความดับทุกข์ เป็นทางหยั่งลงสู่อมตธรรม ดิฉันตั้งอยู่ในพระโอวาทของพระตถาคต ผู้ทรงพระมหากรุณา ฉลาดในเทศนาสั่งสอนสัตว์ จึงได้บรรลุถึงทาง นิพพานเป็นธรรมอันไม่ตาย สงบระงับ ไม่มีจุติต่อไป ดิฉันเป็นผู้มี ความภักดีมั่น ไม่หวั่นไหวในพระรัตนตรัยด้วยความเชื่อมั่นเป็นราก ฐาน เพราะเห็นว่า พระผู้มีพระภาคเป็นผู้ตรัสรู้เองโดยชอบ พระธรรม อันพระผู้มีพระภาคตรัสดีแล้ว พระสงฆ์สาวกของพระผู้มีพระภาคเป็นผู้ปฏิบัติ ชอบ จึงถวายตัวเป็นสาวิกาผู้เกิดแต่พระอุระของพระพุทธเจ้า ดิฉันรื่น เริงบันเทิงอยู่เป็นผู้ไม่มีภัยแต่ที่ไหนๆ ทัดทรงทิพย์มาลา ดื่มน้ำผึ้งทิพย์อัน มีรสหวานสนิท มีนางฟ้าหกหมื่นบรรเลงดนตรี กระทำความปลาบปลื้ม ให้แก่ดิฉัน นางเทพอัปสร มีชื่อต่างๆ กัน คือ อาฬัมพา คัครา ภีมา สาธุวาที สังสยา โบกขรา สุผัสสา วีณา โมกขา นันทา สุนันทา โสณทินนา สุจิมหิตา อาลัมพุสา มิสสเกสี ปุณฑริกา เอณิปัสสา สุปัสสา สุภัททา มุทุกาวที เหล่านี้และเหล่าอื่น ล้วนประเสริฐกว่า นางเทพอัปสรทั้งหลาย ในทางบำเรอ ให้ปลาบปลื้ม นางเทพธิดา เหล่านั้น เมื่อถึงเวลา จะเข้ามาใกล้ชิด แล้วกล่าวประเล้าประลมดิฉัน ว่า เอาเถอะ พวกดิฉันจะฟ้อนรำ ขับร้อง บำเรอท่านให้รื่นรมย์ทีเดียว ก็เทพอุทยานชื่อว่านันทวัน อันหาความโศกเศร้ามิได้ มีแต่ความรื่นเริง บันเทิงใจ นับว่าเป็นเทพอุทยานอันใหญ่ยิ่งของเทวดาชาวไตรทศนี้ ไม่ เป็นที่อยู่ของผู้ไม่ได้ทำบุญไว้ แต่เป็นที่อยู่ของผู้ทำบุญไว้เท่านั้น ความ ผาสุกย่อมไม่มีแก่ผู้ไม่ได้ทำบุญไว้ ทั้งในโลกนี้และโลกอื่น แต่ย่อมมี แก่ผู้ทำบุญไว้ ทั้งในโลกนี้และโลกอื่น นรชนผู้ปรารถนาจะอยู่กับเทวดา เหล่านั้น ควรทำกุศลไว้ให้มาก เพราะผู้ทำบุญไว้แล้ว ย่อมเพรียบพร้อม ด้วยโภคสมบัติบันเทิงใจอยู่ในสวรรค์ ทายกทั้งหลายได้กระทำสักการะ บูชาในพระตถาคตเจ้าเหล่าใดแล้ว ย่อมบันเทิงใจอยู่ในสวรรค์ พระ ตถาคตเจ้าเหล่านั้นเป็นทักขิไณยบุคคล และเป็นบ่อเกิดแห่งเนื้อนาบุญ ของมนุษย์ทั้งหลาย ย่อมเสด็จอุบัติขึ้น เพื่อประโยชน์แก่สรรพสัตว์ เป็นอันมากหนอ. จบ รัชชุมาลาวิมานที่ ๑๒ รวมวิมานที่มีในวรรค รวมวิมานที่มีในวรรคนี้ คือ ๑. มัญชิฏฐกวิมาน ๒. ปภัสสรวิมาน ๓. นาควิมาน ๔. อโลมวิมาน ๕. กัญชิกทายิกาวิมาน ๖. วิหารวิมาน ๗. จตุริตถีวิมาน ๘. อัมพวิมาน ๙. ปีตวิมาน ๑๐. อุจฉุวิมาน ๑๑. วันทนวิมาน ๑๒. รัชชุมาลาวิมาน. จบ วรรคที่ ๔ ในอิตถีวิมาน.

ฉบับมหาจุฬาฯ

ชั้นตัวบทพุทธพจน์

หน่วยที่ตำแหน่งเดียวกันของเล่มนี้ · เลขข้อเป็นของฉบับนี้เอง · ชื่อเรื่องตรงกันทั้งสองฉบับ

เปิดหน้าของฉบับนี้

ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์

๑๒. รัชชุมาลาวิมาน ว่าด้วยวิมานที่เกิดขึ้นแก่หญิงผู้สักการะเคารพพระพุทธเจ้า (พระมหาโมคคัลลานเถระถามเทพธิดาองค์หนึ่งว่า)

ข้อ ๘๒๖

เทพธิดา เธอมีผิวพรรณงดงามยิ่งนัก ขณะที่ดนตรีบรรเลงอยู่อย่างไพเราะ เธอกรีดกรายมือและเท้าฟ้อนรำได้อย่างกลมกลืน

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๖ หน้า : ๙๕}

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย วิมานวัตถุ [๑. อิตถีวิมาน] ๔. มัญชิฏฐกวรรค ๑๒. รัชชุมาลาวิมาน

ข้อ ๘๒๗

เมื่อเธอนั้นกำลังฟ้อนรำอยู่ เสียงทิพย์น่าฟัง น่ารื่นรมย์ใจ ย่อมเปล่งออกจากอวัยวะน้อยใหญ่ทุกส่วนสัดของเธอ

ข้อ ๘๒๘

ทั้งกลิ่นทิพย์ หอมระรื่นชื่นใจ ก็ฟุ้งออกจากอวัยวะน้อยใหญ่ทุกส่วนสัดของเธอ

ข้อ ๘๒๙

เมื่อเธอเยื้องไหวกายไปมา เสียงเครื่องประดับที่ช้องผม ก็เปล่งเสียงดังไพเราะ น่าฟัง ดังเสียงดนตรีเครื่องห้า

ข้อ ๘๓๐

อนึ่ง ต่างหูเพชรต้องลมสั่นไหว ก็ส่งเสียงดังไพเราะ น่าฟัง ดังเสียงดนตรีเครื่องห้า

ข้อ ๘๓๑

แม้มาลัยบนศีรษะของเธอมีกลิ่นหอมระรื่นชื่นใจ ก็ส่งกลิ่นหอมฟุ้งไปทั่วทุกทิศ ดุจต้นอุโลก

ข้อ ๘๓๒

เธอสูดดมกลิ่นหอมระรื่นนั้น ทั้งได้เห็นรูปที่มิใช่ของมนุษย์ เทพธิดา อาตมาถามแล้ว ขอเธอจงบอกเถิดว่า นี้เป็นผลของกรรมอันใดเล่า (เทพธิดานั้นตอบว่า)

ข้อ ๘๓๓

ชาติก่อน ดิฉันเกิดเป็นทาสีของพราหมณ์ในหมู่บ้านคยา มีบุญน้อย ด้อยวาสนา คนทั้งหลายรู้จักดิฉันในนามว่า รัชชุมาลา

ข้อ ๘๓๔

ดิฉันเสียใจอย่างหนัก เพราะถูกด่าว่า ถูกเฆี่ยนตีต่างๆ และถูกคุกคามจึงถือหม้อน้ำออกไป ทำเป็นเสมือนจะไปตักน้ำ

ข้อ ๘๓๕

ครั้นแล้วได้วางหม้อน้ำไว้ข้างทาง เข้าไปยังป่าชัฏโดยตัดสินใจว่า จักตายในป่านี้แหละ เราอยู่ไปจะมีประโยชน์อะไรเล่า

ข้อ ๘๓๖

จึงทำบ่วงให้แน่น แขวนเข้ากับต้นไม้ ทีนั้นก็เหลียวดูไปรอบทิศด้วยคิดเกรงว่า มีใครอยู่ในป่าไหมหนอ

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๖ หน้า : ๙๖}

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย วิมานวัตถุ [๑. อิตถีวิมาน] ๔. มัญชิฏฐกวรรค ๑๒. รัชชุมาลาวิมาน

ข้อ ๘๓๗

ณ ที่นั้น ดิฉันได้เหลือบเห็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ผู้เป็นจอมปราชญ์ ทรงเกื้อกูลสัตว์โลกทั้งมวล ผู้ไม่มีโรคภัย ประทับนั่งเข้าฌานอยู่ที่โคนต้นไม้

ข้อ ๘๓๘

ดิฉันนั้นเกิดความสังเวช ขนลุกชูชันอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน คิดว่า ใครหนอมาอาศัยอยู่ในป่านี้ เป็นมนุษย์หรือเทวดากันแน่

ข้อ ๘๓๙

เพราะได้เห็นพระพุทธองค์ผู้น่าเลื่อมใส ควรแก่การยินดี เสด็จออกจากป่า แล้วมาสู่ความไม่มีป่า(คือกิเลส) ใจของดิฉันก็เลื่อมใสด้วยคิดเห็นว่า ท่านผู้นี้คงจะมิใช่คนธรรมดาสามัญเป็นแน่

ข้อ ๘๔๐

ท่านผู้นี้คุ้มครองอินทรีย์ได้แล้ว ยินดีในฌาน มีใจไม่วอกแวก จะต้องเป็นพระพุทธเจ้าผู้ทรงเกื้อกูลสัตว์โลกทั้งมวลเป็นแน่

ข้อ ๘๔๑

ท่านผู้นี้เป็นที่น่าเกรงขาม ผู้ซึ่งบุคคลที่ปราศจากความเพียรและความมาดหมาย ทำให้ทรงชื่นชมได้ยาก ดังราชสีห์ซึ่งเป็นสัตว์อยู่ถ้ำ น่าเกรงขาม ยากที่ใครจะทำให้ชื่นชมและยากที่จะได้พบเห็น เหมือนดอกมะเดื่อ

ข้อ ๘๔๒

พระตถาคตเจ้าพระองค์นั้น ได้ตรัสเรียกดิฉันด้วยพระวาจาที่นุ่มนวลว่า รัชชุมาลาและรับสั่งกับดิฉันว่า เธอจงถึงตถาคตเป็นที่พึ่งเถิด

ข้อ ๘๔๓

ดิฉันฟังพระดำรัสอันปราศจากโทษ ประกอบด้วยประโยชน์ หมดจด ละเอียดอ่อน นุ่มนวลไพเราะ เป็นเครื่องบรรเทาความโศกเศร้าทั้งปวงเสียได้นั้น จึงเกิดจิตเลื่อมใส

ข้อ ๘๔๔

พระตถาคตผู้ทรงเกื้อกูลสัตว์โลกทุกหมู่เหล่า ทรงทราบว่า ดิฉันมีจิตเลื่อมใส มีใจบริสุทธิ์ ควรแก่การรับฟัง แล้วจึงได้ทรงพร่ำสอน

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๖ หน้า : ๙๗}

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย วิมานวัตถุ [๑. อิตถีวิมาน] ๔. มัญชิฏฐกวรรค ๑๒. รัชชุมาลาวิมาน

ข้อ ๘๔๕

พระองค์ได้ตรัสสอนดิฉันว่า “นี้คือทุกข์ นี้คือเหตุเกิดทุกข์ นี้คือความดับทุกข์ และนี้คือทางสายตรงให้บรรลุอมตธรรม”

ข้อ ๘๔๖

ดิฉันดำรงอยู่ในพระโอวาทของพระตถาคต ผู้ทรงอนุเคราะห์ เกื้อกูล ทรงฉลาดว่า “บุคคลได้บรรลุทางคือนิพพานซึ่งเป็นธรรมอันไม่ตาย สงบระงับ ไม่มีการจุติ”

ข้อ ๘๔๗

ดิฉันนั้นมีความภักดีมั่น ไม่หวั่นไหว เพราะมีความเห็นชอบเป็นปกติ ด้วยศรัทธาที่หยั่งรากลงแล้ว จึงได้เป็นธิดาที่แท้จริงของพระพุทธองค์

ข้อ ๘๔๘

ดิฉันนั้นไม่มีภัย จึงเที่ยวรื่นเริงบันเทิงใจอยู่ ทัดทรงมาลัยทิพย์ ดื่มน้ำหวานที่ทำให้สดชื่น

ข้อ ๘๔๙

เหล่าดุริยเทพ ๖๐,๐๐๐ องค์ ช่วยกันปลุกเร้าดิฉันให้เกิดปีติโสมนัส ได้แก่ เทพบุตรมีนามว่า อาฬัมพะ คัคคระ ภีมะ สาธุวาที ปสังสยะ

ข้อ ๘๕๐

โปกขระและสุผัสสะ เหล่าเทพธิดาน้อยๆ มีนามว่า วีณา โมกขา นันทา สุนันทา โสณทินนา สุจิมหิตา

ข้อ ๘๕๑

อลัมพุสา มิสสเกสีและบุณฑริกา อนึ่ง เทพกัญญาอีกพวกหนึ่ง คือเอณีปัสสา สุผัสสา สุภัททาและมุทุวาทินี

ข้อ ๘๕๒

ผู้ประเสริฐกว่านางอัปสรทั้งหลาย ผู้มีหน้าที่ปลุกเร้าให้เกิดปีติโสมนัส เทวดาเหล่านั้น พอได้เวลาก็เข้ามาหาดิฉัน เสนอด้วยวาจาน่ายินดีว่า

ข้อ ๘๕๓

เอาเถอะ พวกเราจักฟ้อนรำ ขับร้อง บำเรอเธอให้รื่นรมย์ สถานที่ที่ดิฉันได้รับในบัดนี้ มิใช่สถานที่สำหรับคนที่ไม่ได้ทำบุญไว้ แต่เป็นสถานที่สำหรับคนที่ได้ทำบุญไว้แล้วเท่านั้น @เชิงอรรถ : @ เว้นทางสุดโต่ง ๒ อย่างแล้วดำเนินตามมรรคอริยสัจจที่เป็นเหตุให้บรรลุอมตธรรม เพราะดำเนินไปตามทาง@ให้บรรลุนิพพาน (ขุ.วิ.อ. ๘๔๕/๒๔๘)

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๖ หน้า : ๙๘}

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย วิมานวัตถุ [๑. อิตถีวิมาน] รวมเรื่องวิมานที่มีในวรรค

ข้อ ๘๕๔

ไม่มีความโศก น่าเพลิดเพลินเจริญใจ เป็นอุทยานกว้างใหญ่ของเหล่าเทพชั้นดาวดึงส์ สำหรับผู้ที่ไม่ได้ทำบุญไว้ย่อมไม่มีความสุขทั้งโลกนี้และโลกหน้า

ข้อ ๘๕๕

ส่วนผู้ที่ได้ทำบุญไว้แล้วย่อมมีความสุขทั้งโลกนี้ และโลกหน้าแน่นอน ผู้ปรารถนาจะสถิตอยู่ร่วมกับเทพชั้นดาวดึงส์เหล่านั้น ควรทำกุศลไว้ให้มาก เพราะว่าเหล่าชนผู้ที่ได้ทำบุญไว้แล้ว ย่อมพรั่งพร้อมด้วยโภคสมบัติ บันเทิงอยู่ในสวรรค์

ข้อ ๘๕๖

พระตถาคตทั้งหลาย ทรงอุบัติขึ้นเพื่อประโยชน์แก่ชนเป็นอันมากหนอ ทรงเป็นพระทักขิไณยบุคคล เป็นบ่อเกิดแห่งเนื้อนาบุญของมนุษย์ทั้งหลาย เป็นผู้ที่ทายกทายิกาทั้งหลายทำสักการบูชาแล้ว จึงบันเทิงอยู่ในสวรรค์ รัชชุมาลาวิมานที่ ๑๒ จบ รวมเรื่องวิมานที่มีในวรรคนี้ คือ ๑. มัญชิฏฐกวิมาน ๒. ปภัสสรวิมาน ๓. นาควิมาน ๔. อโลมวิมาน ๕. กัญชิกทายิกาวิมาน ๖. วิหารวิมาน ๗. จตุริตถีวิมาน ๘. อัมพวิมาน ๙. ปีตวิมาน ๑๐. อุจฉุวิมาน ๑๑. วันทนวิมาน ๑๒. รัชชุมาลาวิมาน มัญชิฏฐกวรรคที่ ๔ จบ อิตถีวิมาน จบบริบูรณ์

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๖ หน้า : ๙๙}

อรรถกถา

ชั้นตัวบทอรรถกถาอธิบายพระไตรปิฎกเปิดหน้าของฉบับนี้

ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์

อรรถกถารัชชุมาลาวิมาน

รัชชุมาลาวิมาน มีคาถาว่า อภิกฺกนฺเตน วณฺเณน เป็นต้น.

รัชชุมาลาวิมานนั้นเกิดขึ้นได้อย่างไร?

พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ ณ พระวิหารเชตวัน กรุงสาวัตถี.

สมัยนั้น พราหมณ์คนหนึ่งในหมู่บ้านคยา ได้ให้ธิดาแก่บุตรพราหมณ์คนหนึ่งในบ้านนั้นเอง นางไปมีสามีแล้ว ตั้งตนเป็นใหญ่ในเรือนนั้น.

นางเห็นลูกสาวทาสีในเรือนนั้นแล้วไม่ชอบหน้า นับแต่เห็นมา นางก็แสดงอาการฮึดฮัดด่าว่าด้วยความโกรธ และชูกำหมัดแก่ลูกสาวทาสีนั้น เมื่อลูกสาวทาสีเติบโตขึ้นพอจะทำการงานได้ นางก็ใช้เข่า ศอก กำหมัดทุบตีเธอ เหมือนผูกอาฆาตกันมาในชาติก่อนๆ หลายชาติทีเดียว.

เล่ากันมาว่า ทาสีนั้นได้เป็นนายของนาง ครั้งพระทศพลพระนามว่ากัสสปะ ส่วนนางเป็นทาสี เธอทุบต่อยทาสีนั้นด้วยก้อนดินและกำหมัดเป็นต้นเนืองๆ ทาสีเหนื่อยหน่ายเพราะการกระทำนั้น ได้กระทำบุญทั้งหลายมีให้ทานเป็นต้นตามกำลัง ตั้งความปรารถนาว่า ในอนาคตกาล ขอเราพึงเป็นนายมีความเป็นใหญ่เหนือหญิงนี้.

ภายหลัง ทาสีนั้นจุติจากอัตภาพนั้นแล้ว เวียนว่ายไปๆ มาๆ อยู่ ในพุทธุปบาทกาลนี้ บังเกิดในตระกูลพราหมณ์ ในหมู่บ้านคยา ไปมีสามี ตามนัยดังกล่าวแล้ว. ส่วนหญิงอีกคนหนึ่งได้เป็นทาสีของนาง นางจึงเบียดเบียนเธอเพราะผูกอาฆาตกันไว้อย่างนั้น.

เมื่อเบียดเบียนอยู่อย่างนี้โดยไม่มีเหตุที่สมควรเลย นางได้จิกผม ใช้ทั้งมือทั้งเท้าตบถีบอย่างเต็มที่. ทาสีนั้นไปศาลาอาบน้ำ โกนผมเสียเกลี้ยง. หญิงผู้เป็นนายกล่าวว่า เฮ้ย อีทาสีชั่ว เพียงโกนผมเกลี้ยง มึงจะพ้นหรือแล้วเอาเชือกพันศีรษะ จับนางให้ก้มลงเฆี่ยนตรงนั้น และไม่ให้นางเอาเชือกนั้นออก. นางทาสีจึงได้ชื่อว่า รัชชุมาลา ตั้งแต่นั้นมา.

ต่อมาวันหนึ่ง ตอนใกล้รุ่ง พระศาสดาเสด็จออกจากมหากรุณาสมาบัติ ทรงตรวจดูสัตวโลก ทรงเห็นอุปนิสัยแห่งโสดาปัตติผลของนางรัชชุมาลา และการดำรงอยู่ในสรณะและศีลของนางพราหมณีนั้น จึงเสด็จเข้าไปป่าประทับนั่งที่โคนไม้ต้นหนึ่ง ทรงเปล่งพระพุทธรัศมีมีพรรณะ ๖ ไป.

ฝ่ายนางรัชชุมาลาเล่า ถูกเขาเบียดเบียนอยู่เช่นนั้นทุกๆ วัน คิดว่าจะมีประโยชน์อะไรด้วยชีวิตอันลำเค็ญเช่นนี้ของเราดังนี้ เกิดความเบื่อหน่ายในชีวิต ประสงค์จะตายเสีย จึงถือเอาหม้อน้ำออกจากเรือนไป ทำทีเดินไปท่าน้ำ เข้าไปตามลำดับ ผูกเชือกเข้าที่กิ่งไม้ต้นหนึ่ง ที่ไม่ไกลต้นไม้ที่พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับนั่ง ประสงค์จะทำเป็นบ่วงผูกคอตาย มองดูไปข้างโน้นข้างนี้ ก็เห็นพระผู้มีพระภาคเจ้าประทับนั่งอยู่ ณ ที่นั้น ดูน่าพอใจ น่าเลื่อมใส ทรงบรรลุความฝึกและความสงบอย่างสูงสุด กำลังเปล่งพระพุทธรัศมีมีพรรณะ ๖ อยู่.

ครั้นเห็นแล้วมีใจถูกความเคารพในพระพุทธเจ้าเหนี่ยวรั้งไว้จึงคิดว่า ทำไฉน พระผู้มีพระภาคเจ้าจะทรงแสดงธรรมแม้แก่คนเช่นเรา ที่เราได้ฟังแล้วพึงพ้นจากชีวิตที่ลำเค็ญนี้ได้หนอ.

ทีนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงตรวจดูอาจาระความประพฤติทางจิตของนางแล้ว จึงตรัสเรียกว่า รัชชุมาลา.

นางได้ยินพระดำรัสนั้นแล้วเป็นประหนึ่งว่า ถูกโสรจสรงด้วยน้ำอมฤต ได้ถูกปีติสัมผัสไม่ขาดสาย เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้า ถวายบังคมแล้วได้ยืนอยู่ ณ ที่สมควรส่วนหนึ่ง.

พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสกถาว่าด้วยสัจจะ ๔ อันเป็นลำดับต่อจากอนุบุพพีกถาแก่นาง. นางก็ได้ตั้งอยู่ในโสดาปัตติผล. พระศาสดาทรงดำริว่า การอนุเคราะห์แก่นางรัชชุมาลาเพียงเท่านี้ก็พอแล้ว บัดนี้นางเกิดเป็นคนที่ใครๆ จะกำจัดไม่ได้แล้ว ดังนี้จึงเสด็จออกจากป่า ประทับนั่งที่โคนต้นไม้แห่งหนึ่งไม่ไกลบ้าน.

ฝ่ายนางรัชชุมาลา เพราะเหตุที่นางเป็นผู้ไม่ควรที่จะฆ่าตัวตาย และเพราะเหตุที่นางเป็นผู้สมบูรณ์ด้วยขันติ เมตตาและความเอ็นดูแล้ว จึงคิดว่า นางพราหมณีจะฆ่าหรือจะเบียดเบียนเรา หรือจะทำการอย่างใดอย่างหนึ่งก็ตามที ดังนี้ แล้วเอาหม้อตักน้ำกลับไปเรือน.

สามียืนอยู่ที่ประตูเรือนเห็นนางแล้วจึงถามว่า วันนี้เธอไปท่าน้ำตั้งนานแล้วจึงมา และสีหน้าของเธอก็ดูผ่องใสยิ่งนัก เธอปรากฏโดยอาการเปลี่ยนไป (ไม่เหมือนเดิม) นี่อะไรกัน.

นางจึงเล่าความเป็นไปนั้นแก่สามี.

พราหมณ์ฟังคำของนางแล้วยินดีไปยังเรือน แล้วกล่าวแก่ลูกสะใภ้ต่อหน้านางรัชชุมาลาว่า เธอไม่ต้องทำอะไรดังนี้ แล้วมีใจยินดีรีบไปยังสำนักของพระศาสดา ถวายบังคมแล้ว ทำปฏิสันถารด้วยความเอื้อเฟื้อ นิมนต์พระศาสดาแล้วนำมาสู่เรือนของตน อังคาสเลี้ยงดูด้วยของเคี้ยวของฉันอันประณีต.

พอพระผู้มีพระภาคเจ้าเสวยเสร็จ ชักพระหัตถ์ออกจากบาตร จึงเข้าไปเฝ้านั่ง ณ ที่ตรงส่วนข้างหนึ่ง. แม้สะใภ้ของพราหมณ์นั้นก็เข้าไปเฝ้าถวายบังคมแล้วนั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง.

พวกพราหมณ์และคฤหบดี แม้ที่อยู่ในหมู่บ้านคยาคามได้ฟังเรื่องนั้นแล้ว เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้า บางพวกถวายบังคมแล้วนั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง บางพวกก็เพียงแต่กล่าวทักทายปราศรัยแล้วนั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง.

พระศาสดาตรัสกรรมที่กระทำในชาติก่อนของนางรัชชุมาลาและของนางพราหมณีนั้นโดยพิสดาร แล้วทรงแสดงธรรมตามสมควรแก่บริษัทที่มาประชุมกัน. นางพราหมณีและมหาชนที่ประชุมกันในที่นั้น ฟังธรรมนั้นแล้วต่างดำรงอยู่ในสรณะและศีล.

พระศาสดาเสด็จลุกขึ้นจากอาสนะ ได้เสด็จไปกรุงสาวัตถีตามเดิม.

พราหมณ์ได้ตั้งนางรัชชุมาลาไว้ในตำแหน่งเป็นลูกสาว. ลูกสะใภ้ของพราหมณ์ก็มองดูนางรัชชุมาลาด้วยนัยน์ตาแสดงความรัก ปฏิบัติต่อกันด้วยความสิเนหาน่าพอใจทีเดียว ตราบเท่าชีวิตหาไม่.

ต่อมา นางรัชชุมาลาตายไปบังเกิดในสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ นางมีอัปสรพันหนึ่งเป็นบริวาร. นางประดับองค์ด้วยเครื่องอาภรณ์อันเป็นทิพย์มีประมาณบรรทุกหกสิบเล่มเกวียน มีอัปสรพันหนึ่งห้อมล้อม เสวยทิพย์สมบัติอย่างใหญ่หลวง มีใจเบิกบานเที่ยวเตร่ไปในสวนนันทนวันเป็นต้น.

ครั้งนั้น ท่านพระมหาโมคคัลลานะไปเที่ยวเทวจาริก เห็นนางรุ่งโรจน์อยู่ด้วยเทวานุภาพ ด้วยเทวฤทธิ์อันยิ่งใหญ่ จึงถามถึงกรรมที่นางได้กระทำไว้ด้วยคาถาเหล่านี้ว่า

ดูก่อนเทวดา ท่านมีวรรณะงามยิ่ง กรีดกรายมือและเท้าฟ้อนรำได้เหมาะเจาะ ในเมื่อดนตรีบรรเลงอยู่อย่างไพเราะเมื่อท่านนั้นร่ายรำอยู่ เสียงทิพย์อันน่าฟัง น่ารื่นรมย์ใจ ก็เปล่งออกจากอวัยวะน้อยใหญ่ทั่วสรรพางค์ เมื่อท่านนั้นร่ายรำอยู่ กลิ่นทิพย์ที่มีกลิ่นอันหอมหวนน่ารื่นรมย์ใจ ก็ฟุ้งขจรไปจากอวัยวะน้อยใหญ่ทั่วสรรพางค์เครื่องประดับที่มวยผมที่แกว่งไกวไปมาตามกาย ก็เปล่งเสียงกังวานให้ได้ยิน ปานประหนึ่งว่า ดนตรีเครื่อง ๕เทริดที่ถูกลมกระพือพัดเคลื่อนไหวไปตามสายลม ก็เปล่งเสียงกังวานให้ได้ยิน ปานประหนึ่งว่า เสียงดนตรีเครื่อง ๕ เช่นกันพวงมาลัยประดับเศียรของท่านมีกลิ่นหอมน่ารื่นรมย์ใจ ก็ส่งกลิ่นหอมฟุ้งตลบไปทุกทิศ ดังหนึ่งต้นมัญชูสกะ (เป็นชื่อต้นไม้ในสวรรค์ ว่ามีกลิ่นหอมยิ่งนัก)ท่านได้สูดดมกลิ่นหอมนั้น ทั้งได้เห็นรูปอันมิใช่ของมีอยู่ในมนุษย์

ดูก่อนเทวดา อาตมาถามท่าน ขอท่านได้โปรดบอกว่า นี้เป็นผลของกรรมอะไร.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า หตฺเถ ปาเท จ วิคฺคยฺห คือ ขยับมือและเท้าด้วยอาการหลายอย่าง.

อธิบายว่า ขยับมือด้วยอาการหลายอย่างแปลกๆ กันออกไป ด้วยอำนาจการแสดงท่าร่ายรำต่างๆ อย่าง เป็นต้นว่า รำกำดอกไม้ รำประนมดอกไม้ และเยื้องย่างเท้าด้วยอาการหลายอย่างหลากๆ ท่าด้วยอำนาจการแสดงท่าแปลกๆ แห่งการยืนมีการวางเท้าเสมอกันเป็นต้น.

ด้วย จ ศัพท์ท่านรวมเอาท่าร่ายรำไว้ด้วยกัน.

บทว่า นจฺจสิ แปลว่า ร่ายรำ.

บทว่า ยา ตฺวํ ความว่า ท่านใดกระทำการฟ้อนรำตามที่กล่าวมาแล้ว.

บทว่า สุปฺปวาทิเต ความว่า เมื่อมีการบรรเลงที่เหมาะสม คือ เมื่อเครื่องดนตรีมีพิณ ซอ ตะโพนและฉิ่งเป็นต้นที่เขาบรรเลงอยู่ได้จังหวะกับการฟ้อนรำของท่าน ได้แก่ เมื่อดนตรีเครื่อง ๕ ที่เขาประโคมอยู่.

คำที่เหลือมีนัยดังกล่าวแล้วในวิมานหนหลัง.

เทวดาถูกพระเถระไต่ถามอย่างนี้แล้ว จึงได้พยากรณ์ชี้แจงถึงชาติก่อนเป็นต้น ของตนให้ท่านทราบด้วยคาถาเหล่านี้

ในชาติก่อน ดีฉันเกิดเป็นทาสีในบ้านชื่อคยา ของพราหมณ์ มีบุญน้อย ไม่มีวาสนา คนทั้งหลายเรียกชื่อดีฉันว่า รัชชุมาลา ดีฉันเศร้าเสียใจมาก เพราะถูกขู่เข็ญของผู้ที่ด่าทอและโดนตี จึงถือเอาหม้อน้ำออกไปทำเป็นเหมือนจะไปตักน้ำครั้นแล้วได้วางหม้อน้ำไว้ข้างทางเข้าไปยังป่าชัฏ ด้วยคิดว่า เราจักตายในป่านี้แหละ จะมีประโยชน์อะไรเล่าด้วยการเป็นอยู่ของเราดังนี้ แล้วจึงผูกเชือกเป็นบ่วงให้แน่นแล้วเหวี่ยงไปยังต้นไม้

ทีนั้นก็มองดูไปรอบทิศว่าจะมีใครไหมหนออาศัยอยู่ในป่าบ้าง ในที่นั้น ดีฉันได้เห็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าผู้เป็นมุนีบำเพ็ญประโยชน์เกื้อกูลแก่สรรพสัตว์ ประทับนั่งที่โคนต้นไม้ ทรงเพ่งพินิจอยู่ มิได้ทรงมีภัยแต่ที่ไหนๆ ความสังเวชใจทำให้เกิดขนพองสยองเกล้าอย่างไม่เคยมีได้มีแก่ดีฉันนั้นว่า

ใครหนอแลมาอยู่ในป่านี้ เป็นเทวดาหรือมนุษย์กันแน่ ใจของดีฉันเลื่อมใสแล้ว เพราะได้เห็นพระองค์ผู้น่าเลื่อมใส ควรแก่ความเลื่อมใส เสด็จออกจากป่า (คือกิเลส) บรรลุถึงนิพพานอันปราศจากป่าแล้ว ท่านผู้นี้มิใช่คนธรรมดาสามัญเลย ท่านผู้นี้มีอินทรีย์อันคุ้มครองแล้ว ยินดีในฌาน มีใจไม่วอกแวกไปตามอารมณ์ภายนอกทรงเกื้อกูลโลกทั้งมวล จักต้องเป็นพระพุทธเจ้าแน่ ท่านผู้นี้เป็นที่หวาดหวั่นของเหล่าผู้มิจฉาทิฏฐิ หาผู้เข้าใกล้ได้ยาก ดุจดังราชสีห์อาศัยอยู่ในถ้ำ. ท่านผู้นี้ยากที่จะได้เห็น เหมือนดอกมะเดื่อ พระตถาคตนั้นตรัสเรียกดีฉันด้วยพระดำรัสอันอ่อนหวานว่า นี่แน่ะรัชชุมาลา.

พระองค์ท่านได้ตรัสกะดีฉันว่า เธอจงถึงตถาคตเป็นที่พึ่ง ดีฉันได้ฟังพระดำรัสอันปราศจากโทษ ประกอบด้วยประโยชน์ เป็นวาจาสะอาดนิ่มนวล อ่อนโยนไพเราะที่จะบรรเทาความโศกทั้งปวงได้นั้นแล้ว.

พระตถาคตผู้ทรงบำเพ็ญประโยชน์แก่โลกทั้งปวง ทรงทราบว่าดีฉันมีจิตอาจหาญดีแล้ว จึงทรงสั่งสอนดีฉันผู้เลื่อมใส มีใจใสสะอาดแล้ว. พระองค์ได้ตรัสกะดีฉันว่า นี้ทุกข์ นี้เหตุเกิดทุกข์ นี้ความดับทุกข์ นี้ทางตรงให้ถึงอมตะ.

ดีฉันตั้งตนอยู่ในพระโอวาทของพระองค์ผู้ทรงเอ็นดู เฉลียวฉลาด จึงได้บรรลุทางนิพพานอันเป็นอมตะ สงบไม่มีการจุติ ดีฉันนั้นมีความรักตั้งอยู่มั่นคงแล้ว ไม่มีที่จะหวั่นไหวในเรื่องทัสสนะ เป็นธิดาผู้บังเกิดในพระอุระของพระพุทธองค์ด้วยศรัทธาที่หยั่งรากลงแล้ว.

ดีฉันนั้นรื่นรมย์เที่ยวเล่นบันเทิงใจอยู่ ไม่มีสิ่งน่ากลัวแต่ที่ไหนๆ ทัดทรงพวงมาลัยทิพย์ ได้ดื่มน้ำหวานหอมที่ทำให้ร่างกายกระปรี้กระเปร่า นางฟ้านักดนตรีนับได้หกหมื่นกระทำการขับกล่อมดีฉันอยู่ เหล่าเทพบุตรมีชื่อต่างๆ กันคือ ชื่ออาฬัมพะ ชื่อคัคคระ ชื่อภีมะ ชื่อสาธุวาที ชื่อสังสยะ ชื่อโปกขระ ชื่อสุผัสสะและเหล่านางอัปสรมีชื่อว่าวีณา ชื่อโมกขา ชื่อนันทา ชื่อสุนันทา ชื่อโสณทินนา ชื่อสุจิมหิตา ชื่ออลัมพุสา ชื่อมิสสเกสี ชื่อปุณฑรีกา ชื่ออติทารุณี ชื่อเอณิปัสสาชื่อสุปัสสา ชื่อสุภัททา ชื่อมุทุกาวที เหล่านี้ล้วนแต่เลิศกว่านางอัปสรทั้งหลายในการขับกล่อม.

เทวดาเหล่านั้นเข้าไปหาดีฉันตามเวลาแล้วกล่าวเชิญชวนว่า มาเถิด พวกเราจะฟ้อนรำ จะขับร้อง จะทำให้ท่านร่าเริง ที่นี้มิใช่ที่ของผู้มิได้ทำบุญไว้ แต่เป็นที่ของผู้ทำบุญไว้ สวนมหาวันของเทพยเจ้าทั้งหลายเป็นที่ไม่เศร้าโศก เป็นที่น่าบันเทิง น่ารื่นรมย์สำหรับผู้ที่มิได้ทำบุญไว้ สุขไม่มีในโลกนี้และโลกหน้า สุขในโลกนี้และโลกหน้าจะมีแก่คนทำบุญไว้ ผู้มีประสงค์จะอยู่ร่วมกับเทพเหล่านั้น ควรกระทำกุศลให้มากไว้ เพราะผู้มีบุญอันทำไว้แล้ว ย่อมพรั่งพร้อมด้วยโภคสมบัติ บันเทิงในสวรรค์.

พระตถาคตทั้งหลายเป็นผู้ควรรับทักษิณาทาน เป็นบ่อเกิดแห่งบุญเขตของมนุษย์ทั้งหลาย ย่อมอุบัติขึ้นมาเพื่อประโยชน์แก่ชนหมู่มากจริงหนอ ที่ทายกกระทำบุญในท่านแล้วย่อมบันเทิงในสวรรค์ ดังนี้.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ทาสี อหํ ปุเรอาสึ ได้แก่ ในชาติก่อนคือมีในปางก่อน ดีฉันได้เป็นนางทาสีในเรือนเบี้ย.

ในบทนั้น นางกล่าวว่าของใคร.

ตอบว่า ของพราหมณ์ในบ้านคยา. ของพราหมณ์คนหนึ่งในบ้าน อันมีชื่อว่าคยา.

บทว่า หํ เป็นเพียงนิบาต.

บทว่า อปฺปปุญฺญา คือ มีโชคน้อยไม่มีบุญ.

บทว่า อลกฺขิกา คือ ปราศจากสิริ เป็นกาลกรรณี.

บทว่า รชฺชุมาลาติ มํ วิทู คือ พวกมนุษย์เรียกชื่อดีฉันว่า รัชชุมาลา ก็เนื่องด้วยมีเชือกวงแหวนที่เขาผูกไว้แน่นแล้ววางไว้บนศีรษะ ในเมื่อเขาโกนศีรษะลำบากด้วยจับเส้นผมดึงมาดึงไป เพื่อเหตุนี้นี่เอง.

บทว่า วธานํ แปลว่า เฆี่ยน.

บทว่า ตชฺชนาย แปลว่า ด้วยการขู่ให้กลัว.

บทว่า อุกฺคตา คือ เพราะการเกิดขึ้นแห่งโทมนัสอย่างเหลือล้น.

บทว่า อุทหาริยา คือ จะไปตักน้ำมา. อธิบายว่า ทำเป็นเหมือนจะไปนำเอาน้ำมา

บทว่า วิปเถ แปลว่า ในที่มิใช่ทางเดิน. ความว่า หลีกออกจากทาง.

บทว่า กฺวตฺโถ ตัดบทเป็น โก อตโถ (ประโยชน์อะไร). อีกนัยหนึ่ง บาลีก็เป็นเช่นเดียวกัน.

บทว่า ทฬฺหํ ปาสํ กริตฺวาน คือ กระทำบ่วงที่ผูกไว้ให้มั่นไม่ให้ขาดได้.

บทว่า อาสุมฺภิตฺวาน ปาทเป คือ โยนไปที่ต้นไม้ด้วยทำให้คล้องไว้ที่คบไว้.

บทว่า ตโต ทิสาวิโลเกสึ โก นุ โข วนมสฺสิโต อธิบายว่า จะมีใครบ้างไหมหนอที่อยู่โดยเข้าไปสู่ป่านี้ เพราะเหตุจะเป็นอันตรายแก่การตายของเรา.

บทว่า สมฺพุทฺธํ เป็นต้น ท่านกล่าวไว้ด้วยอำนาจความเป็นเอง แม้เมื่อนางจะไม่มีความรู้สึกตระหนักแน่เช่นนั้น ในกาลนั้นก็ตาม.

บทนั้นมีใจความว่า พึงทราบว่า

ชื่อว่าเป็นสัมพุทธะ เพราะพระองค์ตรัสรู้ธรรมที่ควรตรัสรู้แม้ทั้งสิ้นด้วยพระองค์เองโดยแท้และโดยชอบด้วย. ชื่อว่าเป็นผู้เกื้อกูลแก่โลกทั้งมวล เพราะพระองค์มีประโยชน์เกื้อกูลโดยส่วนเดียวแก่โลกแม้ทั้งมวลที่แตกต่างกันโดยประเภทเป็นคนเลวเป็นต้น เพราะทรงประกอบด้วยพระมหากรุณา. ชื่อว่าเป็นมุนี เพราะทรงรู้โลกทั้งสอง. ชื่อว่าประทับนั่งแล้วด้วยอำนาจแห่งการประทับนั่งและด้วยไม่มีการเคลื่อนไปจากที่ด้วยอภิสังขารคือกิเลส. ชื่อว่าทรงเพ่งพินิจอยู่ด้วยอารัมมณูปนิชฌานและลักขณูปนิชฌาน. ชื่อว่าไม่ทรงมีภัยแต่ที่ไหนๆ เพราะไม่มีภัยแต่ที่ไหนๆ เพราะเหตุที่ภัยพระองค์ตัดขาดแล้วที่โคนต้นโพธิ์นั่นแล.

ญาณประกอบด้วยโอตตัปปะ ชื่อว่าความสังเวช.

ความสังเวชนั้นเกิดขึ้นแก่นางเพราะได้เห็นพระผู้มีพระภาคเจ้า เพราะเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวว่า ตสฺมา เม อหุ สํเวโค ดังนี้.

บทว่า ปาสาทิกํ แปลว่า นำมาซึ่งความเลื่อมใส. อธิบายว่า เป็นผู้ทำความเลื่อมใสให้เจริญยิ่งขึ้น เพราะความถึงพร้อมด้วยความงามแห่งพระสรีระของพระองค์อันประดับประดาด้วยพระมหาปุริสลักษณะ ๓๒ พระอนุพยัญชนะ ๘๐ พระรัศมีข้างละวา และพระเกตุมาลาที่ก่อให้เกิดความเลื่อมใสทั่วไป เป็นของให้สำเร็จประโยชน์สำหรับชนผู้ขวนขวายจะดูพระรูปกาย.

บทว่า ปาสาทนิยํ คือ ทรงประกอบด้วยพระธรรมกายสมบัติอันพรั่งพร้อมด้วยพระคุณอันหาประมาณมิได้ คือทศพลญาณ จตุเวสารัชชญาณ อสาธารณญาณ ๖ และเป็นแดนเกิดแห่งพระพุทธธรรมอันประเสริฐ ๑๘ ประการที่ชนผู้เห็นสมจะพึงเลื่อมใส. อธิบายว่า เป็นที่ตั้งแห่งความเลื่อมใส.

บทว่า วนา คือ หลีกออกจากป่าคือกิเลส.

บทว่า นิพฺพนมาคตํ คือ เข้าถึง ได้แก่บรรลุธรรมที่ปราศจากตัณหา คือนิพพานนั่นเอง.

บทว่า ยาทิสกีทิโส คือ คนธรรมดาสามัญ. อธิบายว่า คนทั่วๆ ไป.

พระพุทธเจ้าทรงพระนามว่ามีพระอินทรีย์อันทรงคุ้มครองแล้ว เพราะพระอินทรีย์ทั้งหลายมีใจเป็นที่ ๖ พระองค์ทรงคุ้มครองได้แล้วด้วยมรรคอันยอดเยี่ยม. ทรงพระนามว่ายินดีในฌาน เพราะทรงยินดียิ่งในผลฌานอันเลิศ. ทรงพระนามว่ามีพระทัยไม่วอกแวกไปภายนอก เพราะทรงมีพระทัยหลีกออกจากอารมณ์มีรูปเป็นต้นอันเป็นภายนอก แล้วหยั่งลงในพระนิพพานอันเป็นอารมณ์ภายใน. ทรงพระนามว่าเป็นที่หวาดหวั่นของมิจฉาทิฏฐิกบุคคลผู้น่ากลัว เพราะอันมิจฉาทิฏฐิกบุคคลผู้มีความหลงผิดด้วยกลัวจะถูกปลดเปลื้องจากการถือผิด และเพราะให้เกิดความกลัวแก่เขาเหล่านั้น. ทรงพระนามว่าหาผู้เข้าใกล้ได้ยาก เพราะอันบุคคลผู้ประโยควิบัติและอาสยวิบัติเข้าถึงไม่ได้ และอันใครๆ จะพึงเข้าใกล้ไม่ได้.

บทว่า ทุลฺลภายํ ตัดบทเป็น ทุลฺลโภ อยํ.

บทว่า ทสฺสนาย คือ แม้เพื่ออันเห็น.

บทว่า ปุปฺผํ อุทุมฺพรํ ยถา ความว่า ดอกที่มีในต้นมะเดื่อเป็นของเห็นได้ยาก บางคราวก็มี บางคราวก็ไม่มี ฉันใด การเห็นบุคคลผู้สูงสุดเช่นนี้ก็ฉันนั้น.

พึงทราบโยชนาดังนี้ พระตถาคตนั้นทรงร้องเรียกคือตรัสเรียกดีฉันว่า รัชชุมาลา ด้วยพระวาจาอันอ่อนโยน คือด้วยพระวาจาอันละเอียดอ่อน แล้วได้ตรัสคือได้ทรงบอกดีฉันว่า ท่านจงถึงตถาคตที่กล่าวโดยนัยเป็นต้นว่า ผู้เสด็จมาแล้วอย่างนั้น คือพระสัมมาสัมพุทธเจ้าว่าเป็นสรณะ.

บทว่า ตาหํ ตัดบทเป็น ตํ อหํ.

บทว่า คิรํ แปลว่า วาจา.

บทว่า เนลํ คือ ไม่มีโทษ.

บทว่า อตฺถวตึ แปลว่า ประกอบด้วยประโยชน์ คือเป็นไปกับด้วยประโยชน์ หรือว่ามีประโยชน์โดยส่วนเดียว.

วาจาชื่อว่าสะอาด เพราะเป็นวาจาที่มีความสะอาด. วาจาชื่อว่าละเอียดอ่อน เพราะเป็นวาจาไม่หยาบคาย. ชื่อว่าอ่อนโยน เพราะการทำเวไนยสัตว์ให้อ่อนโยน. ชื่อว่าไพเราะ เพราะความเป็นวาจาน่าฟัง.

บทว่า สพฺพโสกาปนูทนํ พึงทราบสัมพันธ์ดังนี้ ดีฉันได้มีจิตเลื่อมใสแล้ว เพราะได้ฟังพระดำรัสอันบรรเทาความโศก ซึ่งเกิดขึ้นเนื่องจากเหตุมีความพินาศแห่งญาติเป็นต้นได้หมดสิ้น.

นางกล่าวหมายเอาอนุบุพพีกถาของพระผู้มีพระภาคเจ้าที่เริ่มต้นแต่ทานกถานั้นทั้งหมด สืบต่อเป็นไปด้วยอำนาจแห่งการทำให้แจ้งซึ่งอานิสงส์ในเนกขัมมะ,

เพราะเหตุนั้น นางจึงกล่าวคำเป็นต้นว่า กลฺลจิตฺตญฺจ มํ ญตฺวา เป็นต้น.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า กลฺลจิตฺตํ คือ มีจิตอันควรแก่การงาน. อธิบายว่า มีจิตเหมาะแก่การงานโดยเข้าถึงความเป็นภาชนะของธรรมเบื้องหน้าจากโทษแห่งจิตมีความไม่มีศรัทธาเป็นต้นด้วยเทศนาที่เป็นไปในหนหลัง คือมีจิตเหมาะสมแก่ภาวนากรรม. เพราะเหตุนั้น นางจึงกล่าวว่า ปสนฺนํ สุทฺธมานสํ.

บรรดาบทเหล่านั้น นางกล่าวถึงการปราศจากความไม่มีศรัทธาด้วยบทนี้ว่า ปสนฺนํ.

ด้วยบทนี้ว่า สุทฺธมานสํ นางแสดงถึงความที่จิตอ่อนและความที่จิตมีอารมณ์เลิศด้วยการปราศจากนิวรณ์มีกามฉันท์เป็นต้น.

บทว่า อนุสาสิ แปลว่า ตรัสสอนแล้ว. อธิบายว่า ทรงยกขึ้นแสดงถึงความเปลี่ยนแปลงแห่งความเป็นไปของธรรมเทศนาที่พระองค์ทรงยกขึ้นแสดงเองพร้อมทั้งอุบาย เพราะเหตุนั้น นางจึงกล่าวว่า อิทํ ทุกฺขํ เป็นต้น. เพราะคำนี้เป็นคำแสดงถึงอาการที่ทรงพร่ำสอน.

พึงทราบสัมพันธ์ในบรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อิทํ ทุกฺขนฺติ มํ อโวจ ความว่า พระองค์ได้ตรัสแก่ดีฉันว่า ธรรมชาติอันเป็นไปในภูมิ ๓ มีตัณหาเป็นโทษนี้เป็นของต่ำช้า เพราะมีอันเบียดเบียนเป็นสภาพเป็นทุกขอริยสัจ เพราะเป็นของว่างเปล่าเป็นสภาพและเพราะเป็นของแท้.

บทว่า อยํ ทุกฺขสฺสสมฺภโว ความว่า ตัณหาต่างชนิดมีกามตัณหาเป็นต้นนี้ เป็นแดนเกิด คือเป็นแดนมีขึ้น เป็นการอุบัติขึ้นเป็นเหตุ ชื่อว่าสมุทัยอริยสัจ.

บทว่า ทุกฺขนิโรโธ มคฺโค ความว่า ความสงบระงับแห่งทุกข์ เป็นอสังขตธาตุ จัดเป็นนิโรธอริยสัจ. ชื่อว่าเป็นหนทาง เพราะเว้นเสียได้ซึ่งที่สุด ๒ อย่าง ชื่อว่าหยั่งลงสู่อมตะ เพราะเป็นปฏิปทามีปกติให้ถึงพระนิพพาน ชื่อว่ามรรคอริยสัจ พระองค์ได้ตรัสกะดีฉันดังนี้.

บทว่า กุสลสฺส คือ ทรงฉลาดในการประทานพระโอวาทในการทรงฝึกฝนเวไนยสัตว์ ผู้ไม่มีโทษเพราะเป็นข้อปฏิบัติเพื่อความไม่ประมาท หรือเพราะเป็นเครื่องถึงธรรมอันสุดยอด.

บทว่า โอวาทมฺหิ อหํ ฐิตา ความว่า ดีฉันตั้งมั่นแล้วในพระโอวาท คือในคำพร่ำสอนตามที่กล่าวแล้ว โดยการแทงตลอดซึ่งสัจจะด้วยการบำเพ็ญให้บริบูรณ์ในสิกขา ๓. เพราะเหตุนั้น นางจึงกล่าวว่า อชฺฌคา อมตํ สนฺตึ นิพฺพานํ ปทมจฺจุตํ คำนี้เป็นคำแสดงเหตุแห่งการตั้งอยู่ในพระโอวาท.

นางได้บรรลุคือได้ถึงทางพระนิพพาน ชื่อว่าอมตะ เพราะไม่มีความตาย เหตุเป็นของเที่ยง. ชื่อว่าสงบระงับ เพราะเข้าไปสงบระงับทุกข์ทั้งปวง. ชื่อว่าอันไม่มีจุติ เพราะเป็นเหตุให้ผู้ได้บรรลุแล้วไม่จุติ. นางชื่อว่าตั้งอยู่ในพระโอวาทของพระศาสดาโดยส่วนเดียว.

บทว่า อวฏฺฐิตา เปมา คือ มีความภักดีมั่นคง ได้แก่มีความเยื่อใยด้วยความเลื่อมใสไม่หวั่นไหวในพระรัตนตรัย.

นางเป็นผู้ไม่หวั่นไหว คืออันใครให้หวั่นไหวมิได้ในความเห็นชอบนี้ว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ธรรมอันพระองค์ตรัสดีแล้ว พระสงฆ์ปฏิบัติดีแล้วดังนี้ เพราะเหตุที่นางชื่อว่าไม่หวั่นไหวในทัสสนะ.

ก็การไม่หวั่นไหวนั้นมีได้เพราะอะไร เพราะเหตุนั้น นางจึงกล่าวว่า เพราะศรัทธาที่เกิดรากเหง้าขึ้นแล้ว. นางแสดงว่า ดีฉันมีปกติไม่หวั่นไหวเพราะศรัทธาที่เกิดรากเหง้าขึ้นแล้วด้วยรากเหง้า กล่าวคือการรู้แจ้งสัจจะในพระสัมมาสัมพุทธเจ้าโดยนัยเป็นต้นว่า แม้เพราะเหตุนี้ พระผู้มีพระภาคเจ้านั้นเป็นพระอรหันต์ในพระธรรมของพระองค์โดยนัยเป็นต้นว่า ธรรมอันพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสดีแล้ว ในพระสงฆ์ของพระองค์โดยนัยเป็นต้นว่า พระสงฆ์สาวกของพระผู้มีพระภาคเจ้าปฏิบัติดีแล้ว.

เพราะเหตุนั้นนั่นแหละ นางจึงชื่อว่าเป็นธิดาผู้บังเกิดจากพระอุระของพระพุทธเจ้า คือเป็นบุตรีผู้เกิดจากพระอุระ เพราะเป็นผู้มีกำเนิดดีอันเกิดจากความพยายามที่พระอุระของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า.

บทว่า สาหํ รมามิ ความว่า ดีฉันนั้นมาเกิดเป็นเทพเจ้าในบัดนี้ เพราะการเกิดเป็นพระอริยเจ้าในครั้งนั้น จึงยินดีในมรรคและยินดีในผล ดีฉันเที่ยวเล่นอยู่ด้วยความยินดีในกามคุณ. ดีฉันบันเทิงอยู่แม้ด้วยความยินดีทั้งสอง.

ชื่อว่าผู้ไม่มีภัยแต่ที่ไหน เพราะเป็นผู้มีภัยคือการติเตียนตนเป็นต้น ไปปราศแล้ว.

บทว่า มธุมทฺทวํ คือ น้ำที่กระทำให้กระปรี้กระเปร่า, กระชุ่มกระชวย กล่าวคือน้ำผึ้ง นางกล่าวหมายเอาน้ำที่มีกลิ่นหอมที่นำมาซึ่งความกระปรี้กระเปร่าแห่งเนื้อตัวและสุ้มเสียง ในเวลาฟ้อนรำและขับร้อง.

บางอาจารย์กล่าวว่า มธุมาทวํ ความว่า ดีฉันดื่มน้ำหวานที่ทำให้รื่นเริง เพียงเล่นสนุกสนานมีแต่เที่ยวสนุกไป.

บทว่า ปุญฺญกฺเขตฺตานมากรา ความว่า พระตถาคตเป็นบ่อเกิดคือเป็นสถานที่เกิดขึ้นแห่งพระอริยะผู้ตั้งมั่นอยู่ในมรรคและผล ผู้เป็นบุญเขตของโลกพร้อมทั้งเทวโลก คือพระอริยสงฆ์.

บทว่า ยตฺถ คือ ในบุญเขตใด.

คำที่เหลือมีนัยดังกล่าวแล้วนั่นแล.

ท่านพระมหาโมคคัลลานะฟังประวัตินี้แล้วกลับมามนุษยโลกกราบทูลแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า.

พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงกระทำเรื่องนั้นให้เป็นเหตุเกิดเรื่องแล้ว ทรงแสดงธรรมแก่บริษัทที่มาประชุมกัน. เทศนานั้นได้เป็นประโยชน์แก่มหาชนแล้วด้วยประการฉะนี้.

จบอรรถกถารัชชุมาลาวิมาน -----------------------------------------------------

รวมพระสูตรที่มีในวรรคนี้ คือ

๑. มัญชิฏฐกวิมาน

๒. ปภัสสรวิมาน

๓. นาควิมาน

๔. อโลมวิมาน

๕. กัญชิกทายิกาวิมาน

๖. วิหารวิมาน

๗. จตุริตถีวิมาน

๘. อัมพวิมาน

๙. ปีตวิมาน

๑๐. อุจฉุวิมาน

๑๑. วันทนวิมาน

๑๒. รัชชุมาลาวิมาน จบมัญชิฏฐกวรรคที่ ๔ ในอิตถีวิมาน -----------------------------------------------------

ฉบับที่ใช้และสัญญาอนุญาต

พระไตรปิฎกบาลี อักษรไทย ฉบับสยามรัฐ

pli-siamrath · Public domain (term expired) — operator determination · ตรวจหลักฐานเมื่อ ๒๐๒๖-๐๘-๒๕

ฉบับสยามรัฐ จัดพิมพ์โดยทางราชการ พ.ศ. ๒๔๖๘–๒๔๗๑ · พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ ๒๕๓๗ ม.๑๙–๒๒ อายุคุ้มครองงานนิติบุคคล ๕๐ ปีนับแต่โฆษณา · การพิจารณาของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่ความเห็นที่ปรึกษากฎหมายhttps://84000.org/tipitaka/pali/

พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง

th-chabab-luang · Public domain (term expired) — operator determination · ตรวจหลักฐานเมื่อ ๒๐๒๖-๐๘-๒๔

ฉบับหลวง จัดพิมพ์โดยทางราชการ พ.ศ. ๒๕๑๔ · พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ ๒๕๓๗ ม.๑๙–๒๒ อายุคุ้มครองงานนิติบุคคล ๕๐ ปีนับแต่โฆษณา · การพิจารณาของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่ความเห็นที่ปรึกษากฎหมายhttps://84000.org/tipitaka/

พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาฯ

th-mahachula · ได้รับอนุญาตจากเจ้าของสิทธิ์ — บันทึกจากคำยืนยันของผู้ดำเนินการ ยังไม่มีเอกสารประกอบ · ตรวจหลักฐานเมื่อ ๒๐๒๖-๐๘-๒๕

ผู้ดำเนินการแจ้ง ๒๕ ส.ค. ๖๙ ว่าได้รับอนุญาตจากมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัยให้เผยแพร่ตัวบทฉบับนี้ · **เป็นคำยืนยันด้วยวาจา ยังไม่มีหนังสืออนุญาตประกอบ** ⇒ ฐานของการเผยแพร่คือวินิจฉัยของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่หลักฐานเอกสารและไม่ใช่ความเห็นที่ปรึกษากฎหมาย · ข้อเท็จจริงที่ยังเป็นจริง: จัดพิมพ์ พ.ศ. ๒๕๓๙ งานที่นิติบุคคลเป็นเจ้าของคุ้มครอง ๕๐ ปีนับแต่โฆษณา (พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ ๒๕๓๗ ม.๑๙–๒๒) ถึงราว พ.ศ. ๒๕๘๙ — การอนุญาตจึงจำเป็นและต้องเก็บเอกสารไว้ให้ได้docs/legal/PERMISSIONS.md#มจร

อรรถกถาแปลไทย

th-attha-84000 · ได้รับอนุญาตจากเจ้าของสิทธิ์ — บันทึกจากคำยืนยันของผู้ดำเนินการ ยังไม่มีเอกสารประกอบ · ตรวจหลักฐานเมื่อ ๒๐๒๖-๐๘-๒๕

ผู้ดำเนินการแจ้ง ๒๕ ส.ค. ๖๙ ว่าได้รับอนุญาตให้เผยแพร่ตัวบทชุดนี้ · **เป็นคำยืนยันด้วยวาจา ยังไม่มีเอกสารประกอบ** ⇒ ฐานของการเผยแพร่คือวินิจฉัยของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่หลักฐานเอกสาร · สิ่งที่ยังไม่รู้และไม่ได้หายไปเพราะการอนุญาต: **หน้าเว็บไม่ระบุผู้แปล ผู้จัดพิมพ์ หรือปี** จึงยังไม่รู้ว่าเป็นฉบับพิมพ์ของใคร (ที่เชื่อกันคือชุดมหามกุฏราชวิทยาลัย ๙๑ เล่ม ราว พ.ศ. ๒๕๒๕) — การอนุญาตครอบคลุมใครและอะไร จึงยังระบุไม่ได้จนกว่าจะได้เอกสารdocs/legal/PERMISSIONS.md#อรรถกถา