๑. อุฬารวิมาน
พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาฯ
ชั้นตัวบทพุทธพจน์ข้อ ๒๘๖–๒๙๕ลำดับ 29 จาก 85 ในวิมานวัตถุพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาฯ 10 ข้อ3 ฉบับเทียบฉบับได้ข้อต่อข้อพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาฯ · อ้างว่าได้รับอนุญาต แต่ยังไม่มีเอกสาร
ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย วิมานวัตถุ [๑. อิตถีวิมาน] ๓. ปาริจฉัตตวรรค ๑. อุฬารวิมาน ๓. ปาริจฉัตตกวรรค หมวดว่าด้วยดอกปาริชาต ๑. อุฬารวิมาน ว่าด้วยวิมานอันโอฬาร (พระมหาโมคคัลลานเถระถามเทพธิดานั้นด้วยคาถาเหล่านี้ว่า)
เธอมีบริวารยศอันยิ่งใหญ่ ผิวพรรณเรืองรอง ส่องสว่างไปทั่วทุกทิศ เหล่าเทพนารีและเหล่าเทพบุตร แต่งองค์ทรงเครื่องพากันฟ้อนรำขับร้องอยู่
ให้ความบันเทิงใจ แวดล้อมหวังบำเรอเธออยู่ เทพธิดาผู้มีโฉมชวนพิศ วิมานเหล่านี้ของเธอล้วนเป็นวิมานทองคำ
ทั้งเธอก็เป็นใหญ่กว่าเทพเหล่านั้น ปรารถนาทุกสิ่งก็สำเร็จสิ้น เธอเกิดมาดี มีอานุภาพยิ่งใหญ่ ร่าเริงบันเทิงใจอยู่ในหมู่เทพ เทพธิดา อาตมาถามแล้ว ขอเธอจงบอกเถิดว่า นี้เป็นผลของกรรมอันใดเล่า (เทพธิดาตอบว่า)
ชาติก่อนดิฉันเกิดเป็นมนุษย์อยู่ในหมู่มนุษย์ในมนุษยโลก เป็นลูกสะใภ้อยู่ในตระกูลทุศีล เมื่อคนในตระกูลมีพ่อผัวแม่ผัวเป็นผู้ไม่มีศรัทธา เป็นคนตระหนี่
ดิฉันกลับเป็นผู้มีศรัทธา สมบูรณ์ด้วยศีล ยินดีแจกจ่ายทานโดยเคารพทุกเมื่อ ได้ถวายขนมเบื้องแด่พระคุณเจ้าซึ่งกำลังเที่ยวบิณฑบาตอยู่
ครั้งนั้น ดิฉันบอกแม่ผัวว่า สมณะมาถึงที่นี้แล้ว ดิฉันเลื่อมใส ได้ถวายขนมเบื้องแด่ท่านด้วยมือทั้งสองของตน
แม่ผัวด่าดิฉันว่า เธอเป็นหญิงหัวดื้อ ทำไมเธอไม่คิดจะปรึกษาฉันเสียก่อนว่า จะถวายสมณะเล่า
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๖ หน้า : ๔๖}
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย วิมานวัตถุ [๑. อิตถีวิมาน] ๓. ปาริจฉัตตวรรค ๒. อุจฉุทายิกาวิมาน
เพราะเหตุนี้แหละ แม่ผัวจึงเกรี้ยวกราด แล้วเอาสากตีดิฉันถูกจงอยบ่า ได้ทำร้ายดิฉัน ดิฉันจึงไม่อาจมีชีวิตอยู่ได้นาน
เพราะชีวิตสลายลง ดิฉันพ้นจากทุกข์นั้นมา ได้จุติจากอัตภาพนั้นมาจึงเกิดร่วมกับหมู่เทพชั้นไตรทศ
เพราะบุญนั้นผิวพรรณดิฉันจึงงามเช่นนี้ ฯลฯ และมีร่างกายสว่างไสวไปทั่วทุกทิศอย่างนี้อุฬารวิมานที่ ๑ จบ
ฉบับหลวง
ชั้นตัวบทพุทธพจน์หน่วยที่ตำแหน่งเดียวกันของเล่มนี้ · เลขข้อเป็นของฉบับนี้เอง · ชื่อเรื่องตรงกันทั้งสองฉบับ
เปิดหน้าของฉบับนี้ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
ตติโย ปาริฉตฺตกวคฺโค
พระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๖ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๑๘ ขุททกนิกาย วิมาน-เปตวัตถุ เถร-เถรีคาถา ปาริฉัตตกวรรคที่ ๓ ๑. อุฬารวิมาน ว่าด้วยอุฬารวิมาน
|๒๙.๒๗๑| ๑ อุฬาโร เต ยโส วณฺโณ สพฺพา โอภาสเต ทิสา นาริโย นจฺจนฺติ คายนฺติ เทวปุตฺตา อลงฺกตา |๒๙.๒๗๒| โมทนฺติ ปริวาเรนฺติ ตว ปูชาย เทวเต โสวณฺณานิ วิมานานิ ตวิมานิ สุทสฺสเน |๒๙.๒๗๓| ตุวํปิ อิสฺสรา เตสํ สพฺพกามสมิทฺธินํ อภิชาตา มหนฺตาสิ เทวกาเย ปโมทสิ เทวเต ปุจฺฉิตาจิกฺข ยสฺส กมฺมสฺสิทํ ผลนฺติ ฯ |๒๙.๒๗๔| อหํ มนุสฺเสสุ มนุสฺสภูตา ทุสฺสีเล กุเล สุณิสา อโหสึ อสฺสทฺเธสุ กทริเยสุ สทฺธาสีเลน สมฺปนฺนา |๒๙.๒๗๕| ปิณฺฑาย จรมานสฺส อปูวํ เต อทาสิหํ ตสฺส อทาสิหํ ปูวํ ปสนฺนา สเกหิ ปาณิหิ |๒๙.๒๗๖| อิติสฺสา สสฺสุ ปริภาสิ อวินีตา ตฺวํ วธู น มํ สมฺปุจฺฉิตุํ อิจฺฉิ สมณสฺส ททามหํ |๒๙.๒๗๗| ตโต เม สสฺสุ กุปิตา ปหาสิ มุสเลน มํ กุฏงฺคญฺฉิ อวธิ มํ นาสกฺขึ ชีวิตุํ จิรํ |๒๙.๒๗๘| สาหํ กายสฺส เภทา จ วิปฺปมุตฺตา ตโต จุตา ตาวตึสานํ เทวานํ อุปปนฺนา สหพฺยตํ |๒๙.๒๗๙| เตน เมตาทิโส วณฺโณ ... เป ... วณฺโณ จ เม สพฺพทิสา ปภาสตีติ ฯ อุฬารวิมานํ ปฐมํ ฯ
พระมหาโมคคัลลานเถระ ถามนางเทพธิดาด้วยคาถาความว่า ดูกรนาง เทพธิดา ยศและวรรณะของท่านใหญ่ยิ่ง สว่างไสวไปทั่วทุกทิศ เหล่า เทพนารีและเหล่าเทพบุตรทั้งหลายประดับประดาดีแล้ว ฟ้อนรำขับร้อง ทำให้ท่านร่าเริง ห้อมล้อมเพื่อบำเรอท่านอยู่ วิมานของท่านเหล่านี้ ล้วนแต่เป็นวิมานทองคำ น่าดูน่าชมมาก ทั้งท่านเล่าก็เป็นใหญ่กว่า เทพเจ้า เหล่าที่สมบูรณ์ด้วยความปรารถนาทุกอย่าง มีความเป็นอยู่อัน ยิ่งใหญ่ ร่าเริงใจอยู่ในหมู่ทวยเทพ ดูกรนางเทพธิดา ท่านอันอาตมา ถามแล้ว ขอจงบอกผลนี้แห่งกรรมอะไร? นางเทพธิดาตอบว่า ดิฉันเกิดเป็นมนุษย์อยู่ในมนุษยโลก เป็นบุตรสะใภ้ในตระกูลของคน ทุศีล ซึ่งเป็นตระกูลที่มีพ่อผัวแม่ผัวไม่มีศรัทธา เป็นคนตระหนี่ ดิฉันถึงพร้อมด้วยศรัทธาและศีล ได้ถวายขนมเบื้องแก่ท่านซึ่งกำลังเที่ยว บิณฑบาตอยู่ แล้วจึงได้บอกแก่แม่ผัวว่า มีพระสมณะมาที่นี่ ดิฉัน เลื่อมใส ได้ถวายขนมเบื้องแก่ท่านด้วยมือของตน แม่ผัวด่าดิฉันว่า นางสู่รู้ ทำไมเธอจึงไม่ถามฉันเสียก่อนว่า จะถวายทานแก่สมณะดังนี้เล่า เพราะการถวายขนมเบื้องนั้น แม่ผัวเกรี้ยวกราดเอา ทุบตีดิฉันด้วยสาก ดิฉันไม่อาจมีชีวิตอยู่ได้นานจึงสิ้นชีพลง พ้นจากการทรมานอย่างสาหัส จุติจากมนุษย์นั้นแล้วจึงได้มาเกิดบนสวรรค์ เป็นพวกเดียวกันกับเทพเจ้า ชั้นดาวดึงส์ เพราะบุญกรรมนั้น ดิฉันจึงมีวรรณะงามเช่นนี้ ฯลฯ และ มีรัศมีสว่างไสวไปทั่วทุกทิศ เพราะบุญกรรมนั้น. จบ อุฬารวิมานที่ ๑.