ฉบับที่อ่านฉบับแสดงอรรถกถา
ฉบับหลวง · บาลี (อักษรไทย) · ตำแหน่งที่กำลังอ่าน ข้อ ๒๓

กายสูตร เล่ม ๒๔

ชั้นตัวบทพุทธพจน์ข้อ ๒๓ลำดับ 23 จาก 218 ในทสก-เอกาทสกนิบาตพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง 1 ข้อ4 ฉบับเทียบฉบับได้ข้อต่อข้อ

พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง · ผู้ดำเนินการอ่านข้อเท็จจริงสาธารณะแล้วสรุปเอง


อตฺถิ ภิกฺขเว ธมฺมา กาเยน ปหาตพฺพา โน วาจาย อตฺถิ ภิกฺขเว ธมฺมา วาจาย ปหาตพฺพา โน กาเยน อตฺถิ ภิกฺขเว ธมฺมา เนว กาเยน ปหาตพฺพา โน วาจาย ปญฺญาย ทิสฺวา ทิสฺวา ปหาตพฺพา กตเม จ ภิกฺขเว ธมฺมา กาเยน ปหาตพฺพา โน วาจาย อิธ ภิกฺขเว ภิกฺขุ อกุสลํ อาปนฺโน โหติ กญฺจิเทว เทสํ กาเยน ตเมนํ อนุวิจฺจ วิญฺญู สพฺรหฺมจารี เอวมาหํสุ อายสฺมา โข อกุสลํ อาปนฺโน กญฺจิเทว เทสํ กาเยน สาธุ วตายสฺมา กายทุจฺจริตํ ปหาย กายสุจริตํ ภาเวตูติ โส อนุวิจฺจ วิญฺญูหิ สพฺรหฺมจารีหิ วุจฺจมาโน กายทุจฺจริตํ ปหาย กายสุจริตํ ภาเวติ อิเม วุจฺจนฺติ ภิกฺขเว ธมฺมา กาเยน ปหาตพฺพา โน วาจาย ฯ {๒๓.๑} กตเม จ ภิกฺขเว ธมฺมา วาจาย ปหาตพฺพา โน กาเยน อิธ ภิกฺขเว ภิกฺขุ อกุสลํ อาปนฺโน โหติ กญฺจิเทว เทสํ วาจาย ตเมนํ อนุวิจฺจ วิญฺญู สพฺรหฺมจารี เอวมาหํสุ อายสฺมา โข อกุสลํ อาปนฺโน กญฺจิเทว เทสํ วาจาย สาธุ วตายสฺมา วจีทุจฺจริตํ ปหาย วจีสุจริตํ ภาเวตูติ โส อนุวิจฺจ วิญฺญูหิ สพฺรหฺมจารีหิ วุจฺจมาโน วจีทุจฺจริตํ ปหาย วจีสุจริตํ ภาเวติ อิเม วุจฺจนฺติ ภิกฺขเว ธมฺมา วาจาย ปหาตพฺพา โน กาเยน ฯ {๒๓.๒} กตเม จ ภิกฺขเว ธมฺมา เนว กาเยน ปหาตพฺพา โน วาจาย ปญฺญาย ทิสฺวา ทิสฺวา ปหาตพฺพา โลโภ ภิกฺขเว เนว กาเยน ปหาตพฺโพ โน วาจาย ปญฺญาย ทิสฺวา ทิสฺวา ปหาตพฺโพ ฯ โทโส ภิกฺขเว ... โมโห ภิกฺขเว ... โกโธ ภิกฺขเว ... อุปนาโห ภิกฺขเว ... มกฺโข ภิกฺขเว ... ปฬาโส ภิกฺขเว ... มจฺฉริยํ ภิกฺขเว ... เนว กาเยน ปหาตพฺพํ โน วาจาย ปญฺญาย ทิสฺวา ทิสฺวา ปหาตพฺพํ ฯ {๒๓.๓} ปาปิกา ภิกฺขเว อิสฺสา เนว กาเยน ปหาตพฺพา โน วาจาย ปญฺญาย ทิสฺวา ทิสฺวา ปหาตพฺพา กตมา จ ภิกฺขเว ปาปิกา อิสฺสา อิธ ภิกฺขเว อิชฺฌติ คหปติสฺส วา คหปติปุตฺตสฺส วา ธเนน วา ธญฺเญน วา รชเตน วา ชาตรูเปน วา ตตฺรญฺญตรสฺส ทาสสฺส วา อุปวาสสฺส วา เอวํ โหติ อโหวติมสฺส คหปติสฺส วา คหปติปุตฺตสฺส วา น อิชฺเฌยฺย ธเนน วา ธญฺเญน วา รชเตน วา ชาตรูเปน วาติ สมโณ วา ปน พฺราหฺมโณ วา ลาภี โหติ จีวรปิณฺฑปาตเสนาสนคิลานปจฺจย- เภสชฺชปริกฺขารานํ ตตฺรญฺญตรสฺส สมณสฺส วา พฺราหฺมณสฺส วา เอวํ โหติ อโห วต อยมายสฺมา น ลาภี อสฺส จีวรปิณฺฑปาตเสนาสน- คิลานปจฺจยเภสชฺชปริกฺขารานนฺติ อยํ วุจฺจติ ภิกฺขเว ปาปิกา อิสฺสา ปาปิกา ภิกฺขเว อิสฺสา เนว กาเยน ปหาตพฺพา โน วาจาย ปญฺญาย ทิสฺวา ทิสฺวา ปหาตพฺพา ฯ {๒๓.๔} ปาปิกา ภิกฺขเว อิจฺฉา เนว กาเยน ปหาตพฺพา โน วาจาย ปญฺญาย ทิสฺวา ทิสฺวา ปหาตพฺพา กตมา จ ภิกฺขเว ปาปิกา อิจฺฉา อิธ ภิกฺขเว เอกจฺโจ อสฺสทฺโธ สมาโน สทฺโธติ มํ ชาเนยฺยุนฺติ อิจฺฉติ ทุสฺสีโล สมาโน สีลวาติ มํ ชาเนยฺยุนฺติ อิจฺฉติ อปฺปสฺสุโต สมาโน พหุสฺสุโตติ มํ ชาเนยฺยุนฺติ อิจฺฉติ สงฺคณิการาโม สมาโน ปวิวิตฺโตติ มํ ชาเนยฺยุนฺติ อิจฺฉติ กุสีโต สมาโน อารทฺธวิริโยติ มํ ชาเนยฺยุนฺติ อิจฺฉติ มุฏฺฐสฺสติ สมาโน อุปฏฺฐิตสฺสตีติ มํ ชาเนยฺยุนฺติ อิจฺฉติ อสมาหิโต สมาโน สมาหิโตติ มํ ชาเนยฺยุนฺติ อิจฺฉติ ทุปฺปญฺโญ สมาโน ปญฺญวาติ มํ ชาเนยฺยุนฺติ อิจฺฉติ อขีณาสโว สมาโน ขีณาสโวติ มํ ชาเนยฺยุนฺติ อิจฺฉติ อยํ วุจฺจติ ภิกฺขเว ปาปิกา อิจฺฉา ปาปิกา ภิกฺขเว อิจฺฉา เนว กาเยน ปหาตพฺพา โน วาจาย ปญฺญาย ทิสฺวา ทิสฺวา ปหาตพฺพา ฯ ตญฺเจ ภิกฺขเว ภิกฺขุํ โลโภ อภิภุยฺย อิริยติ โทโส โมโห โกโธ อุปนาโห มกฺโข ปฬาโส มจฺฉริยํ ปาปิกา อิสฺสา ปาปิกา อิจฺฉา อภิภุยฺย อิริยติ โส เอวมสฺส เวทิตพฺโพ น อยมายสฺมา ตถา ปชานาติ ยถา ปชานโต โลโภ น โหติ ตถาหีมํ อายสฺมนฺตํ โลโภ อภิภุยฺย อิริยติ น อยมายสฺมา ตถา ปชานาติ ยถา ปชานโต โทโส น โหติ โมโห โกโธ อุปนาโห มกฺโข ปฬาโส มจฺฉริยํ ปาปิกา อิสฺสา ปาปิกา อิจฺฉา น โหติ ตถาหีมํ อายสฺมนฺตํ ปาปิกา อิจฺฉา อภิภุยฺย อิริยติ ฯ {๒๓.๕} ตญฺเจ ภิกฺขเว ภิกฺขุํ โลโภ นาภิภุยฺย อิริยติ โทโส โมโห โกโธ อุปนาโห มกฺโข ปฬาโส มจฺฉริยํ ปาปิกา อิสฺสา ปาปิกา อิจฺฉา นาภิภุยฺย อิริยติ โส เอวมสฺส เวทิตพฺโพ ตถา อยมายสฺมา ปชานาติ ยถา ปชานโต โลโภ น โหติ ตถาหีมํ อายสฺมนฺตํ โลโภ นาภิภุยฺย อิริยติ ตถา อยมายสฺมา ปชานาติ ยถา ปชานโต โทโส น โหติ โมโห โกโธ อุปนาโห มกฺโข ปฬาโส มจฺฉริยํ ปาปิกา อิสฺสา ปาปิกา อิจฺฉา น โหติ ตถาหีมํ อายสฺมนฺตํ ปาปิกา อิจฺฉา นาภิภุยฺย อิริยตีติ ฯ

ฉบับมหาจุฬาฯ

ชั้นตัวบทพุทธพจน์

หน่วยที่ตำแหน่งเดียวกันของเล่มนี้ · เลขข้อเป็นของฉบับนี้เอง · ชื่อเรื่องตรงกันทั้งสองฉบับ

เปิดหน้าของฉบับนี้

ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์

พระสุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย ทสกนิบาต [๑. ปฐมปัณณาสก์] ๓. มหาวรรค ๓. กายสูตร ๓. กายสูตร ว่าด้วยธรรมที่พึงละทางกาย

ข้อ ๒๓

ภิกษุทั้งหลาย ธรรมที่บุคคลพึงละทางกาย แต่มิใช่ทางวาจาก็มี ธรรม ที่บุคคลพึงละทางวาจา แต่มิใช่ทางกายก็มี ธรรมที่บุคคลพึงละทางกายก็ไม่ได้ ทางวาจาก็ไม่ได้ แต่พึงเห็นชัดด้วยปัญญาแล้วจึงละได้ก็มี ธรรมที่บุคคลพึงละทางกาย แต่มิใช่ทางวาจา เป็นอย่างไร คือ ภิกษุในธรรมวินัยนี้เป็นผู้ต้องอาบัติบางส่วนที่เป็นอกุศลทางกาย เพื่อน พรหมจารีผู้รู้ทั้งหลายใคร่ครวญแล้วว่ากล่าวภิกษุนั้นอย่างนี้ว่า “ท่านนั้นแลเป็นผู้ต้องอาบัติบางส่วนที่เป็นอกุศลทางกาย จะเป็นการดีหนอ ที่ท่านจะละกายทุจริตบำเพ็ญกายสุจริต” ภิกษุนั้นถูกเพื่อนพรหมจารีผู้รู้ทั้งหลายใคร่ครวญแล้วว่ากล่าวอยู่จึงละกายทุจริต บำเพ็ญกายสุจริต นี้เรียกว่า ธรรมที่บุคคลพึงละทางกาย แต่มิใช่ทางวาจา ธรรมที่บุคคลพึงละทางวาจา แต่มิใช่ทางกาย เป็นอย่างไร คือ ภิกษุในธรรมวินัยนี้เป็นผู้ต้องอาบัติบางส่วนที่เป็นอกุศลทางวาจา เพื่อนพรหมจารีผู้รู้ทั้งหลายใคร่ครวญแล้วว่ากล่าวภิกษุนั้นอย่างนี้ว่า “ท่านนั้นแลเป็นผู้ต้องอาบัติบางส่วนที่เป็นอกุศลทางวาจา จะเป็นการดีหนอ ที่ท่านจะละวจีทุจริตบำเพ็ญวจีสุจริต” ภิกษุนั้นถูกเพื่อนพรหมจารีผู้รู้ทั้งหลายใคร่ครวญแล้วว่ากล่าวอยู่จึงละวจีทุจริต บำเพ็ญวจีสุจริต นี้เรียกว่า ธรรมที่บุคคลพึงละทางวาจา แต่มิใช่ทางกาย ธรรมที่บุคคลพึงละทางกายก็ไม่ได้ ทางวาจาก็ไม่ได้ แต่พึงเห็นชัดด้วย ปัญญาแล้วจึงละได้ เป็นอย่างไร คือ โลภะ(ความโลภ)ที่บุคคลพึงละทางกายก็ไม่ได้ ทางวาจาก็ไม่ได้ แต่พึงเห็นชัดด้วยปัญญาแล้วจึงละได้ โทสะ(ความประทุษร้าย) ... โมหะ(ความหลง) ... โกธะ(ความโกรธ) ... อุปนาหะ(ความผูกโกรธ)... มักขะ(ความลบหลู่) ... ปฬาสะ

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๔ หน้า : ๕๐}

พระสุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย ทสกนิบาต [๑. ปฐมปัณณาสก์] ๓. มหาวรรค ๓. กายสูตร (ความตีตัวเสมอ) ... มัจฉริยะ(ความตระหนี่)ที่บุคคลพึงละทางกายก็ไม่ได้ ทางวาจาก็ไม่ได้ แต่พึงเห็นชัดด้วยปัญญาแล้วจึงละได้ ความริษยาอันชั่วที่บุคคลพึงละทางกายก็ไม่ได้ ทางวาจาก็ไม่ได้ แต่พึงเห็นชัดด้วยปัญญาแล้วจึงละได้ ความริษยาอันชั่ว เป็นอย่างไร คือ เมื่อคหบดีหรือบุตรของคหบดีในโลกนี้สมบูรณ์ด้วยทรัพย์ ข้าวเปลือก เงินหรือทอง ทาส หรือผู้เข้าไปอาศัยของคหบดีหรือบุตรของคหบดีคนใดคนหนึ่ง มีความคิดอย่างนี้ว่า “ไฉนหนอ คหบดีหรือบุตรของคหบดีนี้ จะไม่พึงสมบูรณ์ด้วยทรัพย์ ข้าวเปลือก เงิน หรือทอง” อนึ่ง เมื่อสมณะหรือพราหมณ์ผู้ใดผู้หนึ่งเป็นผู้ได้จีวร บิณฑบาต เสนาสนะ และคิลานปัจจัยเภสัชชบริขาร มีความคิดอย่างนี้ว่า “ไฉนหนอ ท่านผู้นี้จะไม่พึงได้จีวรบิณฑบาต เสนาสนะ และคิลานปัจจัยเภสัชชบริขาร” นี้เรียกว่า ความริษยาอันชั่ว ความริษยาอันชั่วที่บุคคลพึงละทางกายก็ไม่ได้ ทางวาจาก็ไม่ได้ แต่พึงเห็นชัดด้วยปัญญาแล้วจึงละได้ (ความปรารถนาอันชั่วที่บุคคลพึงละทางกายก็ไม่ได้ ทางวาจาก็ไม่ได้ แต่พึงเห็นชัดด้วยปัญญาแล้วจึงละได้) ความปรารถนาอันชั่ว เป็นอย่างไร คือ บุคคลบางคนในโลกนี้เป็นผู้ไม่มีศรัทธา ปรารถนาว่า “คนทั้งหลายพึงรู้จักเราว่า ‘เป็นผู้มีศรัทธา” เป็นผู้ทุศีล ปรารถนาว่า “คนทั้งหลายพึงรู้จักเราว่า ‘เป็นผู้มีศีล” เป็นผู้มีสุตะน้อย ปรารถนาว่า “คนทั้งหลายพึงรู้จักเราว่า ‘เป็นพหูสูต” เป็นผู้ยินดีการคลุกคลีด้วยหมู่ ปรารถนาว่า “คนทั้งหลายพึงรู้จักเราว่า ‘เป็นผู้ชอบสงัด”เป็นผู้เกียจคร้าน ปรารถนาว่า “คนทั้งหลายพึงรู้จักเราว่า ‘เป็นผู้ปรารภความเพียร”เป็นผู้หลงลืมสติ ปรารถนาว่า “คนทั้งหลายพึงรู้จักเราว่า ‘เป็นผู้มีสติตั้งมั่น” เป็นผู้มีปัญญาทราม ปรารถนาว่า “คนทั้งหลายพึงรู้จักเราว่า ‘เป็นผู้มีปัญญา” ไม่เป็นพระขีณาสพ ปราถนาว่า “คนทั้งหลายพึงรู้จักเราว่า ‘เป็นพระขีณาสพ” นี้เรียกว่า ความปรารถนาอันชั่ว

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๔ หน้า : ๕๑}

พระสุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย ทสกนิบาต [๑. ปฐมปัณณาสก์] ๓. มหาวรรค ๔. มหาจุนทสูตร (ความปรารถนาอันชั่ว ที่บุคคลพึงละทางกายก็ไม่ได้ ทางวาจาก็ไม่ได้ แต่พึงเห็นชัดด้วยปัญญาแล้วจึงละได้) หากโลภะเข้าครอบงำภิกษุนั้นได้ ... หากโทสะ ... โมหะ ... โกธะ ... อุปนาหะ ... มักขะ ... ปฬาสะ ... มัจฉริยะ ... ความริษยาอันชั่ว ... ความปรารถนาอันชั่วเข้าครอบงำภิกษุนั้นได้ คนก็จะพึงรู้ภิกษุนั้นอย่างนี้ว่า ‘ท่านผู้นี้ย่อมไม่รู้ชัดอย่างที่โลภะจะไม่เกิดแก่ผู้รู้ชัด เพราะฉะนั้น โลภะจึงเข้าครอบงำท่านผู้นี้ไม่ได้ ท่านผู้นี้ย่อมไม่รู้ชัดอย่างที่โทสะ ... โมหะ ... โกธะ ... อุปนาหะ ... มักขะ ... ปฬาสะ ... มัจฉริยะ ... ความริษยาอันชั่ว ... ความปรารถนาอันชั่วจะไม่เกิดแก่ผู้รู้ชัด เพราะฉะนั้น ความปรารถนาอันชั่วจึงเข้าครอบงำท่านผู้นี้ได้ หากโลภะเข้าครอบงำภิกษุนั้นไม่ได้ ... หากโทสะ ... โมหะ ... โกธะ ... อุปนาหะ... มักขะ ... ปฬาสะ ... มัจฉริยะ ... ความริษยาอันชั่ว ... ความปรารถนาอันชั่วเข้าครอบงำภิกษุนั้นไม่ได้ คนก็จะพึงรู้ภิกษุนั้นอย่างนี้ว่า “ท่านผู้นี้ย่อมรู้ชัดอย่างที่โลภะจะไม่เกิดแก่ผู้รู้ชัด เพราะฉะนั้น โลภะจึงเข้าครอบงำท่านผู้นี้ไม่ได้ ท่านผู้นี้ย่อมรู้ชัดอย่างที่โทสะ โมหะ ... โกธะ ... อุปนาหะ ... มักขะ ... ปฬาสะ ... มัจฉริยะ ... ความริษยาอันชั่ว ... ความปรารถนาอันชั่วจะไม่เกิดแก่ผู้รู้ชัด เพราะฉะนั้น ความปรารถนาอันชั่วจึงเข้าครอบงำท่านผู้นี้ไม่ได้” อย่างนี้แล กายสูตรที่ ๓ จบ

อรรถกถา

ชั้นตัวบทอรรถกถาอธิบายพระไตรปิฎกเปิดหน้าของฉบับนี้

ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์

อรรถกถากายสูตรที่ ๓

กายสูตรที่ ๓ พึงทราบวินิจฉัยดังต่อไปนี้.

บทว่า อาปนฺโน โหติ กญฺจิกาย เทสํ ความว่า เป็นผู้ต้องส่วนแห่งอาบัติบางอย่าง.

บทว่า อนุวิจฺจ ได้แก่ เข้าไปพิจารณา คือดูรอบคอบแล้ว.

บทว่า กายทุจฺจริตํ ได้แก่ กายทุจริต ๓ อย่าง.

บทว่า วจีทุจฺจริตํ ได้แก่ วจีทุจริต ๔ อย่าง.

บทว่า ปาปิกา อิสฺสา ได้แก่ ความริษยาอันทราม.

บทว่า ปญฺญาย ทิสฺวา ทิสฺวา ได้แก่ มองเห็นแล้ว พึงละเสียด้วยมรรคปัญญา พร้อมด้วยวิปัสสนา.

บทว่า อิชฺฌติ แปลว่า สำเร็จพร้อม. บทว่า อุปวาสสฺส ได้แก่ ผู้เข้าไปอาศัยอยู่.

บทว่า อภิภุยฺย ได้แก่ ครอบงำย่ำยี. บทว่า อิริยติ ได้แก่ เป็นไป.

ในพระสูตรนี้ ตรัสมรรคพร้อมด้วยวิปัสสนา.

จบอรรถกถากายสูตรที่ ๓ -----------------------------------------------------

ฉบับที่ใช้และสัญญาอนุญาต

พระไตรปิฎกบาลี อักษรไทย ฉบับสยามรัฐ

pli-siamrath · Public domain (term expired) — operator determination · ตรวจหลักฐานเมื่อ ๒๐๒๖-๐๘-๒๕

ฉบับสยามรัฐ จัดพิมพ์โดยทางราชการ พ.ศ. ๒๔๖๘–๒๔๗๑ · พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ ๒๕๓๗ ม.๑๙–๒๒ อายุคุ้มครองงานนิติบุคคล ๕๐ ปีนับแต่โฆษณา · การพิจารณาของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่ความเห็นที่ปรึกษากฎหมายhttps://84000.org/tipitaka/pali/

พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง

th-chabab-luang · Public domain (term expired) — operator determination · ตรวจหลักฐานเมื่อ ๒๐๒๖-๐๘-๒๔

ฉบับหลวง จัดพิมพ์โดยทางราชการ พ.ศ. ๒๕๑๔ · พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ ๒๕๓๗ ม.๑๙–๒๒ อายุคุ้มครองงานนิติบุคคล ๕๐ ปีนับแต่โฆษณา · การพิจารณาของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่ความเห็นที่ปรึกษากฎหมายhttps://84000.org/tipitaka/

พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาฯ

th-mahachula · ได้รับอนุญาตจากเจ้าของสิทธิ์ — บันทึกจากคำยืนยันของผู้ดำเนินการ ยังไม่มีเอกสารประกอบ · ตรวจหลักฐานเมื่อ ๒๐๒๖-๐๘-๒๕

ผู้ดำเนินการแจ้ง ๒๕ ส.ค. ๖๙ ว่าได้รับอนุญาตจากมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัยให้เผยแพร่ตัวบทฉบับนี้ · **เป็นคำยืนยันด้วยวาจา ยังไม่มีหนังสืออนุญาตประกอบ** ⇒ ฐานของการเผยแพร่คือวินิจฉัยของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่หลักฐานเอกสารและไม่ใช่ความเห็นที่ปรึกษากฎหมาย · ข้อเท็จจริงที่ยังเป็นจริง: จัดพิมพ์ พ.ศ. ๒๕๓๙ งานที่นิติบุคคลเป็นเจ้าของคุ้มครอง ๕๐ ปีนับแต่โฆษณา (พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ ๒๕๓๗ ม.๑๙–๒๒) ถึงราว พ.ศ. ๒๕๘๙ — การอนุญาตจึงจำเป็นและต้องเก็บเอกสารไว้ให้ได้docs/legal/PERMISSIONS.md#มจร

อรรถกถาแปลไทย

th-attha-84000 · ได้รับอนุญาตจากเจ้าของสิทธิ์ — บันทึกจากคำยืนยันของผู้ดำเนินการ ยังไม่มีเอกสารประกอบ · ตรวจหลักฐานเมื่อ ๒๐๒๖-๐๘-๒๕

ผู้ดำเนินการแจ้ง ๒๕ ส.ค. ๖๙ ว่าได้รับอนุญาตให้เผยแพร่ตัวบทชุดนี้ · **เป็นคำยืนยันด้วยวาจา ยังไม่มีเอกสารประกอบ** ⇒ ฐานของการเผยแพร่คือวินิจฉัยของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่หลักฐานเอกสาร · สิ่งที่ยังไม่รู้และไม่ได้หายไปเพราะการอนุญาต: **หน้าเว็บไม่ระบุผู้แปล ผู้จัดพิมพ์ หรือปี** จึงยังไม่รู้ว่าเป็นฉบับพิมพ์ของใคร (ที่เชื่อกันคือชุดมหามกุฏราชวิทยาลัย ๙๑ เล่ม ราว พ.ศ. ๒๕๒๕) — การอนุญาตครอบคลุมใครและอะไร จึงยังระบุไม่ได้จนกว่าจะได้เอกสารdocs/legal/PERMISSIONS.md#อรรถกถา