สมาปัตติวรรค เล่ม ๒๐
พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง · ผู้ดำเนินการอ่านข้อเท็จจริงสาธารณะแล้วสรุปเอง
๔๐๘๑๖๒ เทฺวเม ภิกฺขเว ธมฺมา กตเม เทฺว สมาปตฺติกุสลตา จ สมาปตฺติวุฏฺฐานกุสลตา จ อิเม โข ภิกฺขเว เทฺว ธมฺมาติ ฯ
๔๐๙๑๖๓ เทฺวเม ภิกฺขเว ธมฺมา กตเม เทฺว อาชฺชวญฺจ มทฺทวญฺจ อิเม โข ภิกฺขเว เทฺว ธมฺมาติ ฯ
๔๑๐๑๖๔ เทฺวเม ภิกฺขเว ธมฺมา กตเม เทฺว ขนฺติ จ โสรจฺจํ จ อิเม โข ภิกฺขเว เทฺว ธมฺมาติ ฯ
๔๑๑๑๖๕ เทฺวเม ภิกฺขเว ธมฺมา กตเม เทฺว สาขลฺยญฺจ ปฏิสนฺถาโร จ อิเม โข ภิกฺขเว เทฺว ธมฺมาติ ฯ
๔๑๒๑๖๖ เทฺวเม ภิกฺขเว ธมฺมา กตเม เทฺว อวิหึสา จ โสเจยฺยญฺจ อิเม โข ภิกฺขเว เทฺว ธมฺมาติ ฯ
๔๑๓๑๖๗ เทฺวเม ภิกฺขเว ธมฺมา กตเม เทฺว อินฺทฺริเยสุ อคุตฺตทฺวารตา จ โภชเน อมตฺตญฺญุตา จ อิเม โข ภิกฺขเว เทฺว ธมฺมาติ ฯ
๔๑๔๑๖๘ เทฺวเม ภิกฺขเว ธมฺมา กตเม เทฺว อินฺทฺริเยสุ คุตฺตทฺวารตา จ โภชเน มตฺตญฺญุตา จ อิเม โข ภิกฺขเว เทฺว ธมฺมาติ ฯ
๔๑๕๑๖๙ เทฺวเม ภิกฺขเว ธมฺมา กตเม เทฺว ปฏิสงฺขานพลญฺจ ภาวนาพลญฺจ อิเม โข ภิกฺขเว เทฺว ธมฺมาติ ฯ
๔๑๖๑๗๐ เทฺวเม ภิกฺเข ธมฺมา กตเม เทฺว สติพลญฺจ สมาธิพลญฺจ อิเม โข ภิกฺขเว เทฺว ธมฺมาติ ฯ
๔๑๗๑๗๑ เทฺวเม ภิกฺขเว ธมฺมา กตเม เทฺว สมโถ จ วิปสฺสนา จ อิเม โข ภิกฺขเว เทฺว ธมฺมาติ ฯ
๔๑๘๑๗๒ เทฺวเม ภิกฺขเว ธมฺมา กตเม เทฺว สีลวิปตฺติ จ ทิฏฺฐิวิปตฺติ จ อิเม โข ภิกฺขเว เทฺว ธมฺมาติ ฯ
๔๑๙๑๗๓ เทฺวเม ภิกฺขเว ธมฺมา กตเม เทฺว สีลสมฺปทา จ ทิฏฺฐิสมฺปทา จ อิเม โข ภิกฺขเว เทฺว ธมฺมาติ ฯ
๔๒๐๑๗๔ เทฺวเม ภิกฺขเว ธมฺมา กตเม เทฺว สีลวิสุทฺธิ จ ทิฏฺฐิวิสุทฺธิ จ อิเม โข ภิกฺขเว เทฺว ธมฺมาติ ฯ
๔๒๑๑๗๕ เทฺวเม ภิกฺขเว ธมฺมา กตเม เทฺว ทิฏฺฐิวิสุทฺธิ จ ยถา ทิฏฺฐิสฺส จ ปธานํ อิเม โข ภิกฺขเว เทฺว ธมฺมาติ ฯ
๔๒๒๑๗๖ เทฺวเม ภิกฺขเว ธมฺมา กตเม เทฺว อสนฺตุฏฺฐิตา จ กุสเลสุ ธมฺเมสุ อปฺปฏิวาณิตา จ ปธานสฺมึ อิเม โข ภิกฺขเว เทฺว ธมฺมาติ ฯ
๔๒๓๑๗๗ เทฺวเม ภิกฺขเว ธมฺมา กตเม เทฺว มุฏฺฐสจฺจญฺจ อสมฺปชญฺญญฺจ อิเม โข ภิกฺขเว เทฺว ธมฺมาติ ฯ
๔๒๔๑๗๘ เทฺวเม ภิกฺขเว ธมฺมา กตเม เทฺว สติ จ สมฺปชญฺญญฺจ อิเม โข ภิกฺขเว เทฺว ธมฺมาติ ฯ สมาปตฺติวคฺโค ปญฺจโม ฯ ตติโย ปณฺณาสโก สมตฺโต ฯ
ฉบับมหาจุฬาฯ
ชั้นตัวบทพุทธพจน์หน่วยที่ตำแหน่งเดียวกันของเล่มนี้ · เลขข้อเป็นของฉบับนี้เอง · ชื่อเรื่องตรงกันทั้งสองฉบับ
เปิดหน้าของฉบับนี้ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
๕. สมาปัตติวรรค หมวดว่าด้วยสมาบัติ
พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ภิกษุทั้งหลาย ธรรม ๒ อย่างนี้ ธรรม ๒ อย่าง อะไรบ้าง คือ ๑. ความเป็นผู้ฉลาดในการเข้าสมาบัติ ๒. ความเป็นผู้ฉลาดในการออกจากสมาบัติ ธรรม ๒ อย่างนี้แล (๑) @เชิงอรรถ : @ ความเป็นผู้ฉลาดในการเข้าสมาบัติ หมายถึงความฉลาดกำหนดรู้อาหารที่เป็นสัปปายะและฤดูที่เป็น@สัปปายะในการเข้าสมาบัติ (องฺ.ทุก.อ. ๒/๑๖๔/๗๑) @ ความเป็นผู้ฉลาดในการออกจากสมาบัติ หมายถึงความฉลาดในการกำหนดระยะเวลาที่จะออกจาก@สมาบัติ (องฺ.ทุก.อ. ๒/๑๖๔/๗๑)
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๐ หน้า : ๑๒๕}
พระสุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย ทุกนิบาต [๓. ตติยปัณณาสก์] ๕. สมาปัตติวรรค
ธรรม ๒ อย่างนี้ ธรรม ๒ อย่าง อะไรบ้าง คือ ๑. อาชชวะ (ความซื่อตรง) ๒. มัททวะ (ความอ่อนโยน) ธรรม ๒ อย่างนี้แล (๒)
ธรรม ๒ อย่างนี้ ธรรม ๒ อย่าง อะไรบ้าง คือ ๑. ขันติ (ความอดทน) ๒. โสรัจจะ (ความเสงี่ยม) ธรรม ๒ อย่างนี้แล (๓)
ธรรม ๒ อย่างนี้ ธรรม ๒ อย่าง อะไรบ้าง คือ ๑. สาขัลยะ (ความมีวาจาอ่อนหวาน) ๒. ปฏิสันถาร (การต้อนรับ) ธรรม ๒ อย่างนี้แล (๔)
ธรรม ๒ อย่างนี้ ธรรม ๒ อย่าง อะไรบ้าง คือ ๑. อวิหิงสา (ความไม่เบียดเบียน) ๒. โสเจยยะ (ความสะอาด) ธรรม ๒ อย่างนี้แล (๕) @เชิงอรรถ : @ ความอดทน ในที่นี้หมายถึงความอดทนด้วยการอดกลั้น(อธิวาสนขันติ) (องฺ.ทุก.อ. ๒/๑๖๖/๗๑)@ ความเสงี่ยม ในที่นี้หมายถึงความเป็นผู้มีศีลงาม(สุสีลภาวะ) ความเป็นผู้น่ายินดี(สุรตภาวะ)@(องฺ.ทุก.อ. ๒/๑๖๖/๗๑) @ สาขัลยะ หมายถึงความเป็นบุคคลผู้บันเทิงด้วยความมีวาจาอ่อนหวาน (องฺ.ทุก.อ. ๒/๑๖๗/๗๑)@ โสเจยยะ ในที่นี้หมายถึงความสะอาดด้วยอำนาจศีล (องฺ.ทุก.อ. ๒/๑๖๘/๗๑)
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๐ หน้า : ๑๒๖}
พระสุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย ทุกนิบาต [๓. ตติยปัณณาสก์] ๕. สมาปัตติวรรค
ธรรม ๒ อย่างนี้ ธรรม ๒ อย่าง อะไรบ้าง คือ ๑. ความไม่คุ้มครองทวารในอินทรีย์ ๒. ความไม่รู้จักประมาณในการบริโภค ธรรม ๒ อย่างนี้แล (๖)
ธรรม ๒ อย่างนี้ ธรรม ๒ อย่าง อะไรบ้าง คือ ๑. ความคุ้มครองทวารในอินทรีย์ ๒. ความรู้จักประมาณในการบริโภค ธรรม ๒ อย่างนี้แล (๗)
ธรรม ๒ อย่างนี้ ธรรม ๒ อย่าง อะไรบ้าง คือ ๑. ปฏิสังขานพละ (กำลังคือการพิจารณา) ๒. ภาวนาพละ (กำลังคือการเจริญ) ธรรม ๒ อย่างนี้แล (๘)
ธรรม ๒ อย่างนี้ ธรรม ๒ อย่าง อะไรบ้าง คือ ๑. สติพละ (กำลังคือสติ) ๒. สมาธิพละ (กำลังคือสมาธิ) ธรรม ๒ อย่างนี้แล (๙)
ธรรม ๒ อย่างนี้ ธรรม ๒ อย่าง อะไรบ้าง คือ ๑. สมถะ (การฝึกจิตให้สงบเป็นสมาธิ) ๒. วิปัสสนา (ความเห็นแจ้ง) ธรรม ๒ อย่างนี้แล (๑๐) @เชิงอรรถ : @ อินทรีย์ ในที่นี้หมายถึงอายตนะภายใน ๖ คือตา หู จมูก ลิ้น กาย และใจ (องฺ.เอกก.อ. ๑/๒๓๐/๒๘๐)@ สมถะ หมายถึงสภาวะที่จิตมีอารมณ์เดียว (องฺ.ทุก.อ. ๒/๑๗๓/๗๑) @ วิปัสสนา หมายถึงปัญญาที่กำหนดรู้สังขาร (องฺ.ทุก.อ. ๒/๑๗๓/๗๑)
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๐ หน้า : ๑๒๗}
พระสุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย ทุกนิบาต [๓. ตติยปัณณาสก์] ๕. สมาปัตติวรรค
ธรรม ๒ อย่างนี้ ธรรม ๒ อย่าง อะไรบ้าง คือ ๑. สีลวิบัติ (ความวิบัติแห่งศีล) ๒. ทิฏฐิวิบัติ (ความวิบัติแห่งทิฏฐิ) ธรรม ๒ อย่างนี้แล (๑๑)
ธรรม ๒ อย่างนี้ ธรรม ๒ อย่าง อะไรบ้าง คือ ๑. สีลสัมปทา (ความถึงพร้อมด้วยศีล) ๒. ทิฏฐิสัมปทา (ความถึงพร้อมด้วยทิฏฐิ) ธรรม ๒ อย่างนี้แล (๑๒)
ธรรม ๒ อย่างนี้ ธรรม ๒ อย่าง อะไรบ้าง คือ ๑. สีลวิสุทธิ (ความหมดจดแห่งศีล) ๒. ทิฏฐิวิสุทธิ (ความหมดจดแห่งทิฏฐิ) ธรรม ๒ อย่างนี้แล (๑๓)
ธรรม ๒ อย่างนี้ ธรรม ๒ อย่าง อะไรบ้าง คือ ๑. ทิฏฐิวิสุทธิ (ความหมดจดแห่งทิฏฐิ) ๒. ปธาน (ความเพียร) ที่สมควรแก่สัมมาทิฏฐิ ธรรม ๒ อย่างนี้แล (๑๔) @เชิงอรรถ : @ ทิฏฐิสัมปทา ในที่นี้หมายถึงความถึงพร้อมด้วยสัมมาทิฏฐิ ๕ ประการ คือ (๑) กัมมัสสกตาสัมมาทิฏฐิ@(๒) ฌานสัมมาทิฏฐิ (๓) วิปัสสนาสัมมาทิฏฐิ (๔) มัคคสัมมาทิฏฐิ (๕) ผลสัมมาทิฏฐิ@(องฺ.ทุก.อ. ๒/๑๗๕/๗๑) @ ทิฏฐิวิสุทธิ ในที่นี้หมายถึงสัมมาทิฏฐิในอริยมรรค ๔ ที่ให้เกิดความบริสุทธิ์ (องฺ.ทุก.อ. ๒/๑๗๖/๗๒)
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๐ หน้า : ๑๒๘}
พระสุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย ทุกนิบาต [๓. ตติยปัณณาสก์] ๕. สมาปัตติวรรค
ธรรม ๒ อย่างนี้ ธรรม ๒ อย่าง อะไรบ้าง คือ ๑. ความไม่สันโดษในกุศลธรรมทั้งหลาย ๒. ความไม่ท้อถอยในการบำเพ็ญเพียร ธรรม ๒ อย่างนี้แล (๑๕)
ธรรม ๒ อย่างนี้ ธรรม ๒ อย่าง อะไรบ้าง คือ ๑. ความหลงลืมสติ ๒. ความไม่มีสัมปชัญญะ ธรรม ๒ อย่างนี้แล (๑๖)
ธรรม ๒ อย่างนี้ ธรรม ๒ อย่าง อะไรบ้าง คือ ๑. สติ ๒. สัมปชัญญะ ภิกษุทั้งหลาย ธรรม ๒ อย่างนี้แล (๑๗) สมาปัตติวรรคที่ ๕ จบ ตติยปัณณาสก์ จบบริบูรณ์
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๐ หน้า : ๑๒๙}
ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
สมาปัตติวรรคที่ ๕ อรรถกถาสูตรที่ ๑
สมาปัตติวรรคที่ ๕ สูตรที่ ๑ (ข้อ ๔๐๘) มีวินิจฉัยดังน่อไปนี้.
บทว่า สมาปตฺติกุสลตา ได้แก่ ความเป็นผู้ฉลาดในการกำหนดอาหารสัปปายะเข้าสมาบัติ.
บทว่า สมาปตฺติวุฏฺฐานกุสลตา ความว่า เมื่อได้เวลาตามกำหนดเป็นผู้ฉลาดออก. ชื่อว่าเป็นผู้ฉลาดในการออกจากสมาบัติ เพราะฉะนั้น ผู้นี้ชื่อว่าฉลาด ดังนี้. จบอรรถกถาสูตรที่ ๑
อรรถกถาสูตรที่ ๒
ในสูตรที่ ๒ (ข้อ ๔๐๙) มีวินิจฉัยดังต่อไปนี้.
บทว่า อาชฺชวํ แปลว่า ความตรง.
บทว่า มทฺทวํ แปลว่า ความอ่อนโยน. จบอรรถกถาสูตรที่ ๒
อรรถกถาสูตรที่ ๓
ในสูตรที่ ๓ (ข้อ ๔๑๐) มีวินิจฉัยดังต่อไปนี้.
บทว่า ขนฺติ ได้แก่ อธิวาสนขันติ.
บทว่า โสรจฺจํ ได้แก่ ความเรียบร้อย ความสงบเสงี่ยม. จบอรรถกถาสูตรที่ ๓
อรรถกถาสูตรที่ ๔
ในสูตรที่ ๔ (ข้อ ๔๑๑) มีวินิจฉัยดังต่อไปนี้.
บทว่า สาขลฺยํ ได้แก่ ความชื่นชมโดยใช้วาจา อ่อนหวาน.
บทว่า ปฏิสนฺถาโร ได้แก่ การต้อนรับด้วยอามิสก็ตาม ด้วยธรรมก็ตามชื่อว่าปฏิสันถาร. จบอรรถกถาสูตรที่ ๔
อรรถกถาสูตรที่ ๕
ในสูตรที่ ๕ (ข้อ ๔๑๒) มีวินิจฉัยดังต่อไปนี้.
บทว่า อวิหึสา ได้แก่ ธรรมอันเป็นส่วนเบื้องต้นของกรุณา.
บทว่า โสเจยฺยํ ได้แก่ ความสะอาดโดยศีล. จบอรรถกถาสูตรที่ ๕
อรรถกถาสูตรที่ ๖-๗
ในสูตรที่ ๖ และสูตรที่ ๗ (ข้อ ๔๑๓-๔๑๔) มีเนื้อความง่ายทั้งนั้น. จบอรรถกถาสูตรที่ ๖-๗
อรรถกถาสูตรที่ ๘
ในสูตรที่ ๘ (ข้อ ๔๑๕) มีวินิจฉัยดังต่อไปนี้.
บทว่า ปฏิสงฺขานพลํ ได้แก่ กำลังคือการพิจารณา. จบอรรถกถาสูตรที่ ๘
อรรถกถาสูตรที่ ๙
ในสูตรที่ ๙ (ข้อ ๔๑๖) มีวินิจฉัยดังต่อไปนี้.
ชื่อว่ากำลังคือสติ เพราะเมื่อหลงลืมสติ ก็ไม่หวั่นไหว. ชื่อว่ากำลังคือสมาธิ เพราะเมื่อฟุ้งซ่าน ก็ไม่หวั่นไหว. จบอรรถกถาสูตรที่ ๙
อรรถกถาสูตรที่ ๑๐
ในสูตรที่ ๑๐ (ข้อ ๔๑๗) มีวินิจฉัยดังต่อไปนี้.
บทว่า สมโถ ได้แก่ ความที่จิตแน่วแน่.
บทว่า วิปสฺสนา ได้แก่ ญาณกำหนดสังขารเป็นอารมณ์. จบอรรถกถาสูตรที่ ๑๐
อรรถกถาสูตรที่ ๑๑
ในสูตรที่ ๑๑ (ข้อ ๔๑๘) มีวินิจฉัยดังต่อไปนี้.
บทว่า สีลวิปตฺติ ได้แก่ ความทุศีล.
บทว่า ทิฏฺฐิวิปตฺติ ได้แก่ มิจฉาทิฏฐิ. จบอรรถกถาสูตรที่ ๑๑
อรรถกถาสูตรที่ ๑๒
ในสูตรที่ ๑๒ (ข้อ ๔๑๙) มีวินิจฉัยดังต่อไปนี้.
บทว่า สีลสมฺปทา ได้แก่ ความมีศีลบริบูรณ์.
บทว่า ทิฏฺฐิสมฺปทา ได้แก่ ความเป็นสัมมาทิฏฐิ.
ด้วยบทนั้น สัมมาทิฏฐิแม้ทั้งปวงที่สงเคราะห์ด้วยสัมมาทิฏฐิ คือ กัมมัสสกตาสัมมาทิฏฐิ ฌานสัมมาทิฏฐิ วิปัสสนาสัมมาทิฏฐิ มัคคสัมมาทิฏฐิ ผลสัมมาทิฏฐิ ชื่อว่าสัมมาทิฏฐิ. จบอรรถกถาสูตรที่ ๑๒
อรรถกถาสูตรที่ ๑๓
ในสูตรที่ ๑๓ (ข้อ ๔๒๐) มีวินิจฉัยดังต่อไปนี้.
บทว่า สีลวิสุทฺธิ ได้แก่ ศีลที่บ่มวิสุทธิ.
บทว่า ทิฏฺฐิวิสุทฺธิ ได้แก่ สัมมาทิฏฐิในมรรคทั้ง ๔ ที่บ่มวิสุทธิ หรือสัมมาทิฏฐิทั้ง ๕ อย่าง. จบอรรถกถาสูตรที่ ๑๓
อรรถกถาสูตรที่ ๑๔
ในสูตรที่ ๑๔ (ข้อ ๔๒๑) มีวินิจฉัยดังต่อไปนี้.
บทว่า ทิฏฺฐิวิสุทฺธิ ได้แก่ สัมมาทิฏฐิที่บ่มวิสุทธินั่นแล.
บทว่า ยถา ทิฏฺฐิสฺส จ ปธานํ ความว่า ความเพียรที่สัมปยุตด้วยมรรคเบื้องต่ำนั้น
ท่านกล่าวว่า ยถา ทิฏฺฐสฺส จ ปธานํ เพราะอนุรูปแก่ทิฏฐินั้น. จบอรรถกถาสูตรที่ ๑๔
อรรถกถาสูตรที่ ๑๕
ในสูตรที่ ๑๕ (ข้อ ๔๒๒) มีวินิจฉัยดังต่อไปนี้.
บทว่า อสนฺตุฏฐิตา จ กุสเลสุ ธมฺเมสุ ได้แก่ ความเป็นผู้ไม่สันโดษในกุศลธรรมทั้งหลาย นอกจากอรหัตมรรค. จบอรรถกถาสูตรที่ ๑๕
อรรถกถาสูตรที่ ๑๖
ในสูตรที่ ๑๖ (ข้อ ๔๒๓) มีวินิจฉัยดังต่อไปนี้.
บทว่า มุฏฺฐสจฺจํ แปลว่า ความเป็นผู้หลงลืมสติ.
บทว่า อสมฺปชญฺญํ ได้แก่ ความไม่รู้ตัว. จบอรรถกถาสูตรที่ ๑๖
อรรถกถาสูตรที่ ๑๗
ในสูตรที่ ๑๗ (ข้อ ๔๒๔) มีวินิจฉัยดังต่อไปนี้.
สติมีใจไม่ลอยเป็นลักษณะ. สัมปชัญญะมีรู้สึกตัวเป็นลักษณะ.
จบอรรถกถาสูตรที่ ๑๗ จบสมาปัตติวรรคที่ ๕ จบตติยปัณณาสก์ -----------------------------------------------------