กุศลธรรมของสัตว์ใดย่อมดับไป อกุศลธรรมของสัตว์นั้นย่อมดับไปหรือ เป็นต้นกุศลธรรมของสัตว์ใดย่อมดับไป อัพยากตธรรมของนั้นย่อมดับไปหรือสัตว์นั้น ย่อมดับไปหรือ เป็นต้นอกุศลธรรมของสัตว์ใดย่อมดับไป อัพยากตธรรมของสัตว์นั้น ย่อมดับไปหรือสัตว์นั้น ย่อมดับไปหรือ เป็นต้นกุศลธรรมในภูมิใด ย่อมดับไป อกุศลธรรมในภูมินั้นสัตว์นั้น ย่อมดับไปหรือย่อมดับไปหรือ เป็นต้น ... เล่ม ๓๙
พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง · ผู้ดำเนินการอ่านข้อเท็จจริงสาธารณะแล้วสรุปเอง
๑๙๐ยสฺส กุสลา ธมฺมา นิรุชฺฌนฺติ ตสฺส อกุสลา ธมฺมา นิรุชฺฌนฺตีติ: โน ฯ ยสฺส วา ปน อกุสลา ธมฺมา นิรุชฺฌนฺติ ตสฺส กุสลา ธมฺมา นิรุชฺฌนฺตีติ: โน ฯ
๑๙๑ยสฺส กุสลา ธมฺมา นิรุชฺฌนฺติ ตสฺส อพฺยากตา ธมฺมา นิรุชฺฌนฺตีติ: อรูเป กุสลานํ ภงฺคกฺขเณ เตสํ กุสลา ธมฺมา นิรุชฺฌนฺติ โน จ เตสํ อพฺยากตา ธมฺมา นิรุชฺฌนฺติ ปญฺจโวกาเร กุสลานํ ภงฺคกฺขเณ เตสํ กุสลา จ ธมฺมา นิรุชฺฌนฺติ อพฺยากตา จ ธมฺมา นิรุชฺฌนฺติ ฯ ยสฺส วา ปน อพฺยากตา ธมฺมา นิรุชฺฌนฺติ ตสฺส กุสลา ธมฺมา นิรุชฺฌนฺตีติ: สพฺเพสํ จวนฺตานํ ปวตฺเต กุสลวิปฺปยุตฺตจิตฺตสฺส ภงฺคกฺขเณ เตสํ อพฺยากตา ธมฺมา นิรุชฺฌนฺติ โน จ เตสํ กุสลา ธมฺมา นิรุชฺฌนฺติ ปญฺจโวกาเร กุสลานํ ภงฺคกฺขเณ เตสํ อพฺยากตา จ ธมฺมา นิรุชฺฌนฺติ กุสลา จ ธมฺมา นิรุชฺฌนฺติ ฯ
๑๙๒ยสฺส อกุสลา ธมฺมา นิรุชฺฌนฺติ ตสฺส อพฺยากตา ธมฺมา นิรุชฺฌนฺตีติ: อรูเป อกุสลานํ ภงฺคกฺขเณ เตสํ อกุสลา ธมฺมา นิรุชฺฌนฺติ โน จ เตสํ อพฺยากตา ธมฺมา นิรุชฺฌนฺติ ปญฺจโวกาเร อกุสลานํ ภงฺคกฺขเณ เตสํ อกุสลา จ ธมฺมา นิรุชฺฌนฺติ อพฺยากตา จ ธมฺมา นิรุชฺฌนฺติ ฯ ยสฺส วา ปน อพฺยากตา ธมฺมา นิรุชฺฌนฺติ ตสฺส อกุสลา ธมฺมา นิรุชฺฌนฺตีติ: สพฺเพสํ จวนฺตานํ ปวตฺเต อกุสลวิปฺปยุตฺตจิตฺตสฺส ภงฺคกฺขเณ เตสํ อพฺยากตา ธมฺมา นิรุชฺฌนฺติ โน จ เตสํ อกุสลา ธมฺมา นิรุชฺฌนฺติ ปญฺจโวกาเร อกุสลานํ ภงฺคกฺขเณ เตสํ อพฺยากตา จ ธมฺมา นิรุชฺฌนฺติ อกุสลา จ ธมฺมา นิรุชฺฌนฺติ ฯ
๑๙๓ยตฺถ กุสลา ธมฺมา นิรุชฺฌนฺติ ตตฺถ อกุสลา ธมฺมา นิรุชฺฌนฺตีติ: อามนฺตา ฯ ยสฺส วา ปน อกุสลา ธมฺมา นิรุชฺฌนฺติ ตตฺถ กุสลา ธมฺมา นิรุชฺฌนฺตีติ: อามนฺตา ฯ
๑๙๔ยตฺถ กุสลา ธมฺมา นิรุชฺฌนฺติ ตตฺถ อพฺยากตา ธมฺมา นิรุชฺฌนฺตีติ: อามนฺตา ฯ ยตฺถ วา ปน อพฺยากตา ธมฺมา นิรุชฺฌนฺติ ตตฺถ กุสลา ธมฺมา นิรุชฺฌนฺตีติ: อสญฺญสตฺเต ตตฺถ อพฺยากตา ธมฺมา นิรุชฺฌนฺติ โน จ ตตฺถ กุสลา ธมฺมา นิรุชฺฌนฺติ จตุโวกาเร ปญฺจโวกาเร ตตฺถ อพฺยากตา จ ธมฺมา นิรุชฺฌนฺติ กุสลา จ ธมฺมา นิรุชฺฌนฺติ ฯ
๑๙๕ยตฺถ อกุสลา ธมฺมา นิรุชฺฌนฺติ ตตฺถ อพฺยากตา ธมฺมา นิรุชฺฌนฺตีติ: อามนฺตา ฯ ยตฺถ วา ปน อพฺยากตา ธมฺมา นิรุชฺฌนฺติ ตตฺถ อกุสลา ธมฺมา นิรุชฺฌนฺตีติ: อสญฺญสตฺเต ตตฺถ อพฺยากตา ธมฺมา นิรุชฺฌนฺติ โน จ ตตฺถ อกุสลา ธมฺมา นิรุชฺฌนฺติ จตุโวกาเร ปญฺจโวกาเร ตตฺถ อพฺยากตา จ ธมฺมา นิรุชฺฌนฺติ อกุสลา จ ธมฺมา นิรุชฺฌนฺติ ฯ
๑๙๖ยสฺส ยตฺถ กุสลา ธมฺมา นิรุชฺฌนฺติ ตสฺส ตตฺถ อกุสลา ธมฺมา นิรุชฺฌนฺตีติ: โน ฯ ยสฺส วา ปน ยตฺถ อกุสลา ธมฺมา นิรุชฺฌนฺติ ตสฺส ตตฺถ กุสลา ธมฺมา นิรุชฺฌนฺตีติ: โน ฯ
๑๙๗ยสฺส ยตฺถ กุสลา ธมฺมา นิรุชฺฌนฺติ ตสฺส ตตฺถ อพฺยากตา ธมฺมา นิรุชฺฌนฺตีติ: อรูเป กุสลานํ ภงฺคกฺขเณ เตสํ ตตฺถ กุสลา ธมฺมา นิรุชฺฌนฺติ โน จ เตสํ ตตฺถ อพฺยากตา ธมฺมา นิรุชฺฌนฺติ ปญฺจโวกาเร กุสลานํ ภงฺคกฺขเณ เตสํ ตตฺถ กุสลา จ ธมฺมา นิรุชฺฌนฺติ อพฺยากตา จ ธมฺมา นิรุชฺฌนฺติ ฯ ยสฺส วา ปน ยตฺถ อพฺยากตา ธมฺมา นิรุชฺฌนฺติ ตสฺส ตตฺถ กุสลา ธมฺมา นิรุชฺฌนฺตีติ: สพฺเพสํ จวนฺตานํ ปวตฺเต กุสลวิปฺปยุตฺตจิตฺตสฺส ภงฺคกฺขเณ เตสํ ตตฺถ อพฺยากตา ธมฺมา นิรุชฺฌนฺติ โน จ เตสํ ตตฺถ กุสลา ธมฺมา นิรุชฺฌนฺติ ปญฺจโวกาเร กุสลานํ ภงฺคกฺขเณ เตสํ ตตฺถ อพฺยากตา จ ธมฺมา นิรุชฺฌนฺติ กุสลา จ ธมฺมา นิรุชฺฌนฺติ ฯ
๑๙๘ยสฺส ยตฺถ อกุสลา ธมฺมา นิรุชฺฌนฺติ ตสฺส ตตฺถ อพฺยากตา ธมฺมา นิรุชฺฌนฺตีติ: อรูเป อกุสลานํ ภงฺคกฺขเณ เตสํ ตตฺถ อกุสลา ธมฺมา นิรุชฺฌนฺติ โน จ เตสํ ตตฺถ อพฺยากตา ธมฺมา นิรุชฺฌนฺติ ปญฺจโวกาเร อกุสลานํ ภงฺคกฺขเณ เตสํ ตตฺถ อกุสลา จ ธมฺมา นิรุชฺฌนฺติ อพฺยากตา จ ธมฺมา นิรุชฺฌนฺติ ฯ ยสฺส วา ปน ยตฺถ อพฺยากตา ธมฺมา นิรุชฺฌนฺติ ตสฺส ตตฺถ อกุสลา ธมฺมา นิรุชฺฌนฺตีติ: สพฺเพสํ จวนฺตานํ ปวตฺเต อกุสล- วิปฺปยุตฺตจิตฺตสฺส ภงฺคกฺขเณ เตสํ ตตฺถ อพฺยากตา ธมฺมา นิรุชฺฌนฺติ โน จ เตสํ ตตฺถ อกุสลา ธมฺมา นิรุชฺฌนฺติ ปญฺจโวกาเร อกุสลานํ ภงฺคกฺขเณ เตสํ ตตฺถ อพฺยากตา จ ธมฺมา นิรุชฺฌนฺติ อกุสลา จ ธมฺมา นิรุชฺฌนฺติ ฯ
๑๙๙ยสฺส กุสลา ธมฺมา น นิรุชฺฌนฺติ ตสฺส อกุสลา ธมฺมา น นิรุชฺฌนฺตีติ: อกุสลานํ ภงฺคกฺขเณ เตสํ กุสลา ธมฺมา น นิรุชฺฌนฺติ โน จ เตสํ อกุสลา ธมฺมา น นิรุชฺฌนฺติ สพฺเพสํ จิตฺตสฺส อุปฺปาทกฺขเณ กุสลวิปฺปยุตฺตอกุสลวิปฺปยุตฺตจิตฺตสฺส ภงฺคกฺขเณ นิโรธสมาปนฺนานํ อสญฺญสตฺตานํ เตสํ กุสลา จ ธมฺมา น นิรุชฺฌนฺติ อกุสลา จ ธมฺมา น นิรุชฺฌนฺติ ฯ ยสฺส วา ปน อกุสลา ธมฺมา น นิรุชฺฌนฺติ ตสฺส กุสลา ธมฺมา น นิรุชฺฌนฺตีติ: กุสลานํ ภงฺคกฺขเณ เตสํ อกุสลา ธมฺมา น นิรุชฺฌนฺติ โน จ เตสํ กุสลา ธมฺมา น นิรุชฺฌนฺติ สพฺเพสํ จิตฺตสฺส อุปฺปาทกฺขเณ อกุสลวิปฺปยุตฺตกุสลวิปฺปยุตฺตจิตฺตสฺส ภงฺคกฺขเณ นิโรธสมาปนฺนานํ อสญฺญสตฺตานํ เตสํ อกุสลา จ ธมฺมา น นิรุชฺฌนฺติ กุสลา จ ธมฺมา น นิรุชฺฌนฺติ ฯ
๒๐๐ยสฺส กุสลา ธมฺมา น นิรุชฺฌนฺติ ตสฺส อพฺยากตา ธมฺมา น นิรุชฺฌนฺตีติ: สพฺเพสํ จวนฺตานํ ปวตฺเต กุสลวิปฺปยุตฺตจิตฺตสฺส ภงฺคกฺขเณ เตสํ กุสลา ธมฺมา น นิรุชฺฌนฺติ โน จ เตสํ อพฺยากตา ธมฺมา น นิรุชฺฌนฺติ สพฺเพสํ อุปปชฺชนฺตานํ ปวตฺเต จิตฺตสฺส อุปฺปาทกฺขเณ อรูเป อกุสลานํ ภงฺคกฺขเณ เตสํ กุสลา จ ธมฺมา น นิรุชฺฌนฺติ อพฺยากตา จ ธมฺมา น นิรุชฺฌนฺติ ฯ ยสฺส วา ปน อพฺยากตา ธมฺมา น นิรุชฺฌนฺติ ตสฺส กุสลา ธมฺมา น นิรุชฺฌนฺตีติ: อรูเป กุสลานํ ภงฺคกฺขเณ เตสํ อพฺยากตา ธมฺมา น นิรุชฺฌนฺติ โน จ เตสํ กุสลา ธมฺมา น นิรุชฺฌนฺติ สพฺเพสํ อุปปชฺชนฺตานํ ปวตฺเต จิตฺตสฺส อุปฺปาทกฺขเณ อรูเป อกุสลานํ ภงฺคกฺขเณ เตสํ อพฺยากตา จ ธมฺมา น นิรุชฺฌนฺติ กุสลา จ ธมฺมา น นิรุชฺฌนฺติ ฯ
๒๐๑ยสฺส อกุสลา ธมฺมา น นิรุชฺฌนฺติ ตสฺส อพฺยากตา ธมฺมา น นิรุชฺฌนฺตีติ: สพฺเพสํ จวนฺตานํ ปวตฺเต อกุสลวิปฺปยุตฺตจิตฺตสฺส ภงฺคกฺขเณ เตสํ อกุสลา ธมฺมา น นิรุชฺฌนฺติ โน จ เตสํ อพฺยากตา ธมฺมา น นิรุชฺฌนฺติ สพฺเพสํ อุปปชฺชนฺตานํ ปวตฺเต จิตฺตสฺส อุปฺปาทกฺขเณ อรูเป กุสลานํ ภงฺคกฺขเณ เตสํ อกุสลา จ ธมฺมา น นิรุชฺฌนฺติ อพฺยากตา จ ธมฺมา น นิรุชฺฌนฺติ ฯ ยสฺส วา ปน อพฺยากตา ธมฺมา น นิรุชฺฌนฺติ ตสฺส อกุสลา ธมฺมา น นิรุชฺฌนฺตีติ: อรูเป อกุสลานํ ภงฺคกฺขเณ เตสํ อพฺยากตา ธมฺมา น นิรุชฺฌนฺติ โน จ เตสํ อกุสลา ธมฺมา น นิรุชฺฌนฺติ สพฺเพสํ อุปปชฺชนฺตานํ ปวตฺเต จิตฺตสฺส อุปฺปาทกฺขเณ อรูเป กุสลานํ ภงฺคกฺขเณ เตสํ อพฺยากตา จ ธมฺมา น นิรุชฺฌนฺติ อกุสลา จ ธมฺมา น นิรุชฺฌนฺติ ฯ
๒๐๒ยตฺถ กุสลา ธมฺมา น นิรุชฺฌนฺติ ตตฺถ อกุสลา ธมฺมา น นิรุชฺฌนฺตีติ: อามนฺตา ฯ ยตฺถ วา ปน อกุสลา ธมฺมา น นิรุชฺฌนฺติ ตตฺถ กุสลา ธมฺมา น นิรุชฺฌนฺตีติ: อามนฺตา ฯ
๒๐๓ยตฺถ กุสลา ธมฺมา น นิรุชฺฌนฺติ ตตฺถ อพฺยากตา ธมฺมา น นิรุชฺฌนฺตีติ: นิรุชฺฌนฺติ ฯ ยตฺถ วา ปน อพฺยากตา ธมฺมา น นิรุชฺฌนฺติ ตตฺถ กุสลา ธมฺมา น นิรุชฺฌนฺตีติ: นตฺถิ ฯ
๒๐๔ยตฺถ อกุสลา ธมฺมา น นิรุชฺฌนฺติ ตตฺถ อพฺยากตา ธมฺมา น นิรุชฺฌนฺตีติ: นิรุชฺฌนฺติ ฯ ยตฺถ วา ปน อพฺยากตา ธมฺมา น นิรุชฺฌนฺติ ตตฺถ อกุสลา ธมฺมา น นิรุชฺฌนฺตีติ: นตฺถิ ฯ
๒๐๕ยสฺส ตตฺถ กุสลา ธมฺมา น นิรุชฺฌนฺติ ตสฺส ตตฺถ อกุสลา ธมฺมา น นิรุชฺฌนฺตีติ: อกุสลานํ ภงฺคกฺขเณ เตสํ ตตฺถ กุสลา ธมฺมา น นิรุชฺฌนฺติ โน จ เตสํ ตตฺถ อกุสลา ธมฺมา น นิรุชฺฌนฺติ สพฺเพสํ จิตฺตสฺส อุปฺปาทกฺขเณ กุสลวิปฺปยุตฺตอกุสล- วิปฺปยุตฺตจิตฺตสฺส ภงฺคกฺขเณ อสญฺญสตฺตานํ เตสํ ตตฺถ กุสลา จ ธมฺมา น นิรุชฺฌนฺติ อกุสลา จ ธมฺมา น นิรุชฺฌนฺติ ฯ ยสฺส วา ปน ยตฺถ อกุสลา ธมฺมา น นิรุชฺฌนฺติ ตสฺส ตตฺถ กุสลา ธมฺมา น นิรุชฺฌนฺตีติ: กุสลานํ ภงฺคกฺขเณ เตสํ ตตฺถ อกุสลา ธมฺมา น นิรุชฺฌนฺติ โน จ เตสํ ตตฺถ กุสลา ธมฺมา น นิรุชฺฌนฺติ สพฺเพสํ จิตฺตสฺส อุปฺปาทกฺขเณ อกุสลวิปฺปยุตฺตกุสลวิปฺปยุตฺตจิตฺตสฺส ภงฺคกฺขเณ อสญฺญสตฺตานํ เตสํ ตตฺถ อกุสลา จ ธมฺมา น นิรุชฺฌนฺติ กุสลา จ ธมฺมา น นิรุชฺฌนฺติ ฯ
๒๐๖ยสฺส ยตฺถ กุสลา ธมฺมา น นิรุชฺฌนฺติ ตสฺส ตตฺถ อพฺยากตา ธมฺมา น นิรุชฺฌนฺตีติ: สพฺเพสํ จวนฺตานํ ปวตฺเต กุสลวิปฺปยุตฺตจิตฺตสฺส ภงฺคกฺขเณ เตสํ ตตฺถ กุสลา ธมฺมา น นิรุชฺฌนฺติ โน จ เตสํ ตตฺถ อพฺยากตา ธมฺมา น นิรุชฺฌนฺติ สพฺเพสํ อุปปชฺชนฺตานํ ปวตฺเต จิตฺตสฺส อุปฺปาทกฺขเณ อรูเป อกุสลานํ ภงฺคกฺขเณ เตสํ ตตฺถ กุสลา จ ธมฺมา น นิรุชฺฌนฺติ อพฺยากตา จ ธมฺมา น นิรุชฺฌนฺติ ฯ ยสฺส วา ปน ยตฺถ อพฺยากตา ธมฺมา น นิรุชฺฌนฺติ ตสฺส ตตฺถ กุสลา ธมฺมา น นิรุชฺฌนฺตีติ: อรูเป กุสลานํ ภงฺคกฺขเณ เตสํ ตตฺถ อพฺยากตา ธมฺมา น นิรุชฺฌนฺติ โน จ เตสํ ตตฺถ กุสลา ธมฺมา น นิรุชฺฌนฺติ สพฺเพสํ อุปปชฺชนฺตานํ ปวตฺเต จิตฺตสฺส อุปฺปาทกฺขเณ อรูเป อกุสลานํ ภงฺคกฺขเณ เตสํ ตตฺถ อพฺยากตา จ ธมฺมา น นิรุชฺฌนฺติ กุสลา จ ธมฺมา น นิรุชฺฌนฺติ ฯ
๒๐๗ยสฺส ยตฺถ อกุสลา ธมฺมา น นิรุชฺฌนฺติ ตสฺส ตตฺถ อพฺยากตา ธมฺมา น นิรุชฺฌนฺตีติ: สพฺเพสํ จวนฺตานํ ปวตฺเต กุสลวิปฺปยุตฺตจิตฺตสฺส ภงฺคกฺขเณ เตสํ ตตฺถ อกุสลา ธมฺมา น นิรุชฺฌนฺติ โน จ เตสํ ตตฺถ อพฺยากตา ธมฺมา น นิรุชฺฌนฺติ สพฺเพสํ อุปปชฺชนฺตานํ ปวตฺเต จิตฺตสฺส อุปฺปาทกฺขเณ อรูเป กุสลานํ ภงฺคกฺขเณ เตสํ ตตฺถ อกุสลา จ ธมฺมา น นิรุชฺฌนฺติ อพฺยากตา จ ธมฺมา น นิรุชฺฌนฺติ ฯ ยสฺส วา ปน ยตฺถ อพฺยากตา ธมฺมา น นิรุชฺฌนฺติ ตสฺส ตตฺถ อกุสลา ธมฺมา น นิรุชฺฌนฺตีติ: อรูเป อกุสลานํ ภงฺคกฺขเณ เตสํ ตตฺถ อพฺยากตา ธมฺมา น นิรุชฺฌนฺติ โน จ เตสํ ตตฺถ อกุสลา ธมฺมา น นิรุชฺฌนฺติ สพฺเพสํ อุปปชฺชนฺตานํ ปวตฺเต จิตฺตสฺส อุปฺปาทกฺขเณ อรูเป กุสลานํ ภงฺคกฺขเณ เตสํ ตตฺถ อพฺยากตา จ ธมฺมา น นิรุชฺฌนฺติ อกุสลา จ ธมฺมา น นิรุชฺฌนฺติ ฯ ------------
๒๐๘ยสฺส กุสลา ธมฺมา นิรุชฺฌิตฺถ ตสฺส อกุสลา ธมฺมา นิรุชฺฌิตฺถาติ: อามนฺตา ฯ ยสฺส วา ปน อกุสลา ธมฺมา นิรุชฺฌิตฺถ ตสฺส กุสลา ธมฺมา นิรุชฺฌิตฺถาติ: อามนฺตา ฯ
๒๐๙ยสฺส กุสลา ธมฺมา นิรุชฺฌิตฺถ ตสฺส อพฺยากตา ธมฺมา นิรุชฺฌิตฺถาติ: อามนฺตา ฯ ยสฺส วา ปน อพฺยากตา ธมฺมา นิรุชฺฌิตฺถ ตสฺส กุสลา ธมฺมา นิรุชฺฌิตฺถาติ: อามนฺตา ฯ
๒๑๐ยสฺส อกุสลา ธมฺมา นิรุชฺฌิตฺถ ตสฺส อพฺยากตา ธมฺมา นิรุชฺฌิตฺถาติ: อามนฺตา ฯ ยสฺส วา ปน อพฺยากตา ธมฺมา นิรุชฺฌิตฺถ ตสฺส อกุสลา ธมฺมา นิรุชฺฌิตฺถาติ: อามนฺตา ฯ
๒๑๑ยตฺถ กุสลา ธมฺมา นิรุชฺฌิตฺถ ตตฺถ อกุสลา ธมฺมา นิรุชฺฌิตฺถาติ: อามนฺตา ฯ ยตฺถ วา ปน อกุสลา ธมฺมา นิรุชฺฌิตฺถ ตตฺถ กุสลา ธมฺมา นิรุชฺฌิตฺถาติ: อามนฺตา ฯ
๒๑๒ยตฺถ กุสลา ธมฺมา นิรุชฺฌิตฺถ ตตฺถ อพฺยากตา ธมฺมา นิรุชฺฌิตฺถาติ: อามนฺตา ฯ ยตฺถ วา ปน อพฺยากตา ธมฺมา นิรุชฺฌิตฺถ ตตฺถ กุสลา ธมฺมา นิรุชฺฌิตฺถาติ: อสญฺญสตฺเต ตตฺถ อพฺยากตา ธมฺมา นิรุชฺฌิตฺถ โน จ ตตฺถ กุสลา ธมฺมา นิรุชฺฌิตฺถ จตุโวกาเร ปญฺจโวกาเร ตตฺถ อพฺยากตา จ ธมฺมา นิรุชฺฌิตฺถ กุสลา จ ธมฺมา นิรุชฺฌิตฺถ ฯ
๒๑๓ยตฺถ อกุสลา ธมฺมา นิรุชฺฌิตฺถ ตตฺถ อพฺยากตา ธมฺมา นิรุชฺฌิตฺถาติ: อามนฺตา ฯ ยตฺถ วา ปน อพฺยากตา ธมฺมา นิรุชฺฌิตฺถ ตตฺถ อกุสลา ธมฺมา นิรุชฺฌิตฺถาติ: อสญฺญสตฺเต ตตฺถ อพฺยากตา ธมฺมา นิรุชฺฌิตฺถ โน จ ตตฺถ อกุสลา ธมฺมา นิรุชฺฌิตฺถ จตุโวกาเร ปญฺจโวกาเร ตตฺถ อพฺยากตา จ ธมฺมา นิรุชฺฌิตฺถ อกุสลา จ ธมฺมา นิรุชฺฌิตฺถ ฯ
๒๑๔ยสฺส ยตฺถ กุสลา ธมฺมา นิรุชฺฌิตฺถ ตสฺส ตตฺถ อกุสลา ธมฺมา นิรุชฺฌิตฺถาติ: อามนฺตา ฯ ยสฺส วา ปน ยตฺถ อกุสลา ธมฺมา นิรุชฺฌิตฺถ ตสฺส ตตฺถ กุสลา ธมฺมา นิรุชฺฌิตฺถาติ: สุทฺธาวาสานํ ทุติเย อกุสเล จิตฺเต วตฺตมาเน เตสํ ตตฺถ อกุสลา ธมฺมา นิรุชฺฌิตฺถ โน จ เตสํ ตตฺถ กุสลา ธมฺมา นิรุชฺฌิตฺถ อิตเรสํ จตุโวการานํ ปญฺจโวการานํ เตสํ ตตฺถ อกุสลา จ ธมฺมา นิรุชฺฌิตฺถ กุสลา จ ธมฺมา นิรุชฺฌิตฺถ ฯ
๒๑๕ยสฺส ยตฺถ กุสลา ธมฺมา นิรุชฺฌิตฺถ ตสฺส ตตฺถ อพฺยากตา ธมฺมา นิรุชฺฌิตฺถาติ: อามนฺตา ฯ ยสฺส วา ปน ยตฺถ อพฺยากตา ธมฺมา นิรุชฺฌิตฺถ ตสฺส ตตฺถ กุสลา ธมฺมา นิรุชฺฌิตฺถาติ: สุทฺธาวาสานํ ทุติเย จิตฺเต วตฺตมาเน อสญฺญสตฺตานํ เตสํ ตตฺถ อพฺยากตา ธมฺมา นิรุชฺฌิตฺถ โน จ เตสํ ตตฺถ กุสลา ธมฺมา นิรุชฺฌิตฺถ อิตเรสํ จตุโวการานํ ปญฺจโวการานํ เตสํ ตตฺถ อพฺยากตา จ ธมฺมา นิรุชฺฌิตฺถ กุสลา จ ธมฺมา นิรุชฺฌิตฺถ ฯ
๒๑๖ยสฺส ยตฺถ อกุสลา ธมฺมา นิรุชฺฌิตฺถ ตสฺส ตตฺถ อพฺยากตา ธมฺมา นิรุชฺฌิตฺถาติ: อามนฺตา ฯ ยสฺส วา ปน ยตฺถ อพฺยากตา ธมฺมา นิรุชฺฌิตฺถ ตสฺส ตตฺถ อกุสลา ธมฺมา นิรุชฺฌิตฺถาติ: สุทฺธาวาสานํ ทุติเย จิตฺเต วตฺตมาเน อสญฺญสตฺตานํ เตสํ ตตฺถ อพฺยากตา ธมฺมา นิรุชฺฌิตฺถ โน จ เตสํ ตตฺถ อกุสลา ธมฺมา นิรุชฺฌิตฺถ อิตเรสํ จตุโวการานํ ปญฺจโวการานํ เตสํ ตตฺถ อพฺยากตา จ ธมฺมา นิรุชฺฌิตฺถ อกุสลา จ ธมฺมา นิรุชฺฌิตฺถ ฯ
๒๑๗ยสฺส กุสลา ธมฺมา น นิรุชฺฌิตฺถ ตสฺส อกุสลา ธมฺมา น นิรุชฺฌิตฺถาติ: นตฺถิ ฯ ยสฺส วา ปน อกุสลา ธมฺมา น นิรุชฺฌิตฺถ ตสฺส กุสลา ธมฺมา น นิรุชฺฌิตฺถาติ: นตฺถิ ฯ
๒๑๘ยสฺส กุสลา ธมฺมา น นิรุชฺฌิตฺถ ตสฺส อพฺยากตา ธมฺมา น นิรุชฺฌิตฺถาติ: นตฺถิ ฯ ยสฺส วา ปน อพฺยากตา ธมฺมา น นิรุชฺฌิตฺถ ตสฺส กุสลา ธมฺมา น นิรุชฺฌิตฺถาติ: นตฺถิ ฯ
๒๑๙ยสฺส อกุสลา ธมฺมา น นิรุชฺฌิตฺถ ตสฺส อพฺยากตา ธมฺมา น นิรุชฺฌิตฺถาติ: นตฺถิ ฯ ยสฺส วา ปน อพฺยากตา ธมฺมา น นิรุชฺฌิตฺถ ตสฺส อกุสลา ธมฺมา น นิรุชฺฌิตฺถาติ: นตฺถิ ฯ
๒๒๐ยตฺถ กุสลา ธมฺมา น นิรุชฺฌิตฺถ ตตฺถ อกุสลา ธมฺมา น นิรุชฺฌิตฺถาติ: อามนฺตา ฯ ยตฺถ วา ปน อกุสลา ธมฺมา น นิรุชฺฌิตฺถ ตตฺถ กุสลา ธมฺมา น นิรุชฺฌิตฺถาติ: อามนฺตา ฯ
๒๒๑ยตฺถ กุสลา ธมฺมา น นิรุชฺฌิตฺถ ตตฺถ อพฺยากตา ธมฺมา น นิรุชฺฌิตฺถาติ: นิรุชฺฌิตฺถ ฯ ยตฺถ วา ปน อพฺยากตา ธมฺมา น นิรุชฺฌิตฺถ ตตฺถ กุสลา ธมฺมา น นิรุชฺฌิตฺถาติ: นตฺถิ ฯ
๒๒๒ยตฺถ อกุสลา ธมฺมา น นิรุชฺฌิตฺถ ตตฺถ อพฺยากตา ธมฺมา น นิรุชฺฌิตฺถาติ: นิรุชฺฌิตฺถ ฯ ยตฺถ วา ปน อพฺยากตา ธมฺมา น นิรุชฺฌิตฺถ ตตฺถ อกุสลา ธมฺมา น นิรุชฺฌิตฺถาติ: นตฺถิ ฯ
๒๒๓ยสฺส ยตฺถ กุสลา ธมฺมา น นิรุชฺฌิตฺถ ตสฺส ตตฺถ อกุสลา ธมฺมา น นิรุชฺฌิตฺถาติ: สุทฺธาวาสานํ ทุติเย อกุสเล จิตฺเต วตฺตมาเน เตสํ ตตฺถ กุสลา ธมฺมา น นิรุชฺฌิตฺถ โน จ เตสํ ตตฺถ อกุสลา ธมฺมา น นิรุชฺฌิตฺถ สุทฺธาวาสานํ ทุติเย จิตฺเต วตฺตมาเน อสญฺญสตฺตานํ เตสํ ตตฺถ กุสลา จ ธมฺมา น นิรุชฺฌิตฺถ อกุสลา จ ธมฺมา น นิรุชฺฌิตฺถ ฯ ยสฺส วา ปน ยตฺถ อกุสลา ธมฺมา น นิรุชฺฌิตฺถ ตสฺส ตตฺถ กุสลา ธมฺมา น นิรุชฺฌิตฺถาติ: อามนฺตา ฯ
๒๒๔ยสฺส ยตฺถ กุสลา ธมฺมา น นิรุชฺฌิตฺถ ตสฺส ตตฺถ อพฺยากตา ธมฺมา น นิรุชฺฌิตฺถาติ: สุทฺธาวาสานํ ทุติเย จิตฺเต วตฺตมาเน อสญฺญสตฺตานํ เตสํ ตตฺถ กุสลา ธมฺมา น นิรุชฺฌิตฺถ โน จ เตสํ ตตฺถ อพฺยากตา ธมฺมา น นิรุชฺฌิตฺถ สุทฺธาวาสํ อุปปชฺชนฺตานํ เตสํ ตตฺถ กุสลา จ ธมฺมา น นิรุชฺฌิตฺถ อพฺยากตา จ ธมฺมา น นิรุชฺฌิตฺถ ฯ ยสฺส วา ปน ยตฺถ อพฺยากตา ธมฺมา น นิรุชฺฌิตฺถ ตสฺส ตตฺถ กุสลา ธมฺมา น นิรุชฺฌิตฺถาติ: อามนฺตา ฯ
๒๒๕ยสฺส ยตฺถ อกุสลา ธมฺมา น นิรุชฺฌิตฺถ ตสฺส ตตฺถ อพฺยากตา ธมฺมา น นิรุชฺฌิตฺถาติ: สุทฺธาวาสานํ ทุติเย จิตฺเต วตฺตมาเน อสญฺญสตฺตานํ เตสํ ตตฺถ อกุสลา ธมฺมา น นิรุชฺฌิตฺถ โน จ เตสํ ตตฺถ อพฺยากตา ธมฺมา น นิรุชฺฌิตฺถ สุทฺธาวาสํ อุปปชฺชนฺตานํ เตสํ ตตฺถ อกุสลา จ ธมฺมา น นิรุชฺฌิตฺถ อพฺยากตา จ ธมฺมา น นิรุชฺฌิตฺถ ฯ ยสฺส วา ปน ยตฺถ อพฺยากตา ธมฺมา น นิรุชฺฌิตฺถ ตสฺส ตตฺถ อกุสลา ธมฺมา น นิรุชฺฌิตฺถาติ: อามนฺตา ฯ --------------
๒๒๖ยสฺส กุสลา ธมฺมา นิรุชฺฌิสฺสนฺติ ตสฺส อกุสลา ธมฺมา นิรุชฺฌิสฺสนฺตีติ: อคฺคมคฺคสฺส อุปฺปาทกฺขเณ ยสฺส จิตฺตสฺส อนนฺตรา อคฺคมคฺคํ ปฏิลภิสฺสนฺติ เตสํ กุสลา ธมฺมา นิรุชฺฌิสฺสนฺติ โน จ เตสํ อกุสลา ธมฺมา นิรุชฺฌิสฺสนฺติ อิตเรสํ เตสํ กุสลา จ ธมฺมา นิรุชฺฌิสฺสนฺติ อกุสลา จ ธมฺมา นิรุชฺฌิสฺสนฺติ ฯ ยสฺส วา ปน อกุสลา ธมฺมา นิรุชฺฌิสฺสนฺติ ตสฺส กุสลา ธมฺมา นิรุชฺฌิสฺสนฺตีติ: อามนฺตา ฯ
๒๒๗ยสฺส กุสลา ธมฺมา นิรุชฺฌิสฺสนฺติ ตสฺส อพฺยากตา ธมฺมา นิรุชฺฌิสฺสนฺตีติ: อามนฺตา ฯ ยสฺส วา ปน อพฺยากตา ธมฺมา นิรุชฺฌิสฺสนฺติ ตสฺส กุสลา ธมฺมา นิรุชฺฌิสฺสนฺตีติ: อคฺคมคฺคสฺส ภงฺคกฺขเณ อรหนฺตานํ เตสํ อพฺยากตา ธมฺมา นิรุชฺฌิสฺสนฺติ โน จ เตสํ กุสลา ธมฺมา นิรุชฺฌิสฺสนฺติ อิตเรสํ เตสํ อพฺยากตา จ ธมฺมา นิรุชฺฌิสฺสนฺติ กุสลา จ ธมฺมา นิรุชฺฌิสฺสนฺติ ฯ
๒๒๘ยสฺส อกุสลา ธมฺมา นิรุชฺฌิสฺสนฺติ ตสฺส อพฺยากตา ธมฺมา นิรุชฺฌิสฺสนฺตีติ: อามนฺตา ฯ ยสฺส วา ปน อพฺยากตา ธมฺมา นิรุชฺฌิสฺสนฺติ ตสฺส อกุสลา ธมฺมา นิรุชฺฌิสฺสนฺตีติ: อคฺคมคฺคสมงฺคีนํ อรหนฺตานํ ยสฺส จิตฺตสฺส อนนฺตรา อคฺคมคฺคํ ปฏิลภิสฺสนฺติ เตสํ อพฺยากตา ธมฺมา นิรุชฺฌิสฺสนฺติ โน จ เตสํ อกุสลา ธมฺมา นิรุชฺฌิสฺสนฺติ อิตเรสํ เตสํ อพฺยากตา จ ธมฺมา นิรุชฺฌิสฺสนฺติ อกุสลา จ ธมฺมา นิรุชฺฌิสฺสนฺติ ฯ
๒๒๙ยตฺถ กุสลา ธมฺมา นิรุชฺฌิสฺสนฺติ ฯเปฯ
๒๓๐ยสฺส ยตฺถ กุสลา ธมฺมา นิรุชฺฌิสฺสนฺติ ตสฺส ตตฺถ อกุสลา ธมฺมา นิรุชฺฌิสฺสนฺตีติ: อคฺคมคฺคสฺส อุปฺปาทกฺขเณ ยสฺส จิตฺตสฺส อนนฺตรา อคฺคมคฺคํ ปฏิลภิสฺสนฺติ เตสํ ตตฺถ กุสลา ธมฺมา นิรุชฺฌิสฺสนฺติ โน จ เตสํ ตตฺถ อกุสลา ธมฺมา นิรุชฺฌิสฺสนฺติ อิตเรสํ จตุโวการานํ ปญฺจโวการานํ เตสํ ตตฺถ กุสลา จ ธมฺมา นิรุชฺฌิสฺสนฺติ อกุสลา จ ธมฺมา นิรุชฺฌิสฺสนฺติ ฯ ยสฺส วา ปน ยตฺถ อกุสลา ธมฺมา นิรุชฺฌิสฺสนฺติ ตสฺส ตตฺถ กุสลา ธมฺมา นิรุชฺฌิสฺสนฺตีติ: อามนฺตา ฯ
๒๓๑ยสฺส ยตฺถ กุสลา ธมฺมา นิรุชฺฌิสฺสนฺติ ตสฺส ตตฺถ อพฺยากตา ธมฺมา นิรุชฺฌิสฺสนฺตีติ: อามนฺตา ฯ ยสฺส วา ปน ยตฺถ อพฺยากตา ธมฺมา นิรุชฺฌิสฺสนฺติ ตสฺส ตตฺถ กุสลา ธมฺมา นิรุชฺฌิสฺสนฺตีติ: อคฺคมคฺคสฺส ภงฺคกฺขเณ อรหนฺตานํ อสญฺญสตฺตานํ เตสํ ตตฺถ อพฺยากตา ธมฺมา นิรุชฺฌิสฺสนฺติ โน จ เตสํ ตตฺถ กุสลา ธมฺมา นิรุชฺฌิสฺสนฺติ อิตเรสํ จตุโวการานํ ปญฺจโวการานํ เตสํ ตตฺถ อพฺยากตา จ ธมฺมา นิรุชฺฌิสฺสนฺติ กุสลา จ ธมฺมา นิรุชฺฌิสฺสนฺติ ฯ
๒๓๒ยสฺส ยตฺถ อกุสลา ธมฺมา นิรุชฺฌิสฺสนฺติ ตสฺส ตตฺถ อพฺยากตา ธมฺมา นิรุชฺฌิสฺสนฺตีติ: อามนฺตา ฯ ยสฺส วา ปน ยตฺถ อพฺยากตา ธมฺมา นิรุชฺฌิสฺสนฺติ ตสฺส ตตฺถ อกุสลา ธมฺมา นิรุชฺฌิสฺสนฺตีติ: อคฺคมคฺคสมงฺคีนํ อรหนฺตานํ ยสฺส จิตฺตสฺส อนนฺตรา อคฺคมคฺคํ ปฏิลภิสฺสนฺติ อสญฺญสตฺตานํ เตสํ ตตฺถ อพฺยากตา ธมฺมา นิรุชฺฌิสฺสนฺติ โน จ เตสํ ตตฺถ อกุสลา ธมฺมา นิรุชฺฌิสฺสนฺติ อิตเรสํ จตุโวการานํ ปญฺจโวการานํ เตสํ ตตฺถ อพฺยากตา จ ธมฺมา นิรุชฺฌิสฺสนฺติ อกุสลา จ ธมฺมา นิรุชฺฌิสฺสนฺติ ฯ
๒๓๓ยสฺส กุสลา ธมฺมา น นิรุชฺฌิสฺสนฺติ ตสฺส อกุสลา ธมฺมา น นิรุชฺฌิสฺสนฺตีติ: อามนฺตา ฯ ยสฺส วา ปน อกุสลา ธมฺมา น นิรุชฺฌิสฺสนฺติ ตสฺส กุสลา ธมฺมา น นิรุชฺฌิสฺสนฺตีติ: อคฺคมคฺคสฺส อุปฺปาทกฺขเณ ยสฺส จิตฺตสฺส อนนฺตรา อคฺคมคฺคํ ปฏิลภิสฺสนฺติ เตสํ อกุสลา ธมฺมา น นิรุชฺฌิสฺสนฺติ โน จ เตสํ กุสลา ธมฺมา น นิรุชฺฌิสฺสนฺติ อคฺคมคฺคสฺส ภงฺคกฺขเณ อรหนฺตานํ เตสํ อกุสลา จ ธมฺมา น นิรุชฺฌิสฺสนฺติ กุสลา จ ธมฺมา น นิรุชฺฌิสฺสนฺติ ฯ
๒๓๔ยสฺส กุสลา ธมฺมา น นิรุชฺฌิสฺสนฺติ ตสฺส อพฺยากตา ธมฺมา น นิรุชฺฌิสฺสนฺตีติ: อคฺคมคฺคสฺส ภงฺคกฺขเณ อรหนฺตานํ เตสํ กุสลา ธมฺมา น นิรุชฺฌิสฺสนฺติ โน จ เตสํ อพฺยากตา ธมฺมา น นิรุชฺฌิสฺสนฺติ ปจฺฉิมจิตฺตสฺส ภงฺคกฺขเณ เตสํ กุสลา จ ธมฺมา น นิรุชฺฌิสฺสนฺติ อพฺยากตา จ ธมฺมา น นิรุชฺฌิสฺสนฺติ ฯ ยสฺส วา ปน อพฺยากตา ธมฺมา น นิรุชฺฌิสฺสนฺติ ตสฺส กุสลา ธมฺมา น นิรุชฺฌิสฺสนฺตีติ: อามนฺตา ฯ
๒๓๕ยสฺส อกุสลา ธมฺมา น นิรุชฺฌิสฺสนฺติ ตสฺส อพฺยากตา ธมฺมา น นิรุชฺฌิสฺสนฺตีติ: อคฺคมคฺคสมงฺคีนํ อรหนฺตานํ ยสฺส จิตฺตสฺส อนนฺตรา อคฺคมคฺคํ ปฏิลภิสฺสนฺติ เตสํ อกุสลา ธมฺมา น นิรุชฺฌิสฺสนฺติ โน จ เตสํ อพฺยากตา ธมฺมา น นิรุชฺฌิสฺสนฺติ ปจฺฉิมจิตฺตสฺส ภงฺคกฺขเณ เตสํ อกุสลา จ ธมฺมา น นิรุชฺฌิสฺสนฺติ อพฺยากตา จ ธมฺมา น นิรุชฺฌิสฺสนฺติ ฯ ยสฺส วา ปน อพฺยากตา ธมฺมา น นิรุชฺฌิสฺสนฺติ ตสฺส อกุสลา ธมฺมา น นิรุชฺฌิสฺสนฺตีติ: อามนฺตา ฯ
๒๓๖ยตฺถ กุสลา ธมฺมา น นิรุชฺฌิสฺสนฺติ ฯเปฯ
๒๓๗ยสฺส ยตฺถ กุสลา ธมฺมา น นิรุชฺฌิสฺสนฺติ ตสฺส ตตฺถ อกุสลา ธมฺมา น นิรุชฺฌิสฺสนฺตีติ: อามนฺตา ฯ ยสฺส วา ปน ยตฺถ อกุสลา ธมฺมา น นิรุชฺฌิสฺสนฺติ ตสฺส ตตฺถ กุสลา ธมฺมา น นิรุชฺฌิสฺสนฺตีติ: อคฺคมคฺคสฺส อุปฺปาทกฺขเณ ยสฺส จิตฺตสฺส อนนฺตรา อคคมคฺคํ ปฏิลภิสฺสนฺติ เตสํ ตตฺถ อกุสลา ธมฺมา น นิรุชฺฌิสฺสนฺติ โน จ เตสํ ตตฺถ กุสลา ธมฺมา น นิรุชฺฌิสฺสนฺติ อคฺคมคฺคสฺส ภงฺคกฺขเณ อรหนฺตานํ อสญฺญสตฺตานํ เตสํ ตตฺถ อกุสลา จ ธมฺมา น นิรุชฺฌิสฺสนฺติ กุสลา จ ธมฺมา น นิรุชฺฌิสฺสนฺติ ฯ
๒๓๘ยสฺส ยตฺถ กุสลา ธมฺมา น นิรุชฺฌิสฺสนฺติ ตสฺส ตตฺถ อพฺยากตา ธมฺมา น นิรุชฺฌิสฺสนฺตีติ: อคฺคมคฺคสฺส ภงฺคกฺขเณ อรหนฺตานํ อสญฺญสตฺตานํ เตสํ ตตฺถ กุสลา ธมฺมา น นิรุชฺฌิสฺสนฺติ โน จ เตสํ ตตฺถ อพฺยากตา ธมฺมา น นิรุชฺฌิสฺสนฺติ ปจฺฉิมจิตฺตสฺส ภงฺคกฺขเณ เตสํ ตตฺถ กุสลา จ ธมฺมา น นิรุชฺฌิสฺสนฺติ อพฺยากตา จ ธมฺมา น นิรุชฺฌิสฺสนฺติ ฯ ยสฺส วา ปน ยตฺถ อพฺยากตา ธมฺมา น นิรุชฺฌิสฺสนฺติ ตสฺส ตตฺถ กุสลา ธมฺมา น นิรุชฺฌิสฺสนฺตีติ: อามนฺตา ฯ
๒๓๙ยสฺส ยตฺถ อกุสลา ธมฺมา น นิรุชฺฌิสฺสนฺติ ตสฺส ตตฺถ อพฺยากตา ธมฺมา น นิรุชฺฌิสฺสนฺตีติ: อคฺคมคฺคสมงฺคีนํ อรหนฺตานํ ยสฺส จิตฺตสฺส อนนฺตรา อคฺคมคฺคํ ปฏิลภิสฺสนฺติ อสญฺญสตฺตานํ เตสํ ตตฺถ อกุสลา ธมฺมา น นิรุชฺฌิสฺสนฺติ โน จ เตสํ ตตฺถ อพฺยากตา ธมฺมา น นิรุชฺฌิสฺสนฺติ ปจฺฉิมจิตฺตสฺส ภงฺคกฺขเณ เตสํ ตตฺถ อกุสลา จ ธมฺมา น นิรุชฺฌิสฺสนฺติ อพฺยากตา จ ธมฺมา น นิรุชฺฌิสฺสนฺติ ฯ ยสฺส วา ปน ยตฺถ อพฺยากตา ธมฺมา น นิรุชฺฌิสฺสนฺติ ตสฺส ตตฺถ อกุสลา ธมฺมา น นิรุชฺฌิสฺสนฺตีติ: อามนฺตา ฯ ------------
๒๔๐ยสฺส กุสลา ธมฺมา นิรุชฺฌนฺติ ตสฺส อกุสลา ธมฺมา นิรุชฺฌิตฺถาติ: อามนฺตา ฯ ยสฺส วา ปน อกุสลา ธมฺมา นิรุชฺฌิตฺถ ตสฺส กุสลา ธมฺมา นิรุชฺฌนฺตีติ: สพฺเพสํ จิตฺตสฺส อุปฺปาทกฺขเณ กุสลวิปฺปยุตฺตจิตฺตสฺส ภงฺคกฺขเณ นิโรธสมาปนฺนานํ อสญฺญสตฺตานํ เตสํ อกุสลา ธมฺมา นิรุชฺฌิตฺถ โน จ เตสํ กุสลา ธมฺมา นิรุชฺฌนฺติ กุสลานํ ภงฺคกฺขเณ เตสํ อกุสลา จ ธมฺมา นิรุชฺฌิตฺถ กุสลา จ ธมฺมา นิรุชฺฌนฺติ ฯ
๒๔๑ยสฺส กุสลา ธมฺมา นิรุชฺฌนฺติ ตสฺส อพฺยากตา ธมฺมา นิรุชฺฌิตฺถาติ: อามนฺตา ฯ ยสฺส วา ปน อพฺยากตา ธมฺมา นิรุชฺฌิตฺถ ตสฺส กุสลา ธมฺมา นิรุชฺฌนฺตีติ: สพฺเพสํ จิตฺตสฺส อุปฺปาทกฺขเณ กุสลวิปฺปยุตฺตจิตฺตสฺส ภงฺคกฺขเณ นิโรธสมาปนฺนานํ อสญฺญสตฺตานํ เตสํ อพฺยากตา ธมฺมา นิรุชฺฌิตฺถ โน จ เตสํ กุสลา ธมฺมา นิรุชฺฌนฺติ กุสลานํ ภงฺคกฺขเณ เตสํ อพฺยากตา จ ธมฺมา นิรุชฺฌิตฺถ กุสลา จ ธมฺมา นิรุชฺฌนฺติ ฯ
๒๔๒ยสฺส อกุสลา ธมฺมา นิรุชฺฌนฺติ ตสฺส อพฺยากตา ธมฺมา นิรุชฺฌิตฺถาติ: อามนฺตา ฯ ยสฺส วา ปน อพฺยากตา ธมฺมา นิรุชฺฌิตฺถ ตสฺส อกุสลา ธมฺมา นิรุชฺฌนฺตีติ: สพฺเพสํ จิตฺตสฺส อุปฺปาทกฺขเณ อกุสลวิปฺปยุตฺตจิตฺตสฺส ภงฺคกฺขเณ นิโรธสมาปนฺนานํ อสญฺญสตฺตานํ เตสํ อพฺยากตา ธมฺมา นิรุชฺฌิตฺถ โน จ เตสํ อกุสลา ธมฺมา นิรุชฺฌนฺติ อกุสลานํ ภงฺคกฺขเณ เตสํ อพฺยากตา จ ธมฺมา นิรุชฺฌิตฺถ อกุสลา จ ธมฺมา นิรุชฺฌนฺติ ฯ
๒๔๓ยตฺถ กุสลา ธมฺมา นิรุชฺฌนฺติ ฯเปฯ
๒๔๔ยสฺส ยตฺถ กุสลา ธมฺมา นิรุชฺฌนฺติ ตสฺส ตตฺถ อกุสลา ธมฺมา นิรุชฺฌิตฺถาติ: อามนฺตา ฯ ยสฺส วา ปน ยตฺถ อกุสลา ธมฺมา นิรุชฺฌิตฺถ ตสฺส ตตฺถ กุสลา ธมฺมา นิรุชฺฌนฺตีติ: สพฺเพสํ จิตฺตสฺส อุปฺปาทกฺขเณ กุสลวิปฺปยุตฺตจิตฺตสฺส ภงฺคกฺขเณ เตสํ ตตฺถ อกุสลา ธมฺมา นิรุชฺฌิตฺถ โน จ เตสํ ตตฺถ กุสลา ธมฺมา นิรุชฺฌนฺติ กุสลานํ ภงฺคกฺขเณ เตสํ ตตฺถ อกุสลา จ ธมฺมา นิรุชฺฌิตฺถ กุสลา จ ธมฺมา นิรุชฺฌนฺติ ฯ
๒๔๕ยสฺส ยตฺถ กุสลา ธมฺมา นิรุชฺฌนฺติ ตสฺส ตตฺถ อพฺยากตา ธมฺมา นิรุชฺฌิตฺถาติ: อามนฺตา ฯ ยสฺส วา ปน ยตฺถ อพฺยากตา ธมฺมา นิรุชฺฌิตฺถ ตสฺส ตตฺถ กุสลา ธมฺมา นิรุชฺฌนฺตีติ: สพฺเพสํ จิตฺตสฺส อุปฺปาทกฺขเณ กุสลวิปฺปยุตฺตจิตฺตสฺส ภงฺคกฺขเณ อสญฺญสตฺตานํ เตสํ ตตฺถ อพฺยากตา ธมฺมา นิรุชฺฌิตฺถ โน จ เตสํ ตตฺถ กุสลา ธมฺมา นิรุชฺฌนฺติ กุสลานํ ภงฺคกฺขเณ เตสํ ตตฺถ อพฺยากตา จ ธมฺมา นิรุชฺฌิตฺถ อกุสลา จ ธมฺมา นิรุชฺฌนฺติ ฯ
๒๔๖ยสฺส ยตฺถ อกุสลา ธมฺมา นิรุชฺฌนฺติ ตสฺส ตตฺถ อพฺยากตา ธมฺมา นิรุชฺฌิตฺถาติ: อามนฺตา ฯ ยสฺส วา ปน ยตฺถ อพฺยากตา ธมฺมา นิรุชฺฌิตฺถ ตสฺส ตตฺถ อกุสลา ธมฺมา นิรุชฺฌนฺตีติ: สพฺเพสํ จิตฺตสฺส อุปฺปาทกฺขเณ อกุสลวิปฺปยุตฺตจิตฺตสฺส ภงฺคกฺขเณ อสญฺญสตฺตานํ เตสํ ตตฺถ อพฺยากตา ธมฺมา นิรุชฺฌิตฺถ โน จ เตสํ ตตฺถ อกุสลา ธมฺมา นิรุชฺฌนฺติ อกุสลานํ ภงฺคกฺขเณ เตสํ ตตฺถ อพฺยากตา จ ธมฺมา นิรุชฺฌิตฺถ อกุสลา จ ธมฺมา นิรุชฺฌนฺติ ฯ
๒๔๗ยสฺส กุสลา ธมฺมา น นิรุชฺฌนฺติ ตสฺส อกุสลา ธมฺมา น นิรุชฺฌิตฺถาติ นิรุชฺฌิตฺถ ฯ ยสฺส วา ปน อกุสลา ธมฺมา น นิรุชฺฌิตฺถ ตสฺส กุสลา ธมฺมา น นิรุชฺฌนฺตีติ: นตฺถิ ฯ
๒๔๘ยสฺส กุสลา ธมฺมา น นิรุชฺฌนฺติ ตสฺส อพฺยากตา ธมฺมา น นิรุชฺฌิตฺถาติ: นิรุชฺฌิตฺถ ฯ ยสฺส วา ปน อพฺยากตา ธมฺมา น นิรุชฺฌิตฺถ ตสฺส กุสลา ธมฺมา น นิรุชฺฌนฺตีติ: นตฺถิ ฯ
๒๔๙ยสฺส อกุสลา ธมฺมา น นิรุชฺฌนฺติ ตสฺส อพฺยากตา ธมฺมา น นิรุชฺฌิตฺถาติ: นิรุชฺฌิตฺถ ฯ ยสฺส วา ปน อพฺยากตา ธมฺมา น นิรุชฺฌิตฺถ ตสฺส อกุสลา ธมฺมา น นิรุชฺฌนฺตีติ: นตฺถิ ฯ
๒๕๐ยตฺถ กุสลา ธมฺมา น นิรุชฺฌนฺติ ฯเปฯ
๒๕๑ยสฺส ยตฺถ กุสลา ธมฺมา น นิรุชฺฌนฺติ ตสฺส ตตฺถ อกุสลา ธมฺมา น นิรุชฺฌิตฺถาติ: สพฺเพสํ จิตฺตสฺส อุปฺปาทกฺขเณ กุสลวิปฺปยุตฺตจิตฺตสฺส ภงฺคกฺขเณ เตสํ ตตฺถ กุสลา ธมฺมา น นิรุชฺฌนฺติ โน จ เตสํ ตตฺถ อกุสลา ธมฺมา น นิรุชฺฌิตฺถ สุทฺธาวาสานํ ทุติเย จิตฺเต วตฺตมาเน อสญฺญสตฺตานํ เตสํ ตตฺถ กุสลา จ ธมฺมา น นิรุชฺฌนฺติ อกุสลา จ ธมฺมา น นิรุชฺฌิตฺถ ฯ ยสฺส วา ปน ยตฺถ อกุสลา ธมฺมา น นิรุชฺฌิตฺถ ตสฺส ตตฺถ กุสลา ธมฺมา น นิรุชฺฌนฺตีติ: อามนฺตา ฯ
๒๕๒ยสฺส ยตฺถ กุสลา ธมฺมา น นิรุชฺฌนฺติ ตสฺส ตตฺถ อพฺยากตา ธมฺมา น นิรุชฺฌิตฺถาติ: สพฺเพสํ จิตฺตสฺส อุปฺปาทกฺขเณ กุสลวิปฺปยุตฺตจิตฺตสฺส ภงฺคกฺขเณ อสญฺญสตฺตานํ เตสํ ตตฺถ กุสลา ธมฺมา น นิรุชฺฌนฺติ โน จ เตสํ ตตฺถ อพฺยากตา ธมฺมา น นิรุชฺฌิตฺถ สุทฺธาวาสํ อุปปชฺชนฺตานํ เตสํ ตตฺถ กุสลา จ ธมฺมา น นิรุชฺฌนฺติ อพฺยากตา จ ธมฺมา น นิรุชฺฌิตฺถ ฯ ยสฺส วา ปน ยตฺถ อพฺยากตา ธมฺมา น นิรุชฺฌิตฺถ ตสฺส ตตฺถ กุสลา ธมฺมา น นิรุชฺฌนฺตีติ: อามนฺตา ฯ
๒๕๓ยสฺส ยตฺถ อกุสลา ธมฺมา น นิรุชฺฌนฺติ ตสฺส ตตฺถ อพฺยากตา ธมฺมา น นิรุชฺฌิตฺถาติ: สพฺเพสํ จิตฺตสฺส อุปฺปาทกฺขเณ อกุสลวิปฺปยุตฺตจิตฺตสฺส ภงฺคกฺขเณ อสญฺญสตฺตานํ เตสํ ตตฺถ อกุสลา ธมฺมา น นิรุชฺฌนฺติ โน จ เตสํ ตตฺถ อพฺยากตา ธมฺมา น นิรุชฺฌิตฺถ สุทฺธาวาสํ อุปปชฺชนฺตานํ เตสํ ตตฺถ อกุสลา จ ธมฺมา น นิรุชฺฌนฺติ อพฺยากตา จ ธมฺมา น นิรุชฺฌิตฺถ ฯ ยสฺส วา ปน ยตฺถ อพฺยากตา ธมฺมา น นิรุชฺฌิตฺถ ตสฺส ตตฺถ อกุสลา ธมฺมา น นิรุชฺฌนฺตีติ: อามนฺตา ฯ --------------
๒๕๔ยสฺส กุสลา ธมฺมา นิรุชฺฌนฺติ ตสฺส อกุสลา ธมฺมา นิรุชฺฌิสฺสนฺตีติ: อคฺคมคฺคสฺส ภงฺคกฺขเณ ยสฺส จิตฺตสฺส อนนฺตรา อคฺคมคฺคํ ปฏิลภิสฺสนฺติ ตสฺส จิตฺตสฺส ภงฺคกฺขเณ เตสํ กุสลา ธมฺมา นิรุชฺฌนฺติ โน จ เตสํ อกุสลา ธมฺมา นิรุชฺฌิสฺสนฺติ อิตเรสํ กุสลานํ ภงฺคกฺขเณ เตสํ กุสลา จ ธมฺมา นิรุชฺฌนฺติ อกุสลา จ ธมฺมา นิรุชฺฌิสฺสนฺติ ฯ ยสฺส วา ปน อกุสลา ธมฺมา นิรุชฺฌิสฺสนฺติ ตสฺส กุสลา ธมฺมา นิรุชฺฌนฺตีติ: สพฺเพสํ จิตฺตสฺส อุปฺปาทกฺขเณ กุสลวิปฺปยุตฺตจิตฺตสฺส ภงฺคกฺขเณ นิโรธสมาปนฺนานํ อสญฺญสตฺตานํ เตสํ อกุสลา ธมฺมา นิรุชฺฌิสฺสนฺติ โน จ เตสํ กุสลา ธมฺมา นิรุชฺฌนฺติ กุสลานํ ภงฺคกฺขเณ เตสํ อกุสลา จ ธมฺมา นิรุชฺฌิสฺสนฺติ กุสลา จ ธมฺมา นิรุชฺฌนฺติ ฯ
๒๕๕ยสฺส กุสลา ธมฺมา นิรุชฺฌนฺติ ตสฺส อพฺยากตา ธมฺมา นิรุชฺฌิสฺสนฺตีติ: อามนฺตา ฯ ยสฺส วา ปน อพฺยากตา ธมฺมา นิรุชฺฌิสฺสนฺติ ตสฺส กุสลา ธมฺมา นิรุชฺฌนฺตีติ: สพฺเพสํ จิตฺตสฺส อุปฺปาทกฺขเณ กุสลวิปฺปยุตฺตจิตฺตสฺส ภงฺคกฺขเณ นิโรธสมาปนฺนานํ อสญฺญสตฺตานํ เตสํ อพฺยากตา ธมฺมา นิรุชฺฌิสฺสนฺติ โน จ เตสํ กุสลา ธมฺมา นิรุชฺฌนฺติ กุสลานํ ภงฺคกฺขเณ เตสํ อพฺยากตา จ ธมฺมา นิรุชฺฌิสฺสนฺติ กุสลา จ ธมฺมา นิรุชฺฌนฺติ ฯ
๒๕๖ยสฺส อกุสลา ธมฺมา นิรุชฺฌนฺติ ตสฺส อพฺยากตา ธมฺมา นิรุชฺฌิสฺสนฺตีติ: อามนฺตา ฯ ยสฺส วา ปน อพฺยากตา ธมฺมา นิรุชฺฌิสฺสนฺติ ตสฺส อกุสลา ธมฺมา นิรุชฺฌนฺตีติ: สพฺเพสํ จิตฺตสฺส อุปฺปาทกฺขเณ อกุสลวิปฺปยุตฺตจิตฺตสฺส ภงฺคกฺขเณ นิโรธสมาปนฺนานํ อสญฺญสตฺตานํ เตสํ อพฺยากตา ธมฺมา นิรุชฺฌิสฺสนฺติ โน จ เตสํ อกุสลา ธมฺมา นิรุชฺฌนฺติ อกุสลานํ ภงฺคกฺขเณ เตสํ อพฺยากตา จ ธมฺมา นิรุชฺฌิสฺสนฺติ อกุสลา จ ธมฺมา นิรุชฺฌนฺติ ฯ
๒๕๗ยตฺถ กุสลา ธมฺมา นิรุชฺฌนฺติ ฯเปฯ
๒๕๘ยสฺส ยตฺถ กุสลา ธมฺมา นิรุชฺฌนฺติ ตสฺส ตตฺถ อกุสลา ธมฺมา นิรุชฺฌิสฺสนฺตีติ: อคฺคมคฺคสฺส ภงฺคกฺขเณ ยสฺส จิตฺตสฺส อนนฺตรา อคฺคมคฺคํ ปฏิลภิสฺสนฺติ ตสฺส จิตฺตสฺส ภงฺคกฺขเณ เตสํ ตตฺถ กุสลา ธมฺมา นิรุชฺฌนฺติ โน จ เตสํ ตตฺถ อกุสลา ธมฺมา นิรุชฺฌิสฺสนฺติ อิตเรสํ กุสลานํ ภงฺคกฺขเณ เตสํ ตตฺถ กุสลา จ ธมฺมา นิรุชฺฌนฺติ อกุสลา จ ธมฺมา นิรุชฺฌิสฺสนฺติ ฯ ยสฺส วา ปน ยตฺถ อกุสลา ธมฺมา นิรุชฺฌิสฺสนฺติ ตสฺส ตตฺถ กุสลา ธมฺมา นิรุชฺฌนฺตีติ: สพฺเพสํ จิตฺตสฺส อุปฺปาทกฺขเณ กุสลวิปฺปยุตฺตจิตฺตสฺส ภงฺคกฺขเณ เตสํ ตตฺถ อกุสลา ธมฺมา นิรุชฺฌิสฺสนฺติ โน จ เตสํ ตตฺถ กุสลา ธมฺมา นิรุชฺฌนฺติ กุสลานํ ภงฺคกฺขเณ เตสํ ตตฺถ อกุสลา จ ธมฺมา นิรุชฺฌิสฺสนฺติ กุสลา จ ธมฺมา นิรุชฺฌนฺติ ฯ
๒๕๙ยสฺส ยตฺถ กุสลา ธมฺมา นิรุชฺฌนฺติ ตสฺส ตตฺถ อพฺยากตา ธมฺมา นิรุชฺฌิสฺสนฺตีติ: อามนฺตา ฯ ยสฺส วา ปน ยตฺถ อพฺยากตา ธมฺมา นิรุชฺฌิสฺสนฺติ ตสฺส ตตฺถ กุสลา ธมฺมา นิรุชฺฌนฺตีติ: สพฺเพสํ จิตฺตสฺส อุปฺปาทกฺขเณ กุสลวิปฺปยุตฺตจิตฺตสฺส ภงฺคกฺขเณ อสญฺญสตฺตานํ เตสํ ตตฺถ อพฺยากตา ธมฺมา นิรุชฺฌิสฺสนฺติ โน จ เตสํ ตตฺถ กุสลา ธมฺมา นิรุชฺฌนฺติ กุสลานํ ภงฺคกฺขเณ เตสํ ตตฺถ อพฺยากตา จ ธมฺมา นิรุชฺฌิสฺสนฺติ กุสลา จ ธมฺมา นิรุชฺฌนฺติ ฯ
๒๖๐ยสฺส ยตฺถ อกุสลา ธมฺมา นิรุชฺฌนฺติ ตสฺส ตตฺถ อพฺยากตา ธมฺมา นิรุชฺฌิสฺสนฺตีติ: อามนฺตา ฯ ยสฺส วา ปน ยตฺถ อพฺยากตา ธมฺมา นิรุชฺฌิสฺสนฺติ ตสฺส ตตฺถ อกุสลา ธมฺมา นิรุชฺฌนฺตีติ: สพฺเพสํ จิตฺตสฺส อุปฺปาทกฺขเณ อกุสลวิปฺปยุตฺตจิตฺตสฺส ภงฺคกฺขเณ อสญฺญสตฺตานํ เตสํ ตตฺถ อพฺยากตา ธมฺมา นิรุชฺฌิสฺสนฺติ โน จ เตสํ ตตฺถ อกุสลา ธมฺมา นิรุชฺฌนฺติ อกุสลานํ ภงฺคกฺขเณ เตสํ ตตฺถ อพฺยากตา จ ธมฺมา นิรุชฺฌิสฺสนฺติ อกุสลา จ ธมฺมา นิรุชฺฌนฺติ ฯ
๒๖๑ยสฺส กุสลา ธมฺมา น นิรุชฺฌนฺติ ตสฺส อกุสลา ธมฺมา น นิรุชฺฌิสฺสนฺตีติ: สพฺเพสํ จิตฺตสฺส อุปฺปาทกฺขเณ กุสลวิปฺปยุตฺต- จิตฺตสฺส ภงฺคกฺขเณ นิโรธสมาปนฺนานํ อสญฺญสตฺตานํ เตสํ กุสลา ธมฺมา น นิรุชฺฌนฺติ โน จ เตสํ อกุสลา ธมฺมา น นิรุชฺฌิสฺสนฺติ อคฺคมคฺคสฺส อุปฺปาทกฺขเณ อรหนฺตานํ ยสฺส จิตฺตสฺส อนนฺตรา อคฺคมคฺคํ ปฏิลภิสฺสนฺติ ตสฺส จิตฺตสฺส อุปฺปาทกฺขเณ เตสํ กุสลา จ ธมฺมา น นิรุชฺฌนฺติ อกุสลา จ ธมฺมา น นิรุชฺฌิสฺสนฺติ ฯ {๒๖๑.๑} ยสฺส วา ปน อกุสลา ธมฺมา น นิรุชฺฌิสฺสนฺติ ตสฺส กุสลา ธมฺมา น นิรุชฺฌนฺตีติ: อคฺคมคฺคสฺส ภงฺคกฺขเณ ยสฺส จิตฺตสฺส อนนฺตรา อคฺคมคฺคํ ปฏิลภิสฺสนฺติ ตสฺส จิตฺตสฺส ภงฺคกฺขเณ เตสํ อกุสลา ธมฺมา น นิรุชฺฌิสฺสนฺติ โน จ เตสํ กุสลา ธมฺมา น นิรุชฺฌนฺติ อคฺคมคฺคสฺส อุปฺปาทกฺขเณ อรหนฺตานํ ยสฺส จิตฺตสฺส อนนฺตรา อคฺคมคฺคํ ปฏิลภิสฺสนฺติ ตสฺส จิตฺตสฺส อุปฺปาทกฺขเณ เตสํ อกุสลา จ ธมฺมา น นิรุชฺฌิสฺสนฺติ กุสลา จ ธมฺมา น นิรุชฺฌนฺติ ฯ
๒๖๒ยสฺส กุสลา ธมฺมา น นิรุชฺฌนฺติ ตสฺส อพฺยากตา ธมฺมา น นิรุชฺฌิสฺสนฺตีติ: สพฺเพสํ จิตฺตสฺส อุปฺปาทกฺขเณ กุสลวิปฺปยุตฺตจิตฺตสฺส ภงฺคกฺขเณ นิโรธสมาปนฺนานํ อสญฺญสตฺตานํ เตสํ กุสลา ธมฺมา น นิรุชฺฌนฺติ โน จ เตสํ อพฺยากตา ธมฺมา น นิรุชฺฌิสฺสนฺติ ปจฺฉิมจิตฺตสฺส ภงฺคกฺขเณ เตสํ กุสลา จ ธมฺมา น นิรุชฺฌนฺติ อพฺยากตา จ ธมฺมา น นิรุชฺฌิสฺสนฺติ ฯ ยสฺส วา ปน อพฺยากตา ธมฺมา น นิรุชฺฌิสฺสนฺติ ตสฺส กุสลา ธมฺมา น นิรุชฺฌนฺตีติ: อามนฺตา ฯ
๒๖๓ยสฺส อกุสลา ธมฺมา น นิรุชฺฌนฺติ ตสฺส อพฺยากตา ธมฺมา น นิรุชฺฌิสฺสนฺตีติ: สพฺเพสํ จิตฺตสฺส อุปฺปาทกฺขเณ อกุสลวิปฺปยุตฺตจิตฺตสฺส ภงฺคกฺขเณ นิโรธสมาปนฺนานํ อสญฺญสตฺตานํ เตสํ อกุสลา ธมฺมา น นิรุชฺฌนฺติ โน จ เตสํ อพฺยากตา ธมฺมา น นิรุชฺฌิสฺสนฺติ ปจฺฉิมจิตฺตสฺส ภงฺคกฺขเณ เตสํ อกุสลา จ ธมฺมา น นิรุชฺฌนฺติ อพฺยากตา จ ธมฺมา น นิรุชฺฌิสฺสนฺติ ฯ ยสฺส วา ปน อพฺยากตา ธมฺมา น นิรุชฺฌิสฺสนฺติ ตสฺส อกุสลา ธมฺมา น นิรุชฺฌนฺตีติ: อามนฺตา ฯ
๒๖๔ยตฺถ กุสลา ธมฺมา น นิรุชฺฌนฺติ ฯเปฯ
๒๖๕ยสฺส ยตฺถ กุสลา ธมฺมา น นิรุชฺฌนฺติ ตสฺส ตตฺถ อกุสลา ธมฺมา น นิรุชฺฌิสฺสนฺตีติ: สพฺเพสํ จิตฺตสฺส อุปฺปาทกฺขเณ กุสลวิปฺปยุตฺตจิตฺตสฺส ภงฺคกฺขเณ เตสํ ตตฺถ กุสลา ธมฺมา น นิรุชฺฌนฺติ โน จ เตสํ ตตฺถ อกุสลา ธมฺมา น นิรุชฺฌิสฺสนฺติ อคฺคมคฺคสฺส อุปฺปาทกฺขเณ อรหนฺตานํ ยสฺส จิตฺตสฺส อนนฺตรา อคฺคมคฺคํ ปฏิลภิสฺสนฺติ ตสฺส จิตฺตสฺส อุปฺปาทกฺขเณ อสญฺญสตฺตานํ เตสํ ตตฺถ กุสลา จ ธมฺมา น นิรุชฺฌนฺติ อกุสลา จ ธมฺมา น นิรุชฺฌิสฺสนฺติ ฯ {๒๖๕.๑} ยสฺส วา ปน ยตฺถ อกุสลา ธมฺมา น นิรุชฺฌิสฺสนฺติ ตสฺส ตตฺถ กุสลา ธมฺมา น นิรุชฺฌนฺตีติ: อคฺคมคฺคสฺส ภงฺคกฺขเณ ยสฺส จิตฺตสฺส อนนฺตรา อคฺคมคฺคํ ปฏิลภิสฺสนฺติ ตสฺส จิตฺตสฺส ภงฺคกฺขเณ เตสํ ตตฺถ อกุสลา ธมฺมา น นิรุชฺฌิสฺสนฺติ โน จ เตสํ ตตฺถ กุสลา ธมฺมา น นิรุชฺฌนฺติ อคฺคมคฺคสฺส อุปฺปาทกฺขเณ อรหนฺตานํ ยสฺส จิตฺตสฺส อนนฺตรา อคฺคมคฺคํ ปฏิลภิสฺสนฺติ ตสฺส จิตฺตสฺส อุปฺปาทกฺขเณ อสญฺญสตฺตานํ เตสํ ตตฺถ อกุสลา จ ธมฺมา น นิรุชฺฌิสฺสนฺติ กุสลา จ ธมฺมา น นิรุชฺฌนฺติ ฯ
๒๖๖ยสฺส ยตฺถ กุสลา ธมฺมา น นิรุชฺฌนฺติ ตสฺส ตตฺถ อพฺยากตา ธมฺมา น นิรุชฺฌิสฺสนฺตีติ: สพฺเพสํ จิตฺตสฺส อุปฺปาทกฺขเณ กุสลวิปฺปยุตฺตจิตฺตสฺส ภงฺคกฺขเณ อสญฺญสตฺตานํ เตสํ ตตฺถ กุสลา ธมฺมา น นิรุชฺฌนฺติ โน จ เตสํ ตตฺถ อพฺยากตา ธมฺมา น นิรุชฺฌิสฺสนฺติ ปจฺฉิมจิตฺตสฺส ภงฺคกฺขเณ เตสํ ตตฺถ กุสลา จ ธมฺมา น นิรุชฺฌนฺติ อพฺยากตา จ ธมฺมา น นิรุชฺฌิสฺสนฺติ ฯ ยสฺส วา ปน ยตฺถ อพฺยากตา ธมฺมา น นิรุชฺฌิสฺสนฺติ ตสฺส ตตฺถ กุสลา ธมฺมา น นิรุชฺฌนฺตีติ: อามนฺตา ฯ
๒๖๗ยสฺส ยตฺถ อกุสลา ธมฺมา น นิรุชฺฌนฺติ ตสฺส ตตฺถ อพฺยากตา ธมฺมา น นิรุชฺฌิสฺสนฺตีติ: สพฺเพสํ จิตฺตสฺส อุปฺปาทกฺขเณ อกุสลวิปฺปยุตฺตจิตฺตสฺส ภงฺคกฺขเณ อสญฺญสตฺตานํ เตสํ ตตฺถ อกุสลา ธมฺมา น นิรุชฺฌนฺติ โน จ เตสํ ตตฺถ อพฺยากตา ธมฺมา น นิรุชฺฌิสฺสนฺติ ปจฺฉิมจิตฺตสฺส ภงฺคกฺขเณ เตสํ ตตฺถ อกุสลา จ ธมฺมา น นิรุชฺฌนฺติ อพฺยากตา จ ธมฺมา น นิรุชฺฌิสฺสนฺติ ฯ ยสฺส วา ปน ยตฺถ อพฺยากตา ธมฺมา น นิรุชฺฌิสฺสนฺติ ตสฺส ตตฺถ อกุสลา ธมฺมา น นิรุชฺฌนฺตีติ: อามนฺตา ฯ -------------
๒๖๘ยสฺส กุสลา ธมฺมา นิรุชฺฌิตฺถ ตสฺส อกุสลา ธมฺมา นิรุชฺฌิสฺสนฺตีติ: อคฺคมคฺคสมงฺคีนํ อรหนฺตานํ ยสฺส จิตฺตสฺส อนนฺตรา อคฺคมคฺคํ ปฏิลภิสฺสนฺติ เตสํ กุสลา ธมฺมา นิรุชฺฌิตฺถ โน จ เตสํ อกุสลา ธมฺมา นิรุชฺฌิสฺสนฺติ อิตเรสํ เตสํ กุสลา จ ธมฺมา นิรุชฺฌิตฺถ อกุสลา จ ธมฺมา นิรุชฺฌิสฺสนฺติ ฯ ยสฺส วา ปน อกุสลา ธมฺมา นิรุชฺฌิสฺสนฺติ ตสฺส กุสลา ธมฺมา นิรุชฺฌิตฺถาติ: อามนฺตา ฯ
๒๖๙ยสฺส กุสลา ธมฺมา นิรุชฺฌิตฺถ ตสฺส อพฺยากตา ธมฺมา นิรุชฺฌิสฺสนฺตีติ: ปจฺฉิมจิตฺตสฺส ภงฺคกฺขเณ เตสํ กุสลา ธมฺมา นิรุชฺฌิตฺถ โน จ เตสํ อพฺยากตา ธมฺมา นิรุชฺฌิสฺสนฺติ อิตเรสํ เตสํ กุสลา จ ธมฺมา นิรุชฺฌิตฺถ อพฺยากตา จ ธมฺมา นิรุชฺฌิสฺสนฺติ ฯ ยสฺส วา ปน อพฺยากตา ธมฺมา นิรุชฺฌิสฺสนฺติ ตสฺส กุสลา ธมฺมา นิรุชฺฌิตฺถาติ: อามนฺตา ฯ
๒๗๐ยสฺส อกุสลา ธมฺมา นิรุชฺฌิตฺถ ตสฺส อพฺยากตา ธมฺมา นิรุชฺฌิสฺสนฺตีติ: ปจฺฉิมจิตฺตสฺส ภงฺคกฺขเณ เตสํ อกุสลา ธมฺมา นิรุชฺฌิตฺถ โน จ เตสํ อพฺยากตา ธมฺมา นิรุชฺฌิสฺสนฺติ อิตเรสํ เตสํ อกุสลา จ ธมฺมา นิรุชฺฌิตฺถ อพฺยากตา จ ธมฺมา นิรุชฺฌิสฺสนฺติ ฯ ยสฺส วา ปน อพฺยากตา ธมฺมา นิรุชฺฌิสฺสนฺติ ตสฺส อกุสลา ธมฺมา นิรุชฺฌิตฺถาติ: อามนฺตา ฯ
๒๗๑ยตฺถ กุสลา ธมฺมา นิรุชฺฌิตฺถ ฯเปฯ
๒๗๒ยสฺส ยตฺถ กุสลา ธมฺมา นิรุชฺฌิตฺถ ตสฺส ตตฺถ อกุสลา ธมฺมา นิรุชฺฌิสฺสนฺตีติ: อคฺคมคฺคสมงฺคีนํ อรหนฺตานํ ยสฺส จิตฺตสฺส อนนฺตรา อคฺคมคฺคํ ปฏิลภิสฺสนฺติ เตสํ ตตฺถ กุสลา ธมฺมา นิรุชฺฌิตฺถ โน จ เตสํ ตตฺถ อกุสลา ธมฺมา นิรุชฺฌิสฺสนฺติ อิตเรสํ จตุโวการานํ ปญฺจโวการานํ เตสํ ตตฺถ กุสลา จ ธมฺมา นิรุชฺฌิตฺถ อกุสลา จ ธมฺมา นิรุชฺฌิสฺสนฺติ ฯ ยสฺส วา ปน ยตฺถ อกุสลา ธมฺมา นิรุชฺฌิสฺสนฺติ ตสฺส ตตฺถ กุสลา ธมฺมา นิรุชฺฌิตฺถาติ: สุทฺธาวาสานํ ทุติเย จิตฺเต วตฺตมาเน เตสํ ตตฺถ อกุสลา ธมฺมา นิรุชฺฌิสฺสนฺติ โน จ เตสํ ตตฺถ กุสลา ธมฺมา นิรุชฺฌิตฺถ อิตเรสํ จตุโวการานํ ปญฺจโวการานํ เตสํ ตตฺถ อกุสลา จ ธมฺมา นิรุชฺฌิสฺสนฺติ กุสลา จ ธมฺมา นิรุชฺฌิตฺถ ฯ
๒๗๓ยสฺส ยตฺถ กุสลา ธมฺมา นิรุชฺฌิตฺถ ตสฺส ตตฺถ อพฺยากตา ธมฺมา นิรุชฺฌิสฺสนฺตีติ: ปจฺฉิมจิตฺตสฺส ภงฺคกฺขเณ เตสํ ตตฺถ กุสลา ธมฺมา นิรุชฺฌิตฺถ โน จ เตสํ ตตฺถ อพฺยากตา ธมฺมา นิรุชฺฌิสฺสนฺติ อิตเรสํ จตุโวการานํ ปญฺจโวการานํ เตสํ ตตฺถ กุสลา จ ธมฺมา นิรุชฺฌิตฺถ อพฺยากตา จ ธมฺมา นิรุชฺฌิสฺสนฺติ ฯ ยสฺส วา ปน ยตฺถ อพฺยากตา ธมฺมา นิรุชฺฌิสฺสนฺติ ตสฺส ตตฺถ กุสลา ธมฺมา นิรุชฺฌิตฺถาติ: สุทฺธาวาสานํ ทุติเย จิตฺเต วตฺตมาเน อสญฺญสตฺตานํ เตสํ ตตฺถ อพฺยากตา ธมฺมา นิรุชฺฌิสฺสนฺติ โน จ เตสํ ตตฺถ กุสลา ธมฺมา นิรุชฺฌิตฺถ อิตเรสํ จตุโวการานํ ปญฺจโวการานํ เตสํ ตตฺถ อพฺยากตา จ ธมฺมา นิรุชฺฌิสฺสนฺติ กุสลา จ ธมฺมา นิรุชฺฌิตฺถ ฯ
๒๗๔ยสฺส ยตฺถ อกุสลา ธมฺมา นิรุชฺฌิตฺถ ตสฺส ตตฺถ อพฺยากตา ธมฺมา นิรุชฺฌิสฺสนฺตีติ: ปจฺฉิมจิตฺตสฺส ภงฺคกฺขเณ เตสํ ตตฺถ อกุสลา ธมฺมา นิรุชฺฌิตฺถ โน จ เตสํ ตตฺถ อพฺยากตา ธมฺมา นิรุชฺฌิสฺสนฺติ อิตเรสํ จตุโวการานํ ปญฺจโวการานํ เตสํ ตตฺถ อกุสลา จ ธมฺมา นิรุชฺฌิตฺถ อพฺยากตา จ ธมฺมา นิรุชฺฌิสฺสนฺติ ฯ ยสฺส วา ปน ยตฺถ อพฺยากตา ธมฺมา นิรุชฺฌิสฺสนฺติ ตสฺส ตตฺถ อกุสลา ธมฺมา นิรุชฺฌิตฺถาติ: สุทฺธาวาสานํ ทุติเย จิตฺเต วตฺตมาเน อสญฺญสตฺตานํ เตสํ ตตฺถ อพฺยากตา ธมฺมา นิรุชฺฌิสฺสนฺติ โน จ เตสํ ตตฺถ อกุสลา ธมฺมา นิรุชฺฌิตฺถ อิตเรสํ จตุโวการานํ ปญฺจโวการานํ เตสํ ตตฺถ อพฺยากตา จ ธมฺมา นิรุชฺฌิสฺสนฺติ อกุสลา จ ธมฺมา นิรุชฺฌิตฺถ ฯ
๒๗๕ยสฺส กุสลา ธมฺมา น นิรุชฺฌิตฺถ ตสฺส อกุสลา ธมฺมา น นิรุชฺฌิสฺสนฺตีติ: นตฺถิ ฯ ยสฺส วา ปน อกุสลา ธมฺมา น นิรุชฺฌิสฺสนฺติ ตสฺส กุสลา ธมฺมา น นิรุชฺฌิตฺถาติ: นิรุชฺฌิตฺถ ฯ
๒๗๖ยสฺส กุสลา ธมฺมา น นิรุชฺฌิตฺถ ตสฺส อพฺยากตา ธมฺมา น นิรุชฺฌิสฺสนฺตีติ: นตฺถิ ฯ ยสฺส วา ปน อพฺยากตา ธมฺมา น นิรุชฺฌิสฺสนฺติ ตสฺส กุสลา ธมฺมา น นิรุชฺฌิตฺถาติ: นิรุชฺฌิตฺถ ฯ
๒๗๗ยสฺส อกุสลา ธมฺมา น นิรุชฺฌิตฺถ ตสฺส อพฺยากตา ธมฺมา น นิรุชฺฌิสฺสนฺตีติ: นตฺถิ ฯ ยสฺส วา ปน อพฺยากตา ธมฺมา น นิรุชฺฌิสฺสนฺติ ตสฺส อกุสลา ธมฺมา น นิรุชฺฌิตฺถาติ: นิรุชฺฌิตฺถ ฯ
๒๗๘ยตฺถ กุสลา ธมฺมา น นิรุชฺฌิตฺถ ฯเปฯ
๒๗๙ยสฺส ยตฺถ กุสลา ธมฺมา น นิรุชฺฌิตฺถ ตสฺส ตตฺถ อกุสลา ธมฺมา น นิรุชฺฌิสฺสนฺตีติ: สุทฺธาวาสานํ ทุติเย จิตฺเต วตฺตมาเน เตสํ ตตฺถ กุสลา ธมฺมา น นิรุชฺฌิตฺถ โน จ เตสํ ตตฺถ อกุสลา ธมฺมา น นิรุชฺฌิสฺสนฺติ อสญฺญสตฺตานํ เตสํ ตตฺถ กุสลา จ ธมฺมา น นิรุชฺฌิตฺถ อกุสลา จ ธมฺมา น นิรุชฺฌิสฺสนฺติ ฯ ยสฺส วา ปน ยตฺถ อกุสลา ธมฺมา น นิรุชฺฌิสฺสนฺติ ตสฺส ตตฺถ กุสลา ธมฺมา น นิรุชฺฌิตฺถาติ: อคฺคมคฺคสมงฺคีนํ อรหนฺตานํ ยสฺส จิตฺตสฺส อนนฺตรา อคฺคมคฺคํ ปฏิลภิสฺสนฺติ เตสํ ตตฺถ อกุสลา ธมฺมา น นิรุชฺฌิสฺสนฺติ โน จ เตสํ ตตฺถ กุสลา ธมฺมา น นิรุชฺฌิตฺถ อสญฺญสตฺตานํ เตสํ ตตฺถ อกุสลา จ ธมฺมา น นิรุชฺฌิสฺสนฺติ กุสลา จ ธมฺมา น นิรุชฺฌิตฺถ ฯ
๒๘๐ยสฺส ยตฺถ กุสลา ธมฺมา น นิรุชฺฌิตฺถ ตสฺส ตตฺถ อพฺยากตา ธมฺมา น นิรุชฺฌิสฺสนฺตีติ: นิรุชฺฌิสฺสนฺติ ฯ ยสฺส วา ปน ยตฺถ อพฺยากตา ธมฺมา น นิรุชฺฌิสฺสนฺติ ตสฺส ตตฺถ กุสลา ธมฺมา น นิรุชฺฌิตฺถาติ: นิรุชฺฌิตฺถ ฯ
๒๘๑ยสฺส ยตฺถ อกุสลา ธมฺมา น นิรุชฺฌิตฺถ ตสฺส ตตฺถ อพฺยากตา ธมฺมา น นิรุชฺฌิสฺสนฺตีติ: นิรุชฺฌิสฺสนฺติ ฯ ยสฺส วา ปน ยตฺถ อพฺยากตา ธมฺมา น นิรุชฺฌิสฺสนฺติ ตสฺส ตตฺถ อกุสลา ธมฺมา น นิรุชฺฌิตฺถาติ: นิรุชฺฌิตฺถ ฯ นิโรธวารํ นิฏฺฐิตํ ฯ
ฉบับมหาจุฬาฯ
ชั้นตัวบทพุทธพจน์หน่วยที่ตำแหน่งเดียวกันของเล่มนี้ · เลขข้อเป็นของฉบับนี้เอง · จับคู่ตามตำแหน่ง · เล่มนี้ทั้งสองฉบับแบ่งเรื่องเท่ากัน จึงเทียบตามลำดับได้ · ชื่อเรื่องไม่ตรงกัน จึงยังไม่ได้ยืนยันว่าเป็นเรื่องเดียวกัน
เปิดหน้าของฉบับนี้ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
พระอภิธรรมปิฎก ยมก [๙. ธัมมยมก] ๒. ปวัตติวาร ๒. นิโรธวาร ๑. ปัจจุปปันนวาร ๒. ปวัตติวาร ๒. นิโรธวาร ๑. ปัจจุปปันนวาร อนุโลมบุคคล
อนุ. สภาวธรรมที่เป็นกุศลของบุคคลใดกำลังดับ สภาวธรรมที่เป็นอกุศลของบุคคลนั้นก็กำลังดับใช่ไหม วิ. ไม่ใช่ ปฏิ. สภาวธรรมที่เป็นอกุศลของบุคคลใดกำลังดับ สภาวธรรมที่เป็นกุศลของบุคคลนั้นก็กำลังดับใช่ไหม วิ. ไม่ใช่ อนุ. สภาวธรรมที่เป็นกุศลของบุคคลใดกำลังดับ สภาวธรรมที่เป็นอัพยา-กฤตของบุคคลนั้นก็กำลังดับใช่ไหม วิ. ในภังคขณะแห่งสภาวธรรมที่เป็นกุศลในอรูปภูมิ สภาวธรรมที่เป็นกุศลของบุคคลเหล่านั้นกำลังดับ แต่สภาวธรรมที่เป็นอัพยากฤตไม่ใช่กำลังดับ ในภังคขณะแห่งสภาวธรรมที่เป็นกุศลในปัญจโวการภูมิ สภาวธรรมที่เป็นกุศลของบุคคลเหล่านั้นกำลังดับและสภาวธรรมที่เป็นอัพยากฤตก็กำลังดับ ปฏิ. สภาวธรรมที่เป็นอัพยากฤตของบุคคลใดกำลังดับ สภาวธรรมที่เป็นกุศลของบุคคลนั้นก็กำลังดับใช่ไหม วิ. บุคคลทั้งหมดผู้กำลังจุติ ในภังคขณะแห่งจิตที่วิปปยุตจากกุศลในปวัตติ-กาล สภาวธรรมที่เป็นอัพยากฤตของบุคคลเหล่านั้นกำลังดับ แต่สภาวธรรมที่เป็นกุศลไม่ใช่กำลังดับ ในภังคขณะแห่งสภาวธรรมที่เป็นกุศลในปัญจโวการภูมิ สภาว-ธรรมที่เป็นอัพยากฤตของบุคคลเหล่านั้นกำลังดับและสภาวธรรมที่เป็นกุศลก็กำลังดับ
อนุ. สภาวธรรมที่เป็นอกุศลของบุคคลใดกำลังดับ สภาวธรรมที่เป็น อัพยากฤตของบุคคลนั้นก็กำลังดับใช่ไหม วิ. ในภังคขณะแห่งสภาวธรรมที่เป็นอกุศลในอรูปภูมิ สภาวธรรมที่เป็น อกุศลของบุคคลเหล่านั้นกำลังดับ แต่สภาวธรรมที่เป็นอัพยากฤตไม่ใช่กำลังดับ
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๙ หน้า : ๙๓}
พระอภิธรรมปิฎก ยมก [๙. ธัมมยมก] ๒. ปวัตติวาร ๒. นิโรธวาร ๑. ปัจจุปปันนวาร ในภังคขณะแห่งสภาวธรรมที่เป็นอกุศลในปัญจโวการภูมิ สภาวธรรมที่เป็นอกุศลของบุคคลเหล่านั้นกำลังดับและสภาวธรรมที่เป็นอัพยากฤตก็กำลังดับ ปฏิ. สภาวธรรมที่เป็นอัพยากฤตของบุคคลใดกำลังดับ สภาวธรรมที่เป็น อกุศลของบุคคลนั้นก็กำลังดับใช่ไหม วิ. บุคคลทั้งหมดผู้กำลังจุติ ในภังคขณะแห่งจิตที่วิปปยุตจากอกุศลใน ปวัตติกาล สภาวธรรมที่เป็นอัพยากฤตของบุคคลเหล่านั้นกำลังดับ แต่สภาวธรรมที่เป็นอกุศลไม่ใช่กำลังดับ ในภังคขณะแห่งสภาวธรรมที่เป็นอกุศลในปัญจโวการภูมิสภาวธรรมที่เป็นอัพยากฤตของบุคคลเหล่านั้นกำลังดับและสภาวธรรมที่เป็นอกุศลก็กำลังดับ อนุโลมโอกาส
อนุ. สภาวธรรมที่เป็นกุศลในภูมิใดกำลังดับ สภาวธรรมที่เป็น อกุศลในภูมินั้นก็กำลังดับใช่ไหม วิ. ใช่ ปฏิ. สภาวธรรมที่เป็นอกุศลในภูมิใดกำลังดับ สภาวธรรมที่เป็นกุศลในภูมินั้นก็กำลังดับใช่ไหม วิ. ใช่ อนุ. สภาวธรรมที่เป็นกุศลในภูมิใดกำลังดับ สภาวธรรมที่เป็นอัพยากฤตในภูมินั้นก็กำลังดับใช่ไหม วิ. ใช่ ปฏิ. สภาวธรรมที่เป็นอัพยากฤตในภูมิใดกำลังดับ สภาวธรรมที่เป็นกุศลในภูมินั้นก็กำลังดับใช่ไหม วิ. ในอสัญญสัตตภูมิ ในภูมินั้นสภาวธรรมที่เป็นอัพยากฤตกำลังดับ แต่ สภาวธรรมที่เป็นกุศลไม่ใช่กำลังดับ ในจตุโวการภูมิและปัญจโวการภูมิ ในภูมินั้นสภาวธรรมที่เป็นอัพยากฤตกำลังดับและสภาวธรรมที่เป็นกุศลก็กำลังดับ
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๙ หน้า : ๙๔}
พระอภิธรรมปิฎก ยมก [๙. ธัมมยมก] ๒. ปวัตติวาร ๒. นิโรธวาร ๑. ปัจจุปปันนวาร
อนุ. สภาวธรรมที่เป็นอกุศลในภูมิใดกำลังดับ สภาวธรรมที่เป็นอัพยากฤตในภูมินั้นก็กำลังดับใช่ไหม วิ. ใช่ ปฏิ. สภาวธรรมที่เป็นอัพยากฤตในภูมิใดกำลังดับ สภาวธรรมที่เป็นอกุศลในภูมินั้นก็กำลังดับใช่ไหม วิ. ในอสัญญสัตตภูมิ ในภูมินั้นสภาวธรรมที่เป็นอัพยากฤตกำลังดับ แต่สภาวธรรมที่เป็นอกุศลไม่ใช่กำลังดับ ในจตุโวการภูมิและปัญจโวการภูมิ ในภูมินั้นสภาวธรรมที่เป็นอัพยากฤตกำลังดับและสภาวธรรมที่เป็นอกุศลก็กำลังดับอนุโลมปุคคโลกาส
อนุ. สภาวธรรมที่เป็นกุศลของบุคคลใดในภูมิใดกำลังดับ สภาวธรรม ที่เป็นอกุศลของบุคคลนั้นในภูมินั้นก็กำลังดับใช่ไหม วิ. ไม่ใช่ ปฏิ. สภาวธรรมที่เป็นอกุศลของบุคคลใดในภูมิใดกำลังดับ สภาวธรรมที่ เป็นกุศลของบุคคลนั้นในภูมินั้นก็กำลังดับใช่ไหม วิ. ไม่ใช่ อนุ. สภาวธรรมที่เป็นกุศลของบุคคลใดในภูมิใดกำลังดับ สภาวธรรมที่เป็นอัพยากฤตของบุคคลนั้นในภูมินั้นก็กำลังดับใช่ไหม วิ. ในภังคขณะแห่งสภาวธรรมที่เป็นกุศลในอรูปภูมิ สภาวธรรมที่เป็น กุศลของบุคคลเหล่านั้นในภูมินั้นกำลังดับ แต่สภาวธรรมที่เป็นอัพยากฤตไม่ใช่กำลังดับ ในภังคขณะแห่งสภาวธรรมที่เป็นกุศลในปัญจโวการภูมิ สภาวธรรมที่เป็นกุศลของบุคคลเหล่านั้นในภูมินั้นกำลังดับและสภาวธรรมที่เป็นอัพยากฤตก็กำลังดับ ปฏิ. สภาวธรรมที่เป็นอัพยากฤตของบุคคลใดในภูมิใดกำลังดับ สภาวธรรมที่เป็นกุศลของบุคคลนั้นในภูมินั้นก็กำลังดับใช่ไหม
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๙ หน้า : ๙๕}
พระอภิธรรมปิฎก ยมก [๙. ธัมมยมก] ๒. ปวัตติวาร ๒. นิโรธวาร ๑. ปัจจุปปันนวาร วิ. บุคคลทั้งหมดผู้กำลังจุติ ในภังคขณะแห่งจิตที่วิปปยุตจากกุศลใน ปวัตติกาล สภาวธรรมที่เป็นอัพยากฤตของบุคคลเหล่านั้นในภูมินั้นกำลังดับ แต่สภาวธรรมที่เป็นกุศลไม่ใช่กำลังดับ ในภังคขณะแห่งสภาวธรรมที่เป็นกุศลในปัญจ-โวการภูมิ สภาวธรรมที่เป็นอัพยากฤตของบุคคลเหล่านั้นในภูมินั้นกำลังดับและสภาวธรรมที่เป็นกุศลก็กำลังดับ
อนุ. สภาวธรรมที่เป็นอกุศลของบุคคลใดในภูมิใดกำลังดับ สภาวธรรมที่เป็นอัพยากฤตของบุคคลนั้นในภูมินั้นก็กำลังดับใช่ไหม วิ. ในภังคขณะแห่งสภาวธรรมที่เป็นอกุศลในอรูปภูมิ สภาวธรรมที่เป็นอกุศลของบุคคลเหล่านั้นในภูมินั้นกำลังดับ แต่สภาวธรรมที่เป็นอัพยากฤตไม่ใช่กำลังดับในภังคขณะแห่งสภาวธรรมที่เป็นอกุศลในปัญจโวการภูมิ สภาวธรรมที่เป็นอกุศลของบุคคลเหล่านั้นในภูมินั้นกำลังดับและสภาวธรรมที่เป็นอัพยากฤตก็กำลังดับ ปฏิ. สภาวธรรมที่เป็นอัพยากฤตของบุคคลใดในภูมิใดกำลังดับ สภาวธรรมที่เป็นอกุศลของบุคคลนั้นในภูมินั้นก็กำลังดับใช่ไหม วิ. บุคคลทั้งหมดผู้กำลังจุติ ในภังคขณะแห่งจิตที่วิปปยุตจากอกุศลในปวัตติกาล สภาวธรรมที่เป็นอัพยากฤตของบุคคลเหล่านั้นในภูมินั้นกำลังดับ แต่สภาวธรรมที่เป็นอกุศลไม่ใช่กำลังดับ ในภังคขณะแห่งสภาวธรรมที่เป็นอกุศลในปัญจโวการภูมิ สภาวธรรมที่เป็นอัพยากฤตของบุคคลเหล่านั้นในภูมินั้นกำลังดับและสภาวธรรมที่เป็นอกุศลก็กำลังดับ ปัจจนีกบุคคล
อนุ. สภาวธรรมที่เป็นกุศลของบุคคลใดไม่ใช่กำลังดับ สภาวธรรม ที่เป็นอกุศลของบุคคลนั้นก็ไม่ใช่กำลังดับใช่ไหม วิ. ในภังคขณะแห่งสภาวธรรมที่เป็นอกุศล สภาวธรรมที่เป็นกุศลของบุคคลเหล่านั้นไม่ใช่กำลังดับ แต่สภาวธรรมที่เป็นอกุศลมิใช่ไม่กำลังดับ ในอุปปาทขณะแห่งจิตของบุคคลทั้งหมด ในภังคขณะแห่งจิตที่วิปปยุตจากกุศลและอกุศล บุคคลผู้เข้านิโรธสมาบัติและบุคคลผู้อุบัติอยู่ในอสัญญสัตตภูมิ สภาวธรรมที่เป็นกุศลของบุคคลเหล่านั้นไม่ใช่กำลังดับและสภาวธรรมที่เป็นอกุศลก็ไม่ใช่กำลังดับ
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๙ หน้า : ๙๖}
พระอภิธรรมปิฎก ยมก [๙. ธัมมยมก] ๒. ปวัตติวาร ๒. นิโรธวาร ๑. ปัจจุปปันนวาร ปฏิ. สภาวธรรมที่เป็นอกุศลของบุคคลใดไม่ใช่กำลังดับ สภาวธรรมที่เป็นกุศลของบุคคลนั้นก็ไม่ใช่กำลังดับใช่ไหม วิ. ในภังคขณะแห่งสภาวธรรมที่เป็นกุศล สภาวธรรมที่เป็นอกุศลของ บุคคลเหล่านั้นไม่ใช่กำลังดับ แต่สภาวธรรมที่เป็นกุศลมิใช่ไม่กำลังดับ ในอุปปาท-ขณะแห่งจิตของบุคคลทั้งหมด ในภังคขณะแห่งจิตที่วิปปยุตจากอกุศลและกุศลบุคคลผู้เข้านิโรธสมาบัติและบุคคลผู้อุบัติอยู่ในอสัญญสัตตภูมิ สภาวธรรมที่เป็นอกุศลของบุคคลเหล่านั้นไม่ใช่กำลังดับและสภาวธรรมที่เป็นกุศลก็ไม่ใช่กำลังดับ อนุ. สภาวธรรมที่เป็นกุศลของบุคคลใดไม่ใช่กำลังดับ สภาวธรรมที่เป็น อัพยากฤตของบุคคลนั้นก็ไม่ใช่กำลังดับใช่ไหม วิ. บุคคลทั้งหมดผู้กำลังจุติ ในภังคขณะแห่งจิตที่วิปปยุตจากกุศลใน ปวัตติกาล สภาวธรรมที่เป็นกุศลของบุคคลเหล่านั้นไม่ใช่กำลังดับ แต่สภาวธรรมที่เป็นอัพยากฤตมิใช่ไม่กำลังดับ บุคคลทั้งหมดผู้กำลังอุบัติ ในอุปปาทขณะแห่งจิตในปวัตติกาล ในภังคขณะแห่งสภาวธรรมที่เป็นอกุศลในอรูปภูมิ สภาวธรรมที่เป็นกุศลของบุคคลเหล่านั้นไม่ใช่กำลังดับและสภาวธรรมที่เป็นอัพยากฤตก็ไม่ใช่กำลังดับ ปฏิ. สภาวธรรมที่เป็นอัพยากฤตของบุคคลใดไม่ใช่กำลังดับ สภาวธรรมที่เป็นกุศลของบุคคลนั้นก็ไม่ใช่กำลังดับใช่ไหม วิ. ในภังคขณะแห่งสภาวธรรมที่เป็นกุศลในอรูปภูมิ สภาวธรรมที่เป็น อัพยากฤตของบุคคลเหล่านั้นไม่ใช่กำลังดับ แต่สภาวธรรมที่เป็นกุศลมิใช่ไม่กำลังดับบุคคลทั้งหมดผู้กำลังอุบัติ ในอุปปาทขณะแห่งจิตในปวัตติกาล ในภังคขณะแห่งสภาวธรรมที่เป็นอกุศลในอรูปภูมิ สภาวธรรมที่เป็นอัพยากฤตของบุคคลเหล่านั้นไม่ใช่กำลังดับและสภาวธรรมที่เป็นกุศลก็ไม่ใช่กำลังดับ
อนุ. สภาวธรรมที่เป็นอกุศลของบุคคลใดไม่ใช่กำลังดับ สภาวธรรม ที่เป็นอัพยากฤตของบุคคลนั้นก็ไม่ใช่กำลังดับใช่ไหม วิ. บุคคลทั้งหมดผู้กำลังจุติ ในภังคขณะแห่งจิตที่วิปปยุตจากอกุศลใน ปวัตติกาล สภาวธรรมที่เป็นอกุศลของบุคคลเหล่านั้นไม่ใช่กำลังดับ แต่สภาวธรรมที่เป็นอัพยากฤตมิใช่ไม่กำลังดับ บุคคลทั้งหมดผู้กำลังอุบัติ ในอุปปาทขณะแห่งจิต
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๙ หน้า : ๙๗}
พระอภิธรรมปิฎก ยมก [๙. ธัมมยมก] ๒. ปวัตติวาร ๒. นิโรธวาร ๑. ปัจจุปปันนวาร ในปวัตติกาล ในภังคขณะแห่งสภาวธรรมที่เป็นกุศลในอรูปภูมิ สภาวธรรมที่เป็นอกุศลของบุคคลเหล่านั้นไม่ใช่กำลังดับและสภาวธรรมที่เป็นอัพยากฤตก็ไม่ใช่กำลังดับ ปฏิ. สภาวธรรมที่เป็นอัพยากฤตของบุคคลใดไม่ใช่กำลังดับ สภาวธรรมที่เป็นอกุศลของบุคคลนั้นก็ไม่ใช่กำลังดับใช่ไหม วิ. ในภังคขณะแห่งสภาวธรรมที่เป็นอกุศลในอรูปภูมิ สภาวธรรมที่เป็น อัพยากฤตของบุคคลเหล่านั้นไม่ใช่กำลังดับ แต่สภาวธรรมที่เป็นอกุศลมิใช่ไม่กำลังดับ บุคคลทั้งหมดผู้กำลังอุบัติ ในอุปปาทขณะแห่งจิตในปวัตติกาล ในภังคขณะแห่งสภาวธรรมที่เป็นกุศลในอรูปภูมิ สภาวธรรมที่เป็นอัพยากฤตของบุคคลเหล่านั้นไม่ใช่กำลังดับและสภาวธรรมที่เป็นอกุศลก็ไม่ใช่กำลังดับ ปัจจนีกโอกาส
อนุ. สภาวธรรมที่เป็นกุศลในภูมิใดไม่ใช่กำลังดับ สภาวธรรมที่เป็นอกุศลในภูมินั้นก็ไม่ใช่กำลังดับใช่ไหม วิ. ใช่ ปฏิ. สภาวธรรมที่เป็นอกุศลในภูมิใดไม่ใช่กำลังดับ สภาวธรรมที่เป็นกุศลในภูมินั้นก็ไม่ใช่กำลังดับใช่ไหม วิ. ใช่ อนุ. สภาวธรรมที่เป็นกุศลในภูมิใดไม่ใช่กำลังดับ สภาวธรรมที่เป็นอัพยากฤตในภูมินั้นก็ไม่ใช่กำลังดับใช่ไหม วิ. กำลังดับ ปฏิ. สภาวธรรมที่เป็นอัพยากฤตในภูมิใดไม่ใช่กำลังดับ สภาวธรรมที่เป็นกุศลในภูมินั้นก็ไม่ใช่กำลังดับมีไหม วิ. ไม่มี
อนุ. สภาวธรรมที่เป็นอกุศลในภูมิใดไม่ใช่กำลังดับ สภาวธรรมที่ เป็นอัพยากฤตในภูมินั้นก็ไม่ใช่กำลังดับใช่ไหม วิ. กำลังดับ
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๙ หน้า : ๙๘}
พระอภิธรรมปิฎก ยมก [๙. ธัมมยมก] ๒. ปวัตติวาร ๒. นิโรธวาร ๑. ปัจจุปปันนวาร ปฏิ. สภาวธรรมที่เป็นอัพยากฤตในภูมิใดไม่ใช่กำลังดับ สภาวธรรมที่เป็นอกุศลในภูมินั้นก็ไม่ใช่กำลังดับมีไหม วิ. ไม่มี ปัจจนีกปุคคโลกาส
อนุ. สภาวธรรมที่เป็นกุศลของบุคคลใดในภูมิใดไม่ใช่กำลังดับ สภาวธรรมที่เป็นอกุศลของบุคคลนั้นในภูมินั้นก็ไม่ใช่กำลังดับใช่ไหม วิ. ในภังคขณะแห่งสภาวธรรมที่เป็นอกุศล สภาวธรรมที่เป็นกุศลของ บุคคลเหล่านั้นในภูมินั้นไม่ใช่กำลังดับ แต่สภาวธรรมที่เป็นอกุศลมิใช่ไม่กำลังดับในอุปปาทขณะแห่งจิตของบุคคลทั้งหมด ในภังคขณะแห่งจิตที่วิปปยุตจากกุศลและอกุศล บุคคลผู้อุบัติอยู่ในอสัญญสัตตภูมิ สภาวธรรมที่เป็นกุศลของบุคคลเหล่านั้นในภูมินั้นไม่ใช่กำลังดับและสภาวธรรมที่เป็นอกุศลก็ไม่ใช่กำลังดับ ปฏิ. สภาวธรรมที่เป็นอกุศลของบุคคลใดในภูมิใดไม่ใช่กำลังดับ สภาวธรรมที่เป็นกุศลของบุคคลนั้นในภูมินั้นก็ไม่ใช่กำลังดับใช่ไหม วิ. ในภังคขณะแห่งสภาวธรรมที่เป็นกุศล สภาวธรรมที่เป็นอกุศลของ บุคคลเหล่านั้นในภูมินั้นไม่ใช่กำลังดับ แต่สภาวธรรมที่เป็นกุศลมิใช่ไม่กำลังดับในอุปปาทขณะแห่งจิตของบุคคลทั้งหมด ในภังคขณะแห่งจิตที่วิปปยุตจากอกุศลและกุศล บุคคลผู้อุบัติอยู่ในอสัญญสัตตภูมิ สภาวธรรมที่เป็นอกุศลของบุคคลเหล่านั้นในภูมินั้นไม่ใช่กำลังดับและสภาวธรรมที่เป็นกุศลก็ไม่ใช่กำลังดับ อนุ. สภาวธรรมที่เป็นกุศลของบุคคลใดในภูมิใดไม่ใช่กำลังดับ สภาวธรรมที่เป็นอัพยากฤตของบุคคลนั้นในภูมินั้นก็ไม่ใช่กำลังดับใช่ไหม วิ. บุคคลทั้งหมดผู้กำลังจุติ ในภังคขณะแห่งจิตที่วิปปยุตจากกุศลใน ปวัตติกาล สภาวธรรมที่เป็นกุศลของบุคคลเหล่านั้นในภูมินั้นไม่ใช่กำลังดับ แต่สภาวธรรมที่เป็นอัพยากฤตมิใช่ไม่กำลังดับ บุคคลทั้งหมดผู้กำลังอุบัติ ในอุปปาท-ขณะแห่งจิตในปวัตติกาล ในภังคขณะแห่งสภาวธรรมที่เป็นอกุศลในอรูปภูมิสภาวธรรมที่เป็นกุศลของบุคคลเหล่านั้นในภูมินั้นไม่ใช่กำลังดับและสภาวธรรมที่เป็นอัพยากฤตก็ไม่ใช่กำลังดับ
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๙ หน้า : ๙๙}
พระอภิธรรมปิฎก ยมก [๙. ธัมมยมก] ๒. ปวัตติวาร ๒. นิโรธวาร ๒. อตีตวาร ปฏิ. สภาวธรรมที่เป็นอัพยากฤตของบุคคลใดในภูมิใดไม่ใช่กำลังดับ สภาว-ธรรมที่เป็นกุศลของบุคคลนั้นในภูมินั้นก็ไม่ใช่กำลังดับใช่ไหม วิ. ในภังคขณะแห่งสภาวธรรมที่เป็นกุศลในอรูปภูมิ สภาวธรรมที่เป็น อัพยากฤตของบุคคลเหล่านั้นในภูมินั้นไม่ใช่กำลังดับ แต่สภาวธรรมที่เป็นกุศลมิใช่ไม่กำลังดับ บุคคลทั้งหมดผู้กำลังอุบัติ ในอุปปาทขณะแห่งจิตในปวัตติกาล ในภังคขณะแห่งสภาวธรรมที่เป็นอกุศลในอรูปภูมิ สภาวธรรมที่เป็นอัพยากฤตของบุคคลเหล่านั้นในภูมินั้นไม่ใช่กำลังดับและสภาวธรรมที่เป็นกุศลก็ไม่ใช่กำลังดับ
อนุ. สภาวธรรมที่เป็นอกุศลของบุคคลใดในภูมิใดไม่ใช่กำลังดับสภาวธรรมที่เป็นอัพยากฤตของบุคคลนั้นในภูมินั้นก็ไม่ใช่กำลังดับใช่ไหม วิ. บุคคลทั้งหมดผู้กำลังจุติ ในภังคขณะแห่งจิตที่วิปปยุตจากกุศลในปวัตติกาล สภาวธรรมที่เป็นอกุศลของบุคคลเหล่านั้นในภูมินั้นไม่ใช่กำลังดับ แต่สภาวธรรมที่เป็นอัพยากฤตมิใช่ไม่กำลังดับ บุคคลทั้งหมดผู้กำลังอุบัติ ในอุปปาทขณะแห่งจิตในปวัตติกาล ในภังคขณะแห่งสภาวธรรมที่เป็นกุศลในอรูปภูมิสภาวธรรมที่เป็นอกุศลของบุคคลเหล่านั้นในภูมินั้นไม่ใช่กำลังดับและสภาวธรรมที่เป็นอัพยากฤตก็ไม่ใช่กำลังดับ ปฏิ. สภาวธรรมที่เป็นอัพยากฤตของบุคคลใดในภูมิใดไม่ใช่กำลังดับ สภาว-ธรรมที่เป็นอกุศลของบุคคลนั้นในภูมินั้นก็ไม่ใช่กำลังดับใช่ไหม วิ. ในภังคขณะแห่งสภาวธรรมที่เป็นอกุศลในอรูปภูมิ สภาวธรรมที่เป็นอัพยากฤตของบุคคลเหล่านั้นในภูมินั้นไม่ใช่กำลังดับ แต่สภาวธรรมที่เป็นอกุศลมิใช่ไม่กำลังดับ บุคคลทั้งหมดผู้กำลังอุบัติ ในอุปปาทขณะแห่งจิตในปวัตติกาล ในภังคขณะแห่งสภาวธรรมที่เป็นกุศลในอรูปภูมิ สภาวธรรมที่เป็นอัพยากฤตของบุคคลเหล่านั้นในภูมินั้นไม่ใช่กำลังดับและสภาวธรรมที่เป็นอกุศลก็ไม่ใช่กำลังดับ๒. อตีตวาร อนุโลมบุคคล
อนุ. สภาวธรรมที่เป็นกุศลของบุคคลใดเคยดับ สภาวธรรมที่เป็น อกุศลของบุคคลนั้นก็เคยดับใช่ไหม วิ. ใช่
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๙ หน้า : ๑๐๐}
พระอภิธรรมปิฎก ยมก [๙. ธัมมยมก] ๒. ปวัตติวาร ๒. นิโรธวาร ๒. อตีตวาร ปฏิ. สภาวธรรมที่เป็นอกุศลของบุคคลใดเคยดับ สภาวธรรมที่เป็นกุศลของบุคคลนั้นก็เคยดับใช่ไหม วิ. ใช่ อนุ. สภาวธรรมที่เป็นกุศลของบุคคลใดเคยดับ สภาวธรรมที่เป็นอัพยากฤตของบุคคลนั้นก็เคยดับใช่ไหม วิ. ใช่ ปฏิ. สภาวธรรมที่เป็นอัพยากฤตของบุคคลใดเคยดับ สภาวธรรมที่เป็น กุศลของบุคคลนั้นก็เคยดับใช่ไหม วิ. ใช่
อนุ. สภาวธรรมที่เป็นอกุศลของบุคคลใดเคยดับ สภาวธรรมที่เป็นอัพยากฤตของบุคคลนั้นก็เคยดับใช่ไหม วิ. ใช่ ปฏิ. สภาวธรรมที่เป็นอัพยากฤตของบุคคลใดเคยดับ สภาวธรรมที่เป็นอกุศลของบุคคลนั้นก็เคยดับใช่ไหม วิ. ใช่ อนุโลมโอกาส
อนุ. สภาวธรรมที่เป็นกุศลในภูมิใดเคยดับ สภาวธรรมที่เป็นอกุศล ในภูมินั้นก็เคยดับใช่ไหม วิ. ใช่ ปฏิ. สภาวธรรมที่เป็นอกุศลในภูมิใดเคยดับ สภาวธรรมที่เป็นกุศลในภูมินั้นก็เคยดับใช่ไหม วิ. ใช่ อนุ. สภาวธรรมที่เป็นกุศลในภูมิใดเคยดับ สภาวธรรมที่เป็นอัพยากฤตในภูมินั้นก็เคยดับใช่ไหม วิ. ใช่
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๙ หน้า : ๑๐๑}
พระอภิธรรมปิฎก ยมก [๙. ธัมมยมก] ๒. ปวัตติวาร ๒. นิโรธวาร ๒. อตีตวาร ปฏิ. สภาวธรรมที่เป็นอัพยากฤตในภูมิใดเคยดับ สภาวธรรมที่เป็นกุศลในภูมินั้นก็เคยดับใช่ไหม วิ. ในอสัญญสัตตภูมิ ในภูมินั้นสภาวธรรมที่เป็นอัพยากฤตเคยดับ แต่ สภาวธรรมที่เป็นกุศลไม่เคยดับ ในจตุโวการภูมิและปัญจโวการภูมิ ในภูมินั้นสภาวธรรมที่เป็นอัพยากฤตเคยดับและสภาวธรรมที่เป็นกุศลก็เคยดับ
อนุ. สภาวธรรมที่เป็นอกุศลในภูมิใดเคยดับ สภาวธรรมที่เป็นอัพยากฤตในภูมินั้นก็เคยดับใช่ไหม วิ. ใช่ ปฏิ. สภาวธรรมที่เป็นอัพยากฤตในภูมิใดเคยดับ สภาวธรรมที่เป็นอกุศลในภูมินั้นก็เคยดับใช่ไหม วิ. ในอสัญญสัตตภูมิ ในภูมินั้นสภาวธรรมที่เป็นอัพยากฤตเคยดับ แต่สภาวธรรมที่เป็นอกุศลไม่เคยดับ ในจตุโวการภูมิและปัญจโวการภูมิ ในภูมินั้นสภาวธรรมที่เป็นอัพยากฤตเคยดับและสภาวธรรมที่เป็นอกุศลก็เคยดับอนุโลมปุคคโลกาส
อนุ. สภาวธรรมที่เป็นกุศลของบุคคลใดในภูมิใดเคยดับ สภาวธรรม ที่เป็นอกุศลของบุคคลนั้นในภูมินั้นก็เคยดับใช่ไหม วิ. ใช่ ปฏิ. สภาวธรรมที่เป็นอกุศลของบุคคลใดในภูมิใดเคยดับ สภาวธรรมที่เป็นกุศลของบุคคลนั้นในภูมินั้นก็เคยดับใช่ไหม วิ. เมื่อจิตที่เป็นอกุศลดวงที่ ๒ ของบุคคลผู้อุบัติอยู่ในสุทธาวาสภูมิเป็นไปอยู่ สภาวธรรมที่เป็นอกุศลของบุคคลเหล่านั้นในภูมินั้นเคยดับ แต่สภาวธรรมที่เป็นกุศลไม่เคยดับ บุคคลนอกนี้ผู้อุบัติอยู่ในจตุโวการภูมิและปัญจโวการภูมิ สภาวธรรมที่เป็นอกุศลของบุคคลเหล่านั้นในภูมินั้นเคยดับและสภาวธรรมที่เป็นกุศลก็เคยดับ อนุ. สภาวธรรมที่เป็นกุศลของบุคคลใดในภูมิใดเคยดับ สภาวธรรมที่เป็นอัพยากฤตของบุคคลนั้นในภูมินั้นก็เคยดับใช่ไหม วิ. ใช่
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๙ หน้า : ๑๐๒}
พระอภิธรรมปิฎก ยมก [๙. ธัมมยมก] ๒. ปวัตติวาร ๒. นิโรธวาร ๒. อตีตวาร ปฏิ. สภาวธรรมที่เป็นอัพยากฤตของบุคคลใดในภูมิใดเคยดับ สภาวธรรมที่เป็นกุศลของบุคคลนั้นในภูมินั้นก็เคยดับใช่ไหม วิ. เมื่อจิตดวงที่ ๒ ของบุคคลผู้อุบัติอยู่ในสุทธาวาสภูมิเป็นไปอยู่ บุคคลผู้อุบัติอยู่ในอสัญญสัตตภูมิ สภาวธรรมที่เป็นอัพยากฤตของบุคคลเหล่านั้นในภูมินั้นเคยดับ แต่สภาวธรรมที่เป็นกุศลไม่เคยดับ บุคคลนอกนี้ผู้อุบัติอยู่ในจตุโวการภูมิและปัญจโวการภูมิ สภาวธรรมที่เป็นอัพยากฤตของบุคคลเหล่านั้นในภูมินั้นเคยดับและสภาวธรรมที่เป็นกุศลก็เคยดับ
อนุ. สภาวธรรมที่เป็นอกุศลของบุคคลใดในภูมิใดเคยดับ สภาวธรรมที่เป็นอัพยากฤตของบุคคลนั้นในภูมินั้นก็เคยดับใช่ไหม วิ. ใช่ ปฏิ. สภาวธรรมที่เป็นอัพยากฤตของบุคคลใดในภูมิใดเคยดับ สภาวธรรมที่เป็นอกุศลของบุคคลนั้นในภูมินั้นก็เคยดับใช่ไหม วิ. เมื่อจิตดวงที่ ๒ ของบุคคลผู้อุบัติอยู่ในสุทธาวาสภูมิเป็นไปอยู่ บุคคลผู้อุบัติอยู่ในอสัญญสัตตภูมิ สภาวธรรมที่เป็นอัพยากฤตของบุคคลเหล่านั้นในภูมินั้นเคยดับ แต่สภาวธรรมที่เป็นอกุศลไม่เคยดับ บุคคลนอกนี้ผู้อุบัติอยู่ในจตุโวการภูมิและปัญจโวการภูมิ สภาวธรรมที่เป็นอัพยากฤตของบุคคลเหล่านั้นในภูมินั้นเคยดับและสภาวธรรมที่เป็นอกุศลก็เคยดับ ปัจจนีกบุคคล
อนุ. สภาวธรรมที่เป็นกุศลของบุคคลใดไม่เคยดับ สภาวธรรมที่ เป็นอกุศลของบุคคลนั้นก็ไม่เคยดับมีไหม วิ. ไม่มี ปฏิ. สภาวธรรมที่เป็นอกุศลของบุคคลใดไม่เคยดับ สภาวธรรมที่เป็นกุศลของบุคคลนั้นก็ไม่เคยดับมีไหม วิ. ไม่มี
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๙ หน้า : ๑๐๓}
พระอภิธรรมปิฎก ยมก [๙. ธัมมยมก] ๒. ปวัตติวาร ๒. นิโรธวาร ๒. อตีตวาร อนุ. สภาวธรรมที่เป็นกุศลของบุคคลใดไม่เคยดับ สภาวธรรมที่เป็นอัพยา-กฤตของบุคคลนั้นก็ไม่เคยดับมีไหม วิ. ไม่มี ปฏิ. สภาวธรรมที่เป็นอัพยากฤตของบุคคลใดไม่เคยดับ สภาวธรรมที่เป็นกุศลของบุคคลนั้นก็ไม่เคยดับมีไหม วิ. ไม่มี
อนุ. สภาวธรรมที่เป็นอกุศลของบุคคลใดไม่เคยดับ สภาวธรรมที่เป็นอัพยากฤตของบุคคลนั้นก็ไม่เคยดับมีไหม วิ. ไม่มี ปฏิ. สภาวธรรมที่เป็นอัพยากฤตของบุคคลใดไม่เคยดับ สภาวธรรมที่เป็นอกุศลของบุคคลนั้นก็ไม่เคยดับมีไหม วิ. ไม่มี ปัจจนีกโอกาส
อนุ. สภาวธรรมที่เป็นกุศลในภูมิใดไม่เคยดับ สภาวธรรมที่เป็น อกุศลในภูมินั้นก็ไม่เคยดับใช่ไหม วิ. ใช่ ปฏิ. สภาวธรรมที่เป็นอกุศลในภูมิใดไม่เคยดับ สภาวธรรมที่เป็นกุศลในภูมินั้นก็ไม่เคยดับใช่ไหม วิ. ใช่ อนุ. สภาวธรรมที่เป็นกุศลในภูมิใดไม่เคยดับ สภาวธรรมที่เป็นอัพยากฤตในภูมินั้นก็ไม่เคยดับใช่ไหม วิ. เคยดับ ปฏิ. สภาวธรรมที่เป็นอัพยากฤตในภูมิใดไม่เคยดับ สภาวธรรมที่เป็นกุศลในภูมินั้นก็ไม่เคยดับมีไหม วิ. ไม่มี
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๙ หน้า : ๑๐๔}
พระอภิธรรมปิฎก ยมก [๙. ธัมมยมก] ๒. ปวัตติวาร ๒. นิโรธวาร ๒. อตีตวาร
อนุ. สภาวธรรมที่เป็นอกุศลในภูมิใดไม่เคยดับ สภาวธรรมที่เป็นอัพยากฤตในภูมินั้นก็ไม่เคยดับใช่ไหม วิ. เคยดับ ปฏิ. สภาวธรรมที่เป็นอัพยากฤตในภูมิใดไม่เคยดับ สภาวธรรมที่เป็นอกุศลในภูมินั้นก็ไม่เคยดับมีไหม วิ. ไม่มี ปัจจนีกปุคคโลกาส
อนุ. สภาวธรรมที่เป็นกุศลของบุคคลใดในภูมิใดไม่เคยดับ สภาวธรรม ที่เป็นอกุศลของบุคคลนั้นในภูมินั้นก็ไม่เคยดับใช่ไหม วิ. เมื่ออกุศลจิตดวงที่ ๒ ของบุคคลผู้อุบัติอยู่ในสุทธาวาสภูมิเป็นไปอยู่ สภาวธรรมที่เป็นกุศลของบุคคลเหล่านั้นในภูมินั้นไม่เคยดับ แต่สภาวธรรมที่เป็นอกุศลมิใช่ไม่เคยดับ เมื่อจิตดวงที่ ๒ ของบุคคลผู้อุบัติอยู่ในสุทธาวาสภูมิเป็นไปอยู่บุคคลผู้อุบัติอยู่ในอสัญญสัตตภูมิ สภาวธรรมที่เป็นกุศลของบุคคลเหล่านั้นในภูมินั้นไม่เคยดับและสภาวธรรมที่เป็นอกุศลก็ไม่เคยดับ ปฏิ. สภาวธรรมที่เป็นอกุศลของบุคคลใดในภูมิใดไม่เคยดับ สภาวธรรมที่เป็นกุศลของบุคคลนั้นในภูมินั้นก็ไม่เคยดับใช่ไหม วิ. ใช่ อนุ. สภาวธรรมที่เป็นกุศลของบุคคลใดในภูมิใดไม่เคยดับ สภาวธรรมที่เป็นอัพยากฤตของบุคคลนั้นในภูมินั้นก็ไม่เคยดับใช่ไหม วิ. เมื่อจิตดวงที่ ๒ ของบุคคลผู้อุบัติอยู่ในสุทธาวาสภูมิเป็นไปอยู่ บุคคลผู้อุบัติอยู่ในอสัญญสัตตภูมิ สภาวธรรมที่เป็นกุศลของบุคคลเหล่านั้นในภูมินั้นไม่เคยดับ แต่สภาวธรรมที่เป็นอัพยากฤตมิใช่ไม่เคยดับ บุคคลผู้กำลังอุบัติอยู่ในสุทธาวาสภูมิ สภาวธรรมที่เป็นกุศลของบุคคลเหล่านั้นในภูมินั้นไม่เคยดับและสภาวธรรมที่เป็นอัพยากฤตก็ไม่เคยดับ
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๙ หน้า : ๑๐๕}
พระอภิธรรมปิฎก ยมก [๙. ธัมมยมก] ๒. ปวัตติวาร ๒. นิโรธวาร ๓. อนาคตวาร ปฏิ. สภาวธรรมที่เป็นอัพยากฤตของบุคคลใดในภูมิใดไม่เคยดับ สภาวธรรมที่เป็นกุศลของบุคคลนั้นในภูมินั้นก็ไม่เคยดับใช่ไหม วิ. ใช่
อนุ. สภาวธรรมที่เป็นอกุศลของบุคคลใดในภูมิใดไม่เคยดับ สภาว-ธรรมที่เป็นอัพยากฤตของบุคคลนั้นในภูมินั้นก็ไม่เคยดับใช่ไหม วิ. เมื่อจิตดวงที่ ๒ ของบุคคลผู้อุบัติอยู่ในสุทธาวาสภูมิเป็นไปอยู่ บุคคลผู้อุบัติอยู่ในอสัญญสัตตภูมิ สภาวธรรมที่เป็นอกุศลของบุคคลเหล่านั้นในภูมินั้นไม่เคยดับ แต่สภาวธรรมที่เป็นอัพยากฤตมิใช่ไม่เคยดับ บุคคลผู้กำลังอุบัติในสุทธาวาสภูมิสภาวธรรมที่เป็นอกุศลของบุคคลเหล่านั้นในภูมินั้นไม่เคยดับและสภาวธรรมที่เป็นอัพยากฤตก็ไม่เคยดับ ปฏิ. สภาวธรรมที่เป็นอัพยากฤตของบุคคลใดในภูมิใดไม่เคยดับ สภาวธรรมที่เป็นอกุศลของบุคคลนั้นในภูมินั้นก็ไม่เคยดับใช่ไหม วิ. ใช่ ๓. อนาคตวาร อนุโลมบุคคล
อนุ. สภาวธรรมที่เป็นกุศลของบุคคลใดจักดับ สภาวธรรมที่เป็น อกุศลของบุคลนั้นก็จักดับใช่ไหม วิ. ในอุปปาทขณะแห่งอรหัตตมรรค บุคคลจักได้อรหัตตมรรคในลำดับ แห่งจิตใด (ในลำดับแห่งจิตนั้น) สภาวธรรมที่เป็นกุศลของบุคคลเหล่านั้นจักดับแต่สภาวธรรมที่เป็นอกุศลไม่ใช่จักดับ บุคคลนอกนี้ สภาวธรรมที่เป็นกุศลของบุคคลเหล่านั้นจักดับและสภาวธรรมที่เป็นอกุศลก็จักดับ ปฏิ. สภาวธรรมที่เป็นอกุศลของบุคคลใดจักดับ สภาวธรรมที่เป็นกุศลของบุคคลนั้นก็จักดับใช่ไหม วิ. ใช่
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๙ หน้า : ๑๐๖}
พระอภิธรรมปิฎก ยมก [๙. ธัมมยมก] ๒. ปวัตติวาร ๒. นิโรธวาร ๓. อนาคตวาร อนุ. สภาวธรรมที่เป็นกุศลของบุคคลใดจักดับ สภาวธรรมที่เป็นอัพยากฤตของบุคคลนั้นก็จักดับใช่ไหม วิ. ใช่ ปฏิ. สภาวธรรมที่เป็นอัพยากฤตของบุคคลใดจักดับ สภาวธรรมที่เป็นกุศลของบุคคลนั้นก็จักดับใช่ไหม วิ. ในภังคขณะแห่งอรหัตตมรรค อรหันตบุคคล สภาวธรรมที่เป็นอัพยา-กฤตของบุคคลเหล่านั้นจักดับ แต่สภาวธรรมที่เป็นกุศลไม่ใช่จักดับ บุคคลนอกนี้สภาวธรรมที่เป็นอัพยากฤตของบุคคลเหล่านั้นจักดับและสภาวธรรมที่เป็นกุศลก็จักดับ
อนุ. สภาวธรรมที่เป็นอกุศลของบุคคลใดจักดับ สภาวธรรมที่เป็นอัพยากฤตของบุคคลนั้นก็จักดับใช่ไหม วิ. ใช่ ปฏิ. สภาวธรรมที่เป็นอัพยากฤตของบุคคลใดจักดับ สภาวธรรมที่เป็นอกุศลของบุคคลนั้นก็จักดับใช่ไหม วิ. บุคคลผู้พร้อมเพรียงด้วยอรหัตตมรรค อรหันตบุคคล บุคคลจักได้อรหัตตมรรคในลำดับแห่งจิตใด ในลำดับแห่งจิตนั้น สภาวธรรมที่เป็นอัพยากฤตของบุคคลเหล่านั้นจักดับ แต่สภาวธรรมที่เป็นอกุศลไม่ใช่จักดับ บุคคลนอกนี้สภาวธรรมที่เป็นอัพยากฤตของบุคคลเหล่านั้นจักดับและสภาวธรรมที่เป็นอกุศลก็จักดับอนุโลมโอกาส
อนุ. สภาวธรรมที่เป็นกุศลในภูมิใดจักดับ สภาวธรรมที่เป็นอกุศลในภูมินั้นก็จักดับใช่ไหม ฯลฯ อนุโลมปุคคโลกาส
อนุ. สภาวธรรมที่เป็นกุศลของบุคคลใดในภูมิใดจักดับ สภาวธรรม ที่เป็นอกุศลของบุคคลนั้นในภูมินั้นก็จักดับใช่ไหม
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๙ หน้า : ๑๐๗}
พระอภิธรรมปิฎก ยมก [๙. ธัมมยมก] ๒. ปวัตติวาร ๒. นิโรธวาร ๓. อนาคตวาร วิ. ในอุปปาทขณะแห่งอรหัตตมรรค บุคคลจักได้อรหัตตมรรคในลำดับแห่งจิตใด (ในลำดับแห่งจิตนั้น) สภาวธรรมที่เป็นกุศลของบุคคลเหล่านั้นในภูมินั้นจักดับแต่สภาวธรรมที่เป็นอกุศลไม่ใช่จักดับ บุคคลนอกนี้ผู้อุบัติอยู่ในจตุโวการภูมิและปัญจโวการภูมิ สภาวธรรมที่เป็นกุศลของบุคคลเหล่านั้นในภูมินั้นจักดับและสภาว-ธรรมที่เป็นอกุศลก็จักดับ ปฏิ. สภาวธรรมที่เป็นอกุศลของบุคคลใดในภูมิใดจักดับ สภาวธรรมที่เป็นกุศลของบุคคลนั้นในภูมินั้นก็จักดับใช่ไหม วิ. ใช่ อนุ. สภาวธรรมที่เป็นกุศลของบุคคลใดในภูมิใดจักดับ สภาวธรรมที่เป็นอัพยากฤตของบุคคลนั้นในภูมินั้นก็จักดับใช่ไหม วิ. ใช่ ปฏิ. สภาวธรรมที่เป็นอัพยากฤตของบุคคลใดในภูมิใดจักดับ สภาวธรรมที่เป็นกุศลของบุคคลนั้นในภูมินั้นก็จักดับใช่ไหม วิ. ในภังคขณะแห่งอรหัตตมรรค อรหันตบุคคลและบุคคลผู้อุบัติอยู่ใน อสัญญสัตตภูมิ สภาวธรรมที่เป็นอัพยากฤตของบุคคลเหล่านั้นในภูมินั้นจักดับแต่สภาวธรรมที่เป็นกุศลไม่ใช่จักดับ บุคคลนอกนี้ผู้อุบัติอยู่ในจตุโวการภูมิและปัญจโวการภูมิ สภาวธรรมที่เป็นอัพยากฤตของบุคคลเหล่านั้นในภูมินั้นจักดับและสภาวธรรมที่เป็นกุศลก็จักดับ
อนุ. สภาวธรรมที่เป็นอกุศลของบุคคลใดในภูมิใดจักดับ สภาวธรรม ที่เป็นอัพยากฤตของบุคคลนั้นในภูมินั้นก็จักดับใช่ไหม วิ. ใช่ ปฏิ. สภาวธรรมที่เป็นอัพยากฤตของบุคคลใดในภูมิใดจักดับ สภาวธรรมที่เป็นอกุศลของบุคคลนั้นในภูมินั้นก็จักดับใช่ไหม วิ. บุคคลผู้พร้อมเพรียงด้วยอรหัตตมรรค อรหันตบุคคล บุคคลจักได้ อรหัตตมรรคในลำดับแห่งจิตใด (ในลำดับแห่งจิตนั้น) บุคคลผู้อุบัติอยู่ในอสัญญสัตตภูมิ
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๙ หน้า : ๑๐๘}
พระอภิธรรมปิฎก ยมก [๙. ธัมมยมก] ๒. ปวัตติวาร ๒. นิโรธวาร ๓. อนาคตวาร สภาวธรรมที่เป็นอัพยากฤตของบุคคลเหล่านั้นในภูมินั้นจักดับ แต่สภาวธรรมที่เป็นอกุศลไม่ใช่จักดับ บุคคลนอกนี้ผู้อุบัติอยู่ในจตุโวการภูมิและปัญจโวการภูมิสภาวธรรมที่เป็นอัพยากฤตของบุคคลเหล่านั้นในภูมินั้นจักดับและสภาวธรรมที่เป็นอกุศลก็จักดับ ปัจจนีกบุคคล
อนุ. สภาวธรรมที่เป็นกุศลของบุคคลใดไม่ใช่จักดับ สภาวธรรมที่ เป็นอกุศลของบุคคลนั้นก็ไม่ใช่จักดับใช่ไหม วิ. ใช่ ปฏิ. สภาวธรรมที่เป็นอกุศลของบุคคลใดไม่ใช่จักดับ สภาวธรรมที่เป็นกุศลของบุคคลนั้นก็ไม่ใช่จักดับใช่ไหม วิ. ในอุปปาทขณะแห่งอรหัตตมรรค บุคคลจักได้อรหัตตมรรคในลำดับแห่งจิตใด (ในลำดับแห่งจิตนั้น) สภาวธรรมที่เป็นอกุศลของบุคคลเหล่านั้นไม่ใช่จักดับแต่สภาวธรรมที่เป็นกุศลมิใช่จักไม่ดับ ในภังคขณะแห่งอรหัตตมรรค อรหันตบุคคลสภาวธรรมที่เป็นอกุศลของบุคคลเหล่านั้นไม่ใช่จักดับและสภาวธรรมที่เป็นกุศลก็ไม่ใช่จักดับ อนุ. สภาวธรรมที่เป็นกุศลของบุคคลใดไม่ใช่จักดับ สภาวธรรมที่เป็นอัพยา-กฤตของบุคคลนั้นก็ไม่ใช่จักดับใช่ไหม วิ. ในภังคขณะแห่งอรหัตตมรรค อรหันตบุคคล สภาวธรรมที่เป็นกุศล ของบุคคลเหล่านั้นไม่ใช่จักดับ แต่สภาวธรรมที่เป็นอัพยากฤตมิใช่จักไม่ดับ ในภังคขณะแห่งปัจฉิมจิต สภาวธรรมที่เป็นกุศลของบุคคลเหล่านั้นไม่ใช่จักดับและสภาวธรรมที่เป็นอัพยากฤตก็ไม่ใช่จักดับ ปฏิ. สภาวธรรมที่เป็นอัพยากฤตของบุคคลใดไม่ใช่จักดับ สภาวธรรมที่เป็นกุศลของบุคคลนั้นก็ไม่ใช่จักดับใช่ไหม วิ. ใช่
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๙ หน้า : ๑๐๙}
พระอภิธรรมปิฎก ยมก [๙. ธัมมยมก] ๒. ปวัตติวาร ๒. นิโรธวาร ๓. อนาคตวาร
อนุ. สภาวธรรมที่เป็นอกุศลของบุคคลใดไม่ใช่จักดับ สภาวธรรมที่เป็นอัพยากฤตของบุคคลนั้นก็ไม่ใช่จักดับใช่ไหม วิ. บุคคลผู้พร้อมเพรียงด้วยอรหัตตมรรค อรหันตบุคคล บุคคลจักได้อรหัตตมรรคในลำดับแห่งจิตใด (ในลำดับแห่งจิตนั้น) สภาวธรรมที่เป็นอกุศลของบุคคลเหล่านั้นไม่ใช่จักดับ แต่สภาวธรรมที่เป็นอัพยากฤตมิใช่จักไม่ดับ ในภังคขณะแห่งปัจฉิมจิต สภาวธรรมที่เป็นอกุศลของบุคคลเหล่านั้นไม่ใช่จักดับและสภาวธรรมที่เป็นอัพยากฤตก็ไม่ใช่จักดับ ปฏิ. สภาวธรรมที่เป็นอัพยากฤตของบุคคลใดไม่ใช่จักดับ สภาวธรรมที่เป็นอกุศลของบุคคลนั้นก็ไม่ใช่จักดับใช่ไหม วิ. ใช่ ปัจจนีกโอกาส
อนุ. สภาวธรรมที่เป็นกุศลในภูมิใดไม่ใช่จักดับ สภาวธรรมที่เป็นอกุศลในภูมินั้นก็ไม่ใช่จักดับใช่ไหม ฯลฯ ปัจจนีกปุคคโลกาส
อนุ. สภาวธรรมที่เป็นกุศลของบุคคลใดในภูมิใดไม่ใช่จักดับ สภาวธรรม ที่เป็นอกุศลของบุคคลนั้นในภูมินั้นก็ไม่ใช่จักดับใช่ไหม วิ. ใช่ ปฏิ. สภาวธรรมที่เป็นอกุศลของบุคคลใดในภูมิใดไม่ใช่จักดับ สภาวธรรมที่เป็นกุศลของบุคคลนั้นในภูมินั้นก็ไม่ใช่จักดับใช่ไหม วิ. ในอุปปาทขณะแห่งอรหัตตมรรค บุคคลจักได้อรหัตตมรรคในลำดับ แห่งจิตใด (ในลำดับแห่งจิตนั้น) สภาวธรรมที่เป็นอกุศลของบุคคลเหล่านั้นในภูมินั้นไม่ใช่จักดับ แต่สภาวธรรมที่เป็นกุศลมิใช่จักไม่ดับ ในภังคขณะแห่งอรหัตตมรรคอรหันตบุคคล บุคคลผู้อุบัติอยู่ในอสัญญสัตตภูมิ สภาวธรรมที่เป็นอกุศลของ บุคคลเหล่านั้นในภูมินั้นไม่ใช่จักดับและสภาวธรรมที่เป็นกุศลก็ไม่ใช่จักดับ
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๙ หน้า : ๑๑๐}
พระอภิธรรมปิฎก ยมก [๙. ธัมมยมก] ๒. ปวัตติวาร ๒. นิโรธวาร ๔. ปัจจุปปันนาตีตวาร อนุ. สภาวธรรมที่เป็นกุศลของบุคคลใดในภูมิใดไม่ใช่จักดับ สภาวธรรมที่เป็นอัพยากฤตของบุคคลนั้นในภูมินั้นก็ไม่ใช่จักดับใช่ไหม วิ. ในภังคขณะแห่งอรหัตตมรรค อรหันตบุคคล บุคคลผู้อุบัติอยู่ใน อสัญญสัตตภูมิ สภาวธรรมที่เป็นกุศลของบุคคลเหล่านั้นในภูมินั้นไม่ใช่จักดับ แต่สภาวธรรมที่เป็นอัพยากฤตมิใช่จักไม่ดับ ในภังคขณะแห่งปัจฉิมจิต สภาวธรรมที่เป็นกุศลของบุคคลเหล่านั้นในภูมินั้นไม่ใช่จักดับและสภาวธรรมที่เป็นอัพยากฤตก็ไม่ใช่จักดับ ปฏิ. สภาวธรรมที่เป็นอัพยากฤตของบุคคลใดในภูมิใดไม่ใช่จักดับ สภาวธรรมที่เป็นกุศลของบุคคลนั้นในภูมินั้นก็ไม่ใช่จักดับใช่ไหม วิ. ใช่
อนุ. สภาวธรรมที่เป็นอกุศลของบุคคลใดในภูมิใดไม่ใช่จักดับ สภาว-ธรรมที่เป็นอัพยากฤตของบุคคลนั้นในภูมินั้นก็ไม่ใช่จักดับใช่ไหม วิ. บุคคลผู้พร้อมเพรียงด้วยอรหัตตมรรค อรหันตบุคคล บุคคลจักได้อรหัตตมรรคในลำดับแห่งจิตใด (ในลำดับแห่งจิตนั้น) บุคคลผู้อุบัติอยู่ในอสัญญสัตตภูมิสภาวธรรมที่เป็นอกุศลของบุคคลเหล่านั้นในภูมินั้นไม่ใช่จักดับ แต่สภาวธรรมที่เป็นอัพยากฤตมิใช่จักไม่ดับ ในภังคขณะแห่งปัจฉิมจิต สภาวธรรมที่เป็นอกุศลของบุคคลเหล่านั้นในภูมินั้นไม่ใช่จักดับและสภาวธรรมที่เป็นอัพยากฤตก็ไม่ใช่จักดับ ปฏิ. สภาวธรรมที่เป็นอัพยากฤตของบุคคลใดในภูมิใดไม่ใช่จักดับ สภาวธรรมที่เป็นอกุศลของบุคคลนั้นในภูมินั้นก็ไม่ใช่จักดับใช่ไหม วิ. ใช่ ๔. ปัจจุปปันนาตีตวาร อนุโลมบุคคล
อนุ. สภาวธรรมที่เป็นกุศลของบุคคลใดกำลังดับ สภาวธรรมที่เป็น อกุศลของบุคคลนั้นก็เคยดับใช่ไหม วิ. ใช่
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๙ หน้า : ๑๑๑}
พระอภิธรรมปิฎก ยมก [๙. ธัมมยมก] ๒. ปวัตติวาร ๒. นิโรธวาร ๔. ปัจจุปปันนาตีตวาร ปฏิ. สภาวธรรมที่เป็นอกุศลของบุคคลใดเคยดับ สภาวธรรมที่เป็นกุศลของบุคคลนั้นก็กำลังดับใช่ไหม วิ. ในอุปปาทขณะแห่งจิตของบุคคลทั้งหมด ในภังคขณะแห่งจิตที่วิปปยุต จากกุศล บุคคลผู้เข้านิโรธสมาบัติและบุคคลผู้อุบัติอยู่ในอสัญญสัตตภูมิ สภาวธรรมที่เป็นอกุศลของบุคคลเหล่านั้นเคยดับ แต่สภาวธรรมที่เป็นกุศลไม่ใช่กำลังดับ ในภังคขณะแห่งสภาวธรรมที่เป็นกุศล สภาวธรรมที่เป็นอกุศลของบุคคลเหล่านั้นเคยดับและสภาวธรรมที่เป็นกุศลก็กำลังดับ อนุ. สภาวธรรมที่เป็นกุศลของบุคคลใดกำลังดับ สภาวธรรมที่เป็นอัพยากฤตของบุคคลนั้นก็เคยดับใช่ไหม วิ. ใช่ ปฏิ. สภาวธรรมที่เป็นอัพยากฤตของบุคคลใดเคยดับ สภาวธรรมที่เป็น กุศลของบุคคลนั้นก็กำลังดับใช่ไหม วิ. ในอุปปาทขณะแห่งจิตของบุคคลทั้งหมด ในภังคขณะแห่งจิตที่วิปปยุต จากกุศล บุคคลผู้เข้านิโรธสมาบัติและบุคคลผู้อุบัติอยู่ในอสัญญสัตตภูมิ สภาวธรรมที่เป็นอัพยากฤตของบุคคลเหล่านั้นเคยดับ แต่สภาวธรรมที่เป็นกุศลไม่ใช่กำลังดับในภังคขณะแห่งสภาวธรรมที่เป็นกุศล สภาวธรรมที่เป็นอัพยากฤตของบุคคลเหล่านั้นเคยดับและสภาวธรรมที่เป็นกุศลก็กำลังดับ
อนุ. สภาวธรรมที่เป็นอกุศลของบุคคลใดกำลังดับ สภาวธรรมที่ เป็นอัพยากฤตของบุคคลนั้นก็เคยดับใช่ไหม วิ. ใช่ ปฏิ. สภาวธรรมที่เป็นอัพยากฤตของบุคคลใดเคยดับ สภาวธรรมที่เป็น อกุศลของบุคคลนั้นก็กำลังดับใช่ไหม วิ. ในอุปปาทขณะแห่งจิตของบุคคลทั้งหมด ในภังคขณะแห่งจิตที่วิปปยุต จากอกุศล บุคคลผู้เข้านิโรธสมาบัติและบุคคลผู้อุบัติอยู่ในอสัญญสัตตภูมิ สภาว-ธรรมที่เป็นอัพยากฤตของบุคคลเหล่านั้นเคยดับ แต่สภาวธรรมที่เป็นอกุศลไม่ใช่กำลังดับ ในภังคขณะแห่งสภาวธรรมที่เป็นอกุศล สภาวธรรมที่เป็นอัพยากฤตของบุคคลเหล่านั้นเคยดับและสภาวธรรมที่เป็นอกุศลก็กำลังดับ
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๙ หน้า : ๑๑๒}
พระอภิธรรมปิฎก ยมก [๙. ธัมมยมก] ๒. ปวัตติวาร ๒. นิโรธวาร ๔. ปัจจุปปันนาตีตวาร อนุโลมโอกาส
อนุ. สภาวธรรมที่เป็นกุศลในภูมิใดกำลังดับ สภาวธรรมที่เป็นอกุศลในภูมินั้นก็เคยดับใช่ไหม ฯลฯ อนุโลมปุคคโลกาส
อนุ. สภาวธรรมที่เป็นกุศลของบุคคลใดในภูมิใดกำลังดับ สภาวธรรม ที่เป็นอกุศลของบุคคลนั้นในภูมินั้นก็เคยดับใช่ไหม วิ. ใช่ ปฏิ. สภาวธรรมที่เป็นอกุศลของบุคคลใดในภูมิใดเคยดับ สภาวธรรมที่เป็นกุศลของบุคคลนั้นในภูมินั้นก็กำลังดับใช่ไหม วิ. ในอุปปาทขณะแห่งจิตของบุคคลทั้งหมด ในภังคขณะแห่งจิตที่วิปปยุต จากกุศล สภาวธรรมที่เป็นอกุศลของบุคคลเหล่านั้นในภูมินั้นเคยดับ แต่สภาวธรรมที่เป็นกุศลไม่ใช่กำลังดับ ในภังคขณะแห่งสภาวธรรมที่เป็นกุศล สภาวธรรมที่เป็นอกุศลของบุคคลเหล่านั้นในภูมินั้นเคยดับและสภาวธรรมที่เป็นกุศลก็กำลังดับ อนุ. สภาวธรรมที่เป็นกุศลของบุคคลใดในภูมิใดกำลังดับ สภาวธรรมที่เป็นอัพยากฤตของบุคคลนั้นในภูมินั้นก็เคยดับใช่ไหม วิ. ใช่ ปฏิ. สภาวธรรมที่เป็นอัพยากฤตของบุคคลใดในภูมิใดเคยดับ สภาวธรรมที่เป็นกุศลของบุคคลนั้นในภูมินั้นก็กำลังดับใช่ไหม วิ. ในอุปปาทขณะแห่งจิตของบุคคลทั้งหมด ในภังคขณะแห่งจิตที่วิปปยุต จากกุศล บุคคลผู้อุบัติอยู่ในอสัญญสัตตภูมิ สภาวธรรมที่เป็นอัพยากฤตของ บุคคลเหล่านั้นในภูมินั้นเคยดับ แต่สภาวธรรมที่เป็นกุศลไม่ใช่กำลังดับ ในภังคขณะแห่งสภาวธรรมที่เป็นกุศล สภาวธรรมที่เป็นอัพยากฤตของบุคคลเหล่านั้นในภูมินั้นเคยดับและสภาวธรรมที่เป็นกุศลก็กำลังดับ
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๙ หน้า : ๑๑๓}
พระอภิธรรมปิฎก ยมก [๙. ธัมมยมก] ๒. ปวัตติวาร ๒. นิโรธวาร ๔. ปัจจุปปันนาตีตวาร
อนุ. สภาวธรรมที่เป็นอกุศลของบุคคลใดในภูมิใดกำลังดับ สภาว-ธรรมที่เป็นอัพยากฤตของบุคคลนั้นในภูมินั้นก็เคยดับใช่ไหม วิ. ใช่ ปฏิ. สภาวธรรมที่เป็นอัพยากฤตของบุคคลใดในภูมิใดเคยดับ สภาวธรรมที่เป็นอกุศลของบุคคลนั้นในภูมินั้นก็กำลังดับใช่ไหม วิ. ในอุปปาทขณะแห่งจิตของบุคคลทั้งหมด ในภังคขณะแห่งจิตที่วิปปยุตจากอกุศล บุคคลผู้อุบัติอยู่ในอสัญญสัตตภูมิ สภาวธรรมที่เป็นอัพยากฤตของบุคคลเหล่านั้นในภูมินั้นเคยดับ แต่สภาวธรรมที่เป็นอกุศลไม่ใช่กำลังดับ ในภังคขณะแห่งสภาวธรรมที่เป็นอกุศล สภาวธรรมที่เป็นอัพยากฤตของบุคคลเหล่านั้นในภูมินั้นเคยดับและสภาวธรรมที่เป็นอกุศลก็กำลังดับ ปัจจนีกบุคคล
อนุ. สภาวธรรมที่เป็นกุศลของบุคคลใดไม่ใช่กำลังดับ สภาวธรรม ที่เป็นอกุศลของบุคคลนั้นก็ไม่เคยดับใช่ไหม วิ. เคยดับ ปฏิ. สภาวธรรมที่เป็นอกุศลของบุคคลใดไม่เคยดับ สภาวธรรมที่เป็นกุศลของบุคคลนั้นก็ไม่ใช่กำลังดับมีไหม วิ. ไม่มี อนุ. สภาวธรรมที่เป็นกุศลของบุคคลใดไม่ใช่กำลังดับ สภาวธรรมที่เป็น อัพยากฤตของบุคคลนั้นก็ไม่เคยดับใช่ไหม วิ. เคยดับ ปฏิ. สภาวธรรมที่เป็นอัพยากฤตของบุคคลใดไม่เคยดับ สภาวธรรมที่เป็นกุศลของบุคคลนั้นก็ไม่ใช่กำลังดับมีไหม วิ. ไม่มี
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๙ หน้า : ๑๑๔}
พระอภิธรรมปิฎก ยมก [๙. ธัมมยมก] ๒. ปวัตติวาร ๒. นิโรธวาร ๔. ปัจจุปปันนาตีตวาร
อนุ. สภาวธรรมที่เป็นอกุศลของบุคคลใดไม่ใช่กำลังดับ สภาวธรรมที่เป็นอัพยากฤตของบุคคลนั้นก็ไม่เคยดับใช่ไหม วิ. เคยดับ ปฏิ. สภาวธรรมที่เป็นอัพยากฤตของบุคคลใดไม่เคยดับ สภาวธรรมที่เป็นอกุศลของบุคคลนั้นก็ไม่ใช่กำลังดับมีไหม วิ. ไม่มี ปัจจนีกโอกาส
อนุ. สภาวธรรมที่เป็นกุศลในภูมิใดไม่ใช่กำลังดับ สภาวธรรมที่เป็นอกุศลในภูมินั้นก็ไม่เคยดับใช่ไหม ฯลฯ ปัจจนีกปุคคโลกาส
อนุ. สภาวธรรมที่เป็นกุศลของบุคคลใดในภูมิใดไม่ใช่กำลังดับ สภาว- ธรรมที่เป็นอกุศลของบุคคลนั้นในภูมินั้นก็ไม่เคยดับใช่ไหม วิ. ในอุปปาทขณะแห่งจิตของบุคคลทั้งหมด ในภังคขณะแห่งจิตที่วิปปยุต จากกุศล สภาวธรรมที่เป็นกุศลของบุคคลเหล่านั้นในภูมินั้นไม่ใช่กำลังดับ แต่สภาวธรรมที่เป็นอกุศลมิใช่ไม่เคยดับ เมื่อจิตดวงที่ ๒ ของบุคคลผู้อุบัติอยู่ในสุทธาวาสภูมิเป็นไปอยู่ บุคคลผู้อุบัติอยู่ในอสัญญสัตตภูมิ สภาวธรรมที่เป็นกุศลของบุคคลเหล่านั้นในภูมินั้นไม่ใช่กำลังดับและสภาวธรรมที่เป็นอกุศลก็ไม่เคยดับ ปฏิ. สภาวธรรมที่เป็นอกุศลของบุคคลใดในภูมิใดไม่เคยดับ สภาวธรรมที่เป็นกุศลของบุคคลนั้นในภูมินั้นก็ไม่ใช่กำลังดับใช่ไหม วิ. ใช่ อนุ. สภาวธรรมที่เป็นกุศลของบุคคลใดในภูมิใดไม่ใช่กำลังดับ สภาวธรรมที่เป็นอัพยากฤตของบุคคลนั้นในภูมินั้นก็ไม่เคยดับใช่ไหม
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๙ หน้า : ๑๑๕}
พระอภิธรรมปิฎก ยมก [๙. ธัมมยมก] ๒. ปวัตติวาร ๒. นิโรธวาร ๕. ปัจจุปปันนานาคตวาร วิ. ในอุปปาทขณะแห่งจิตของบุคคลทั้งหมด ในภังคขณะแห่งจิตที่วิปปยุต จากกุศล บุคคลผู้อุบัติอยู่ในอสัญญสัตตภูมิ สภาวธรรมที่เป็นกุศลของบุคคล เหล่านั้นในภูมินั้นไม่ใช่กำลังดับ แต่สภาวธรรมที่เป็นอัพยากฤตมิใช่ไม่เคยดับบุคคลผู้กำลังอุบัติในสุทธาวาสภูมิ สภาวธรรมที่เป็นกุศลของบุคคลเหล่านั้นในภูมินั้นไม่ใช่กำลังดับและสภาวธรรมที่เป็นอัพยากฤตก็ไม่เคยดับ ปฏิ. สภาวธรรมที่เป็นอัพยากฤตของบุคคลใดในภูมิใดไม่เคยดับ สภาวธรรมที่เป็นกุศลของบุคคลนั้นในภูมินั้นก็ไม่ใช่กำลังดับใช่ไหม วิ. ใช่
อนุ. สภาวธรรมที่เป็นอกุศลของบุคคลใดในภูมิใดไม่ใช่กำลังดับสภาวธรรมที่เป็นอัพยากฤตของบุคคลนั้นในภูมินั้นก็ไม่เคยดับใช่ไหม วิ. ในอุปปาทขณะแห่งจิตของบุคคลทั้งหมด ในภังคขณะแห่งจิตที่วิปปยุตจากอกุศล บุคคลผู้อุบัติอยู่ในอสัญญสัตตภูมิ สภาวธรรมที่เป็นอกุศลของบุคคลเหล่านั้นในภูมินั้นไม่ใช่กำลังดับ แต่สภาวธรรมที่เป็นอัพยากฤตมิใช่ไม่เคยดับบุคคลผู้กำลังอุบัติอยู่ในสุทธาวาสภูมิ สภาวธรรมที่เป็นอกุศลของบุคคลเหล่านั้นในภูมินั้นไม่ใช่กำลังดับและสภาวธรรมที่เป็นอัพยากฤตก็ไม่เคยดับ ปฏิ. สภาวธรรมที่เป็นอัพยากฤตของบุคคลใดในภูมิใดไม่เคยดับ สภาวธรรมที่เป็นอกุศลของบุคคลนั้นในภูมินั้นก็ไม่ใช่กำลังดับใช่ไหม วิ. ใช่ ๕. ปัจจุปปันนานาคตวาร อนุโลมบุคคล
อนุ. สภาวธรรมที่เป็นกุศลของบุคคลใดกำลังดับ สภาวธรรมที่เป็น อกุศลของบุคคลนั้นก็จักดับใช่ไหม วิ. ในภังคขณะแห่งอรหัตตมรรค บุคคลจักได้อรหัตตมรรคในลำดับแห่งจิตใด (ในภังคขณะแห่งจิตนั้น) สภาวธรรมที่เป็นกุศลของบุคคลเหล่านั้นกำลังดับ
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๙ หน้า : ๑๑๖}
พระอภิธรรมปิฎก ยมก [๙. ธัมมยมก] ๒. ปวัตติวาร ๒. นิโรธวาร ๕. ปัจจุปปันนานาคตวาร แต่สภาวธรรมที่เป็นอกุศลไม่ใช่จักดับ บุคคลนอกนี้ ในภังคขณะแห่งสภาวธรรมที่เป็นกุศล สภาวธรรมที่เป็นกุศลของบุคคลเหล่านั้นกำลังดับและสภาวธรรมที่เป็นอกุศลก็จักดับ ปฏิ. สภาวธรรมที่เป็นอกุศลของบุคคลใดจักดับ สภาวธรรมที่เป็นกุศลของบุคคลนั้นก็กำลังดับใช่ไหม วิ. ในอุปปาทขณะแห่งจิตของบุคคลทั้งหมด ในภังคขณะแห่งจิตที่วิปปยุต จากกุศล บุคคลผู้เข้านิโรธสมาบัติและบุคคลผู้อุบัติอยู่ในอสัญญสัตตภูมิ สภาว-ธรรมที่เป็นอกุศลของบุคคลเหล่านั้นจักดับ แต่สภาวธรรมที่เป็นกุศลไม่ใช่กำลังดับในภังคขณะแห่งสภาวธรรมที่เป็นกุศล สภาวธรรมที่เป็นอกุศลของบุคคลเหล่านั้นจักดับและสภาวธรรมที่เป็นกุศลก็กำลังดับ อนุ. สภาวธรรมที่เป็นกุศลของบุคคลใดกำลังดับ สภาวธรรมที่เป็นอัพยา-กฤตของบุคคลนั้นก็จักดับใช่ไหม วิ. ใช่ ปฏิ. สภาวธรรมที่เป็นอัพยากฤตของบุคคลใดจักดับ สภาวธรรมที่เป็นกุศลของบุคคลนั้นก็กำลังดับใช่ไหม วิ. ในอุปปาทขณะแห่งจิตของบุคคลทั้งหมด ในภังคขณะแห่งจิตที่วิปปยุต จากกุศล บุคคลผู้เข้านิโรธสมาบัติและบุคคลผู้อุบัติอยู่ในอสัญญสัตตภูมิ สภาวธรรมที่เป็นอัพยากฤตของบุคคลเหล่านั้นจักดับ แต่สภาวธรรมที่เป็นกุศลไม่ใช่กำลังดับ ในภังคขณะแห่งสภาวธรรมที่เป็นกุศล สภาวธรรมที่เป็นอัพยากฤตของบุคคลเหล่านั้นจักดับและสภาวธรรมที่เป็นกุศลก็กำลังดับ
อนุ. สภาวธรรมที่เป็นอกุศลของบุคคลใดกำลังดับ สภาวธรรมที่ เป็นอัพยากฤตของบุคคลนั้นก็จักดับใช่ไหม วิ. ใช่ ปฏิ. สภาวธรรมที่เป็นอัพยากฤตของบุคคลใดจักดับ สภาวธรรมที่เป็น อกุศลของบุคคลนั้นก็กำลังดับใช่ไหม
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๙ หน้า : ๑๑๗}
พระอภิธรรมปิฎก ยมก [๙. ธัมมยมก] ๒. ปวัตติวาร ๒. นิโรธวาร ๕. ปัจจุปปันนานาคตวาร วิ. ในอุปปาทขณะแห่งจิตของบุคคลทั้งหมด ในภังคขณะแห่งจิตที่วิปปยุต จากอกุศล บุคคลผู้เข้านิโรธสมาบัติและบุคคลผู้อุบัติอยู่ในอสัญญสัตตภูมิ สภาว-ธรรมที่เป็นอัพยากฤตของบุคคลเหล่านั้นจักดับ แต่สภาวธรรมที่เป็นอกุศลไม่ใช่กำลังดับ ในภังคขณะแห่งสภาวธรรมที่เป็นอกุศล สภาวธรรมที่เป็นอัพยากฤตของบุคคลเหล่านั้นจักดับและสภาวธรรมที่เป็นอกุศลก็กำลังดับ อนุโลมโอกาส
อนุ. สภาวธรรมที่เป็นกุศลในภูมิใดกำลังดับ สภาวธรรมที่เป็นอกุศลในภูมินั้นก็จักดับใช่ไหม ฯลฯ อนุโลมปุคคโลกาส
อนุ. สภาวธรรมที่เป็นกุศลของบุคคลใดในภูมิใดกำลังดับ สภาวธรรม ที่เป็นอกุศลของบุคคลนั้นในภูมินั้นก็จักดับใช่ไหม วิ. ในภังคขณะแห่งอรหัตตมรรค บุคคลจักได้อรหัตตมรรคในลำดับแห่งจิตใดในภังคขณะแห่งจิตนั้น สภาวธรรมที่เป็นกุศลของบุคคลเหล่านั้นในภูมินั้นกำลังดับแต่สภาวธรรมที่เป็นอกุศลไม่ใช่จักดับ บุคคลนอกนี้ ในภังคขณะแห่งสภาวธรรมที่เป็นกุศล สภาวธรรมที่เป็นกุศลของบุคคลเหล่านั้นในภูมินั้นกำลังดับและสภาวธรรมที่เป็นอกุศลก็จักดับ ปฏิ. สภาวธรรมที่เป็นอกุศลของบุคคลใดในภูมิใดจักดับ สภาวธรรมที่เป็นกุศลของบุคคลนั้นในภูมินั้นก็กำลังดับใช่ไหม วิ. ในอุปปาทขณะแห่งจิตของบุคคลทั้งหมด ในภังคขณะแห่งจิตที่วิปปยุต จากกุศล สภาวธรรมที่เป็นอกุศลของบุคคลเหล่านั้นในภูมินั้นจักดับ แต่สภาวธรรมที่เป็นกุศลไม่ใช่กำลังดับ ในภังคขณะแห่งสภาวธรรมที่เป็นกุศล สภาวธรรมที่เป็นอกุศลของบุคคลเหล่านั้นในภูมินั้นจักดับและสภาวธรรมที่เป็นกุศลก็กำลังดับ
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๙ หน้า : ๑๑๘}
พระอภิธรรมปิฎก ยมก [๙. ธัมมยมก] ๒. ปวัตติวาร ๒. นิโรธวาร ๕. ปัจจุปปันนานาคตวาร อนุ. สภาวธรรมที่เป็นกุศลของบุคคลใดในภูมิใดกำลังดับ สภาวธรรมที่เป็นอัพยากฤตของบุคคลนั้นในภูมินั้นก็จักดับใช่ไหม วิ. ใช่ ปฏิ. สภาวธรรมที่เป็นอัพยากฤตของบุคคลใดในภูมิใดจักดับ สภาวธรรมที่เป็นกุศลของบุคคลนั้นในภูมินั้นก็กำลังดับใช่ไหม วิ. ในอุปปาทขณะแห่งจิตของบุคคลทั้งหมด ในภังคขณะแห่งจิตที่วิปปยุต จากกุศล บุคคลผู้อุบัติอยู่ในอสัญญสัตตภูมิ สภาวธรรมที่เป็นอัพยากฤตของ บุคคลเหล่านั้นในภูมินั้นจักดับ แต่สภาวธรรมที่เป็นกุศลไม่ใช่กำลังดับ ในภังคขณะแห่งสภาวธรรมที่เป็นกุศล สภาวธรรมที่เป็นอัพยากฤตของบุคคลเหล่านั้นในภูมินั้นจักดับและสภาวธรรมที่เป็นกุศลก็กำลังดับ
อนุ. สภาวธรรมที่เป็นอกุศลของบุคคลใดในภูมิใดกำลังดับ สภาวธรรมที่เป็นอัพยากฤตของบุคคลนั้นในภูมินั้นก็จักดับใช่ไหม วิ. ใช่ ปฏิ. สภาวธรรมที่เป็นอัพยากฤตของบุคคลใดในภูมิใดจักดับ สภาวธรรมที่เป็นอกุศลของบุคคลนั้นในภูมินั้นก็กำลังดับใช่ไหม วิ. ในอุปปาทขณะแห่งจิตของบุคคลทั้งหมด ในภังคขณะแห่งจิตที่วิปปยุตจากอกุศล บุคคลผู้อุบัติอยู่ในอสัญญสัตตภูมิ สภาวธรรมที่เป็นอัพยากฤตของบุคคลเหล่านั้นในภูมินั้นจักดับ แต่สภาวธรรมที่เป็นอกุศลไม่ใช่กำลังดับ ในภังคขณะแห่งสภาวธรรมที่เป็นอกุศล สภาวธรรมที่เป็นอัพยากฤตของบุคคลเหล่านั้นในภูมินั้นจักดับและสภาวธรรมที่เป็นอกุศลก็กำลังดับ ปัจจนีกบุคคล
อนุ. สภาวธรรมที่เป็นกุศลของบุคคลใดไม่ใช่กำลังดับ สภาวธรรม ที่เป็นอกุศลของบุคคลนั้นก็ไม่ใช่จักดับใช่ไหม วิ. ในอุปปาทขณะแห่งจิตของบุคคลทั้งหมด ในภังคขณะแห่งจิตที่วิปปยุต จากกุศล บุคคลผู้เข้านิโรธสมาบัติและบุคคลผู้อุบัติอยู่ในอสัญญสัตตภูมิ สภาวธรรม
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๙ หน้า : ๑๑๙}
พระอภิธรรมปิฎก ยมก [๙. ธัมมยมก] ๒. ปวัตติวาร ๒. นิโรธวาร ๕. ปัจจุปปันนานาคตวาร ที่เป็นกุศลของบุคคลเหล่านั้นไม่ใช่กำลังดับ แต่สภาวธรรมที่เป็นอกุศลมิใช่จักไม่ดับในอุปปาทขณะแห่งอรหัตตมรรค อรหันตบุคคล บุคคลจักได้อรหัตตมรรคในลำดับแห่งจิตใด ในอุปปาทขณะแห่งจิตนั้น สภาวธรรมที่เป็นกุศลของบุคคลเหล่านั้นไม่ใช่กำลังดับและสภาวธรรมที่เป็นอกุศลก็ไม่ใช่จักดับ ปฏิ. สภาวธรรมที่เป็นอกุศลของบุคคลใดไม่ใช่จักดับ สภาวธรรมที่เป็นกุศลของบุคคลนั้นก็ไม่ใช่กำลังดับใช่ไหม วิ. ในภังคขณะแห่งอรหัตตมรรค บุคคลจักได้อรหัตตมรรคในลำดับแห่งจิตใดในภังคขณะแห่งจิตนั้น สภาวธรรมที่เป็นอกุศลของบุคคลเหล่านั้นไม่ใช่จักดับ แต่สภาวธรรมที่เป็นกุศลมิใช่ไม่กำลังดับ ในอุปปาทขณะแห่งอรหัตตมรรค อรหันต-บุคคล บุคคลจักได้อรหัตตมรรคในลำดับแห่งจิตใด ในอุปปาทขณะแห่งจิตนั้นสภาวธรรมที่เป็นอกุศลของบุคคลเหล่านั้นไม่ใช่จักดับและสภาวธรรมที่เป็นกุศลก็ไม่ใช่กำลังดับ อนุ. สภาวธรรมที่เป็นกุศลของบุคคลใดไม่ใช่กำลังดับ สภาวธรรมที่เป็น อัพยากฤตของบุคคลนั้นก็ไม่ใช่จักดับใช่ไหม วิ. ในอุปปาทขณะแห่งจิตของบุคคลทั้งหมด ในภังคขณะแห่งจิตที่วิปปยุต จากกุศล บุคคลผู้เข้านิโรธสมาบัติและบุคคลผู้อุบัติอยู่ในอสัญญสัตตภูมิ สภาวธรรมที่เป็นกุศลของบุคคลเหล่านั้นไม่ใช่กำลังดับ แต่สภาวธรรมที่เป็นอัพยากฤตมิใช่จักไม่ดับ ในภังคขณะแห่งปัจฉิมจิต สภาวธรรมที่เป็นกุศลของบุคคลเหล่านั้นไม่ใช่กำลังดับและสภาวธรรมที่เป็นอัพยากฤตก็ไม่ใช่จักดับ ปฏิ. สภาวธรรมที่เป็นอัพยากฤตของบุคคลใดไม่ใช่จักดับ สภาวธรรมที่เป็นกุศลของบุคคลนั้นก็ไม่ใช่กำลังดับใช่ไหม วิ. ใช่
อนุ. สภาวธรรมที่เป็นอกุศลของบุคคลใดไม่ใช่กำลังดับ สภาวธรรม ที่เป็นอัพยากฤตของบุคคลนั้นก็ไม่ใช่จักดับใช่ไหม วิ. ในอุปปาทขณะแห่งจิตของบุคคลทั้งหมด ในภังคขณะแห่งจิตที่วิปปยุต จากอกุศล บุคคลผู้เข้านิโรธสมาบัติและบุคคลผู้อุบัติอยู่ในอสัญญสัตตภูมิ สภาว-
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๙ หน้า : ๑๒๐}
พระอภิธรรมปิฎก ยมก [๙. ธัมมยมก] ๒. ปวัตติวาร ๒. นิโรธวาร ๕. ปัจจุปปันนานาคตวาร ธรรมที่เป็นอกุศลของบุคคลเหล่านั้นไม่ใช่กำลังดับ แต่สภาวธรรมที่เป็นอัพยากฤตมิใช่จักไม่ดับ ในภังคขณะแห่งปัจฉิมจิต สภาวธรรมที่เป็นอกุศลของบุคคลเหล่านั้นไม่ใช่กำลังดับและสภาวธรรมที่เป็นอัพยากฤตก็ไม่ใช่จักดับ ปฏิ. สภาวธรรมที่เป็นอัพยากฤตของบุคคลใดไม่ใช่จักดับ สภาวธรรมที่เป็นอกุศลของบุคคลนั้นก็ไม่ใช่กำลังดับใช่ไหม วิ. ใช่ ปัจจนีกโอกาส
อนุ. สภาวธรรมที่เป็นกุศลในภูมิใดไม่ใช่กำลังดับ สภาวธรรมที่เป็นอกุศลในภูมินั้นก็ไม่ใช่จักดับใช่ไหม ฯลฯ ปัจจนีกปุคคโลกาส
อนุ. สภาวธรรมที่เป็นกุศลของบุคคลใดในภูมิใดไม่ใช่กำลังดับ สภาวธรรมที่เป็นอกุศลของบุคคลนั้นในภูมินั้นก็ไม่ใช่จักดับใช่ไหม วิ. ในอุปปาทขณะแห่งจิตของบุคคลทั้งหมด ในภังคขณะแห่งจิตที่วิปปยุต จากกุศล สภาวธรรมที่เป็นกุศลของบุคคลเหล่านั้นในภูมินั้นไม่ใช่กำลังดับ แต่สภาว-ธรรมที่เป็นอกุศลมิใช่จักไม่ดับ ในอุปปาทขณะแห่งอรหัตตมรรค อรหันตบุคคลบุคคลจักได้อรหัตตมรรคในลำดับแห่งจิตใด ในอุปปาทขณะแห่งจิตนั้น บุคคลผู้อุบัติอยู่ในอสัญญสัตตภูมิ สภาวธรรมที่เป็นกุศลของบุคคลเหล่านั้นในภูมินั้นไม่ใช่กำลังดับและสภาวธรรมที่เป็นอกุศลก็ไม่ใช่จักดับ ปฏิ. สภาวธรรมที่เป็นอกุศลของบุคคลใดในภูมิใดไม่ใช่จักดับ สภาวธรรมที่เป็นกุศลของบุคคลนั้นในภูมินั้นก็ไม่ใช่กำลังดับใช่ไหม วิ. ในภังคขณะแห่งอรหัตตมรรค บุคคลจักได้อรหัตตมรรคในลำดับแห่งจิตใดในภังคขณะแห่งจิตนั้น สภาวธรรมที่เป็นอกุศลของบุคคลเหล่านั้นในภูมินั้นไม่ใช่จักดับ แต่สภาวธรรมที่เป็นกุศลมิใช่ไม่กำลังดับ ในอุปปาทขณะแห่งอรหัตตมรรคอรหันตบุคคล บุคคลจักได้อรหัตตมรรคในลำดับแห่งจิตใด ในอุปปาทขณะแห่งจิตนั้น บุคคลผู้อุบัติอยู่ในอสัญญสัตตภูมิ สภาวธรรมที่เป็นอกุศลของบุคคลเหล่านั้นในภูมินั้นไม่ใช่จักดับและสภาวธรรมที่เป็นกุศลก็ไม่ใช่กำลังดับ
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๙ หน้า : ๑๒๑}
พระอภิธรรมปิฎก ยมก [๙. ธัมมยมก] ๒. ปวัตติวาร ๒. นิโรธวาร ๖. อตีตานาคตวาร อนุ. สภาวธรรมที่เป็นกุศลของบุคคลใดในภูมิใดไม่ใช่กำลังดับ สภาวธรรมที่เป็นอัพยากฤตของบุคคลนั้นในภูมินั้นก็ไม่ใช่จักดับใช่ไหม วิ. ในอุปปาทขณะแห่งจิตของบุคคลทั้งหมด ในภังคขณะแห่งจิตที่วิปปยุต จากกุศล บุคคลผู้อุบัติอยู่ในอสัญญสัตตภูมิ สภาวธรรมที่เป็นกุศลของบุคคล เหล่านั้นในภูมินั้นไม่ใช่กำลังดับ แต่สภาวธรรมที่เป็นอัพยากฤตมิใช่จักไม่ดับ ในภังคขณะแห่งปัจฉิมจิต สภาวธรรมที่เป็นกุศลของบุคคลเหล่านั้นในภูมินั้นไม่ใช่กำลังดับและสภาวธรรมที่เป็นอัพยากฤตก็ไม่ใช่จักดับ ปฏิ. สภาวธรรมที่เป็นอัพยากฤตของบุคคลใดในภูมิใดไม่ใช่จักดับ สภาว-ธรรมที่เป็นกุศลของบุคคลนั้นในภูมินั้นก็ไม่ใช่กำลังดับใช่ไหม วิ. ใช่
อนุ. สภาวธรรมที่เป็นอกุศลของบุคคลใดในภูมิใดไม่ใช่กำลังดับสภาวธรรมที่เป็นอัพยากฤตของบุคคลนั้นในภูมินั้นก็ไม่ใช่จักดับใช่ไหม วิ. ในอุปปาทขณะแห่งจิตของบุคคลทั้งหมด ในภังคขณะแห่งจิตที่วิปปยุตจากอกุศล บุคคลผู้อุบัติอยู่ในอสัญญสัตตภูมิ สภาวธรรมที่เป็นอกุศลของบุคคลเหล่านั้นในภูมินั้นไม่ใช่กำลังดับ แต่สภาวธรรมที่เป็นอัพยากฤตมิใช่จักไม่ดับ ในภังคขณะแห่งปัจฉิมจิต สภาวธรรมที่เป็นอกุศลของบุคคลเหล่านั้นในภูมินั้นไม่ใช่กำลังดับและสภาวธรรมที่เป็นอัพยากฤตก็ไม่ใช่จักดับ ปฏิ. สภาวธรรมที่เป็นอัพยากฤตของบุคคลใดในภูมิใดไม่ใช่จักดับ สภาว-ธรรมที่เป็นอกุศลของบุคคลนั้นในภูมินั้นก็ไม่ใช่กำลังดับใช่ไหม วิ. ใช่ ๖. อตีตานาคตวาร อนุโลมบุคคล
อนุ. สภาวธรรมที่เป็นกุศลของบุคคลใดเคยดับ สภาวธรรมที่เป็น อกุศลของบุคคลนั้นก็จักดับใช่ไหม
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๙ หน้า : ๑๒๒}
พระอภิธรรมปิฎก ยมก [๙. ธัมมยมก] ๒. ปวัตติวาร ๒. นิโรธวาร ๖. อตีตานาคตวาร วิ. บุคคลผู้พร้อมเพรียงด้วยอรหัตตมรรค อรหันตบุคคล บุคคลจักได้ อรหัตตมรรคในลำดับแห่งจิตใด (ในลำดับแห่งจิตนั้น) สภาวธรรมที่เป็นกุศลของบุคคลเหล่านั้นเคยดับ แต่สภาวธรรมที่เป็นอกุศลไม่ใช่จักดับ บุคคลนอกนี้ สภาวธรรมที่เป็นกุศลของบุคลเหล่านั้นเคยดับและสภาวธรรมที่เป็นอกุศลก็จักดับ ปฏิ. สภาวธรรมที่เป็นอกุศลของบุคคลใดจักดับ สภาวธรรมที่เป็นกุศลของบุคคลนั้นก็เคยดับใช่ไหม วิ. ใช่ อนุ. สภาวธรรมที่เป็นกุศลของบุคคลใดเคยดับ สภาวธรรมที่เป็นอัพยากฤตของบุคคลนั้นก็จักดับใช่ไหม วิ. ในภังคขณะแห่งปัจฉิมจิต สภาวธรรมที่เป็นกุศลของบุคคลเหล่านั้นเคยดับ แต่สภาวธรรมที่เป็นอัพยากฤตไม่ใช่จักดับ บุคคลนอกนี้ สภาวธรรมที่เป็นกุศลของบุคคลเหล่านั้นเคยดับและสภาวธรรมที่เป็นอัพยากฤตก็จักดับ ปฏิ. สภาวธรรมที่เป็นอัพยากฤตของบุคคลใดจักดับ สภาวธรรมที่เป็นกุศลของบุคคลนั้นก็เคยดับใช่ไหม วิ. ใช่
อนุ. สภาวธรรมที่เป็นอกุศลของบุคคลใดเคยดับ สภาวธรรมที่เป็นอัพยากฤตของบุคคลนั้นก็จักดับใช่ไหม วิ. ในภังคขณะแห่งปัจฉิมจิต สภาวธรรมที่เป็นอกุศลของบุคคลเหล่านั้นเคยดับ แต่สภาวธรรมที่เป็นอัพยากฤตไม่ใช่จักดับ บุคคลนอกนี้ สภาวธรรมที่เป็นอกุศลของบุคคลเหล่านั้นเคยดับและสภาวธรรมที่เป็นอัพยากฤตก็จักดับ ปฏิ. สภาวธรรมที่เป็นอัพยากฤตของบุคคลใดจักดับ สภาวธรรมที่เป็นอกุศลของบุคคลนั้นก็เคยดับใช่ไหม วิ. ใช่ อนุโลมโอกาส
อนุ. สภาวธรรมที่เป็นกุศลในภูมิใดเคยดับ สภาวธรรมที่เป็นอกุศล ในภูมินั้นก็จักดับใช่ไหม ฯลฯ
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๙ หน้า : ๑๒๓}
พระอภิธรรมปิฎก ยมก [๙. ธัมมยมก] ๒. ปวัตติวาร ๒. นิโรธวาร ๖. อตีตานาคตวาร อนุโลมปุคคโลกาส
อนุ. สภาวธรรมที่เป็นกุศลของบุคคลใดในภูมิใดเคยดับ สภาวธรรม ที่เป็นอกุศลของบุคคลนั้นในภูมินั้นก็จักดับใช่ไหม วิ. บุคคลผู้พร้อมเพรียงด้วยอรหัตตมรรค อรหันตบุคคล บุคคลจักได้ อรหัตตมรรคในลำดับแห่งจิตใด (ในลำดับแห่งจิตนั้น) สภาวธรรมที่เป็นกุศลของบุคคลเหล่านั้นในภูมินั้นเคยดับ แต่สภาวธรรมที่เป็นอกุศลไม่ใช่จักดับ บุคคลนอกนี้ผู้อุบัติอยู่ในจตุโวการภูมิและปัญจโวการภูมิ สภาวธรรมที่เป็นกุศลของบุคคลเหล่านั้นในภูมินั้นเคยดับและสภาวธรรมที่เป็นอกุศลก็จักดับ ปฏิ. สภาวธรรมที่เป็นอกุศลของบุคคลใดในภูมิใดจักดับ สภาวธรรมที่เป็นกุศลของบุคคลนั้นในภูมินั้นก็เคยดับใช่ไหม วิ. เมื่อจิตดวงที่ ๒ ของบุคคลผู้อุบัติอยู่ในสุทธาวาสภูมิเป็นไปอยู่ สภาว-ธรรมที่เป็นอกุศลของบุคคลเหล่านั้นในภูมินั้นจักดับ แต่สภาวธรรมที่เป็นกุศลไม่เคยดับ บุคคลนอกนี้ผู้อุบัติอยู่ในจตุโวการภูมิและปัญจโวการภูมิ สภาวธรรมที่เป็นอกุศลของบุคคลเหล่านั้นในภูมินั้นจักดับและสภาวธรรมที่เป็นกุศลก็เคยดับ อนุ. สภาวธรรมที่เป็นกุศลของบุคคลใดในภูมิใดเคยดับ สภาวธรรมที่เป็นอัพยากฤตของบุคคลนั้นในภูมินั้นก็จักดับใช่ไหม วิ. ในภังคขณะแห่งปัจฉิมจิต สภาวธรรมที่เป็นกุศลของบุคคลเหล่านั้นในภูมินั้นเคยดับ แต่สภาวธรรมที่เป็นอัพยากฤตไม่ใช่จักดับ บุคคลนอกนี้ผู้อุบัติอยู่ในจตุโวการภูมิและปัญจโวการภูมิ สภาวธรรมที่เป็นกุศลของบุคคลเหล่านั้นในภูมินั้นเคยดับ และสภาวธรรมที่เป็นอัพยากฤตก็จักดับ ปฏิ. สภาวธรรมที่เป็นอัพยากฤตของบุคคลใดในภูมิใดจักดับ สภาวธรรมที่เป็นกุศลของบุคคลนั้นในภูมินั้นก็เคยดับใช่ไหม วิ. เมื่อจิตดวงที่ ๒ ของบุคคลผู้อุบัติอยู่ในสุทธาวาสภูมิเป็นไปอยู่ บุคคลผู้อุบัติอยู่ในอสัญญสัตตภูมิ สภาวธรรมที่เป็นอัพยากฤตของบุคคลเหล่านั้นในภูมินั้นจักดับ แต่สภาวธรรมที่เป็นกุศลไม่เคยดับ บุคคลนอกนี้ผู้อุบัติอยู่ในจตุโวการภูมิและปัญจโวการภูมิ สภาวธรรมที่เป็นอัพยากฤตของบุคคลเหล่านั้นในภูมินั้นจักดับและสภาวธรรมที่เป็นกุศลก็เคยดับ
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๙ หน้า : ๑๒๔}
พระอภิธรรมปิฎก ยมก [๙. ธัมมยมก] ๒. ปวัตติวาร ๒. นิโรธวาร ๖. อตีตานาคตวาร
อนุ. สภาวธรรมที่เป็นอกุศลของบุคคลใดในภูมิใดเคยดับ สภาว-ธรรมที่เป็นอัพยากฤตของบุคคลนั้นในภูมินั้นก็จักดับใช่ไหม วิ. ในภังคขณะแห่งปัจฉิมจิต สภาวธรรมที่เป็นอกุศลของบุคคลเหล่านั้นในภูมินั้นเคยดับ แต่สภาวธรรมที่เป็นอัพยากฤตไม่ใช่จักดับ บุคคลนอกนี้ผู้อุบัติอยู่ในจตุโวการภูมิและปัญจโวการภูมิ สภาวธรรมที่เป็นอกุศลของบุคคลเหล่านั้นในภูมินั้นเคยดับและสภาวธรรมที่เป็นอัพยากฤตก็จักดับ ปฏิ. สภาวธรรมที่เป็นอัพยากฤตของบุคคลใดในภูมิใดจักดับ สภาวธรรมที่เป็นอกุศลของบุคคลนั้นในภูมินั้นก็เคยดับใช่ไหม วิ. เมื่อจิตดวงที่ ๒ ของบุคคลผู้อุบัติอยู่ในสุทธาวาสภูมิเป็นไปอยู่ บุคคลผู้อุบัติอยู่ในอสัญญสัตตภูมิ สภาวธรรมที่เป็นอัพยากฤตของบุคคลเหล่านั้นในภูมินั้นจักดับ แต่สภาวธรรมที่เป็นอกุศลไม่เคยดับ บุคคลนอกนี้ผู้อุบัติอยู่ในจตุโวการ-ภูมิและปัญจโวการภูมิ สภาวธรรมที่เป็นอัพยากฤตของบุคคลเหล่านั้นในภูมินั้นจักดับและสภาวธรรมที่เป็นอกุศลก็เคยดับ ปัจจนีกบุคคล
อนุ. สภาวธรรมที่เป็นกุศลของบุคคลใดไม่เคยดับ สภาวธรรมที่ เป็นอกุศลของบุคคลนั้นก็ไม่ใช่จักดับมีไหม วิ. ไม่มี ปฏิ. สภาวธรรมที่เป็นอกุศลของบุคคลใดไม่ใช่จักดับ สภาวธรรมที่เป็นกุศลของบุคคลนั้นก็ไม่เคยดับใช่ไหม วิ. เคยดับ อนุ. สภาวธรรมที่เป็นกุศลของบุคคลใดไม่เคยดับ สภาวธรรมที่เป็นอัพยา-กฤตของบุคคลนั้นก็ไม่ใช่จักดับมีไหม วิ. ไม่มี ปฏิ. สภาวธรรมที่เป็นอัพยากฤตของบุคคลใดไม่ใช่จักดับ สภาวธรรมที่เป็นกุศลของบุคคลนั้นก็ไม่เคยดับใช่ไหม วิ. เคยดับ
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๙ หน้า : ๑๒๕}
พระอภิธรรมปิฎก ยมก [๙. ธัมมยมก] ๒. ปวัตติวาร ๒. นิโรธวาร ๖. อตีตานาคตวาร
อนุ. สภาวธรรมที่เป็นอกุศลของบุคคลใดไม่เคยดับ สภาวธรรมที่เป็นอัพยากฤตของบุคคลนั้นก็ไม่ใช่จักดับมีไหม วิ. ไม่มี ปฏิ. สภาวธรรมที่เป็นอัพยากฤตของบุคคลใดไม่ใช่จักดับ สภาวธรรมที่เป็นอกุศลของบุคคลนั้นก็ไม่เคยดับใช่ไหม วิ. เคยดับ ปัจจนีกโอกาส
อนุ. สภาวธรรมที่เป็นกุศลในภูมิใดไม่เคยดับ สภาวธรรมที่เป็นอกุศลในภูมินั้นก็ไม่ใช่จักดับใช่ไหม ฯลฯ ปัจจนีกปุคคโลกาส
อนุ. สภาวธรรมที่เป็นกุศลของบุคคลใดในภูมิใดไม่เคยดับ สภาวธรรม ที่เป็นอกุศลของบุคคลนั้นในภูมินั้นก็ไม่ใช่จักดับใช่ไหม วิ. เมื่อจิตดวงที่ ๒ ของบุคคลผู้อุบัติอยู่ในสุทธาวาสภูมิเป็นไปอยู่ สภาว-ธรรมที่เป็นกุศลของบุคคลเหล่านั้นในภูมินั้นไม่เคยดับ แต่สภาวธรรมที่เป็นอกุศลมิใช่จักไม่ดับ บุคคลผู้อุบัติอยู่ในอสัญญสัตตภูมิ สภาวธรรมที่เป็นกุศลของบุคคลเหล่านั้นในภูมินั้นไม่เคยดับและสภาวธรรมที่เป็นอกุศลก็ไม่ใช่จักดับ ปฏิ. สภาวธรรมที่เป็นอกุศลของบุคคลใดในภูมิใดไม่ใช่จักดับ สภาวธรรมที่เป็นกุศลของบุคคลนั้นในภูมินั้นก็ไม่เคยดับใช่ไหม วิ. บุคคลผู้พร้อมเพรียงด้วยอรหัตตมรรค อรหันตบุคคล บุคคลจักได้ อรหัตตมรรคในลำดับแห่งจิตใด (ในลำดับแห่งจิตนั้น) สภาวธรรมที่เป็นอกุศลของบุคคลเหล่านั้นในภูมินั้นไม่ใช่จักดับ แต่สภาวธรรมที่เป็นกุศลมิใช่ไม่เคยดับ บุคคลผู้อุบัติอยู่ในอสัญญสัตตภูมิ สภาวธรรมที่เป็นอกุศลของบุคคลเหล่านั้นในภูมินั้นไม่ใช่จักดับและสภาวธรรมที่เป็นกุศลก็ไม่เคยดับ
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๙ หน้า : ๑๒๖}
พระอภิธรรมปิฎก ยมก [๙. ธัมมยมก] ๒. ปวัตติวาร ๓. อุปปาทนิโรธวาร ๑. ปัจจุปปันนวาร อนุ. สภาวธรรมที่เป็นกุศลของบุคคลใดในภูมิใดไม่เคยดับ สภาวธรรมที่เป็นอัพยากฤตของบุคคลนั้นในภูมินั้นก็ไม่ใช่จักดับใช่ไหม วิ. จักดับ ปฏิ. สภาวธรรมที่เป็นอัพยากฤตของบุคคลใดในภูมิใดไม่ใช่จักดับ สภาวธรรมที่เป็นกุศลของบุคคลนั้นในภูมินั้นก็ไม่เคยดับใช่ไหม วิ. เคยดับ
อนุ. สภาวธรรมที่เป็นอกุศลของบุคคลใดในภูมิใดไม่เคยดับ สภาว-ธรรมที่เป็นอัพยากฤตของบุคคลนั้นในภูมินั้นก็ไม่ใช่จักดับใช่ไหม วิ. จักดับ ปฏิ. สภาวธรรมที่เป็นอัพยากฤตของบุคคลใดในภูมิใดไม่ใช่จักดับ สภาวธรรมที่เป็นอกุศลของบุคคลนั้นในภูมินั้นก็ไม่เคยดับใช่ไหม วิ. เคยดับ นิโรธวาร จบ
อรรถกถา
ชั้นตัวบทอรรถกถาอธิบายพระไตรปิฎกอรรถกถายึดที่ข้อ ๗๘ ซึ่งครอบมาถึงข้อที่กำลังอ่าน
เปิดหน้าของฉบับนี้ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
อรรถกถาธัมมยมก
บัดนี้ เป็นวรรณนาธัมมยมก ที่พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงตั้งมาติกาแห่งธรรมทั้งหลาย มีกุศลเป็นต้นเหล่านั้นนั่นแหละที่แสดงไว้ในมูลยมกแล้วแสดงต่อจากจิตตยมก.
ในธัมมยมกนั้น พึงทราบการกำหนดพระบาลีตามนัยที่กล่าวไว้ในขันธยมก ก็ในขันธยมกนั้น มี ๓ มหาวาระ มีปัณณัตติวาระเป็นต้น และมีอันตรวาระที่เหลือ มีอยู่โดยประการใด ในธรรมยมกก็มีโดยประการนั้น.
แต่ในธรรมยมกนี้ พึงทราบว่าท่านเรียกปริญญาวาระว่า ภาวนาวาระ เพราะพระบาลีอาคตสถานว่า โย กุสลธมฺมํ ภาเวติ โส อกุสลธมฺมํ ปชหติ - บุคคลใดเจริญกุศลธรรม บุคคลนั้นชื่อว่าละอกุศลธรรมหรือ?
ในภาวนาวาระนั้น อัพยากตธรรมเป็นธรรมที่บุคคลไม่ควรเจริญด้วย ไม่ควรละด้วย เพราะเหตุนั้นท่านจึงไม่ยกบทนั้นขึ้นแสดง.
ก็ในปัณณัตติวาระในธรรมยมกนี้ พึงทราบการนับยมกในวาระ ๔ เหล่านี้ คือปทโสธนวาระ ปทโสธนมูลจักกวาระ สุทธธัมมวาระ สุทธธัมมมูลจักกวาระ ด้วยอำนาจแห่งธรรมทั้งหลายมีกุศลธรรมเป็นต้น.
ส่วนในปัณณัตติวาระนิทเทส พระองค์ตรัสว่า อามนฺตา เพราะความที่แห่งกุศลทั้งหลายเป็นกุศลธรรมโดยแน่นอนในปัญหาที่ว่า กุศลชื่อว่ากุศลธรรมหรือ? ดังนี้ แม้ในคำวิสัชนาที่เหลือก็นัยนี้ คำวิสัชนาที่ว่า ธรรมทั้งหลายที่เหลือ ไม่ชื่อว่าอกุศล แต่ชื่อว่าธรรม. อธิบายว่า ธรรมทั้งหลายที่เหลือไม่เป็นอกุศล แต่เป็นธรรม. พึงทราบคำวิสัชนาทั้งหมดโดยนัยนี้.
ก็ในอนุโลมนัยแห่งบุคคลวาระ ปัจจุบันกาลในปวัตติวาระนี้ ยมก ๓ อย่าง คือยมกที่มีกุศลธรรมเป็นมูล ๒ อย่าง มีอกุศลธรรมเป็นมูล ๑ อย่าง ย่อมมีในปัญหาว่า กุศลธรรมย่อมเกิดแก่บุคคลใดอกุศลธรรมก็ย่อมเกิดแก่บุคคลนั้นใช่ไหม? ก็หรือว่า อกุศลธรรมย่อมเกิดแก่บุคคลใด กุศลธรรมก็ย่อมเกิดแก่บุคคลนั้นใช่ไหม? ดังนี้.
ในปฏิโลมนัยก็ดี ในวาระทั้งหลายมีโอกาสวาระเป็นต้นก็ดี ก็นัยนี้ บัณฑิตพึงทราบการนับยมก ด้วยอำนาจแห่งยมกทั้งหลาย ๓ อย่าง ในวาระทั้งปวง ในปวัตติวาระนี้อย่างนี้.
ก็ในการวินิจฉัยเนื้อความในปวัตติวาระพึงทราบลักษณะนี้ ดังต่อไปนี้.
ในปวัตติวาระแห่งธรรมยมกนี้ คำว่า อุปฺปชฺชนฺติ-ย่อมเกิด นิรุชฺฌนฺติ-ย่อมดับ ในอุปปาทะและนิโรธวาระเหล่านี้ ย่อมได้กุศลธรรมและอกุศลธรรมในปวัตติกาลเท่านั้นโดยแน่นอน ย่อมไม่ได้จุติและปฏิสนธิกาล แต่ว่าอัพยากตธรรมย่อมได้ในกาลทั้ง ๓ คือปวัตติ จุติและปฏิสนธิ.
ลักษณะโดยย่อมได้ในที่ใดๆ พึงทราบคำวินิจฉัยของลักษณะนั้น ในที่นั้นๆ อย่างนี้.
พึงทราบนัยมุขในการวินิจฉัยนั้นดังนี้ :-
คำปฏิเสธว่า โน - ไม่ใช่ พระองค์ทรงกระทำแล้วเพราะความไม่บังเกิดขึ้น ในขณะเดียวกันของกุศลและอกุศล.
คำว่า อพฺยากโต จ ท่านกล่าวแล้วด้วยอำนาจแห่งรูปที่มีจิตเป็นสมุฏฐาน.
ปัญหาว่า กุศลธรรมย่อมไม่เกิดขึ้นในภูมิใด นี้ ท่านกล่าวหมายเอาอสัญญีภพ เหตุนั้นในปัญหานี้ท่านจึงทำคำวิสัชนาว่า อามนฺตา - ใช่แม้ในคำว่า ย่อมเกิดขึ้น นี้ท่านก็กล่าวหมายเอาอสัญญีภพนั่นแหละ แต่กระทำการห้ามว่า ไม่มี เพราะความไม่มีแห่งที่อันไม่บังเกิดขึ้นแห่งอัพยากตธรรมทั้งหลายหมายความว่า อัพยากตธรรมเกิดได้ในทุกภูมิ.
คำว่า ทุติเย อกุสเล - ครั้นเมื่ออกุศลดวงที่สอง ได้แก่ชวนะจิตดวงที่สองในนิกันติชวนะที่บังเกิดขึ้นแล้ว เพราะยินดีซึ่งภพ.
คำว่า ทุติเย จิตฺเต วตฺตมาเน - ครั้นเมื่อจิตดวงที่สองเป็นไปอยู่ ได้แก่ครั้นเมื่อภวังคจิตอันเป็นจิตดวงที่สอง แต่ปฏิสนธิจิตเป็นไปอยู่
อีกอย่างหนึ่ง คำว่า ทุติเย จิตฺเต วตฺตมาเน ได้แก่ ครั้นเมื่ออาวัชชนจิตในภวนิกันติชวนะ ได้แก่เป็นไปอยู่ เพราะกระทำซึ่งภวังค์กับปฏิสนธิให้เป็นอย่างเดียวกันด้วยอำนาจของวิบากจิต.
จริงอยู่ อาวัชชนะจิตนั้นชื่อว่า ทุติยจิต - จิตดวงที่สอง นับแต่วิบากจิต เพราะความที่แห่งอาวัชชนะจิตนั้นเป็นกิริยาจิตในอัพยากตชาติ หมายความว่า อาวัชชนะจิตเป็นจิตคนละชาติกับวิบาก.
คำว่า ยสฺส จิตฺตสฺส อนนฺตรา อคฺคมคฺคํ ท่านกล่าวหมายเอาโวทานจิต.
คำว่า กุสลา ธมฺมา อุปฺปชฺชิสฺสนฺติ ท่านกล่าวหมายเอาธรรมทั้งหลาย คือมัคคอันเลิศเหล่านั้น.
ปัญหาว่า ยสฺส จิตฺตสฺส อนนฺตรา อคฺคมคฺคํ ปฏิลภิสฺสนฺติ ตสฺส จิตฺตสฺส อุปฺปาทกฺขเณท่านกล่าวด้วยอำนาจของการเกิดขึ้นแห่งโวทานจิตนี้ ก็ลักษณะนี้ย่อมได้แม้ในอุปปาทขณะแห่งโอริมจิต ได้แก่จิตดวงก่อนแต่โวทานจิตนั้น อันเกิดขึ้นแล้วด้วยอาวัชชนะจิตเดียวกันแห่งการเกิดของโวทานจิตนั้น.
แม้ในนิโรธวาระ ท่านกล่าวแล้วว่า โน - ไม่ใช่ เพราะความที่กุศลและอกุศลไม่ดับพร้อมกัน พึงทราบคำวินิจฉัยในที่ทั้งปวงโดยนัยมุขนี้ ด้วยประการฉะนี้.
อรรถกถาธรรมยมก จบบริบูรณ์. -----------------------------------------------------