๑. กิเลสชหนกถา ว่าด้วยการละกิเลส
พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาฯ
ชั้นตัวบทพุทธพจน์ข้อ ๘๒๘–๘๓๑ลำดับ 204 จาก 239 ในกถาวัตถุพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาฯ 4 ข้อ3 ฉบับเทียบฉบับได้ข้อต่อข้อพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาฯ · อ้างว่าได้รับอนุญาต แต่ยังไม่มีเอกสาร
ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
พระอภิธรรมปิฎก กถาวัตถุ [๑๙. เอกูนวีสติมวรรค] ๑. กิเลสชหนกถา (๑๘๖) ๑๙. เอกูนวีสติวรรค ๑. กิเลสชหนกถา (๑๘๖) ว่าด้วยการละกิเลส
สก. บุคคลละกิเลสที่เป็นอดีตได้ใช่ไหม ปร. ใช่ สก. บุคคลให้ธรรมที่ดับแล้วดับไป ให้ธรรมที่หายไปแล้วหายไป ให้ธรรมที่สิ้นไปแล้วสิ้นไป ให้ธรรมที่สูญไปแล้วสูญไป ให้ธรรมที่ดับสูญไปแล้วดับสูญไปได้ใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ สก. บุคคลละกิเลสที่เป็นอดีตได้ใช่ไหม ปร. ใช่ สก. อดีตดับไปแล้วมิใช่หรือ ปร. ใช่ สก. หากอดีตดับไปแล้ว ท่านก็ไม่ควรยอมรับว่า “บุคคลละกิเลสที่เป็นอดีตได้” สก. บุคคลละกิเลสที่เป็นอดีตได้ใช่ไหม ปร. ใช่ สก. กิเลสที่เป็นอดีตไม่มีมิใช่หรือ ปร. ใช่ สก. หากกิเลสที่เป็นอดีตไม่มี ท่านก็ไม่ควรยอมรับว่า “บุคคลละกิเลสที่ เป็นอดีตได้” @เชิงอรรถ : @ ปร. หมายถึงภิกษุในนิกายอุตตราปถกะ (อภิ.ปญฺจ.อ. ๘๒๘-๘๓๑/๓๐๓-๓๐๔)@ เพราะมีความเห็นว่า เนื่องจากอริยบุคคลละกิเลสในอดีตได้แล้วจึงชื่อว่าละกิเลสทั้งที่เป็นอดีต อนาคต@และปัจจุบันได้ (อภิ.ปญฺจ.อ. ๘๒๘-๘๓๑/๓๐๓-๓๐๔)
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๗ หน้า : ๘๖๕}
พระอภิธรรมปิฎก กถาวัตถุ [๑๙. เอกูนวีสติมวรรค] ๑. กิเลสชหนกถา (๑๘๖)
สก. บุคคลละกิเลสที่เป็นอนาคตได้ใช่ไหม ปร. ใช่ สก. บุคคลให้ธรรมที่ยังไม่เกิดไม่ให้เกิด ให้ธรรมที่ยังไม่เกิดพร้อมไม่ให้เกิดพร้อมให้ธรรมที่ยังไม่บังเกิดไม่ให้บังเกิด ให้ธรรมที่ยังไม่ปรากฏไม่ให้ปรากฏได้ใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ สก. บุคคลละกิเลสที่เป็นอนาคตได้ใช่ไหม ปร. ใช่ สก. กิเลสที่เป็นอนาคตยังไม่เกิดมิใช่หรือ ปร. ใช่ สก. หากกิเลสที่เป็นอนาคตยังไม่เกิด ท่านก็ไม่ควรยอมรับว่า “บุคคลละกิเลสที่เป็นอนาคตได้” สก. บุคคลละกิเลสที่เป็นอนาคตได้ใช่ไหม ปร. ใช่ สก. กิเลสที่เป็นอนาคตไม่มีมิใช่หรือ ปร. ใช่ สก. หากกิเลสที่เป็นอนาคตไม่มี ท่านก็ไม่ควรยอมรับว่า “บุคคลละกิเลสที่เป็นอนาคตได้”
สก. บุคคลละกิเลสที่เป็นปัจจุบันได้ใช่ไหม ปร. ใช่ สก. บุคคลผู้กำหนัดละราคะ ผู้ขัดเคืองละโทสะ ผู้หลงละโมหะ ผู้เศร้าหมองละกิเลสได้ใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๗ หน้า : ๘๖๖}
พระอภิธรรมปิฎก กถาวัตถุ [๑๙. เอกูนวีสติมวรรค] ๑. กิเลสชหนกถา (๑๘๖) สก. บุคคลละราคะด้วยราคะ ละโทสะด้วยโทสะ ละโมหะด้วยโมหะ ละกิเลสด้วยกิเลสได้ใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ สก. ราคะสัมปยุตด้วยจิต มรรคก็สัมปยุตด้วยจิตใช่ไหม ปร. ใช่ สก. มีการประชุมแห่งผัสสะ ๒ อย่าง ฯลฯ จิต ๒ ดวงใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ สก. ราคะเป็นอกุศล ส่วนมรรคเป็นกุศลใช่ไหม ปร. ใช่ สก. สภาวธรรมที่เป็นกุศลและอกุศล ที่มีโทษและไม่มีโทษ ที่เลวและประณีตที่เป็นฝ่ายดำ เป็นฝ่ายขาว และเป็นฝ่ายมีส่วนเปรียบมาประชุมกันได้ใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ สก. สภาวธรรมที่เป็นกุศลและอกุศล ที่มีโทษและไม่มีโทษ ที่เลวและประณีตที่เป็นฝ่ายดำ เป็นฝ่ายขาว และเป็นฝ่ายมีส่วนเปรียบมาประชุมกันได้ใช่ไหม ปร. ใช่ สก. พระสูตรที่พระผู้มีพระภาคตรัสไว้ว่า “ภิกษุทั้งหลาย สิ่งที่อยู่ห่างไกลกันเหลือเกิน ๔ อย่างนี้ สิ่งที่อยู่ห่างไกลกันเหลือเกิน ๔ อย่าง อะไรบ้าง คือ ๑. ท้องฟ้ากับแผ่นดิน นี้เป็นสิ่งที่อยู่ห่างไกลกันเหลือเกินอย่างที่ ๑ ฯลฯ เพราะฉะนั้น ธรรมของสัตบุรุษจึงห่างไกลกันกับธรรมของอสัตบุรุษ” มีอยู่จริงมิใช่หรือ ปร. ใช่ @เชิงอรรถ : @ ดูเทียบ องฺ.จตุกฺก. (แปล) ๒๑/๔๗/๗๗
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๗ หน้า : ๘๖๗}
พระอภิธรรมปิฎก กถาวัตถุ [๑๙. เอกูนวีสติมวรรค] ๒. สุญญตากถา (๑๘๗) สก. ดังนั้น ท่านจึงไม่ควรยอมรับว่า “สภาวธรรมที่เป็นกุศลและอกุศล ฯลฯ มาประชุมกันได้”
ปร. ท่านไม่ยอมรับว่า “บุคคลละกิเลสที่เป็นอดีต กิเลสที่เป็นอนาคตกิเลสที่เป็นปัจจุบันได้” ใช่ไหม สก. ใช่ ปร. บุคคลที่ละกิเลสได้ไม่มีใช่ไหม สก. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ปร. ดังนั้น บุคคลจึงละกิเลสที่เป็นอดีต กิเลสที่เป็นอนาคต กิเลสที่เป็นปัจจุบันได้ กิเลสชหนกถา จบ
ฉบับหลวง
ชั้นตัวบทพุทธพจน์หน่วยที่ตำแหน่งเดียวกันของเล่มนี้ · เลขข้อเป็นของฉบับนี้เอง · ชื่อเรื่องของฉบับหนึ่งอยู่ในอีกฉบับ
เปิดหน้าของฉบับนี้ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
กิเลสชหนกถา
พระไตรปิฎก เล่มที่ ๓๗ พระอภิธรรมปิฎก เล่มที่ ๔ กถาวัตถุปกรณ์ วรรคที่ ๑๙ กิเลสชหนกถา
อตีเต กิเลเส ชหตีติ ฯ อามนฺตา ฯ นิรุทฺธํ นิโรเธติ วิคตํ วิคเมติ ขีณํ เขเปติ อตฺถงฺคตํ อตฺถงฺคเมติ อพฺภตฺถงฺคตํ อพฺภตฺถงฺคเมตีติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ อตีเต กิเลเส ชหตีติ ฯ อามนฺตา ฯ นนุ อตีตํ นิรุทฺธนฺติ ฯ อามนฺตา ฯ หญฺจิ อตีตํ นิรุทฺธํ โน วต เร วตฺตพฺเพ อตีเต กิเลเส ชหตีติ ฯ อตีเต กิเลเส ชหตีติ ฯ อามนฺตา ฯ นนุ อตีตํ นตฺถีติ ฯ อามนฺตา ฯ หญฺจิ อตีตํ นตฺถิ โน วต เร วตฺตพฺเพ อตีเต กิเลเส ชหตีติ ฯ
สกวาที บุคคลละกิเลสที่เป็นอดีต หรือ? ปรวาที ถูกแล้ว ส. ยังธรรมที่ดับแล้วให้ดับไป ยังธรรมที่ปราศไปแล้วให้ปราศไป ยังธรรมที่สิ้นไปแล้วให้สิ้นไป ยังธรรมที่อัสดงคตแล้ว ให้อัสดงคตไป ยังธรรมที่อัสดงคตลับไปแล้ว ให้อัสดงคตลับไป หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. บุคคลละกิเลสเป็นอดีต หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. อดีตดับไปแล้ว มิใช่หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. หากว่า อดีตดับไปแล้ว ก็ต้องไม่กล่าวว่า บุคคลละกิเลสที่เป็นอดีต ส. ละกิเลสที่เป็นอดีต หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. อดีตไม่มีอยู่ มิใช่หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. หากว่า อดีตไม่มีอยู่ ก็ต้องไม่กล่าวว่า บุคคลละกิเลสที่เป็นอดีต
อนาคเต กิเลเส ชหตีติ ฯ อามนฺตา ฯ อชาตํ อชเนติ อสญฺชาตํ อสญฺชเนติ อนิพฺพตฺตํ อนิพฺพตฺเตติ อปาตุภูตํ อปาตุภาเวตีติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ อนาคเต กิเลเส ชหตีติ ฯ อามนฺตา ฯ นนุ อนาคตํ อชาตนฺติ ฯ อามนฺตา ฯ หญฺจิ อนาคตํ อชาตํ โน วต เร วตฺตพฺเพ อนาคเต กิเลเส ชหตีติ ฯ อนาคเต กิเลเส ชหตีติ ฯ อามนฺตา ฯ นนุ อนาคตํ นตฺถีติ ฯ อามนฺตา ฯ หญฺจิ อนาคตํ นตฺถิ โน วต เร วตฺตพฺเพ อนาคเต กิเลเส ชหตีติ ฯ
ส. บุคคลละกิเลสที่เป็นอนาคต หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. ยังธรรมที่ยังไม่เกิดไม่ให้เกิด ยังธรรมที่ยังไม่เกิดพร้อมไม่ให้เกิดพร้อมยังธรรมที่ยังไม่บังเกิดไม่ให้บังเกิด ยังธรรมที่ยังไม่ปรากฏไม่ให้ปรากฏหรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. บุคคลละกิเลสที่เป็นอนาคต หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. ธรรมที่เป็นอนาคตยังไม่เกิด มิใช่หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. หากว่า ธรรมที่เป็นอนาคตยังไม่เกิด ก็ต้องไม่กล่าวว่า บุคคลละกิเลสที่เป็นอนาคต ส. บุคคลละกิเลสที่เป็นอนาคต หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. อนาคตไม่มีอยู่ มิใช่หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. หากว่า อนาคตไม่มีอยู่ ก็ต้องไม่กล่าวว่า บุคคลละกิเลสที่เป็นอนาคต
ปจฺจุปฺปนฺเน กิเลเส ชหตีติ ฯ อามนฺตา ฯ รตฺโต ราคํ ชหติ ทุฏฺโฐ โทสํ ชหติ มูฬฺโห โมหํ ชหติ กิลิฏฺโฐ กิเลเส ชหตีติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ ราเคน ราคํ ชหติ โทเสน โทสํ ชหติ โมเหน โมหํ ชหติ กิเลเสหิ กิเลเส ชหตีติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ ราโค จิตฺตสมฺปยุตฺโต มคฺโค จิตฺตสมฺปยุตฺโตติ ฯ อามนฺตา ฯ ทฺวินฺนํ ผสฺสานํ ฯเปฯ ทฺวินฺนํ จิตฺตานํ สโมธานํ โหตีติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ ราโค อกุสโล มคฺโค กุสโลติ ฯ อามนฺตา ฯ กุสลากุสลา สาวชฺชานวชฺชา หีนปฺปณีตา กณฺหสุกฺก- สปฺปฏิภาคา ธมฺมา สมฺมุขีภาวํ อาคจฺฉนฺตีติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ กุสลากุสลา ฯเปฯ สปฺปฏิภาคา ธมฺมา สมฺมุขีภาวํ อาคจฺฉนฺตีติ ฯ อามนฺตา ฯ นนุ วุตฺตํ ภควตา จตฺตารีมานิ ภิกฺขเว สุวิทูรวิทูรานิ ฯ กตมานิ จตฺตาริ ฯ นภญฺจ ภิกฺขเว ปฐวี จ อิทํ ปฐมํ สุวิทูรวิทูรํ ฯเปฯ ตสฺมา สตํ ธมฺโม อสพฺภิ อารกาติ อตฺเถว สุตฺตนฺโตติ ฯ อามนฺตา ฯ เตน หิ น วตฺตพฺพํ กุสลากุสลา ฯเปฯ สมฺมุขีภาวํ อาคจฺฉนฺตีติ ฯ
ส. บุคคลละกิเลสที่เป็นปัจจุบัน หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. บุคคลเป็นผู้กำหนัดแล้วราคะ เป็นผู้อันโทสะประทุษร้ายแล้วละโทสะเป็นผู้หลงแล้วละโมหะ เป็นผู้เศร้าหมองแล้วละกิเลส หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. บุคคลละราคะด้วยราคะ ละโทสะด้วยโทสะ ละโมหะด้วยโมหะ ละกิเลสด้วยกิเลส หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. ราคะสัมปยุตด้วยจิต มรรคก็สัมปยุตด้วยจิต หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. เป็นความประชุมกับแห่งผัสสะ ๒ ฯลฯ แห่งจิต ๒ หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. ราคะเป็นอกุศล มรรคเป็นกุศล หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. ธรรมเป็นกุศลและธรรมเป็นอกุศล ธรรมมีโทษและธรรมไม่มีโทษ ธรรมเลวและธรรมประณีต ธรรมดำและธรรมขาว อันเป็นข้าศึกกันมาพบกับหรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. ธรรมเป็นกุศลและธรรมเป็นอกุศล ฯลฯ ธรรมดำและธรรมขาว อันเป็นข้าศึกกัน มาพบกัน หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. พระผู้มีพระภาคได้ตรัสไว้ว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย ฐานะ ๔ ประการนี้ไกลกัน ไกลกันนัก ๔ ประการเป็นไฉน ท้องฟ้ากับแผ่นดิน นี้ ประการแรกที่ไกลกัน ไกลกันนัก ฯลฯ เพราะฉะนั้น ธรรมของ สัตบุรุษจึงไกลจากอสัตบุรุษ ดังนี้ เป็นสูตรมีอยู่จริง มิใช่หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. ถ้าอย่างนั้น ก็ไม่พึงกล่าวว่า ธรรมเป็นกุศลและธรรมเป็นอกุศล ฯลฯ มาพบกัน น่ะสิ
น วตฺตพฺพํ อตีเต กิเลเส ชหติ อนาคเต กิเลเส ชหติ ปจฺจุปฺปนฺเน กิเลเส ชหตีติ ฯ อามนฺตา ฯ นตฺถิ กิเลเส ชหตีติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ เตน หิ อตีเต กิเลเส ชหติ อนาคเต กิเลเส ชหติ ปจฺจุปฺปนฺเน กิเลเส ชหตีติ ฯ กิเลสชหนกถา ฯ ---------
ป. ไม่พึงกล่าวว่า บุคคลละกิเลสที่เป็นอดีต ละกิเลสที่เป็นอนาคต ละกิเลสที่เป็นปัจจุบัน หรือ? ส. ถูกแล้ว ป. บุคคลที่ละกิเลสได้ ไม่มี หรือ? ส. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ป. ถ้าอย่างนั้น บุคคลก็ละกิเลสที่เป็นอดีต ละกิเลสที่เป็นอนาคต ละกิเลสที่เป็นปัจจุบัน น่ะสิ กิเลสชหนกถา จบ -----------------------------------------------------