ขุททกนิกาย อิติวุตตกะ ติกนิบาต ปัญจมวรรค อุปปริกขยสูตร
อรรถกถาแปลไทย
ชั้นตัวบทอรรถกถาอธิบายพระไตรปิฎกข้อ ๒๗๔21 ข้อ1 ฉบับคำแปลไทย · ต้นฉบับยังไม่มีในคลังนี้อรรถกถาแปลไทย · อ้างว่าได้รับอนุญาต แต่ยังไม่มีเอกสาร
ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
อรรถกถาอุปปริกขยสูตร
ในอุปปริกขยสูตรที่ ๕ พึงทราบวินิจฉัยดังต่อไปนี้ :-
บทว่า ตถา ตถา ความว่า โดยประการนั้นๆ.
บทว่า อุปริกฺเขยฺย ความว่า พึงพิจารณาไตร่ตรองดูหรือตรวจตราดู.
บทว่า ยถา ยถาสฺส อุปปริกฺขโต ความว่า เมื่อภิกษุนั้นพิจารณาอยู่โดยประการใดๆ.
บทว่า พหิทธา จสฺส วิญฺญาณํ อวิกฺขิตฺตํ อวิสฏํ ความว่า วิญญาณ (จิต) ของเธอ ชื่อว่าเป็นจิตไม่ฟุ้งซ่าน เพราะไม่มีความฟุ้งซ่านที่เกิดขึ้นในอารมณ์มีรูปเป็นต้นภายนอก คือเป็นจิตตั้งมั่น พึงเป็นจิตไม่ซัดส่ายไปจากอารมณ์กรรมฐานนั้นนั่นเอง.
มีพุทธาธิบายนี้ไว้ว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เมื่อภิกษุรูปนี้ผู้ปรารภวิปัสสนาใคร่ครวญ คือพิจารณาสังขารทั้งหลายได้แก่ถือเอานิมิตในสมถะด้วยอำนาจแห่งการกำหนดอาการที่จิตตั้งมั่นมาก่อนแล้วให้สัมมสนญาณเป็นไปตลอดเวลาไม่มีระหว่างขั้นโดยเคารพวิปัสสนาจิตของตนจะไม่พึงเกิดขึ้นในอารมณ์มีรูปเป็นต้นที่นอกไปจากกรรมฐาน คือไม่พึงเป็นฝักฝ่ายแห่งความฟุ้งซ่านเพราะปรารภความเพียรมากเกินไป โดยประการใดๆ ภิกษุพึงพิจารณาคือไตร่ตรองโดยประการนั้นๆ ดังนี้.
บทว่า อชฺฌตฺตํ อสณฺฐิตํ ความว่า เพราะเหตุที่ (จิตของเธอ) ชื่อว่าหยุดอยู่แล้ว เพราะหยุดอยู่ ด้วยอำนาจแห่งความปั่นป่วน ชื่อว่าในภายใน คือในอารมณ์กรรมฐาน กล่าวคืออารมณ์ที่มีอยู่ในภายในโดยการครอบงำความเกียจคร้านไว้ได้ เพราะเหตุที่เบื่อความเพียรดำเนินไปเพลาลงแล้ว สมาธิก็จะมีกำลังแต่เมื่อพระโยคาวจรประกอบความเพียรสม่ำเสมอ แล้วจิตก็ชื่อว่าเป็นจิตไม่หยุดอยู่ คือเป็นจิตดำเนินไปสู่วิถีแล้วฉะนั้น ภิกษุนั้นพึงพิจารณาโดยประการที่เมื่อเธอพิจารณาแล้ว วิญญาณ (จิต) จะไม่พึงหยุดอยู่ในภายใน คือจะพึงดำเนินไปสู่วิถี.
บทว่า อนุปาทาย น ปริตฺสเสยฺย มีการเชื่อมความว่า ภิกษุนั้นควรพิจารณาโดยประการที่เมื่อเธอพิจารณาอยู่จะไม่ยึดถือสังขารอะไรๆ ในรูปเป็นต้น ด้วยอำนาจการยึดถือด้วยตัณหาและทิฏฐิว่า นั่นเป็นของเรา นั่นเป็นอัตตาของเราแล้ว ต่อแต่นั้นไปนั่นเอง ก็จะไม่พึงหวาดสะดุ้งด้วยอำนาจการยึดถือด้วยตัณหาและทิฏฐิ.
ถามว่า ก็เมื่อพิจารณาอยู่อย่างไร ทั้ง ๓ อย่างนี้ (จิตหยุด ไม่หยุด ดำเนินสู่วิถี) จึงจะมี.
แก้ว่า เมื่อเธอระลึกถึงธรรมที่เป็นฝ่ายความฟุ้งซ่านและที่เป็นฝ่ายแห่งความเกียจคร้าน ประกอบความเพียรให้สม่ำเสมอ ชำระจิตให้สะอาดจากวิปัสสนูปกิเลส ในตอนต้นแล้ว (ต่อไป) ก็พิจารณาโดยที่วิปัสสนาญาณจะดำเนินไปสู่วิปัสสนาวิถีโดยชอบนั่นเอง.
พระผู้มีพระภาคเจ้า ครั้นทรงแสดงอุบายสำหรับชำระจิตให้สะอาดจากความเพียรมากเกินไป ความเพียรหย่อนเกินไป และวิปัสสนูปกิเลส ด้วยปฏิปทาญาณทัสสนวิสุทธิที่ประกอบแล้วแก่ภิกษุผู้บำเพ็ญกรรมฐานมีสัจจะทั้ง ๔ เป็นอารมณ์อย่างนี้แล้ว
บัดนี้ เมื่อจะทรงแสดงว่า เมื่อพระโยคาวจรชำระวิปัสสนาญาณให้สะอาดอย่างนั้น ไม่นานเลยก็จะเป็นไปเพื่อสืบต่อด้วยวิปัสสนามรรคแล้วก้าวล่วงวัฏฏทุกข์ทั้งสิ้นได้ จึงได้ตรัสคำมีอาทิไว้ว่า พหิทฺธา ภิกฺขเว วิญฺญาเณ ดังนี้ คำนั้นมีนัยดังที่ได้กล่าวมาแล้วนั่นแหละ.
ส่วนพระพุทธพจน์ที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า การสมภพ คือการเกิดขึ้นแห่งทุกข์ คือชาติ ชราและมรณะ จะไม่มีต่อไป.
มีเนื้อความดังนี้ คือ เมื่อกิเลสสิ้นไปแล้วด้วยมรรคเบื้องปลายตามลำดับมรรคโดยไม่มีเหลือเลย เพราะสืบต่อด้วยวิปัสสนามรรคอย่างนี้ การสมภพ กล่าวคือเหตุเกิดขึ้นแห่งวัฏฏทุกข์ทั้งสิ้น คือชาติ ชราและมรณะจะไม่มี และการอุบัติขึ้นแห่งวัฏฏทุกข์ทั้งสิ้นก็จะไม่มี ในกาลต่อไป คือในอนาคต.
อีกอย่างหนึ่ง เหตุเกิดแห่งทุกข์ กล่าวคือชาติก็จะไม่มี และการเกิดแห่งทุกข์ คือชราและมรณะก็จะไม่มี.
พึงทราบวินิจฉัยในคาถาต่อไป
บทว่า สตฺตสงฺคปฺปหีนสฺส ความว่า ผู้ชื่อว่าละเครื่องข้อง ๗ อย่างได้ เพราะละเครื่องข้อง ๗ อย่างเหล่านี้ได้ คือ เครื่องข้องคือตัณหา ๑ เครื่องข้องคือทิฏฐิ ๑ เครื่องข้องคือมานะ ๑ เครื่องข้องคือโกธะ ๑ เครื่องข้องคืออวิชชา ๑ เครื่องข้องคือกิเลส ๑ เครื่องข้องคือทุจริต ๑.
ส่วนอาจารย์บางเหล่ากล่าวว่า เครื่องข้อง ๗ อย่างคือ อนุสัย ๗ นั่นเอง.
บทว่า เนตฺติจฺฉินฺนสฺส ความว่า ผู้ตัดกิเลสที่จะนำไปสู่ภพขาดแล้ว.
บทว่า วิกฺขีโณ ชาติสํสาโร ความว่า ก็สงสารที่ชื่อว่าเป็นตัวชาติ เพราะเป็นเหตุของชาติโดยการเป็นไปด้วยสามารถแห่งการเกิดขึ้นแล้วๆ เล่าๆ เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ชาติสํสาโร สงสารคือชาตินั้นสิ้นสุดแล้ว คือสุดสิ้นลงแล้ว เพราะตัณหาที่นำไปสู่ภพถูกตัดขาดแล้ว ต่อแต่นั้นนั่นเอง ภพใหม่ของท่านก็จะไม่มี ดังนี้แล.
จบอรรถกถาอุปปริกขยสูตรที่ ๕ -----------------------------------------------------