เรื่องให้ภิกษุกำลังฉันค้างอยู่ลุกขึ้น เล่ม ๗
พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง · ผู้ดำเนินการอ่านข้อเท็จจริงสาธารณะแล้วสรุปเอง
๒๗๒เตน โข ปน สมเยน อญฺญตรสฺส อาชีวกสาวกสฺส มหามตฺตสฺส สงฺฆภตฺตํ โหติ ฯ อายสฺมา อุปนนฺโท สกฺยปุตฺโต ปจฺฉา อาคนฺตฺวา วิปฺปกตโภชเน อนนฺตริกํ ภิกฺขุํ วุฏฺฐาเปสิ ฯ ภตฺตคฺคํ โกลาหลํ อโหสิ ฯ อถโข โส มหามตฺโต อุชฺฌายติ ขียติ วิปาเจติ กถํ หิ นาม สมณา สกฺยปุตฺติยา ปจฺฉา อาคนฺตฺวา วิปฺปกตโภชเน อนนฺตริกํ ภิกฺขุํ วุฏฺฐาเปสฺสนฺติ ภตฺตคฺคํ โกลาหลํ อโหสิ นนุ นาม ลพฺภา อญฺญตฺราปิ นิสินฺเนน ยาวทตฺถํ ภุญฺชิตุนฺติ ฯ อสฺโสสุํ โข ภิกฺขู ตสฺส มหามตฺตสฺส อุชฺฌายนฺตสฺส ขียนฺตสฺส วิปาเจนฺตสฺส ฯ เย เต ภิกฺขู อปฺปิจฺฉา ฯเปฯ เต อุชฺฌายนฺติ ขียนฺติ วิปาเจนฺติ กถํ หิ นาม อายสฺมา อุปนนฺโท สกฺยปุตฺโต ปจฺฉา อาคนฺตฺวา วิปฺปกตโภชเน อนนฺตริกํ ภิกฺขุํ วุฏฺฐาเปสฺสติ ภตฺตคฺคํ โกลาหลํ อโหสีติ ฯ อถโข เต ภิกฺขู ภควโต เอตมตฺถํ อาโรเจสุํ ฯเปฯ สจฺจํ กิร ตฺวํ อุปนนฺท ปจฺฉา อาคนฺตฺวา วิปฺปกตโภชเน อนนฺตริกํ ภิกฺขุํ วุฏฺฐาเปสิ ภตฺตคฺคํ โกลาหลํ อโหสีติ ฯ สจฺจํ ภควาติ ฯ {๒๗๒.๑} วิครหิ พุทฺโธ ภควา กถํ หิ นาม ตฺวํ โมฆปุริส ปจฺฉา อาคนฺตฺวา วิปฺปกตโภชเน อนนฺตริกํ ภิกฺขุํ วุฏฺฐาเปสฺสสิ ภตฺตคฺคํ โกลาหลํ อโหสิ เนตํ โมฆปุริส อปฺปสนฺนานํ วา ปสาทาย ฯเปฯ วิครหิตฺวา ธมฺมึ กถํ กตฺวา ภิกฺขู อามนฺเตสิ น ภิกฺขเว วิปฺปกตโภชเน อนนฺตริโก ภิกฺขุ วุฏฺฐาเปตพฺโพ โย วุฏฺฐาเปยฺย อาปตฺติ ทุกฺกฏสฺส สเจ วุฏฺฐาเปติ ปวาริโต จ โหติ คจฺฉ อุทกํ อาหราติ วตฺตพฺโพ เอวญฺเจ ตํ ลเภถ อิจฺเจตํ กุสลํ โน เจ ลเภถ สาธุกํ สิตฺถานิ คิลิตฺวา วุฑฺฒตรสฺส ภิกฺขุโน อาสนํ ทาตพฺพํ น เตฺววาหํ ภิกฺขเว เกนจิ ปริยาเยน วุฑฺฒตรสฺส ภิกฺขุโน อาสนํ ปฏิพาหิตพฺพนฺติ วทามิ โย ปฏิพาเหยฺย อาปตฺติ ทุกฺกฏสฺสาติ ฯ
๒๗๓เตน โข ปน สมเยน ฉพฺพคฺคิยา ภิกฺขู คิลาเน ภิกฺขู วุฏฺฐาเปนฺติ ฯ คิลานา เอวํ วเทนฺติ น มยํ อาวุโส สกฺโกม วุฏฺฐาตุํ คิลานมฺหาติ ฯ มยํ อายสฺมนฺเต วุฏฺฐาเปสฺสามาติ ปริคฺคเหตฺวา วุฏฺฐาเปตฺวา ฐิตเก มุญฺจนฺติ ฯ คิลานา มุจฺฉิตา ปปตนฺติ ฯเปฯ ภควโต เอตมตฺถํ อาโรเจสุํ ฯเปฯ น ภิกฺขเว คิลาโน วุฏฺฐาเปตพฺโพ โย วุฏฺฐาเปยฺย อาปตฺติ ทุกฺกฏสฺสาติ ฯ
๒๗๔เตน โข ปน สมเยน ฉพฺพคฺคิยา ภิกฺขู คิลานา มยมฺหา อวุฏฺฐาปนียาติ วรเสยฺยาโย ปลิพุทฺธนฺติ ฯเปฯ ภควโต เอตมตฺถํ อาโรเจสุํ ฯเปฯ อนุชานามิ ภิกฺขเว คิลานสฺส ปฏิรูปํ เสยฺยํ ทาตุนฺติ ฯ
๒๗๕เตน โข ปน สมเยน ฉพฺพคฺคิยา ภิกฺขู เลสกปฺเปน เสนาสนํ ปฏิพาหนฺติ ฯเปฯ ภควโต เอตมตฺถํ อาโรเจสุํ ฯเปฯ น ภิกฺขเว เลสกปฺเปน เสนาสนํ ปฏิพาหิตพฺพํ โย ปฏิพาเหยฺย อาปตฺติ ทุกฺกฏสฺสาติ ฯ
๒๗๖เตน โข ปน สมเยน สตฺตรสวคฺคิยา ภิกฺขู อญฺญตรํ ปจฺจนฺติมํ มหาวิหารํ ปฏิสงฺขโรนฺติ อิธ มยํ วสฺสํ วสิสฺสามาติ ฯ อทฺทสํสุ โข ฉพฺพคฺคิยา ภิกฺขู สตฺตรสวคฺคิเย ภิกฺขู วิหารํ ปฏิสงฺขโรนฺเต ทิสฺวาน เอวมาหํสุ อิเม อาวุโส สตฺตรสวคฺคิยา ภิกฺขู วิหารํ ปฏิสงฺขโรนฺติ หนฺท เน วุฏฺฐาเปสฺสามาติ เอกจฺเจ เอวมาหํสุ อาคเมถาวุโส ยาว ปฏิสงฺขโรนฺติ ปฏิสงฺขเต วุฏฺฐาเปสฺสามาติ ฯ อถโข ฉพฺพคฺคิยา ภิกฺขู สตฺตรสวคฺคิเย ภิกฺขู เอตทโวจุํ อุฏฺเฐถาวุโส อมฺหากํ วิหาโร ปาปุณาตีติ ฯ นนุ อาวุโส ปฏิกจฺเจว อาจิกฺขิตพฺพํ มยญฺจ อญฺญํ ปฏิสงฺขเรยฺยามาติ ฯ นนุ อาวุโส สงฺฆิโก วิหาโรติ ฯ อามาวุโส สงฺฆิโก วิหาโรติ ฯ อุฏฺเฐถาวุโส อมฺหากํ วิหาโร ปาปุณาตีติ ฯ มหลฺลโก อาวุโส วิหาโร ตุเมฺหปิ วสถ มยํปิ วสิสฺสามาติ ฯ อุฏฺเฐถาวุโส อมฺหากํ วิหาโร ปาปุณาตีติ กุปิตา อนตฺตมนา คีวายํ คเหตฺวา นิกฺกฑฺฒนฺติ ฯ เต เตหิ นิกฺกฑฺฒิยมานา โรทนฺติ ฯ {๒๗๖.๑} ภิกฺขู เอวมาหํสุ กิสฺส ตุเมฺห อาวุโส โรทถาติ ฯ อิเม อาวุโส ฉพฺพคฺคิยา ภิกฺขู กุปิตา อนตฺตมนา อเมฺห สงฺฆิกา วิหารา นิกฺกฑฺฒนฺตีติ ฯ เย เต ภิกฺขู อปฺปิจฺฉา ฯเปฯ เต อุชฺฌายนฺติ ขียนฺติ วิปาเจนฺติ กถํ หิ นาม ฉพฺพคฺคิยา ภิกฺขู กุปิตา อนตฺตมนา ภิกฺขู สงฺฆิกา วิหารา นิกฺกฑฺฒิสฺสนฺตีติ ฯ อถโข เต ภิกฺขู ภควโต เอตมตฺถํ อาโรเจสุํ ฯเปฯ สจฺจํ กิร ภิกฺขเว ฉพฺพคฺคิยา ภิกฺขู กุปิตา อนตฺตมนา ภิกฺขู สงฺฆิกา วิหารา นิกฺกฑฺฒนฺตีติ ฯ สจฺจํ ภควาติ ฯเปฯ วิครหิตฺวา ธมฺมึ กถํ กตฺวา ภิกฺขู อามนฺเตสิ น ภิกฺขเว กุปิเตน อนตฺตมเนน ภิกฺขู สงฺฆิกา วิหารา นิกฺกฑฺฒิตพฺพา โย นิกฺกฑฺเฒยฺย ยถาธมฺโม กาเรตพฺโพ อนุชานามิ ภิกฺขเว เสนาสนํ คาเหตุนฺติ ฯ
ฉบับมหาจุฬาฯ
ชั้นตัวบทพุทธพจน์หน่วยที่ตำแหน่งเดียวกันของเล่มนี้ · เลขข้อเป็นของฉบับนี้เอง · จับคู่ตามตำแหน่ง · เล่มนี้ทั้งสองฉบับแบ่งเรื่องเท่ากัน จึงเทียบตามลำดับได้ · ชื่อเรื่องไม่ตรงกัน จึงยังไม่ได้ยืนยันว่าเป็นเรื่องเดียวกัน
เปิดหน้าของฉบับนี้ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
อาสนปฏิพาหนาทิ ว่าด้วยการกีดกันอาสนะเป็นต้น เรื่องบังคับภิกษุผู้นั่งอาสนะถัดไปให้ลุกขึ้นทั้งที่ยังฉัน
สมัยนั้น มหาอมาตย์ผู้หนึ่งเป็นสาวกของอาชีวกจัดถวายสังฆภัต ท่าน พระอุปนันทศากยบุตรมาภายหลัง บังคับภิกษุผู้นั่งอาสนะถัดไปให้ลุกขึ้นทั้งที่กำลังฉันอยู่ จึงเกิดความวุ่นวายขึ้นในโรงอาหาร ครั้งนั้น มหาอมาตย์ผู้นั้นตำหนิ ประณาม โพนทะนาว่า “ไฉนพวกพระสมณะเชื้อสายศากยบุตรมาภายหลังจึงบังคับภิกษุผู้นั่งอาสนะถัดไปให้ลุกขึ้นทั้งที่กำลังฉันอยู่เล่า ทำให้เกิดความวุ่นวายในโรงอาหาร ภิกษุผู้นั่งที่อื่นควรจะได้ฉันจนอิ่มมิใช่หรือ”
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๗ หน้า : ๑๓๑}
พระวินัยปิฎก จูฬวรรค [๖. เสนาสนขันธกะ] ๒. ทุติยภาณวาร ภิกษุทั้งหลายได้ยินมหาอมาตย์นั้นตำหนิ ประณาม โพนทะนา ฯลฯ บรรดาภิกษุผู้มักน้อยสันโดษ ฯลฯ ตำหนิ ประณาม โพนทะนาว่า “ไฉนท่านพระอุปนันทศากยบุตรมาภายหลัง จึงบังคับภิกษุผู้นั่งอาสนะถัดไปให้ลุกขึ้นทั้งที่กำลังฉันอยู่เล่า ทำให้เกิดความวุ่นวายในโรงอาหาร” ครั้งนั้นแล ภิกษุเหล่านั้นได้นำเรื่องไปกราบทูลพระผู้มีพระภาคให้ทรงทราบพระผู้มีพระภาคทรงสอบถามท่านพระอุปนันทศากยบุตรว่า “อุปนันทะ ทราบว่าเธอมาภายหลังบังคับภิกษุผู้นั่งอาสนะถัดไปให้ลุกขึ้นทั้งที่กำลังฉันอยู่ ทำให้เกิดความวุ่นวายในโรงอาหารจริงหรือ” พระอุปนันทะทูลรับว่า “จริง พระพุทธเจ้าข้า” พระผู้มีพระภาคพุทธเจ้าทรงตำหนิว่า “โมฆบุรุษ ไฉนเธอมาภายหลังจึงบังคับภิกษุผู้นั่งอาสนะถัดไปให้ลุกขึ้นทั้งที่กำลังฉันอยู่ ทำให้เกิดความวุ่นวายในโรงอาหารเล่าโมฆบุรุษ การกระทำอย่างนี้ มิได้ทำคนที่ยังไม่เลื่อมใสให้เลื่อมใส ฯลฯ” ครั้นทรงตำหนิแล้ว ฯลฯ ทรงแสดงธรรมมีกถารับสั่งกับภิกษุทั้งหลายว่า “ภิกษุทั้งหลายภิกษุไม่พึงบังคับให้ภิกษุที่นั่งอาสนะถัดไปให้ลุกขึ้นทั้งที่กำลังฉันอยู่ รูปใดบังคับให้ลุกขึ้นต้องอาบัติทุกกฏ ถ้าบังคับให้ลุกขึ้น ภิกษุที่ลุกขึ้นนั้นย่อมเป็นผู้ห้ามภัตด้วย พึงกล่าวกับภิกษุนั้นว่า ‘ท่านจงไปหาน้ำมา’ ถ้าพึงได้น้ำนั้น นั่นเป็นการดี ถ้าไม่ได้ ภิกษุที่ถูกบังคับให้ลุกขึ้นนั้นพึงกลืนเมล็ดข้าวให้เรียบร้อยแล้วจึงให้อาสนะแก่ภิกษุผู้แก่พรรษากว่า ภิกษุทั้งหลาย แต่เราไม่ได้กล่าวว่า “ภิกษุพึงกีดกันอาสะสำหรับภิกษุผู้แก่พรรษากว่า โดยปริยายใดๆ’ รูปใดกีดกัน ต้องอาบัติทุกกฏ” เรื่องพวกภิกษุฉัพพัคคีย์ไล่ภิกษุอาพาธ สมัยนั้น พวกภิกษุฉัพพัคคีย์บังคับพวกภิกษุเป็นไข้ให้ลุกขึ้น พวกภิกษุเป็นไข้ตอบว่า “พวกเราไม่สามารถลุกขึ้นได้ (เพราะ) พวกเราเป็นไข้” พวกภิกษุฉัพพัคคีย์กล่าวว่า “พวกเราจะช่วยพยุงพวกท่านให้ลุกขึ้น” แล้วช่วยประคองให้ลุกขึ้น แล้วก็ปล่อยให้พวกภิกษุไข้ยืนอยู่ พวกภิกษุไข้สลบล้มลง ฯลฯ
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๗ หน้า : ๑๓๒}
พระวินัยปิฎก จูฬวรรค [๖. เสนาสนขันธกะ] ๒. ทุติยภาณวาร ภิกษุทั้งหลายจึงนำเรื่องนี้ไปกราบทูลพระผู้มีพระภาคให้ทรงทราบ ฯลฯ พระผู้มีพระภาครับสั่งว่า “ภิกษุทั้งหลาย ภิกษุไม่พึงบังคับภิกษุเป็นไข้ให้ลุกขึ้น รูปใดบังคับให้ลุกขึ้น ต้องอาบัติทุกกฏ” สมัยนั้น พวกภิกษุฉัพพัคคีย์กล่าวว่า “พวกกระผมเป็นไข้ไม่ควรที่จะถูกไล่ให้ลุกขึ้น” แล้วยึดเอาที่นอนดีๆ ฯลฯ ภิกษุทั้งหลายจึงนำเรื่องนี้ไปกราบทูลพระผู้มีพระภาคให้ทรงทราบ พระผู้มีพระภาครับสั่งว่า “ภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตเพื่อให้ที่นอนที่เหมาะสมแก่ภิกษุเป็นไข้” ต่อมา พวกภิกษุฉัพพัคคีย์ก็กีดกันอาสนะเอาไว้โดยอ้างเลศ ภิกษุทั้งหลายจึงนำเรื่องนี้ไปกราบทูลพระผู้มีพระภาคให้ทรงทราบ พระผู้มีพระภาครับสั่งว่า “ภิกษุทั้งหลาย ภิกษุไม่พึงกีดกันเสนาสนะโดยอ้างเลศรูปใดกีดกัน ต้องอาบัติทุกกฏ” เรื่องอนุญาตให้ภิกษุถือเสนาสนะ สมัยนั้น พวกภิกษุสัตตรสวัคคีย์(พวกภิกษุที่อยู่ในกลุ่มภิกษุ ๑๗ รูป)ซ่อม แซมวิหารหลังใหญ่แห่งหนึ่งอยู่สุดเขตอาราม ด้วยหมายใจว่า “พวกเราจะจำพรรษาในที่นี้” พวกภิกษุฉัพพัคคีย์เห็นพวกภิกษุสัตตรสวัคคีย์กำลังซ่อมแซมวิหาร ครั้นเห็น แล้วจึงกล่าวกันอย่างนี้ว่า “ท่านทั้งหลาย พวกภิกษุสัตตรสวัคคีย์เหล่านี้กำลังซ่อมแซมวิหาร มาเถิด พวกเราช่วยกันขับไล่พวกภิกษุสัตตรสวัคคีย์นั้นออกไป” ภิกษุบางพวกกล่าวอย่างนี้ว่า “ท่านทั้งหลาย โปรดคอยจนกว่าพวกภิกษุ สัตตรสวัคคีย์นั้นจะซ่อมวิหารเสร็จแล้วพวกเราค่อยไล่ออกไป” ต่อมา พวกภิกษุฉัพพัคคีย์ได้กล่าวกับพวกภิกษุสัตตรสวัคคีย์ดังนี้ว่า “พวก ท่านจงย้ายออกไป วิหารเป็นของพวกเรา”
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๗ หน้า : ๑๓๓}
พระวินัยปิฎก จูฬวรรค [๖. เสนาสนขันธกะ] ๒. ทุติยภาณวาร พวกภิกษุสัตตรสวัคคีย์กล่าวว่า “ท่านทั้งหลาย พวกท่านควรจะบอกก่อนมิใช่หรือ พวกเราจะได้ซ่อมแซมวิหารหลังอื่น” พวกภิกษุฉัพพัคคีย์ตอบว่า “ท่านทั้งหลาย วิหารเป็นของสงฆ์มิใช่หรือ” พวกภิกษุสัตตรสวัคคีย์ตอบว่า “ใช่ ท่านทั้งหลาย วิหารเป็นของสงฆ์” พวกภิกษุฉัพพัคคีย์กล่าวว่า “พวกท่านจงย้ายออกไป วิหารเป็นของพวกเรา” พวกภิกษุสัตตรสวัคคีย์กล่าวว่า “วิหารใหญ่ พวกท่านก็อยู่ได้ พวกเราก็อยู่ได้” พวกภิกษุฉัพพัคคีย์กล่าวว่า “พวกท่านจงย้ายออกไป วิหารเป็นของพวกเรา”แล้วโกรธ ไม่พอใจ จับคอฉุดลากออกไป พวกภิกษุสัตตรสวัคคีย์เมื่อถูกพวกภิกษุฉัพพัคคีย์ฉุดลากออกไปก็ร้องไห้ ภิกษุทั้งหลายถามว่า “ท่านทั้งหลาย พวกท่านร้องไห้ทำไม” พวกภิกษุสัตตรสวัคคีย์ตอบว่า “ท่านทั้งหลาย พวกภิกษุฉัพพัคคีย์เหล่านี้โกรธไม่พอใจฉุดลากพวกกระผมออกจากวิหารของสงฆ์” บรรดาภิกษุผู้มักน้อยสันโดษ ตำหนิ ประณาม โพนทะนาว่า “ไฉนพวกภิกษุฉัพพัคคีย์จึงโกรธไม่พอใจ ฉุดลากภิกษุทั้งหลายออกจากวิหารของสงฆ์เล่า” ครั้งนั้นแล ภิกษุทั้งหลายจึงนำเรื่องนี้ไปกราบทูลพระผู้มีพระภาคให้ทรงทราบ พระผู้มีพระภาคทรงสอบถามภิกษุทั้งหลายว่า “ภิกษุทั้งหลาย ทราบว่าพวกภิกษุฉัพพัคคีย์โกรธไม่พอใจ ฉุดลากภิกษุทั้งหลายออกจากวิหารของสงฆ์ จริงหรือ” ภิกษุทั้งหลายทูลรับว่า “จริง พระพุทธเจ้าข้า” พระผู้มีพระภาคพุทธเจ้าทรงตำหนิ ฯลฯ ครั้นทรงตำหนิแล้ว ฯลฯ ทรงแสดงธรรมีกถารับสั่งกับภิกษุทั้งหลายว่า “ภิกษุทั้งหลาย ภิกษุโกรธไม่พอใจ ไม่พึงฉุดลากภิกษุออกจากวิหารของสงฆ์ รูปใดฉุดลาก พึงปรับอาบัติตามธรรม ภิกษุทั้งหลายเราอนุญาตให้ภิกษุถือเสนาสนะ” @เชิงอรรถ : @ พึงปรับอาบัติตามธรรม หมายถึงพึงปรับอาบัติปาจิตตีย์ตามความแห่งสิกขาบทที่ ๗ แห่งภูตคามวรรค@(วิ.มหา. (แปล) ๒/๑๒๔-๑๒๕/๓๐๒-๓๐๓)
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๗ หน้า : ๑๓๔}
ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
ว่าด้วยธรรมเนียมในโรงฉัน
บทว่า วิปฺปกตโภชเน มีความว่า ภิกษุกำลังฉันอยู่ในที่ใดที่หนึ่งในละแวกบ้านก็ตาม ในวิหารก็ตาม ในป่าก็ตาม เมื่อการฉันยังไม่เสร็จ ไม่ควรให้ลุก. ในละแวกบ้าน ภิกษุผู้มาที่หลังพึงรับภิกษาแล้วไปยังที่แห่งภิกษุผู้เป็นสภาคกัน. ถ้าชาวบ้านหรือภิกษุทั้งหลาย นิมนต์ว่า ท่านจงเข้าไป ควรบอกว่า เมื่อเราเข้าไป ภิกษุทั้งหลายจักต้องลุกขึ้น. เธออันเขากล่าวว่า ที่นี่ยังมีที่นั่ง จึงควรเข้าไป. ถ้าใครๆ ไม่กล่าวคำน้อยหนึ่ง พึงไปที่อาสนศาลาแล้ว เฉียดมายืนอยู่ในที่แห่งภิกษุผู้เป็นสภาคกัน ;เมื่อภิกษุทั้งหลายทำโอกาสแล้ว เธออันเขานิมนต์ว่า นิมนต์เข้ามาเถิด ดังนี้ พึงเข้าไป. แต่ถ้า ที่อาสนะซึ่งจะถึงแก่เธอ มีภิกษุมิได้ฉันนั่งอยู่ จะให้ภิกษุนั้นลุกขึ้น ควรอยู่.
ภิกษุผู้นั่งดื่มหรือขบฉันยาคูและของเคี้ยวเป็นต้น อย่างใดอย่างหนึ่งแล้ว แม้มีมือว่างก็ไม่ควรให้ลุก จนกว่าภิกษุอื่นจะมา เพราะว่าเธอนับว่าเป็นผู้ฉันค้างเหมือนกัน.
ข้อว่า สเจ วุฏฺฐาเปติ มีความว่า ถ้าแม้เธอแกล้งล่วงอาบัติให้ลุกขึ้นจนได้.
ข้อว่า ปริวาริโต จ โหติ มีความว่า เธอจะให้ภิกษุใดลุก, ถ้าภิกษุนี้เป็นผู้ห้ามโภชนะแล้ว, เธออันภิกษุนั้นพึงกล่าวว่า จงไปหาน้ำมา. จริง ข้อนี้แล เป็นสถานอันหนึ่ง ที่ภิกษุหนุ่มให้ภิกษุแก่กว่าได้. ถ้าเธอไม่หาน้ำมาให้. ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจะทรงแสดงหน้าที่ซึ่งภิกษุผู้อ่อนกว่าจะพึงกระทำ จึงตรัสคำเป็นต้นว่า พึงกลืนเมล็ดข้าวให้เรียบร้อย.
[ว่าด้วยเสนาสนะที่เหมาะแก่ภิกษุอาพาธ]
วินิจฉัยในคำว่า คิลานสฺส ปฏิรูปํ เสยฺยํ นี้ พึงทราบดังนี้ :-
ภิกษุใดเป็นผู้อาพาธ ด้วยโรคหืดหรือโรคริดสีดวง และโรคลงแดงเป็นต้น, ภาชนะมีกระโถนและหม้ออุจจาระเป็นต้น เป็นของอันภิกษุนั้นควรเตรียมไว้.
อีกอย่างหนึ่ง ภิกษุเป็นโรคเรื้อน ย่อมทำเสนาสนะให้เสีย, ควรให้ภายใต้ปราสาทมณฑปและศาลาเป็นต้น อย่างใดอย่างหนึ่งเป็นเสนาสนะส่วนหนึ่งแก่ภิกษุเห็นปานนั้น. เมื่อภิกษุผู้อาพาธรูปใดอยู่ จะไม่ทำเสนาสนะให้เสียหาย. แม้ที่นอนประณีต ก็ควรให้แก่ภิกษุรูปนั้นแท้. ฝ่ายภิกษุใดทำยาอย่างใดอย่างหนึ่งเป็นต้นว่า ยาแดง ยาถ่ายและยานัตถุ์ ภิกษุนั้นทั้งหมดจัดว่าผู้อาพาธด้วย. พึงกำหนดให้เสนาสนะที่เหมาะแก่ภิกษุแม้นั้น.
บทว่า เลสกปฺเปน ได้แก่ สักว่าปวดศีรษะเป็นต้นเล็กน้อย.
-----------------------------------------------------