ฉบับที่อ่านฉบับแสดงอรรถกถา
ฉบับหลวง · บาลี (อักษรไทย) · ตำแหน่งที่กำลังอ่าน ข้อ ๒๕๕

ขัณฑจักร เล่ม ๑

ชั้นตัวบทพุทธพจน์ข้อ ๒๕๕–๒๗๘ลำดับ 30 จาก 33 ในปาราชิกพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง 24 ข้อ4 ฉบับเทียบฉบับได้ข้อต่อข้อ

พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง · ผู้ดำเนินการอ่านข้อเท็จจริงสาธารณะแล้วสรุปเอง


ตีหากาเรหิ ปฐมญฺจ ฌานํ ทุติยญฺจ ฌานํ สมาปชฺชึ สมาปชฺชามิ สมาปนฺโน ปฐมสฺส จ ฌานสฺส ทุติยสฺส จ ฌานสฺส ลาภิมฺหิ วสิมฺหิ ปฐมญฺจ ฌานํ ทุติยญฺจ ฌานํ สจฺฉิกตํ มยาติ สมฺปชานมุสา ภณนฺตสฺส อาปตฺติ ปาราชิกสฺส ฯเปฯ ตีหากาเรหิ ปฐมญฺจ ฌานํ ตติยญฺจ ฌานํ สมาปชฺชึ สมาปชฺชามิ สมาปนฺโน ปฐมสฺส จ ฌานสฺส ตติยสฺส จ ฌานสฺส ลาภิมฺหิ วสิมฺหิ ปฐมญฺจ ฌานํ ตติยญฺจ ฌานํ สจฺฉิกตํ มยาติ สมฺปชานมุสา ภณนฺตสฺส อาปตฺติ ปาราชิกสฺส ฯเปฯ ตีหากาเรหิ ปฐมญฺจ ฌานํ จตุตฺถญฺจ ฌานํ สมาปชฺชึ สมาปชฺชามิ สมาปนฺโน ปฐมสฺส จ ฌานสฺส จตุตฺถสฺส จ ฌานสฺส ลาภิมฺหิ วสิมฺหิ ปฐมญฺจ ฌานํ จตุตฺถญฺจ ฌานํ สจฺฉิกตํ มยาติ สมฺปชานมุสา ภณนฺตสฺส อาปตฺติ ปาราชิกสฺส ฯเปฯ

ตีหากาเรหิ ปฐมญฺจ ฌานํ สุญฺญตญฺจ วิโมกฺขํ ปฐมญฺจ ฌานํ อนิมิตฺตญฺจ วิโมกฺขํ ปฐมญฺจ ฌานํ อปฺปณิหิตญฺจ วิโมกฺขํ สมาปชฺชึ สมาปชฺชามิ สมาปนฺโน ปฐมสฺส จ ฌานสฺส อปฺปณิหิตสฺส จ วิโมกฺขสฺส ลาภิมฺหิ วสิมฺหิ ปฐมญฺจ ฌานํ อปฺปณิหิโต จ วิโมกฺโข สจฺฉิกโต มยาติ สมฺปชานมุสา ภณนฺตสฺส อาปตฺติ ปาราชิกสฺส ฯเปฯ

ตีหากาเรหิ ปฐมญฺจ ฌานํ สุญฺญตญฺจ สมาธึ ปฐมญฺจ ฌานํ อนิมิตฺตญฺจ สมาธึ ปฐมญฺจ ฌานํ อปฺปณิหิตญฺจ สมาธึ สมาปชฺชึ สมาปชฺชามิ สมาปนฺโน ปฐมสฺส จ ฌานสฺส อปฺปณิหิตสฺส จ สมาธิสฺส ลาภิมฺหิ วสิมฺหิ ปฐมญฺจ ฌานํ อปฺปณิหิโต จ สมาธิ สจฺฉิกโต มยาติ สมฺปชานมุสา ภณนฺตสฺส อาปตฺติ ปาราชิกสฺส ฯเปฯ

ตีหากาเรหิ ปฐมญฺจ ฌานํ สุญฺญตญฺจ สมาปตฺตึ ปฐมญฺจ ฌานํ อนิมิตฺตญฺจ สมาปตฺตึ ปฐมญฺจ ฌานํ อปฺปณิหิตญฺจ สมาปตฺตึ สมาปชฺชึ สมาปชฺชามิ สมาปนฺโน ปฐมสฺส จ ฌานสฺส อปฺปณิหิตาย จ สมาปตฺติยา ลาภิมฺหิ วสิมฺหิ ปฐมญฺจ ฌานํ อปฺปณิหิตา จ สมาปตฺติ สจฺฉิกตา มยาติ สมฺปชานมุสา ภณนฺตสฺส อาปตฺติ ปาราชิกสฺส ฯเปฯ

ตีหากาเรหิ ปฐมญฺจ ฌานํ ติสฺโส จ วิชฺชา สมาปชฺชึ สมาปชฺชามิ สมาปนฺโน ปฐมสฺส จ ฌานสฺส ติสฺสนฺนญฺจ วิชฺชานํ ลาภิมฺหิ วสิมฺหิ ปฐมญฺจ ฌานํ ติสฺโส จ วิชฺชา สจฺฉิกตา มยาติ สมฺปชานมุสา ภณนฺตสฺส อาปตฺติ ปาราชิกสฺส ฯเปฯ

ตีหากาเรหิ ปฐมญฺจ ฌานํ จตฺตาโร จ สติปฏฺฐาเน ปฐมญฺจ ฌานํ จตฺตาโร จ สมฺมปฺปธาเน ปฐมญฺจ ฌานํ จตฺตาโร จ อิทฺธิปาเท สมาปชฺชึ สมาปชฺชามิ สมาปนฺโน ปฐมสฺส จ ฌานสฺส จตุนฺนญฺจ อิทฺธิปาทานํ ลาภิมฺหิ วสิมฺหิ ปฐมญฺจ ฌานํ จตฺตาโร จ อิทฺธิปาทา สจฺฉิกตา มยาติ สมฺปชานมุสา ภณนฺตสฺส อาปตฺติ ปาราชิกสฺส ฯเปฯ

ตีหากาเรหิ ปฐมญฺจ ฌานํ ปญฺจ จ อินฺทฺริยานิ ปฐมญฺจ ฌานํ ปญฺจ จ พลานิ สมาปชฺชึ สมาปชฺชามิ สมาปนฺโน ปฐมสฺส จ ฌานสฺส ปญฺจนฺนญฺจ พลานํ ลาภิมฺหิ วสิมฺหิ ปฐมญฺจ ฌานํ ปญฺจ จ พลานิ สจฺฉิกตานิ มยาติ สมฺปชานมุสา ภณนฺตสฺส อาปตฺติ ปาราชิกสฺส ฯเปฯ

ตีหากาเรหิ ปฐมญฺจ ฌานํ สตฺต จ โพชฺฌงฺเค สมาปชฺชึ สมาปชฺชามิ สมาปนฺโน ปฐมสฺส จ ฌานสฺส สตฺตนฺนญฺจ โพชฺฌงฺคานํ ลาภิมฺหิ วสิมฺหิ ปฐมญฺจ ฌานํ สตฺต จ โพชฺฌงฺคา สจฺฉิกตา มยาติ สมฺปชานมุสา ภณนฺตสฺส อาปตฺติ ปาราชิกสฺส ฯเปฯ

ตีหากาเรหิ ปฐมญฺจ ฌานํ อริยญฺจ อฏฺฐงฺคิกํ มคฺคํ สมาปชฺชึ สมาปชฺชามิ สมาปนฺโน ปฐมสฺส จ ฌานสฺส อริยสฺส จ อฏฺฐงฺคิกสฺส มคฺคสฺส ลาภิมฺหิ วสิมฺหิ ปฐมญฺจ ฌานํ อริโย จ อฏฺฐงฺคิโก มคฺโค สจฺฉิกโต มยาติ สมฺปชานมุสา ภณนฺตสฺส อาปตฺติ ปาราชิกสฺส ฯเปฯ

ตีหากาเรหิ ปฐมญฺจ ฌานํ โสตาปตฺติผลญฺจ ปฐมญฺจ ฌานํ สกทาคามิผลญฺจ ปฐมญฺจ ฌานํ อนาคามิผลญฺจ ปฐมญฺจ ฌานํ อรหตฺตผลญฺจ สมาปชฺชึ สมาปชฺชามิ สมาปนฺโน ปฐมสฺส จ ฌานสฺส อรหตฺตผลสฺส จ ลาภิมฺหิ วสิมฺหิ ปฐมญฺจ ฌานํ อรหตฺตผลญฺจ สจฺฉิกตํ มยาติ สมฺปชานมุสา ภณนฺตสฺส อาปตฺติ ปาราชิกสฺส ฯเปฯ

ตีหากาเรหิ ปฐมญฺจ ฌานํ สมาปชฺชึ สมาปชฺชามิ สมาปนฺโน ราโค จ เม จตฺโต ฯเปฯ ปฐมญฺจ ฌานํ สมาปชฺชึ ฯเปฯ โทโส จ เม จตฺโต ฯเปฯ ปฐมญฺจ ฌานํ สมาปชฺชึ ฯเปฯ โมโห จ เม จตฺโต วนฺโต มุตฺโต ปหีโน ปฏินิสฺสฏฺโฐ อุกฺเขฏิโต สมุกฺเขฏิโตติ สมฺปชานมุสา ภณนฺตสฺส อาปตฺติ ปาราชิกสฺส ฯเปฯ

ตีหากาเรหิ ปฐมญฺจ ฌานํ สมาปชฺชึ สมาปชฺชามิ สมาปนฺโน ราคา จ เม จิตฺตํ วินีวรณํ โทสา จ เม จิตฺตํ วินีวรณํ โมหา จ เม จิตฺตํ วินีวรณนฺติ สมฺปชานมุสา ภณนฺตสฺส อาปตฺติ ปาราชิกสฺส ปุพฺเพ วสฺส โหติ มุสา ภณิสฺสนฺติ ภณนฺตสฺส โหติ มุสา ภณามีติ ภณิตสฺส โหติ มุสา มยา ภณิตนฺติ วินิธาย ทิฏฺฐึ วินิธาย ขนฺตึ วินิธาย รุจึ วินิธาย ภาวํ ฯ ขณฺฑจกฺกํ นิฏฺฐิตํ ฯ

ตีหากาเรหิ ทุติยญฺจ ฌานํ ตติยญฺจ ฌานํ สมาปชฺชึ สมาปชฺชามิ สมาปนฺโน ทุติยสฺส จ ฌานสฺส ตติยสฺส จ ฌานสฺส ลาภิมฺหิ วสิมฺหิ ทุติยญฺจ ฌานํ ตติยญฺจ ฌานํ สจฺฉิกตํ มยาติ สมฺปชานมุสา ภณนฺตสฺส อาปตฺติ ปาราชิกสฺส ฯเปฯ ตีหากาเรหิ ทุติยญฺจ ฌานํ จตุตฺถญฺจ ฌานํ สมาปชฺชึ สมาปชฺชามิ สมาปนฺโน ทุติยสฺส จ ฌานสฺส จตุตฺถสฺส จ ฌานสฺส ลาภิมฺหิ วสิมฺหิ ทุติยญฺจ ฌานํ จตุตฺถญฺจ ฌานํ สจฺฉิกตํ มยาติ สมฺปชานมุสา ภณนฺตสฺส อาปตฺติ ปาราชิกสฺส ฯเปฯ ตีหากาเรหิ ทุติยญฺจ ฌานํ สุญฺญตญฺจ วิโมกฺขํ ทุติยญฺจ ฌานํ อนิมิตฺตญฺจ วิโมกฺขํ ทุติยญฺจ ฌานํ อปฺปณิหิตญฺจ วิโมกฺขํ ทุติยญฺจ ฌานํ สุญฺญตญฺจ สมาธึ ทุติยญฺจ ฌานํ อนิมิตฺตญฺจ สมาธึ ทุติยญฺจ ฌานํ อปฺปณิหิตญฺจ สมาธึ ทุติยญฺจ ฌานํ สุญฺญตญฺจ สมาปตฺตึ ทุติยญฺจ ฌานํ อนิมิตฺตญฺจ สมาปตฺตึ ทุติยญฺจ ฌานํ อปฺปณิหิตญฺจ สมาปตฺตึ ทุติยญฺจ ฌานํ ติสฺโส จ วิชฺชา ทุติยญฺจ ฌานํ จตฺตาโร จ สติปฏฺฐาเน ทุติยญฺจ ฌานํ จตฺตาโร จ สมฺมปฺปธาเน ทุติยญฺจ ฌานํ จตฺตาโร จ อิทฺธิปาเท ทุติยญฺจ ฌานํ ปญฺจ จ อินฺทฺริยานิ ทุติยญฺจ ฌานํ สตฺต จ โพชฺฌงฺเค ทุติยญฺจ ฌานํ อริยญฺจ อฏฺฐงฺคิกํ มคฺคํ ทุติยญฺจ ฌานํ โสตาปตฺติผลญฺจ ทุติยญฺจ ฌานํ สกทาคามิผลญฺจ ทุติยญฺจ ฌานํ อนาคามิผลญฺจ ทุติยญฺจ ฌานํ อรหตฺตผลญฺจ สมาปชฺชึ ฯเปฯ ทุติยญฺจ ฌานํ สมาปชฺชึ ราโค จ เม จตฺโต ฯเปฯ โทโส จ เม จตฺโต ฯเปฯ โมโห จ เม จตฺโต วนฺโต มุตฺโต ปหีโน ปฏินิสฺสฏฺโฐ อุกฺเขฏิโต สมุกฺเขฏิโต ฯเปฯ ทุติยญฺจ ฌานํ สมาปชฺชึ ราคา จ เม จิตฺตํ วินีวรณํ ทุติยญฺจ ฌานํ สมาปชฺชึ โทสา จ เม จิตฺตํ วินีวรณํ ทุติยญฺจ ฌานํ สมาปชฺชึ โมหา จ เม จิตฺตํ วินีวรณนฺติ สมฺปชานมุสา ภณนฺตสฺส อาปตฺติ ปาราชิกสฺส ฯเปฯ ตีหากาเรหิ ทุติยญฺจ ฌานํ ปฐมญฺจ ฌานํ สมาปชฺชึ สมาปชฺชามิ สมาปนฺโน ทุติยสฺส จ ฌานสฺส ปฐมสฺส จ ฌานสฺส ลาภิมฺหิ วสิมฺหิ ทุติยญฺจ ฌานํ ปฐมญฺจ ฌานํ สจฺฉิกตํ มยาติ สมฺปชานมุสา ภณนฺตสฺส อาปตฺติ ปาราชิกสฺส ฯเปฯ พทฺธจกฺกํ นิฏฺฐิตํ ฯ เอวํ เอเกกํ มูลํ กาตูน พทฺธจกฺกํ ปริวตฺตกํ กตฺตพฺพํ ฯ อิทํ สงฺขิตฺตํ ฯ

ตีหากาเรหิ โมหา จ เม จิตฺตํ วินีวรณํ ปฐมญฺจ ฌานํ สมาปชฺชึ สมาปชฺชามิ สมาปนฺโน โมหา จ เม จิตฺตํ วินีวรณํ ปฐมสฺส จ ฌานสฺส ลาภิมฺหิ วสิมฺหิ โมหา จ เม จิตฺตํ วินีวรณํ ปฐมญฺจ ฌานํ สจฺฉิกตํ มยาติ สมฺปชานมุสา ภณนฺตสฺส อาปตฺติ ปาราชิกสฺส ฯเปฯ ตีหากาเรหิ โมหา จ เม จิตฺตํ วินีวรณํ ทุติยญฺจ ฌานํ ตติยญฺจ ฌานํ จตุตฺถญฺจ ฌานํ สุญฺญตญฺจ วิโมกฺขํ อนิมิตฺตญฺจ วิโมกฺขํ อปฺปณิหิตญฺจ วิโมกฺขํ สุญฺญตญฺจ สมาธึ อนิมิตฺตญฺจ สมาธึ อปฺปณิหิตญฺจ สมาธึ สุญฺญตญฺจ สมาปตฺตึ อนิมิตฺตญฺจ สมาปตฺตึ อปฺปณิหิตญฺจ สมาปตฺตึ ติสฺโส จ วิชฺชา จตฺตาโร จ สติปฏฺฐาเน จตฺตาโร จ สมฺมปฺปธาเน จตฺตาโร จ อิทฺธิปาเท ปญฺจ จ อินฺทฺริยานิ ปญฺจ จ พลานิ สตฺต จ โพชฺฌงฺเค อริยญฺจ อฏฺฐงฺคิกํ มคฺคํ โสตาปตฺติผลญฺจ สกทาคามิผลญฺจ อนาคามิผลญฺจ อรหตฺตผลญฺจ สมาปชฺชึ ฯเปฯ ราโค จ เม จตฺโต ฯเปฯ โทโส จ เม จตฺโต ฯเปฯ โมโห จ เม จตฺโต วนฺโต มุตฺโต ปหีโน ปฏินิสฺสฏฺโฐ อุกฺเขฏิโต สมุกฺเขฏิโต ราคา จ เม จิตฺตํ วินีวรณํ โทสา จ เม จิตฺตํ วินีวรณํ โมหา จ เม จิตฺตํ วินีวรณนฺติ สมฺปชานมุสา ภณนฺตสฺส อาปตฺติ ปาราชิกสฺส ฯเปฯ เอกมูลกํ สงฺขิตฺตํ นิฏฺฐิตํ ฯ

ทุมูลกมฺปิ ติมูลกมฺปิ จตุมูลกมฺปิ ปญฺจมูลกมฺปิ ฉมูลกมฺปิ สตฺตมูลกมฺปิ อฏฺฐมูลกมฺปิ นวมูลกมฺปิ ทสมูลกมฺปิ ยถา เอกมูลกํ วิตฺถาริตํ เอวเมว วิตฺถาเรตพฺพํ ฯ อิทํ สพฺพมูลกํ ฯ

ตีหากาเรหิ ฯเปฯ สตฺตหากาเรหิ ปฐมญฺจ ฌานํ ทุติยญฺจ ฌานํ ตติยญฺจ ฌานํ จตุตฺถญฺจ ฌานํ สุญฺญตญฺจ วิโมกฺขํ อนิมิตฺตญฺจ วิโมกฺขํ อปฺปณิหิตญฺจ วิโมกฺขํ สุญฺญตญฺจ สมาธึ อนิมิตฺตญฺจ สมาธึ อปฺปณิหิตญฺจ สมาธึ สุญฺญตญฺจ สมาปตฺตึ อนิมิตฺตญฺจ สมาปตฺตึ อปฺปณิหิตญฺจ สมาปตฺตึ ติสฺโส จ วิชฺชา จตฺตาโร จ สติปฏฺฐาเน จตฺตาโร จ สมฺมปฺปธาเน จตฺตาโร จ อิทฺธิปาเท ปญฺจ จ อินฺทฺริยานิ ปญฺจ จ พลานิ สตฺต จ โพชฺฌงฺเค อริยญฺจ อฏฺฐงฺคิกํ มคฺคํ โสตาปตฺติผลญฺจ สกทาคามิผลญฺจ อนาคามิผลญฺจ อรหตฺตผลญฺจ สมาปชฺชึ สมาปชฺชามิ สมาปนฺโน ฯเปฯ ราโค จ เม จตฺโต ฯเปฯ โทโส จ เม จตฺโต ฯเปฯ โมโห จ เม จตฺโต วนฺโต มุตฺโต ปหีโน ปฏินิสฺสฏฺโฐ อุกฺเขฏิโต สมุกฺเขฏิโต ราคา จ เม จิตฺตํ วินีวรณํ โทสา จ เม จิตฺตํ วินีวรณํ โมหา จ เม จิตฺตํ วินีวรณนฺติ สมฺปชานมุสา ภณนฺตสฺส อาปตฺติ ปาราชิกสฺส ปุพฺเพ วสฺส โหติ มุสา ภณิสฺสนฺติ ภณนฺตสฺส โหติ มุสา ภณามีติ ภณิตสฺส โหติ มุสา มยา ภณิตนฺติ วินิธาย ทิฏฺฐึ วินิธาย ขนฺตึ วินิธาย รุจึ วินิธาย ภาวํ ฯ สพฺพมูลกํ นิฏฺฐิตํ ฯ สุทฺธิกวารกถา นิฏฺฐิตา ฯ

ตีหากาเรหิ ปฐมํ ฌานํ สมาปชฺชินฺติ วตฺตุกาโม ทุติยํ ฌานํ สมาปชฺชินฺติ สมฺปชานมุสา ภณนฺตสฺส ปฏิวิชานนฺตสฺส อาปตฺติ ปาราชิกสฺส น ปฏิวิชานนฺตสฺส อาปตฺติ ถุลฺลจฺจยสฺส {๒๗๑.๑} ฯเปฯ ตีหากาเรหิ ปฐมํ ฌานํ สมาปชฺชินฺติ วตฺตุกาโม ตติยํ ฌานํ สมาปชฺชินฺติ สมฺปชานมุสา ภณนฺตสฺส ปฏิวิชานนฺตสฺส อาปตฺติ ปาราชิกสฺส น ปฏิวิชานนฺตสฺส อาปตฺติ ถุลฺลจฺจยสฺส ฯเปฯ ตีหากาเรหิ ปฐมํ ฌานํ สมาปชฺชินฺติ วตฺตุกาโม จตุตฺถํ ฌานํ สมาปชฺชินฺติ สมฺปชานมุสา ภณนฺตสฺส ปฏิวิชานนฺตสฺส อาปตฺติ ปาราชิกสฺส น ปฏิวิชานนฺตสฺส อาปตฺติ ถุลฺลจฺจยสฺส {๒๗๑.๒} ฯเปฯ ตีหากาเรหิ ปฐมํ ฌานํ สมาปชฺชินฺติ วตฺตุกาโม สุญฺญตํ วิโมกฺขํ อนิมิตฺตํ วิโมกฺขํ อปฺปณิหิตํ วิโมกฺขํ สุญฺญตํ สมาธึ อนิมิตฺตํ สมาธึ อปฺปณิหิตํ สมาธึ สุญฺญตํ สมาปตฺตึ อนิมิตฺตํ สมาปตฺตึ อปฺปณิหิตํ สมาปตฺตึ ติสฺโส วิชฺชา จตฺตาโร สติปฏฺฐาเน จตฺตาโร สมฺมปฺปธาเน จตฺตาโร อิทฺธิปาเท ปญฺจินฺทฺริยานิ ปญฺจ พลานิ สตฺต โพชฺฌงฺเค อริยํ อฏฺฐงฺคิกํ มคฺคํ โสตาปตฺติผลํ สกทาคามิผลํ อนาคามิผลํ อรหตฺตผลํ สมาปชฺชินฺติ สมฺปชานมุสา ภณนฺตสฺส ปฏิวิชานนฺตสฺส อาปตฺติ ปาราชิกสฺส น ปฏิวิชานนฺตสฺส อาปตฺติ ถุลฺลจฺจยสฺส ฯเปฯ ตีหากาเรหิ ปฐมํ ฌานํ สมาปชฺชินฺติ วตฺตุกาโม ราโค เม จตฺโต ฯเปฯ โทโส เม จตฺโต ฯเปฯ โมโห เม จตฺโต วนฺโต มุตฺโต ปหีโน ปฏินิสฺสฏฺโฐ อุกฺเขฏิโต สมุกฺเขฏิโตติ สมฺปชานมุสา ภณนฺตสฺส ปฏิวิชานนฺตสฺส อาปตฺติ ปาราชิกสฺส น ปฏิวิชานนฺตสฺส อาปตฺติ ถุลฺลจฺจยสฺส ฯเปฯ {๒๗๑.๓} ตีหากาเรหิ ปฐมํ ฌานํ สมาปชฺชินฺติ วตฺตุกาโม ราคา เม จิตฺตํ วินีวรณํ โทสา เม จิตฺตํ วินีวรณํ โมหา เม จิตฺตํ วินีวรณนฺติ สมฺปชานมุสา ภณนฺตสฺส ปฏิวิชานนฺตสฺส อาปตฺติ ปาราชิกสฺส น ปฏิวิชานนฺตสฺส อาปตฺติ ถุลฺลจฺจยสฺส ปุพฺเพ วสฺส โหติ มุสา ภณิสฺสนฺติ ภณนฺตสฺส โหติ มุสา ภณามีติ ภณิตสฺส โหติ มุสา มยา ภณิตนฺติ วินิธาย ทิฏฺฐึ วินิธาย ขนฺตึ วินิธาย รุจึ วินิธาย ภาวํ ฯ วตฺถุนิสฺสารกสฺส นิกฺเขปปทสฺส ขณฺฑจกฺกํ นิฏฺฐิตํ ฯ

ตีหากาเรหิ ทุติยํ ฌานํ สมาปชฺชินฺติ วตฺตุกาโม ตติยํ ฌานํ สมาปชฺชินฺติ สมฺปชานมุสา ภณนฺตสฺส ปฏิวิชานนฺตสฺส อาปตฺติ ปาราชิกสฺส น ปฏิวิชานนฺตสฺส อาปตฺติ ถุลฺลจฺจยสฺส ฯเปฯ ตีหากาเรหิ ทุติยํ ฌานํ สมาปชฺชินฺติ วตฺตุกาโม โมหา เม จิตฺตํ วินีวรณนฺติ สมฺปชานมุสา ภณนฺตสฺส ปฏิวิชานนฺตสฺส อาปตฺติ ปาราชิกสฺส น ปฏิวิชานนฺตสฺส อาปตฺติ ถุลฺลจฺจยสฺส ฯเปฯ ตีหากาเรหิ ทุติยํ ฌานํ สมาปชฺชินฺติ วตฺตุกาโม ปฐมํ ฌานํ สมาปชฺชินฺติ สมฺปชานมุสา ภณนฺตสฺส ปฏิวิชานนฺตสฺส อาปตฺติ ปาราชิกสฺส น ปฏิวิชานนฺตสฺส อาปตฺติ ถุลฺลจฺจยสฺส ฯเปฯ วตฺถุนิสฺสารกสฺส เอกมูลกํ พทฺธจกฺกํ ฯ มูลํ สงฺขิตฺตํ ฯ

ตีหากาเรหิ โมหา เม จิตฺตํ วินีวรณนฺติ วตฺตุกาโม ปฐมํ ฌานํ สมาปชฺชินฺติ สมฺปชานมุสา ภณนฺตสฺส ปฏิวิชานนฺตสฺส อาปตฺติ ปาราชิกสฺส น ปฏิวิชานนฺตสฺส อาปตฺติ ถุลฺลจฺจยสฺส ฯเปฯ ตีหากาเรหิ โมหา เม จิตฺตํ วินีวรณนฺติ วตฺตุกาโม โทสา เม จิตฺตํ วินีวรณนฺติ สมฺปชานมุสา ภณนฺตสฺส ปฏิวิชานนฺตสฺส อาปตฺติ ปาราชิกสฺส น ปฏิวิชานนฺตสฺส อาปตฺติ ถุลฺลจฺจยสฺส ฯเปฯ วตฺถุนิสฺสารกสฺส เอกมูลกํ สงฺขิตฺตํ นิฏฺฐิตํ ฯ

ตีหากาเรหิ ปฐมญฺจ ฌานํ ทุติยญฺจ ฌานํ สมาปชฺชินฺติ วตฺตุกาโม ตติยญฺจ ฌานํ สมาปชฺชินฺติ สมฺปชานมุสา ภณนฺตสฺส ปฏิวิชานนฺตสฺส อาปตฺติ ปาราชิกสฺส น ปฏิวิชานนฺตสฺส อาปตฺติ ถุลฺลจฺจยสฺส ฯเปฯ ตีหากาเรหิ ปฐมญฺจ ฌานํ ทุติยญฺจ ฌานํ สมาปชฺชินฺติ วตฺตุกาโม โมหา เม จิตฺตํ วินีวรณนฺติ สมฺปชานมุสา ภณนฺตสฺส ปฏิวิชานนฺตสฺส อาปตฺติ ปาราชิกสฺส น ปฏิวิชานนฺตสฺส อาปตฺติ ถุลฺลจฺจยสฺส ฯเปฯ วตฺถุนิสฺสารกสฺส ทุมูลกํ ขณฺฑจกฺกํ ฯ

ตีหากาเรหิ ทุติยญฺจ ฌานํ ตติยญฺจ ฌานํ สมาปชฺชินฺติ วตฺตุกาโม จตุตฺถํ ฌานํ สมาปชฺชินฺติ สมฺปชานมุสา ภณนฺตสฺส ปฏิวิชานนฺตสฺส อาปตฺติ ปาราชิกสฺส น ปฏิวิชานนฺตสฺส อาปตฺติ ถุลฺลจฺจยสฺส ฯเปฯ ตีหากาเรหิ ทุติยญฺจ ฌานํ ตติยญฺจ ฌานํ สมาปชฺชินฺติ วตฺตุกาโม โมหา เม จิตฺตํ วินีวรณนฺติ สมฺปชานมุสา ภณนฺตสฺส ปฏิวิชานนฺตสฺส อาปตฺติ ปาราชิกสฺส น ปฏิวิชานนฺตสฺส อาปตฺติ ถุลฺลจฺจยสฺส ฯเปฯ ตีหากาเรหิ ทุติยญฺจ ฌานํ ตติยญฺจ ฌานํ สมาปชฺชินฺติ วตฺตุกาโม ปฐมํ ฌานํ สมาปชฺชินฺติ สมฺปชานมุสา ภณนฺตสฺส ปฏิวิชานนฺตสฺส อาปตฺติ ปาราชิกสฺส น ปฏิวิชานนฺตสฺส อาปตฺติ ถุลฺลจฺจยสฺส ฯเปฯ วตฺถุนิสฺสารกสฺส ทุมูลกํ พทฺธจกฺกํ ฯ

ตีหากาเรหิ โทสา จ เม จิตฺตํ วินีวรณํ โมหา จ เม จิตฺตํ วินีวรณนฺติ วตฺตุกาโม ปฐมํ ฌานํ สมาปชฺชินฺติ สมฺปชานมุสา ภณนฺตสฺส ปฏิวิชานนฺตสฺส อาปตฺติ ปาราชิกสฺส น ปฏิวิชานนฺตสฺส อาปตฺติ ถุลฺลจฺจยสฺส ฯเปฯ ตีหากาเรหิ โทสา จ เม จิตฺตํ วินีวรณํ โมหา จ เม จิตฺตํ วินีวรณนฺติ วตฺตุกาโม ราคา เม จิตฺตํ วินีวรณนฺติ สมฺปชานมุสา ภณนฺตสฺส ปฏิวิชานนฺตสฺส อาปตฺติ ปาราชิกสฺส น ปฏิวิชานนฺตสฺส อาปตฺติ ถุลฺลจฺจยสฺส ฯเปฯ วตฺถุนิสฺสารกสฺส ทุมูลกํ สงฺขิตฺตํ นิฏฺฐิตํ ฯ

ติมูลกํปิ จตุมูลกํปิ ปญฺจมูลกํปิ ฉมูลกํปิ สตฺตมูลกํปิ อฏฺฐมูลกํปิ นวมูลกํปิ ทสมูลกํปิ กาตพฺพํ ยถา นิกฺขิตฺตปทานํ เอเกกมูลกํปิ กเถตพฺพํ ฯ ยถา เอกมูลกํ วิตฺถาริตํ เอวเมว วิตฺถาเรตพฺพํ ฯ อิทํ สพฺพมูลกํ ฯ

ตีหากาเรหิ ฯเปฯ สตฺตหากาเรหิ ปฐมญฺจ ฌานํ ทุติยญฺจ ฌานํ ตติยญฺจ ฌานํ จตุตฺถญฺจ ฌานํ สุญฺญตญฺจ วิโมกฺขํ อนิมิตฺตญฺจ วิโมกฺขํ อปฺปณิหิตญฺจ วิโมกฺขํ สุญฺญตญฺจ สมาธึ อนิมิตฺตญฺจ สมาธึ อปฺปณิหิตญฺจ สมาธึ สุญฺญตญฺจ สมาปตฺตึ อนิมิตฺตญฺจ สมาปตฺตึ อปฺปณิหิตญฺจ สมาปตฺตึ ติสฺโส จ วิชฺชา จตฺตาโร จ สติปฏฺฐาเน จตฺตาโร จ สมฺมปฺปธาเน จตฺตาโร จ อิทฺธิปาเท ปญฺจ จ อินฺทฺริยานิ ปญฺจ จ พลานิ สตฺต จ โพชฺฌงฺเค อริยญฺจ อฏฺฐงฺคิกํ มคฺคํ โสตาปตฺติผลญฺจ สกทาคามิผลญฺจ อนาคามิผลญฺจ อรหตฺตผลญฺจ สมาปชฺชึ ราโค จ เม จตฺโต ฯเปฯ โทโส จ เม จตฺโต ฯเปฯ โมโห จ เม จตฺโต วนฺโต มุตฺโต ปหีโน ปฏินิสฺสฏฺโฐ อุกฺเขฏิโต สมุกฺเขฏิโต ราคา จ เม จิตฺตํ วินีวรณํ โทสา จ เม จิตฺตํ วินีวรณนฺติ วตฺตุกาโม โมหา จ เม จิตฺตํ วินีวรณนฺติ สมฺปชานมุสา ภณนฺตสฺส ปฏิวิชานนฺตสฺส อาปตฺติ ปาราชิกสฺส น ปฏิวิชานนฺตสฺส อาปตฺติ ถุลฺลจฺจยสฺส ปุพฺเพ วสฺส โหติ มุสา ภณิสฺสนฺติ ภณนฺตสฺส โหติ มุสา ภณามีติ ภณิตสฺส โหติ มุสา มยา ภณิตนฺติ วินิธาย ทิฏฺฐึ วินิธาย ขนฺตึ วินิธาย รุจึ วินิธาย ภาวํ ฯ วตฺถุนิสฺสารกสฺส จกฺกเปยฺยาลํ นิฏฺฐิตํ ฯ วตฺตุกามวารกถา นิฏฺฐิตา ฯ

ฉบับมหาจุฬาฯ

ชั้นตัวบทพุทธพจน์

หน่วยที่ตำแหน่งเดียวกันของเล่มนี้ · เลขข้อเป็นของฉบับนี้เอง · จับคู่ตามตำแหน่ง · เล่มนี้ทั้งสองฉบับแบ่งเรื่องเท่ากัน จึงเทียบตามลำดับได้ · ชื่อเรื่องไม่ตรงกัน จึงยังไม่ได้ยืนยันว่าเป็นเรื่องเดียวกัน

เปิดหน้าของฉบับนี้

ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์

วัตตุกามวารกถา ขัณฑจักรแห่งเอกมูลกนัย วัตถุวิสารกะ

ข้อ ๒๑๕

ภิกษุต้องการจะกล่าวว่า ข้าพเจ้าเข้าปฐมฌานแล้ว แต่กล่าวเท็จทั้ง ที่รู้ว่า “ข้าพเจ้าเข้าทุติยฌานแล้ว” ด้วยอาการ ๓ อย่าง ... เมื่อผู้อื่นเข้าใจ ต้องอาบัติปาราชิก เมื่อเขาไม่เข้าใจ ต้องอาบัติถุลลัจจัย ภิกษุต้องการจะกล่าวว่า ข้าพเจ้าเข้าปฐมฌานแล้ว แต่กล่าวเท็จทั้งที่รู้ว่าข้าพเจ้าเข้าตติยฌานแล้ว ด้วยอาการ ๓ อย่าง ... เมื่อผู้อื่นเข้าใจ ต้องอาบัติปาราชิกเมื่อเขาไม่เข้าใจ ต้องอาบัติถุลลัจจัย ภิกษุต้องการจะกล่าวว่า ข้าพเจ้าเข้าปฐมฌานแล้ว แต่กล่าวเท็จทั้งที่รู้ว่าข้าพเจ้าเข้าจตุตถฌานแล้ว ด้วยอาการ ๓ อย่าง ... เมื่อผู้อื่นเข้าใจ ต้องอาบัติปาราชิก เมื่อเขาไม่เข้าใจ ต้องอาบัติถุลลัจจัย ภิกษุต้องการจะกล่าวว่า ข้าพเจ้าเข้าปฐมฌานแล้ว แต่กล่าวเท็จทั้งที่รู้ว่าข้าพเจ้าเข้าสุญญตวิโมกข์ ฯลฯ อนิมิตตวิโมกข์ ฯลฯ อัปปณิหิตวิโมกข์ ฯลฯ สุญญตสมาธิ ฯลฯ อนิมิตตสมาธิ ฯลฯ อัปปณิหิตสมาธิ ฯลฯ สุญญตสมาบัติ ฯลฯ อนิมิตตสมาบัติ ฯลฯ อัปปณิหิตสมาบัติ ฯลฯ วิชชา ๓ ฯลฯ สติปัฏฐาน ๔ฯลฯ สัมมัปปธาน ๔ ฯลฯ อิทธิบาท ๔ ฯลฯ อินทรีย์ ๕ ฯลฯ พละ ๕ ฯลฯ โพชฌงค์ ๗ ฯลฯ อริยมรรคมีองค์ ๘ ฯลฯ โสดาปัตติผล ฯลฯ สกทาคามิผลฯลฯ อนาคามิผล ฯลฯ อรหัตตผลแล้ว ด้วยอาการ ๓ อย่าง ... เมื่อผู้อื่นเข้าใจต้องอาบัติปาราชิก เมื่อเขาไม่เข้าใจ ต้องอาบัติถุลลัจจัย ฯลฯ

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑ หน้า : ๒๐๓}

พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ [๑. ปาราชิกกัณฑ์] ปาราชิกสิกขาบทที่ ๔ บทภาชนีย์ ภิกษุต้องการจะกล่าวว่า ข้าพเจ้าเข้าปฐมฌานแล้ว แต่กล่าวเท็จทั้งที่รู้ว่าข้าพเจ้าสละราคะแล้ว ฯลฯ ข้าพเจ้าสละโทสะแล้ว ฯลฯ ข้าพเจ้าสละ คาย พ้นละ สลัด เพิก ถอนโมหะขึ้นแล้ว ด้วยอาการ ๓ อย่าง ... เมื่อผู้อื่นเข้าใจ ต้องอาบัติปาราชิก เมื่อเขาไม่เข้าใจ ต้องอาบัติถุลลัจจัย ฯลฯ ภิกษุต้องการจะกล่าวว่า ข้าพเจ้าเข้าปฐมฌานแล้ว แต่กล่าวเท็จทั้งที่รู้ว่า จิตของข้าพเจ้าปลอดจากราคะ ฯลฯ จิตของข้าพเจ้าปลอดจากโทสะ ฯลฯ จิตของข้าพเจ้าปลอดจากโมหะ ด้วยอาการ ๓ อย่าง คือ (๑) เบื้องต้น เธอรู้ว่าจักกล่าวเท็จ(๒) กำลังกล่าวอยู่ ก็รู้ว่ากำลังกล่าวเท็จ (๓) ครั้นกล่าวแล้ว ก็รู้ว่ากล่าวเท็จแล้ว(๔) อำพรางความเห็น (๕) อำพรางความเห็นชอบ (๖) อำพรางความพอใจ(๗) อำพรางความประสงค์ เมื่อผู้อื่นเข้าใจ ต้องอาบัติปาราชิก เมื่อเขาไม่เข้าใจต้องอาบัติถุลลัจจัย ขัณฑจักรแห่งเอกมูลกนัย วัตถุวิสารกะ จบ พัทธจักร เอกมูลกนัย แห่งวัตถุวิสารกะ

ข้อ ๒๑๖

ภิกษุต้องการจะกล่าวว่า ข้าพเจ้าเข้าทุติยฌานแล้ว แต่กล่าวเท็จทั้ง ที่รู้ว่าข้าพเจ้าเข้าตติยฌานแล้ว ด้วยอาการ ๓ อย่าง ... เมื่อผู้อื่นเข้าใจ ต้องอาบัติปาราชิก เมื่อเขาไม่เข้าใจ ต้องอาบัติถุลลัจจัย ฯลฯ ภิกษุต้องการจะกล่าวว่า ข้าพเจ้าเข้าทุติยฌานแล้ว แต่กล่าวเท็จทั้งที่รู้ว่าข้าพเจ้าเข้าจตุตถฌานแล้ว ด้วยอาการ ๓ อย่าง ฯลฯ จิตของข้าพเจ้าปลอดจากโมหะเมื่อผู้อื่นเข้าใจ ต้องอาบัติปาราชิก เมื่อเขาไม่เข้าใจ ต้องอาบัติถุลลัจจัย ฯลฯ ภิกษุต้องการจะกล่าวว่า ข้าพเจ้าเข้าทุติยฌานแล้ว แต่กล่าวเท็จทั้งที่รู้ว่าข้าพเจ้าเข้าปฐมฌานแล้ว ด้วยอาการ ๓ อย่าง ฯลฯ ด้วยอาการ ๗ อย่าง คือฯลฯ (๗) อำพรางความประสงค์ เมื่อผู้อื่นเข้าใจ ต้องอาบัติปาราชิก เมื่อเขาไม่เข้าใจต้องอาบัติถุลลัจจัย ฯลฯ พัทธจักร เอกมูลกนัยแห่งวัตถุวิสารกะ จบ

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑ หน้า : ๒๐๔}

พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ [๑. ปาราชิกกัณฑ์] ปาราชิกสิกขาบทที่ ๔ บทภาชนีย์ หัวข้อแห่งพัทธจักรที่ท่านย่อไว้

ข้อ ๒๑๗

ภิกษุต้องการกล่าวว่า จิตของข้าพเจ้าปลอดจากโมหะ แต่กล่าวเท็จ ทั้งที่รู้ว่า ข้าพเจ้าเข้าปฐมฌาน ด้วยอาการ ๓ อย่าง ... เมื่อผู้อื่นเข้าใจ ต้องอาบัติปาราชิก เมื่อเขาไม่เข้าใจ ต้องอาบัติถุลลัจจัย ฯลฯ ภิกษุต้องการจะกล่าวว่า จิตของข้าพเจ้าปลอดจากโมหะ แต่กล่าวเท็จทั้งที่รู้ว่า จิตของข้าพเจ้าปลอดจากโทสะ ด้วยอาการ ๓ อย่าง คือ ฯลฯ ด้วยอาการ ๗อย่าง ฯลฯ (๗) อำพรางความประสงค์ เมื่อผู้อื่นเข้าใจ ต้องอาบัติปาราชิก เมื่อเขาไม่เข้าใจ ต้องอาบัติถุลลัจจัย พัทธจักร เอกมูลกนัย แห่งวัตถุวิสารกะ ที่ท่านย่อไว้ จบ ขัณฑจักรทุมูลกนัย แห่งวัตถุวิสารกะ ภิกษุต้องการจะกล่าวว่า ข้าพเจ้าเข้าปฐมฌานและทุติยฌานแล้ว แต่กล่าวเท็จทั้งที่รู้ว่า ข้าพเจ้าเข้าตติยฌานแล้ว ด้วยอาการ ๓ อย่าง ... เมื่อผู้อื่นเข้าใจ ต้องอาบัติปาราชิก เมื่อเขาไม่เข้าใจ ต้องอาบัติถุลลัจจัย ฯลฯ ภิกษุต้องการจะกล่าวว่า ข้าพเจ้าเข้าปฐมฌานและทุติยฌานแล้ว แต่กล่าวเท็จทั้งที่รู้ว่า จิตของข้าพเจ้าปลอดจากโมหะ ด้วยอาการ ๓ อย่าง ฯลฯ ด้วยอาการ๗ อย่าง คือ ฯลฯ (๗) อำพรางความประสงค์ เมื่อผู้อื่นเข้าใจ ต้องอาบัติปาราชิกเมื่อเขาไม่เข้าใจ ต้องอาบัติถุลลัจจัย ขัณฑจักร ทุมูลกนัยแห่งวัตถุวิสารกะ จบ พัทธจักร ทุมูลกนัยแห่งวัตถุวิสารกะ ภิกษุต้องการจะกล่าวว่า ข้าพเจ้าเข้าทุติยฌานและตติยฌานแล้ว แต่กล่าวเท็จทั้งที่รู้ว่า ข้าพเจ้าเข้าจตุตถฌานแล้ว ด้วยอาการ ๓ อย่าง ... เมื่อผู้อื่นเข้าใจต้องอาบัติปาราชิก เมื่อเขาไม่เข้าใจ ต้องอาบัติถุลลัจจัย ฯลฯ

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑ หน้า : ๒๐๕}

พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ [๑. ปาราชิกกัณฑ์] ปาราชิกสิกขาบทที่ ๔ บทภาชนีย์ ภิกษุต้องการจะกล่าวว่า ข้าพเจ้าเข้าทุติยฌานและตติยฌานแล้ว แต่กล่าวเท็จทั้งที่รู้ว่า จิตของข้าพเจ้าปลอดจากโมหะ ด้วยอาการ ๓ อย่าง ... เมื่อผู้อื่นเข้าใจต้องอาบัติปาราชิก เมื่อเขาไม่เข้าใจ ต้องอาบัติถุลลัจจัย ฯลฯ ภิกษุต้องการจะกล่าวว่า ข้าพเจ้าเข้าทุติยฌานและตติยฌานแล้ว แต่กล่าวเท็จทั้งที่รู้ว่า ข้าพเจ้าเข้าปฐมฌานแล้ว ด้วยอาการ ๓ อย่าง ฯลฯ ด้วยอาการ ๗อย่าง คือ ฯลฯ (๗) อำพรางความประสงค์ เมื่อผู้อื่นเข้าใจ ต้องอาบัติปาราชิกเมื่อเขาไม่เข้าใจ ต้องอาบัติถุลลัจจัย พัทธจักร ทุมูลกนัยแห่งวัตถุวิสารกะ จบ พัทธจักร ทุมูลกนัยแห่งวัตถุวิสารกะ ภิกษุต้องการจะกล่าวว่า จิตของข้าพเจ้าปลอดจากโทสะ และจิตของข้าพเจ้าปลอดจากโมหะ แต่กล่าวเท็จทั้งที่รู้ว่า ข้าพเจ้าเข้าปฐมฌานแล้ว ด้วยอาการ ๓ อย่าง... เมื่อผู้อื่นเข้าใจ ต้องอาบัติปาราชิก เมื่อเขาไม่เข้าใจ ต้องอาบัติถุลลัจจัย ฯลฯ ภิกษุต้องการจะกล่าวว่า จิตของข้าพเจ้าปลอดจากโทสะ และจิตของข้าพเจ้าปลอดจากโมหะ แต่กล่าวเท็จทั้งที่รู้ว่า จิตของข้าพเจ้าปลอดจากราคะ ด้วยอาการ ๓อย่าง ฯลฯ ด้วยอาการ ๗ อย่าง คือ ฯลฯ (๗) อำพรางความประสงค์ เมื่อผู้อื่นเข้าใจ ต้องอาบัติปาราชิก เมื่อเขาไม่เข้าใจ ต้องอาบัติถุลลัจจัย พัทธจักร ทุมูลกนัย แห่งวัตถุวิสารกะที่ท่านย่อไว้ จบ พัทธจักร ติมูลกนัยก็ดี จตุมูลกนัยก็ดี ปัญจมูลกนัยก็ดี ฉมูลกนัยก็ดี สัตตมูลกนัยก็ดี อัฏฐมูลกนัยก็ดี นวมูลกนัยก็ดี ทสมูลกนัยก็ดี แห่งวัตถุวิสารกะบัณฑิตพึงตั้งขยายให้เหมือน พัทธจักรแม้ที่เป็นเอกมูลกนัยแห่งนิกเขปบทที่ขยายไว้แล้วพึงขยายให้พิสดารเหมือนพัทธจักรเอกมูลกนัยที่ท่านขยายให้พิสดารไว้แล้วเถิด คำที่จะกล่าวต่อไปนี้เป็นพัทธจักร สัพพมูลกนัย

ข้อ ๒๑๘

ภิกษุต้องการจะกล่าวว่า ข้าพเจ้าเข้าปฐมฌาน ทุติยฌาน ตติยฌาน จตุตถฌาน สุญญตวิโมกข์ อนิมิตตวิโมกข์ อัปปณิหิตวิโมกข์ สุญญตสมาธิ

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑ หน้า : ๒๐๖}

พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ [๑. ปาราชิกกัณฑ์] ปาราชิกสิกขาบทที่ ๔ บทภาชนีย์ อนิมิตตสมาธิ อัปปณิหิตสมาธิ สุญญตสมาบัติ อนิมิตตสมาบัติ อัปปณิหิตสมาบัติวิชชา ๓ สติปัฏฐาน ๔ สัมมัปปธาน ๔ อิทธิบาท ๔ อินทรีย์ ๕ พละ ๕ โพชฌงค์๗ อริยมรรคมีองค์ ๘ โสดาปัตติผล สกทาคามิผล อนาคามิผลและอรหัตตผลแล้วฯลฯ ข้าพเจ้าสละราคะแล้ว ฯลฯ ข้าพเจ้าสละโทสะแล้ว ฯลฯ ข้าพเจ้าสละ คายพ้น ละ สลัด เพิก ถอนโมหะขึ้นแล้ว จิตของข้าพเจ้าปลอดจากราคะและจิตของข้าพเจ้าปลอดจากโทสะ แต่กล่าวเท็จทั้งที่รู้ว่า จิตข้าพเจ้าปลอดจากโมหะ ด้วยอาการ ๓ อย่าง ฯลฯ ด้วยอาการ ๗ อย่าง ... เมื่อผู้อื่นเข้าใจ ต้องอาบัติปาราชิกเมื่อเขาไม่เข้าใจ ต้องอาบัติถุลลัจจัย ฯลฯ

ข้อ ๒๑๙

ภิกษุต้องการจะกล่าวว่า ข้าพเจ้าเข้าทุติยฌาน ตติยฌาน จตุตถฌาน สุญญตวิโมกข์ อนิมิตตวิโมกข์ อัปปณิหิตวิโมกข์ สุญญตสมาธิ อนิมิตตสมาธิ อัปปณิหิตสมาธิ สุญญตสมาบัติ อนิมิตตสมาบัติ อัปปณิหิตสมาบัติ วิชชา ๓ สติปัฏฐาน ๔ สัมมัปปธาน ๔ อิทธิบาท ๔ อินทรีย์ ๕ พละ ๕ โพชฌงค์ ๗อริยมรรคมีองค์ ๘ โสดาปัตติผล สกทาคามิผล อนาคามิผลและอรหัตตผล ข้าพเจ้าสละราคะแล้ว ... ข้าพเจ้าสละโทสะแล้ว ... ข้าพเจ้าสละ คาย พ้น ละ สลัด เพิกถอนโมหะขึ้นแล้ว ... จิตของข้าพเจ้าปลอดจากราคะ จิตของข้าพเจ้าปลอดจากโทสะจิตของข้าพเจ้าปลอดจากโมหะ แต่กล่าวเท็จทั้งที่รู้ว่า ข้าพเจ้าเข้าปฐมฌานแล้วด้วยอาการ ๓ อย่าง ... เมื่อผู้อื่นเข้าใจ ต้องอาบัติปาราชิก เมื่อเขาไม่เข้าใจ ต้องอาบัติถุลลัจจัย ฯลฯ ภิกษุต้องการจะกล่าวว่า ข้าพเจ้าเข้าตติยฌานและจตุตถฌาน ฯลฯ และจิตของข้าพเจ้าปลอดจากโมหะ และข้าพเจ้าเข้าปฐมฌานแล้ว แต่กล่าวเท็จทั้งที่รู้ว่าข้าพเจ้าเข้าทุติยฌานแล้ว ด้วยอาการ ๓ อย่าง ... เมื่อผู้อื่นเข้าใจ ต้องอาบัติปาราชิก เมื่อเขาไม่เข้าใจ ต้องอาบัติถุลลัจจัย ฯลฯ ภิกษุต้องการจะกล่าวว่า จิตของข้าพเจ้าปลอดจากโมหะ ข้าพเจ้าเข้า ปฐมฌาน ทุติยฌาน ตติยฌาน จตุตถฌาน ฯลฯ จิตของข้าพเจ้าปลอดจากราคะแต่กล่าวเท็จทั้งที่รู้ว่า จิตของข้าพเจ้าปลอดจากโทสะ ด้วยอาการ ๓ อย่าง ฯลฯ ด้วยอาการ ๗ อย่าง คือ (๑) เบื้องต้นเธอรู้ว่า จักกล่าวเท็จ (๒) กำลังกล่าว ก็รู้ว่ากำลังกล่าวเท็จ (๓) ครั้นกล่าวแล้ว ก็รู้ว่ากล่าวเท็จแล้ว (๔) อำพรางความเห็น

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑ หน้า : ๒๐๗}

พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ [๑. ปาราชิกกัณฑ์] ปาราชิกสิกขาบทที่ ๔ บทภาชนีย์ (๕) อำพรางความเห็นชอบ (๖) อำพรางความพอใจ (๗) อำพรางความประสงค์เมื่อผู้อื่นเข้าใจ ต้องอาบัติปาราชิก เมื่อเขาไม่เข้าใจ ต้องอาบัติถุลลัจจัยพัทธจักร สัพพมูลกนัยแห่งวัตถุวิสารกะ จบ จักรเปยยาลแห่งวัตถุวิสารกะ จบ วัตตุกามวารกถา จบ

อรรถกถา

ชั้นตัวบทอรรถกถาอธิบายพระไตรปิฎกเปิดหน้าของฉบับนี้

ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์

ไม่มีเนื้อความอรรถกถาอธิบาย. -----------------------------------------------------

อรรถกถาที่มีมาก่อนหน้านี้ :- อรรถกถา จตุตถปาราชิกสิกขาบท สุทธิกะฌานเป็นต้น

ฉบับที่ใช้และสัญญาอนุญาต

พระไตรปิฎกบาลี อักษรไทย ฉบับสยามรัฐ

pli-siamrath · Public domain (term expired) — operator determination · ตรวจหลักฐานเมื่อ ๒๐๒๖-๐๘-๒๕

ฉบับสยามรัฐ จัดพิมพ์โดยทางราชการ พ.ศ. ๒๔๖๘–๒๔๗๑ · พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ ๒๕๓๗ ม.๑๙–๒๒ อายุคุ้มครองงานนิติบุคคล ๕๐ ปีนับแต่โฆษณา · การพิจารณาของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่ความเห็นที่ปรึกษากฎหมายhttps://84000.org/tipitaka/pali/

พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง

th-chabab-luang · Public domain (term expired) — operator determination · ตรวจหลักฐานเมื่อ ๒๐๒๖-๐๘-๒๔

ฉบับหลวง จัดพิมพ์โดยทางราชการ พ.ศ. ๒๕๑๔ · พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ ๒๕๓๗ ม.๑๙–๒๒ อายุคุ้มครองงานนิติบุคคล ๕๐ ปีนับแต่โฆษณา · การพิจารณาของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่ความเห็นที่ปรึกษากฎหมายhttps://84000.org/tipitaka/

พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาฯ

th-mahachula · ได้รับอนุญาตจากเจ้าของสิทธิ์ — บันทึกจากคำยืนยันของผู้ดำเนินการ ยังไม่มีเอกสารประกอบ · ตรวจหลักฐานเมื่อ ๒๐๒๖-๐๘-๒๕

ผู้ดำเนินการแจ้ง ๒๕ ส.ค. ๖๙ ว่าได้รับอนุญาตจากมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัยให้เผยแพร่ตัวบทฉบับนี้ · **เป็นคำยืนยันด้วยวาจา ยังไม่มีหนังสืออนุญาตประกอบ** ⇒ ฐานของการเผยแพร่คือวินิจฉัยของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่หลักฐานเอกสารและไม่ใช่ความเห็นที่ปรึกษากฎหมาย · ข้อเท็จจริงที่ยังเป็นจริง: จัดพิมพ์ พ.ศ. ๒๕๓๙ งานที่นิติบุคคลเป็นเจ้าของคุ้มครอง ๕๐ ปีนับแต่โฆษณา (พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ ๒๕๓๗ ม.๑๙–๒๒) ถึงราว พ.ศ. ๒๕๘๙ — การอนุญาตจึงจำเป็นและต้องเก็บเอกสารไว้ให้ได้docs/legal/PERMISSIONS.md#มจร

อรรถกถาแปลไทย

th-attha-84000 · ได้รับอนุญาตจากเจ้าของสิทธิ์ — บันทึกจากคำยืนยันของผู้ดำเนินการ ยังไม่มีเอกสารประกอบ · ตรวจหลักฐานเมื่อ ๒๐๒๖-๐๘-๒๕

ผู้ดำเนินการแจ้ง ๒๕ ส.ค. ๖๙ ว่าได้รับอนุญาตให้เผยแพร่ตัวบทชุดนี้ · **เป็นคำยืนยันด้วยวาจา ยังไม่มีเอกสารประกอบ** ⇒ ฐานของการเผยแพร่คือวินิจฉัยของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่หลักฐานเอกสาร · สิ่งที่ยังไม่รู้และไม่ได้หายไปเพราะการอนุญาต: **หน้าเว็บไม่ระบุผู้แปล ผู้จัดพิมพ์ หรือปี** จึงยังไม่รู้ว่าเป็นฉบับพิมพ์ของใคร (ที่เชื่อกันคือชุดมหามกุฏราชวิทยาลัย ๙๑ เล่ม ราว พ.ศ. ๒๕๒๕) — การอนุญาตครอบคลุมใครและอะไร จึงยังระบุไม่ได้จนกว่าจะได้เอกสารdocs/legal/PERMISSIONS.md#อรรถกถา