๙. โสณโกฏิวิสเถราปทาน (๓๘๙) เล่ม ๓๒
พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง · ผู้ดำเนินการอ่านข้อเท็จจริงสาธารณะแล้วสรุปเอง
ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
นวมํ โสณโกฏิวิสตฺเถราปทานํ (๓๘๙)
๓๙๑|๓๙๑.๔๙| วิปสฺสิโน ปาวจเน เอกํ เลณํ มยา กตํ จาตุทฺทิสสฺส สงฺฆสฺส พนฺธุมาราชธานิยา ฯ |๓๙๑.๕๐| ทุสฺเสหิ ภูมึ เลณสฺส สนฺถริตฺวา ปริจฺจชึ อุทคฺคจิตฺโต สุมโน อกาสึ ปณิธึ ตทา ฯ |๓๙๑.๕๑| อาราเธยฺยํ สมฺพุทฺธํ ปพฺพชฺชญฺจ ลเภยฺยหํ อนุตฺตรญฺจ นิพฺพานํ ผุเสยฺยํ สนฺติมุตฺตมํ ฯ |๓๙๑.๕๒| เตเนว สุกฺกมูเลน กปฺเป นวุติ สํสรึ เทวภูโต มนุสฺโส จ กตปุญฺโญ วิโรจหํ ฯ |๓๙๑.๕๓| ตโต กมฺมาวเสเสน อิธ ปจฺฉิมเก ภเว จมฺปายํ อคฺคเสฏฺฐิสฺส ชาโตมฺหิ เอกปุตฺตโก ฯ |๓๙๑.๕๔| ชาตมตฺตสฺส เม สุตฺวา ปิตุฉนฺโท อยํ อหุ ททามหํ กุมารสฺส วีสโกฏี อนูนกา ฯ |๓๙๑.๕๕| จตุรงฺคุลา จ เม โลมา ชาตา ปาทตเล อุโภ สุขุมา มุทุสมฺผสฺสา ตุลาปิจุสมา สุภา ฯ |๓๙๑.๕๖| อตีตา นวุติ กปฺปา อยํ เอโก จ อุตฺตรึ นาภิชานามิ นิกฺขิตฺเต ปาเท ภุมฺเม อสนฺถเต ฯ |๓๙๑.๕๗| อาราธิโต เม สมฺพุทฺโธ ปพฺพชึ อนคาริยํ อรหตฺตญฺจ เม ปตฺตํ สีติภูโตมฺหิ นิพฺพุโต ฯ |๓๙๑.๕๘| อคฺคารทฺธวิริยานํ นิทฺทิฏฺโฐ สพฺพทสฺสินา ขีณาสโว จ อรหา ฉฬภิญฺโญ มหิทฺธิโก ฯ |๓๙๑.๕๙| เอกนวุเต อิโต กปฺเป ยํ ทานมททึ ตทา ทุคฺคตึ นาภิชานามิ เลณทานสฺสิทํ ผลํ ฯ |๓๙๑.๖๐| สฺวาคตํ วต เม อาสิ มม พุทฺธสฺส สนฺติเก ติสฺโส วิชฺชา อนุปฺปตฺตา กตํ พุทฺธสฺส สาสนํ ฯ |๓๙๑.๖๑| กิเลสา ฌาปิตา มยฺหํ ภวา สพฺเพ สมูหตา นาโคว พนฺธนํ เฉตฺวา วิหรามิ อนาสโว ฯ |๓๙๑.๖๒| ปฏิสมฺภิทา จตสฺโส วิโมกฺขาปิจ อฏฺฐิเม ฉฬภิญฺญา สจฺฉิกตา กตํ พุทฺธสฺส สาสนํ ฯ |๓๙๑.๖๓| เถโร โกฏิวิโส โสโณ ภิกฺขุสงฺฆสฺส อคฺคโต ปญฺหํ ปุฏฺโฐ วิยากาสิ อโนตตฺตมหาสเรติ ฯ อิตฺถํ สุทํ อายสฺมา โสโณ โกฏิวิโส เถโร อิมา คาถาโย อภาสิตฺถาติ ฯ โสณโกฏิวิสตฺเถรสฺส อปทานํ สมตฺตํ ฯ
ฉบับมหาจุฬาฯ
ชั้นตัวบทพุทธพจน์หน่วยที่ตำแหน่งเดียวกันของเล่มนี้ · เลขข้อเป็นของฉบับนี้เอง · จับคู่ตามตำแหน่ง · เล่มนี้ทั้งสองฉบับแบ่งเรื่องเท่ากัน จึงเทียบตามลำดับได้ · ชื่อเรื่องไม่ตรงกัน จึงยังไม่ได้ยืนยันว่าเป็นเรื่องเดียวกัน
เปิดหน้าของฉบับนี้ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน [๓๙. อัมพฏผลวรรค] ๙. โสณโกฏิวีสเถราปทาน ๙. โสณโกฏิวีสเถราปทาน ประวัติในอดีตชาติของพระโสณโกฏิวีสเถระ (พระโสณโกฏิวีสเถระ เมื่อจะประกาศประวัติในอดีตชาติของตน จึงกล่าวว่า)
ในศาสนาของพระพุทธเจ้าพระนามว่าวิปัสสี ข้าพเจ้าได้สร้างถ้ำไว้แห่งหนึ่ง ถวายแด่สงฆ์ผู้มาจากทิศทั้ง ๔ ในพันธุมาราชธานี
ข้าพเจ้าบริจาคผ้าหลายผืนไว้ลาดพื้นถ้ำ ในครั้งนั้น ข้าพเจ้ามีจิตเลื่อมใส มีใจยินดี ได้ทำความปรารถนาว่า
ข้าพเจ้าพึงให้พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงโปรดปราน พึงได้บรรพชาและพึงสัมผัสพระนิพพาน ซึ่งเป็นธรรมสูงสุด สงบอย่างยอดเยี่ยม
ด้วยกุศลมูลนั้นนั่นแล ข้าพเจ้าระลึกชาติได้ถึง ๙๐ กัป ข้าพเจ้าเกิดเป็นเทวดาหรือมนุษย์ก็ตาม ได้สร้างบุญไว้รุ่งเรืองนัก
ด้วยผลกรรมที่เหลือจากนั้น ในภพสุดท้ายนี้ ข้าพเจ้าเกิดเป็นบุตรคนเดียวของอัครเศรษฐีในกรุงจัมปา
พอฟังข่าวข้าพเจ้าว่าเกิดแล้ว บิดาก็มีความพอใจดังนี้ว่า เราจะให้ทรัพย์ ๒๐ โกฏิแก่กุมารไม่ให้ลดหย่อนเลย
ขนยาวประมาณ ๔ นิ้ว เส้นละเอียด มีสัมผัสอ่อนนุ่มเสมอเหมือนปุยนุ่นงดงาม เกิดที่ฝ่าเท้าทั้ง ๒ ของข้าพเจ้า
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๒ หน้า : ๕๗๒}
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน [๓๙. อัมพฏผลวรรค] ๙. โสณโกฏิวีสเถราปทาน
ข้อนี้เป็นอาการพิเศษประการหนึ่งตลอด ๙๐ กัปที่ล่วงมา ข้าพเจ้าไม่รู้สึกในเมื่อวางเท้าลง บนภาคพื้นที่ไม่มีเครื่องลาดเลย
ข้าพเจ้าให้พระพุทธเจ้าโปรดปรานแล้วบวชเป็นบรรพชิต ได้บรรลุอรหัตตผล และเป็นผู้เย็น ดับแล้ว
พระศาสดาผู้ทรงเห็นเหตุทั้งปวง ทรงแสดงว่าข้าพเจ้าเป็นผู้เลิศกว่า บรรดาภิกษุผู้ปรารภความเพียร เป็นพระอรหันตขีณาสพ ได้อภิญญา ๖ มีฤทธิ์มาก
ในกัปที่ ๙๑ นับจากกัปนี้ไป ข้าพเจ้าได้ถวายทานไว้ในครั้งนั้น จึงไม่รู้จักทุคติเลย นี้เป็นผลแห่งการถวายถ้ำ
กิเลสทั้งหลายข้าพเจ้าก็เผาได้แล้ว ภพทั้งปวงข้าพเจ้าก็ถอนได้แล้ว ข้าพเจ้าตัดกิเลสเครื่องผูกพันได้แล้วอยู่อย่างผู้ไม่มีอาสวะ ดุจพญาช้างตัดเครื่องพันธนาการได้แล้วอยู่อย่างอิสระ
การที่ข้าพเจ้าได้มาในสำนักของพระพุทธเจ้า เป็นการมาดีแล้วโดยแท้ วิชชา ๓ ข้าพเจ้าได้บรรลุแล้วโดยลำดับ คำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า ข้าพเจ้าก็ได้ทำสำเร็จแล้ว
คุณวิเศษเหล่านี้ คือ ปฏิสัมภิทา ๔ วิโมกข์ ๘ และอภิญญา ๖ ข้าพเจ้าได้ทำให้แจ้งแล้ว คำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า ข้าพเจ้าก็ได้ทำสำเร็จแล้ว ดังนี้แล
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๒ หน้า : ๕๗๓}
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน [๓๙. อัมพฏผลวรรค] ๑๐. พุทธาปทานชื่อปุพพกัมมปิโลติ
พระโสณโกฏิวีสเถระ เป็นหัวหน้าของภิกษุสงฆ์ ถูกถามปัญหาแล้วได้พยากรณ์ที่ใกล้สระใหญ่ชื่ออโนดาต ดังนี้แล ได้ทราบว่า ท่านพระโสณโกฏิวีสเถระได้ภาษิตคาถาเหล่านี้ ด้วยประการฉะนี้โสณโกฏิวีสเถราปทานที่ ๙ จบ
ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
๓๘๙. อรรถกถาโสณโกฏิวิสเถราปทาน
พึงทราบเรื่องราวในอปทานที่ ๙ ดังต่อไปนี้ :-
อปทานของท่นาพระโสณโกฏิวิสเถระอันมีคำเริ่มต้นว่า วิปสฺสิโน ปาวจเน ดังนี้.
แม้พระเถระรูปนี้ก็ได้เคยบำเพ็ญกุศลมาแล้วในพระพุทธเจ้าพระองค์ก่อนๆ ได้สั่งสมบุญอันเป็นอุปนิสัยแห่งพระนิพพานไว้มากมายในภพนั้นๆ.
ในกาลแห่งพระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่าวิปัสสี ท่าน (รูปนี้) ได้เกิดในตระกูลเศรษฐีมีสมบัติมากมาย พอเจริญวัยแล้วก็ได้เป็นเศรษฐี.
(วันหนึ่ง) พร้อมกับพวกอุบาสกได้ไปพระวิหาร ฟังพระธรรมเทศนาของพระศาสดาแล้ว มีใจเลื่อมใส ได้ช่วยกันฉาบทาปูนขาวในที่จงกรมของพระผู้มีพระภาคเจ้า และช่วยกันสร้างที่เร้น (ที่สงบ) แห่งหนึ่ง ได้ลาดพื้นที่เร้นด้วยผ้ามีสีต่างๆ และทำเพดานไว้ข้างบน มอบถวายแด่พระสงฆ์ที่มาแต่ทิศทั้ง ๔ ได้ถวายมหาทานตลอด ๗ วัน (และ) ได้กระทำการตั้งปณิธานไว้.
พระศาสดาได้ทรงกระทำอนุโมทนา.
ด้วยกุศลกรรมอันนั้น เขาจึงได้ท่องเที่ยวไปในเทวโลกและมนุษยโลก ได้เสวยสมบัติในโลกทั้ง ๒ ในกัปนี้.
เมื่อพระกัสสปทศพลปรินิพพานแล้ว เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าของพวกเรายังไม่ทรงอุบัติ ท่านได้บังเกิดในเรือนแห่งตระกูล ในกรุงพาราณสี พอได้เจริญวัยแล้ว ได้สร้างบรรณศาลาไว้ใกล้ฝั่งแม่น้ำคงคา ได้บำรุงพระปัจเจกพุทธเจ้าองค์หนึ่งซึ่งอยู่ประจำด้วยปัจจัย ๔ ตลอด ๓ เดือนโดยความเคารพ.
พระปัจเจกพุทธเจ้ารูปนั้น พอออกพรรษาแล้ว มีบริขารครบบริบูรณ์ ได้ไปยังภูเขาคันธมาทน์นั่นแล.
กุลบุตรคนนั้นได้ทำบุญไว้เป็นอันมากในมนุษยโลกนั้นจนตลอดชีวิต จุติจากมนุษยโลกนั้นแล้ว ท่องเที่ยวไปในเทวโลกและมนุษยโลก พอถึงในกาลแห่งพระผู้มีพระภาคเจ้าของพวกเรา เขาได้ถือปฏิสนธิในเรือนของอัครเศรษฐีในนครจัมปา.
ตั้งแต่เวลาที่เขาถือปฏิสนธิมา กองแห่งโภคสมบัติเป็นอันมาก ก็เจริญขึ้นแก่ท่านเศรษฐี. ในวันที่เขาคลอดออกจากท้องของมารดา ลาภสักการะและสัมมานะเป็นอันมาก ก็ได้บังเกิดมีทั่วพระนคร.
(ด้วยผลบุญ) ที่ได้บริจาคผ้ากัมพลสีแดงมีค่าตั้งแสนแด่พระปัจเจกพุทธเจ้าในครั้งก่อน เขาจึงได้มีวรรณดุจทองคำ และมีอัตภาพสุขุมละเอียดอย่างยิ่ง. ด้วยเหตุนั้น พวกญาติจึงตั้งชื่อเขาว่า โสณะ.
เขาเจริญวัยแล้วมีบริวารมากมาย. ที่ฝ่ามือและฝ่าเท้าของเขาได้มีเป็นรูปดอกหงอนไก่, ที่ฝ่ามือและฝ่าเท้าของเขาทุกข้างได้มีสัมผัสอันอ่อนนิ่มนวลคล้ายกับปุยฝ้ายที่ปั่นแล้วตั้งร้อยครั้ง. เฉพาะที่ฝ่าเท้าทั้ง ๒ ข้างได้เกิดมีโลมชาติเป็นรูปวงกลมคล้ายกับต่างหูแก้วมณี, พวกญาติได้สร้างปราสาท ๓ หลังอันเหมาะสมกับฤดูทั้ง ๓ ฤดูให้แก่เขาผู้เจริญวัยแล้ว และได้มีพวกหญิงนักฟ้อนพากันบำรุงบำเรอ เขาได้เสวยสมบัติอันใหญ่หลวงในปราสาทหลังนั้นๆ อยู่อย่างเทพกุมาร.
ครั้นเมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าของพวกเรา ได้บรรลุพระสัพพัญญุตญาณแล้ว ประทับอยู่อาศัยในพระนครราชคฤห์ แสดงพระธรรมจักรอันประเสริฐให้เป็นไปแล้ว พระเจ้าพิมพิสารมีพระบรมราชโองการให้บุรุษไปเรียกตัวเขามา เขามายังพระนครราชคฤห์ พร้อมกับพวกชาวบ้าน ๘๐,๐๐๐ คน แล้วไปยังสำนักของพระศาสดา ได้ฟังธรรมแล้วได้มีศรัทธา ขออนุญาตมารดาบิดาแล้วบรรพชาในสำนักของพระผู้มีพระภาคเจ้า พอได้อุปสมบทแล้วเรียนกัมมัฏฐานในสำนักของพระศาสดาแล้ว ได้อยู่ที่สีตวัน เพื่อหลีกจากการคลุกคลีด้วยหมู่ชน.
ขณะที่พระโสณะอยู่ในที่นั้นได้มีจินตนาการว่า สรีระของเราละเอียดสุขุม ด้วยความสุขทางกายอย่างเดียวเท่านั้น เราจึงไม่สามารถจะบรรลุความสุขในใจที่แท้จริงได้, เอาละแม้เราจะลำบากกาย ก็ควรที่จะบำเพ็ญสมณธรรม ดังนี้แล้วจึงอธิษฐานที่จงกรม เริ่มประกอบความเพียร เมื่อฝ่าเท้าทั้ง ๒ ข้างบวมจนพองขึ้นก็ตาม ก็ไม่คำนึงถึงทุกขเวทนา กระทำความเพียรอย่างแรงกล้า แต่ก็ไม่สามารถจะทำคุณวิเศษให้บังเกิดขึ้นได้ คงเป็นเพราะปรารภความเพียรหนักไป จึงคิดว่า เราพยายามถึงขนาดนี้ก็ยังไม่สามารถจะทำมรรคและผลให้บังเกิดขึ้นได้, เราจะบวชอยู่ทำไม สึกไปเสวยสมบัติดีกว่า และเราจักทำบุญให้มากดังนี้.
ลำดับนั้น พระศาสดาได้ทรงทราบวาระจิตของเขา จึงเสด็จไปยังที่นั้น ทรงประทานพระโอวาทอุปมาด้วยสายพิณ เมื่อจะทรงแสดงถึงวิธีประกอบความเพียรให้สม่ำเสมอ ยังกัมมัฏฐานให้หมดจดแล้ว จึงเสด็จไปยังภูเขาคิชฌกูฏ.
แม้พระโสณะแลได้รับพระโอวาทจากสำนักของพระศาสดาแล้ว ประกอบความเพียรให้สม่ำเสมอ พยายามเจริญวิปัสสนา ก็ได้ดำรงอยู่ในพระอรหัต.
พระโสณะนั้นเป็นพระอรหันต์แล้ว ระลึกถึงบุพกรรมของตนได้เกิดความโสมนัสใจ เมื่อจะประกาศถึงเรื่องราวที่ตนเคยได้ประพฤติมาแล้วในกาลก่อน จึงกล่าวคำเริ่มต้นว่า วิปสฺสิโน ปาวจเน ดังนี้.
คำว่า วิปัสสี ในคำนั้นหมายความว่า เห็นโดยพิเศษ.
อีกอย่างหนึ่ง ชื่อว่าวิปัสสี เพราะเห็นได้หลายอย่าง.
บทว่า ปาวจเน ได้แก่ ชื่อว่าปาพจน์ คือพระไตรปิฎก เพราะท่านเรียกโดยประการอย่างหนึ่ง.
อธิบายว่า ในปาพจน์ของพระวิปัสสีพุทธเจ้าพระองค์นั้น.
บทว่า เลณํ ความว่า ชื่อว่าเลณะ คือวิหาร เพราะเป็นที่เร้น อันปลอดภัย (สงบ).
บทว่า พนฺธุมาราชธานิยา แยกวิเคราะห์ว่า ชื่อว่าพันธุ คือหมู่ญาติ เพราะเกี่ยวพัน คือผูกพันซึ่งกันและกันมา ด้วยอำนาจการสืบต่อจากตระกูล, ชื่อว่าพันธุมา เพราะย่อมอยู่ประจำในที่นั่น.
อีกความหมายหนึ่ง ชื่อว่าพันธุมา เพราะเขามีความเกี่ยวข้องกัน.
ชื่อว่าราชธานี เพราะเป็นที่ประทับอยู่ของพระราชาทั้งหลาย.
พันธุมาศัพท์ และราชธานีศัพท์นั้น รวมกันเป็นพันธุมาราชธานี.
เชื่อมความว่า เราได้สร้างที่เร้น (วิหาร) ที่ราชธานีของพระเจ้าพันธุมานั้น.
คำที่เหลือในที่นี้มีเนื้อความง่ายทั้งนั้นแล. จบอรรถกถาโสณโกฏิวิสเถราปทาน -----------------------------------------------------