๑๐. ปทุมปูชกเถราปทาน (๑๓๐) เล่ม ๓๒
พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง · ผู้ดำเนินการอ่านข้อเท็จจริงสาธารณะแล้วสรุปเอง
ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
ทสมํ ปทุมปูชกตฺเถราปทานํ (๑๓๐)
๑๓๒|๑๓๒.๙๗| หิมวนฺตสฺสวิทูเร โคตโม นาม ปพฺพโต นานารุกฺเขหิ สญฺฉนฺโน มหาภูตคณาลโย ฯ |๑๓๒.๙๘| เวมชฺฌมฺหิ จ ตสฺสาสิ อสฺสโม อภินิมฺมิโต ปุรกฺขโต สสิสฺเสหิ วสามิ อสฺสเม อหํ ฯ |๑๓๒.๙๙| อายนฺตุ เม สิสฺสคณา ปทุมํ อาหรนฺตุ เม พุทฺธปูชํ กริสฺสามิ ทิปทินฺทสฺส ตาทิโน ฯ |๑๓๒.๑๐๐| เอวนฺติ เต ปฏิสฺสุตฺวา ปทุมํ อาหรึสุ เม ตถา นิมิตฺตํ กตฺวาหํ พุทฺธสฺส อภิโรปยึ ฯ |๑๓๒.๑๐๑| สิสฺเส ตทา สมาเนตฺวา สาธุกํ อนุสาสหํ มา โข ตุเมฺห ปมชฺชิตฺถ อปฺปมาโท สุขาวโห ฯ |๑๓๒.๑๐๒| เอวํ สมนุสาสิตฺวา ส สิสฺเส วจนกฺขเม อปฺปมาทคุเณ ยุตฺโต ตทา กาลํ กโต อหํ ฯ |๑๓๒.๑๐๓| เอกนวุเต อิโต กปฺเป ยํ ปุปฺผมภิโรปยึ ทุคฺคตึ นาภิชานามิ พุทฺธปูชายิทํ ผลํ ฯ |๑๓๒.๑๐๔| เอกปญฺญาสกปฺปมฺหิ ราชา อาสึ ชลุตฺตโม สตฺตรตนสมฺปนฺโน จกฺกวตฺติ มหพฺพโล ฯ |๑๓๒.๑๐๕| ปฏิสมฺภิทา จตสฺโส วิโมกฺขาปิจ อฏฺฐิเม ฉฬภิญฺญา สจฺฉิกตา กตํ พุทฺธสฺส สาสนนฺติ ฯ อิตฺถํ สุทํ อายสฺมา ปทุมปูชโก เถโร อิมา คาถาโย อภาสิตฺถาติ ฯ ปทุมปูชกตฺเถรสฺส อปทานํ สมตฺตํ ฯ อุทฺทานํ เสเรยฺยโก ปุปฺผถูปิ ปายาโสทกิ โถมโก อาสนิ ผลสญฺญี จ คนฺธปทุมปุปฺผิโย ปญฺจุตฺตรสตา คาถา คณิตา อตฺถทสฺสิภิ ฯ เสเรยฺยวคฺโค เตรสโม ฯ ---------
ฉบับมหาจุฬาฯ
ชั้นตัวบทพุทธพจน์หน่วยที่ตำแหน่งเดียวกันของเล่มนี้ · เลขข้อเป็นของฉบับนี้เอง · ชื่อเรื่องตรงกันทั้งสองฉบับ
เปิดหน้าของฉบับนี้ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
๑๐. ปทุมปูชกเถราปทาน ประวัติในอดีตชาติของพระปทุมปูชกเถระ (พระปทุมปูชกเถระ เมื่อจะประกาศประวัติในอดีตชาติของตน จึงกล่าวว่า)
ในที่ไม่ไกลภูเขาหิมพานต์ มีภูเขาลูกหนึ่งชื่อว่าโคตมะ ดาษดื่นไปด้วยต้นไม้นานาชนิด เป็นที่อยู่ของหมู่มหาภูต (คือยักษ์)
อาศรมได้สร้างไว้ในท่ามกลางภูเขานั้น ข้าพเจ้ามีศิษย์ของตนห้อมล้อม อยู่ในอาศรม (ได้กล่าวกับศิษย์ว่า)
มาเถิดคณะศิษย์ของเรา จงนำดอกปทุมมาให้เรา เราจักทำการบูชาพระพุทธเจ้า แด่พระผู้มีพระภาค ผู้เป็นจอมแห่งเทวดาและมนุษย์ ผู้คงที่
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๒ หน้า : ๒๙๐}
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน [๑๓. เสเรยยวรรค] ๑๐. ปทุมปูชกเถราปทาน
ศิษย์เหล่านั้นรับคำที่ข้าพเจ้าสั่งอย่างนี้แล้ว จึงนำดอกปทุมมาให้ข้าพเจ้า ข้าพเจ้าทำเครื่องหมายอย่างนั้นแล้ว จึงบูชาพระพุทธเจ้า
ครั้งนั้น ข้าพเจ้าประชุมศิษย์ทั้งหลายแล้ว พร่ำสอนเป็นอย่างดีว่า เธอทั้งหลายอย่าได้ประมาทเลย ความไม่ประมาทเป็นเหตุนำความสุขมาให้
ข้าพเจ้าครั้นพร่ำสอนศิษย์ทั้งหลายของตน ผู้อดทนต่อคำสอนอย่างนี้ ประกอบตนในคุณคือความไม่ประมาท แล้วได้สิ้นชีวิตลงในครั้งนั้น
ในกัปที่ ๙๑ นับจากกัปนี้ไป ข้าพเจ้าได้ใช้ดอกไม้บูชาไว้ จึงไม่รู้จักทุคติเลย นี้เป็นผลแห่งการบูชาพระพุทธเจ้า
ในกัปที่ ๕๑ (นับจากกัปนี้ไป) ข้าพเจ้าได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิพระนามว่าชลุตตมะ สมบูรณ์ด้วยรัตนะ ๗ ประการ มีพลานุภาพมาก
คุณวิเศษเหล่านี้ คือ ปฏิสัมภิทา ๔ วิโมกข์ ๘ และอภิญญา ๖ ข้าพเจ้าได้ทำให้แจ้งแล้ว คำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า ข้าพเจ้าก็ได้ทำสำเร็จแล้ว ดังนี้แล ได้ทราบว่า ท่านพระปทุมปูชกเถระได้ภาษิตคาถาเหล่านี้ ด้วยประการฉะนี้ปทุมปูชกเถราปทานที่ ๑๐ จบ เสเรยยวรรคที่ ๑๓ จบบริบูรณ์
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๒ หน้า : ๒๙๑}
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน [๑๓. เสเรยยวรรค] รวมอปทานที่มีในวรรค รวมอปทานที่มีในวรรคนี้ คือ ๑. เสเรยยกเถราปทาน ๒. ปุปผถูปิยเถราปทาน ๓. ปายาสทายกเถราปทาน ๔. คันโธทกิยเถราปทาน ๕. สัมมุขาถวิกเถราปทาน ๖. กุสุมาสนิยเถราปทาน ๗. ผลทายกเถราปทาน ๘. ญาณสัญญิกเถราปทาน ๙. คัณฐิปุปผิยเถราปทาน ๑๐. ปทุมปูชกเถราปทาน บัณฑิตผู้เห็นแจ้งอรรถรวบรวมคาถาไว้ ๑๐๕ คาถา
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๒ หน้า : ๒๙๒}
ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
๑๓๐. อรรถกถาปทุมปูชกเถราปทาน
อปทานของท่านพระปทุมปูชกเถระมีคำเริ่มต้นว่า หิมวนฺตสฺสาวิทูเร ดังนี้.
แม้พระเถระรูปนี้ก็ได้เคยบำเพ็ญบุญมาแล้วในพระพุทธเจ้าพระองค์ก่อนๆ ทุกๆ ภพนั้นจะสั่งสมแต่บุญอันเป็นอุปนิสัยแห่งพระนิพพานเป็นประจำเสมอ.
ในกาลแห่งพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงพระนามว่าปทุมุตตระ ท่านได้เกิดในตระกูลพราหมณ์ บรรลุนิติภาวะแล้ว สำเร็จการศึกษาในศิลปะของตน แต่มองไม่เห็นสาระประโยชน์ในศิลปะนั้น ไม่ได้รับการแนะนำพร่ำสอน เพราะค่าที่ตนเกิดมาก่อนแต่ที่พระพุทธเจ้าอุบัติขึ้น จึงละเพศฆราวาส บวชเป็นฤาษี สร้างอาศรมอาศัยบรรพตชื่อโคตมกะซึ่งไม่ไกลจากภูเขาหิมวันต์นัก ทำอภิญญา ๕ และสมาบัติ ๘ ให้เกิดขึ้นแล้วเป็นอยู่ด้วยความสุขในฌานนั่นแล.
ครั้งนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงพระนามว่าปทุมุตตระ เป็นพระพุทธเจ้า ทรงรื้อขนสัตว์ทั้งหลายออกจากสงสาร ได้เสด็จไปยังหิมวันตประเทศเพื่ออนุเคราะห์เขา.
ดาบสเห็นพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้วมีจิตเลื่อมใส ให้ศิษย์ของตนทั้งหมดมาประชุมพร้อมกันแล้ว ก็ให้ศิษย์เหล่านั้นนำเอาดอกปทุมทั้งหลายมาบูชาแล้ว.
ด้วยบุญอันนั้น ดาบสนั้นได้ท่องเที่ยวไปในเทวโลกและมนุษยโลก ได้เสวยสมบัติจนครบทั้ง ๒ แล้ว.
ในพุทธุปบาทกาลนี้ เขาได้เกิดในเรือนอันมีตระกูลในกรุงสาวัตถี มีศรัทธาเลื่อมใสได้บวชแล้ว ไม่นานนักก็ได้เป็นพระอรหันต์.
ท่านระลึกถึงบุพกรรมของตนได้ เกิดความโสมนัส เมื่อจะประกาศเรื่องราวที่ตนเคยได้ประพฤติมาแล้วในกาลก่อน จึงกล่าวคำเริ่มต้นว่า หิมวนฺตสฺสาวิทูเร ดังนี้.
บทว่า โคตโม นาม ปพฺพโต ความว่า ภูเขาที่ได้ปรากฏชื่อว่าโคตมะ เพราะเป็นที่อยู่ของพวกยักษ์และเทวดาเป็นอันมาก และเพราะเป็นที่อยู่ของท่านโคตมะด้วยอำนาจแรงอธิษฐาน.
ชื่อว่าบรรพต เพราะเป็นไปมั่นคง.
บทว่า นาครุกฺเขหิ สญฺฉนฺโน มีวิเคราะห์ว่า
ชื่อว่ารุกขะ เพราะงอกขึ้นตั้งอยู่.
อีกอย่างหนึ่ง ชื่อว่ารุกขะ เพราะแทงแผ่นดินงอกขึ้น.
ต้นไม้ทั้งหลายเช่นต้นจำปา การบูร กากะทิง กฤษณาและต้นจันทน์เป็นต้นหลายชนิดหลายอย่าง รวมเรียกว่านานารุกขะ.
เชื่อมความว่า ภูเขาโคตมะนั้นดารดาษเกลื่อนกล่นไปด้วยต้นไม้นานาชนิดเหล่านั้น.
บทว่า มหาภูตคณาลโย มีวิเคราะห์ว่า
ชื่อว่าภูตะ เพราะมีขึ้นเกิดขึ้นอุบัติขึ้นและเจริญ, สัตว์เหล่านั้นมีมากด้วยเป็นภูตด้วย ดังนั้นจึงชื่อว่ามหาภูตะ. คณะคือหมู่ของมหาภูตทั้งหลาย ชื่อว่ามหาภูตคณะ, ที่อยู่ที่อาศัยของหมู่มหาภูต ชื่อว่ามหาภูตคณาลัย.
บทว่า เอวมชฺฌิมฺหิ จ ตสฺสาสิ ความว่า อาศรมที่พระดาบสเนรมิต สร้างจนสำเร็จนั้นอยู่ในระหว่างท่ามกลางภูเขาโคตมะนั้น.
คำที่เหลือมีเนื้อความง่ายทั้งนั้นแล. จบอรรถกถาปทุมปูชกเถราปทาน จบอรรถกถาเสเรยยวรรคที่ ๑๓ -----------------------------------------------------
รวมอปทานที่มีในวรรคนี้ คือ
๑. เสเรยยกเถราปทาน
๒. ปุปผถูปิยเถราปทาน
๓. ปายาสทายกเถราปทาน
๔. คันโธทกิยเถราปทาน
๕. สัมมุขาถวิกเถราปทาน
๖. กุสุมาสนิยเถราปทาน
๗. ผลทายกเถราปทาน
๘. ญาณสัญญกเถราปทาน
๙. คันธปุปผิยเถราปทาน
๑๐. ปทุมปูชกเถราปทาน
บัณฑิตผู้เห็นแจ้งอรรถรวมคาถาไว้ ๑๐๕ คาถา. จบเสเรยยกวรรคที่ ๑๓ -----------------------------------------------------