๑๒. ปติพพตาวิมาน ที่ ๒ เล่ม ๒๖
พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง · ผู้ดำเนินการอ่านข้อเท็จจริงสาธารณะแล้วสรุปเอง
๑๒|๑๒.๑๐๔| เวฬุริยตฺถมฺภํ รุจิรํ ปภสฺสรํ วิมานมารุยฺห อเนกจิตฺตํ ตตฺถจฺฉสิ เทวิ มหานุภาเว อุจฺจาวจา อิทฺธิวิกุพฺพมานา อิมา จ เต อจฺฉราโย สมนฺตโต นจฺจนฺติ คายนฺติ ปโมทยนฺติ |๑๒.๑๐๕| เทวิทฺธิปตฺตาสิ มหานุภาเว มนุสฺสภูตา กิมกาสิ ปุญฺญํ เกนาสิ เอวญฺชลิตานุภาวา วณฺโณ จ เต สพฺพทิสา ปภาสตีติ ฯ |๑๒.๑๐๖| สา เทวตา อตฺตมนา โมคฺคลฺลาเนน ปุจฺฉิตา ปญฺหํ ปุฏฺฐา วิยากาสิ ยสฺส กมฺมสฺสิทํ ผลํ |๑๒.๑๐๗| อหํ มนุสฺเสสุ มนุสฺสภูตา อุปาสิกา จกฺขุมโต อโหสึ ปาณาติปาตา วิรตา อโหสึ โลเก อทินฺนํ ปริวชฺชยิสฺสํ |๑๒.๑๐๘| อมชฺชปา นาปิ มุสา อภาณึ สเกน สามินา อโหสึ ตุฏฺฐา อนฺนญฺจ ปานญฺจ ปสนฺนจิตฺตา สกฺกจฺจ ทานํ วิปุลํ อทาสึ |๑๒.๑๐๙| เตน เมตาทิโส วณฺโณ เตน เม อิธมิชฺฌติ อุปฺปชฺชนฺติ จ เม โภคา เย เกจิ มนโส ปิยา |๑๒.๑๑๐| อกฺขามิ เต ภิกฺขุ มหานุภาว มนุสฺสภูตา ยมหํ อกาสึ เตนมฺหิ เอวญฺชลิตานุภาวา วณฺโณ จ เม สพฺพทิสา ปภาสตีติ ฯ ทุติยปติพฺพตาวิมานํ ทฺวาทสมํ ฯ
ฉบับมหาจุฬาฯ
ชั้นตัวบทพุทธพจน์หน่วยที่ตำแหน่งเดียวกันของเล่มนี้ · เลขข้อเป็นของฉบับนี้เอง · จับคู่ตามตำแหน่ง · เล่มนี้ทั้งสองฉบับแบ่งเรื่องเท่ากัน จึงเทียบตามลำดับได้ · ชื่อเรื่องไม่ตรงกัน จึงยังไม่ได้ยืนยันว่าเป็นเรื่องเดียวกัน
เปิดหน้าของฉบับนี้ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
๑๒. ทุติยปติพพตาวิมาน ว่าด้วยวิมานที่เกิดขึ้นแก่หญิงผู้ซื่อสัตย์ต่อสามี เรื่องที่ ๒ (พระมหาโมคคัลลานเถระถามว่า)
เทพธิดาผู้มีอานุภาพมาก เธอสถิตอยู่ในวิมานน่ารื่นรมย์ เสาทำด้วยแก้วไพฑูรย์อันน่ารื่นรมย์
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๖ หน้า : ๑๗}
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย วิมานวัตถุ [๑. อิตถีวิมาน] ๑. ปีฐวรรค ๑๒. ทุติยปติพพตาวิมาน เปล่งแสงเรืองรอง งามผุดผ่อง เธอแสดงฤทธิ์ได้หลากหลาย เทพอัปสรเหล่านี้ก็ฟ้อนรำ ขับร้อง และให้ความบันเทิงอยู่รอบๆ เธอ
เทพธิดาผู้มีอานุภาพมาก เมื่อเธอเกิดเป็นมนุษย์ได้ทำบุญอะไรไว้ จึงได้สำเร็จเป็นเทพธิดาผู้มีฤทธิ์ เพราะบุญอะไรจึงมีอานุภาพรุ่งเรือง และมีรัศมีกายสว่างไสวไปทั่วทุกทิศอย่างนี้
เทพธิดานั้นดีใจที่พระมหาโมคคัลลานเถระถาม จึงตอบปัญหาผลกรรมตามที่พระเถระถามว่า
เมื่อดิฉันเกิดเป็นมนุษย์อยู่ในหมู่มนุษย์ เป็นอุบาสิกาของพระพุทธเจ้าผู้ทรงมีพระจักษุ ดิฉันงดเว้นจากฆ่าสัตว์ เว้นจากการลักทรัพย์ในโลก
พอใจเฉพาะสามีของตน ไม่กล่าวเท็จ ไม่ดื่มน้ำเมา มีจิตเลื่อมใสได้ถวายข้าวและน้ำ เป็นทานอย่างเหลือเฟือโดยเคารพ
เพราะบุญนั้นผิวพรรณดิฉันจึงงามเช่นนี้ ผลอันพึงปรารถนาจึงสำเร็จแก่ดิฉันในวิมานนี้ และโภคะทั้งมวลล้วนน่าพอใจจึงเกิดขึ้นแก่ดิฉัน
ข้าแต่ภิกษุผู้มีอานุภาพมาก ดิฉันขอกราบเรียนว่า เพราะบุญที่ได้ทำไว้สมัยเมื่อเกิดเป็นมนุษย์ ดิฉันจึงมีอานุภาพรุ่งเรือง และมีรัศมีกายสว่างไสวไปทั่วทุกทิศอย่างนี้ ทุติยปติพพตาวิมานที่ ๑๒ จบ @เชิงอรรถ : @ แปลตามลำดับศีล ๕
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๖ หน้า : ๑๘}
ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
อรรถกถาทุติยปติพพตาวิมาน
ทุติยปติพพตาวิมาน มีคาถาว่า เวฬุริยถมฺภํ เป็นต้น.
ทุติยปติพพตาวิมานนั้น เกิดขึ้นอย่างไร?
ดังได้สดับมา อุบาสิกาผู้หนึ่งในกรุงสาวัตถี เป็นผู้ซื่อตรงต่อสามี มีความเชื่อเลื่อมใส [ในพระรัตนตรัย] รักษาศีล ๕ ทำให้บริสุทธิ์ และได้ให้ทานตามสมควรแก่ทรัพย์สมบัติ ตายแล้วก็ไปบังเกิดในภพดาวดึงส์.
คำที่เหลือมีนัยที่กล่าวมาแล้วในหนหลังทั้งนั้น.
ท่านพระโมคคัลลานะถามว่า
ดูก่อนเทพีผู้มีอานุภาพมาก ท่านขึ้นวิมานมีเสาเป็นแก้วไพฑูรย์ น่ารื่นใจ มีรัศมีผ่องใส งดงามมาก ท่านก็นั่งอยู่ในวิมานนั้น สำแดงฤทธิ์ได้แปลกๆ ทั้งสูงและต่ำ เทพอัปสรเหล่านี้ก็ฟ้อนรำขับร้องและรื่นเริงรอบๆ ท่าน.
ดูก่อนเทพีผู้มีอานุภาพมาก ท่านก็บรรลุเทวฤทธิ์แล้ว ท่านครั้งเกิดเป็นมนุษย์ ได้ทำบุญอะไร เพราะบุญอะไร ท่านจึงมีอานุภาพรุ่งเรืองอย่างนี้ และวรรณะของท่านจึงสว่างไสวไปทุกทิศ.
เทวดาองค์นั้นดีใจ ถูกท่านพระโมคคัลลานะถาม ครั้นแล้วก็พยากรณ์ปัญหาของกรรมที่มีผลอย่างนี้
เทวดาองค์นั้นได้กล่าวตอบว่า
ครั้งเกิดเป็นมนุษย์ในหมู่มนุษย์ ดีฉันเป็น
อุบาสิกาของพระผู้มีจักษุ [พระพุทธเจ้า] ได้งดเว้น
การฆ่าสัตว์ งดเว้นการลักทรัพย์ ไม่ดื่มน้ำเมา ไม่พูด
เท็จ ยินดีกับสามีของตน มีจิตเลื่อมใสแล้ว เมื่อบริจาค
ข้าวน้ำได้ถวายเป็นทานอย่างไพบูลย์ โดยเคารพ.
เพราะบุญนั้น วรรณะของดีฉันจึงเป็นเช่นนี้
เพราะบุญนั้น ผลนี้จึงสำเร็จแก่ดีฉัน และโภคะทุก
อย่างที่น่ารักจึงเกิดแก่ดีฉัน.
ข้าแต่ท่านภิกษุผู้มีอานุภาพมาก ดีฉันขอบอก
แก่ท่าน ดีฉันครั้งเกิดเป็นมนุษย์ได้ทำบุญใด เพราะ
บุญนั้น ดีฉันจึงมีอานุภาพรุ่งเรืองอย่างนี้ และวรรณะ
ของดีฉันจึงสว่างไสวไปทุกทิศ.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า เวฬุริยถมฺภํ แปลว่า มีเสาเป็นแก้วไพฑูรย์.
บทว่า รุจิรํ ได้แก่ น่ารื่นรมย์.
บทว่า ปภสฺสรํ ได้แก่ ส่องสว่างอย่างยิ่ง.
บทว่า อุจฺจาวจา แปลว่า สูงและต่ำ. อธิบายว่า มีอย่างต่างๆ.
บทว่า อุปาสิกา ได้แก่ สตรีผู้ตั้งอยู่ในคุณลักษณะของอุบาสิกาด้วยการถึงสรณะ.
จริงอยู่ พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า ดูก่อนเจ้ามหานาม โดยเหตุเท่าใดแล อริยสาวกย่อมถึงพระพุทธเจ้าเป็นสรณะ ถึงพระธรรมเป็นสรณะ ถึงพระสงฆ์เป็นสรณะ ดูก่อนเจ้ามหานาม ด้วยเหตุเท่านั้นแล อริยสาวกชื่อว่าเป็นอุบาสก.
ด้วยบทว่า จกฺขุมโต เทวดาองค์นั้นครั้นแสดงอาสยสุทธิ [สรณะที่พึ่ง] ด้วยการระบุความที่ตนเป็นอุบาสิกาของพระผู้มีพระภาคพุทธเจ้า ผู้มีจักษุ โดยจักษุทั้ง ๕ อย่างนี้แล้ว เพื่อจะแสดงประโยคสุทธิ [ข้อปฏิบัติ] จึงกล่าวว่า งดเว้นการฆ่าสัตว์เป็นต้น.
นางกล่าวถึงเจตนางดเว้นการประพฤติผิด [ในกาม] ด้วยคำว่า สเกน สามินา อโหสึ ตุฏฺฐา ยินดีกับสามีของตน ในคาถาคำตอบนั้น.
คำที่เหลือก็เช่นเดียวกับคำที่กล่าวมาแล้วในหนหลัง.
จบอรรถกถาทุติยปติพพตาวิมาน -----------------------------------------------------