ขฬุงคสูตร เล่ม ๒๓
พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง · ผู้ดำเนินการอ่านข้อเท็จจริงสาธารณะแล้วสรุปเอง
๑๐๔๑๔ อฏฺฐ ภิกฺขเว อสฺสขฬุงฺเก อฏฺฐ จ อสฺสโทเส เทเสสฺสามิ อฏฺฐ ปุริสขฬุงฺเก อฏฺฐ จ ปุริสโทเส ตํ สุณาถ ฯเปฯ {๑๐๔.๑} กตเม จ ภิกฺขเว อฏฺฐ อสฺสขฬุงฺกา อฏฺฐ จ อสฺสโทสา อิธ ภิกฺขเว เอกจฺโจ อสฺสขฬุงฺโก เปหีติ วุตฺโต วิทฺโธ สมาโน โจทิโต สารถินา ปจฺฉโต ปฏิสกฺกติ ปิฏฺฐิโต รถํ ปวตฺเตติ เอวรูโปปิ ภิกฺขเว อิเธกจฺโจ อสฺสขฬุงฺโก โหติ อยํ ภิกฺขเว ปฐโม อสฺสโทโส ฯ {๑๐๔.๒} ปุน จปรํ ภิกฺขเว อิเธกจฺโจ อสฺสขฬุงฺโก เปหีติ วุตฺโต วิทฺโธ สมาโน โจทิโต สารถินา ปจฺฉา ลงฺฆิปติ กุพฺพรํ ปหรติ ติทณฺฑํ ภญฺชติ เอวรูโปปิ ภิกฺขเว อิเธกจฺโจ อสฺสขฬุงฺโก โหติ อยํ ภิกฺขเว ทุติโย อสฺสโทโส ฯ {๑๐๔.๓} ปุน จปรํ ภิกฺขเว อิเธกจฺโจ อสฺสขฬุงฺโก เปหีติ วุตฺโต วิทฺโธ สมาโน โจทิโต สารถินา รถีสาย สตฺถึ อุสฺสชฺชิตฺวา รถีสํเยว อชฺโฌมทฺทติ เอวรูโปปิ ภิกฺขเว อิเธกจฺโจ อสฺสขฬุงฺโก โหติ อยํ ภิกฺขเว ตติโย อสฺสโทโส ฯ {๑๐๔.๔} ปุน จปรํ ภิกฺขเว อิเธกจฺโจ อสฺสขฬุงฺโก เปหีติ วุตฺโต วิทฺโธ สมาโน โจทิโต สารถินา อุมฺมคฺคํ คณฺหาติ อุพฺพฏุมํ รถํ กโรติ เอวรูโปปิ ภิกฺขเว อิเธกจฺโจ อสฺสขฬุงฺโก โหติ อยํ ภิกฺขเว จตุตฺโถ อสฺสโทโส ฯ {๑๐๔.๕} ปุน จปรํ ภิกฺขเว อิเธกจฺโจ อสฺสขฬุงฺโก เปหีติ วุตฺโต วิทฺโธ สมาโน โจทิโต สารถินา ลงฺเฆติ ปุริมํ กายํ ปคฺคณฺหาติ ปุริเม ปาเท เอวรูโปปิ ภิกฺขเว อิเธกจฺโจ อสฺสขฬุงฺโก โหติ อยํ ภิกฺขเว ปญฺจโม อสฺสโทโส ฯ {๑๐๔.๖} ปุน จปรํ ภิกฺขเว อิเธกจฺโจ อสฺสขฬุงฺโก เปหีติ วุตฺโต วิทฺโธ สมาโน โจทิโต สารถินา อนาทยิตฺวา ปโฏทยฏฺฐึ ทนฺเตหิ มุขาธานํ วิทฺธํสิตฺวา เยนกามํ ปกฺกมติ เอวรูโปปิ ภิกฺขเว อิเธกจฺโจ อสฺสขฬุงฺโก โหติ อยํ ภิกฺขเว ฉฏฺโฐ อสฺสโทโส ฯ {๑๐๔.๗} ปุน จปรํ ภิกฺขเว อิเธกจฺโจ อสฺสขฬุงฺโก เปหีติ วุตฺโต วิทฺโธ สมาโน โจทิโต สารถินา เนว อภิกฺกมติ โน ปฏิกฺกมติ ตตฺเถว ขีลฏฺฐายิฏฺฐิโต โหติ เอวรูโปปิ ภิกฺขเว อิเธกจฺโจ อสฺสขฬุงฺโก โหติ อยํ ภิกฺขเว สตฺตโม อสฺสโทโส ฯ {๑๐๔.๘} ปุน จปรํ ภิกฺขเว อิเธกจฺโจ อสฺสขฬุงฺโก เปหีติ วุตฺโต วิทฺโธ สมาโน โจทิโต สารถินา ปุริเมว ปาเท สํหริตฺวา ปจฺฉิเม ปาเท สํหริตฺวา ตตฺเถว จตฺตาโร ปาเท อภินิสีทติ เอวรูโปปิ ภิกฺขเว อิเธกจฺโจ อสฺสขฬุงฺโก โหติ อยํ ภิกฺขเว อฏฺฐโม อสฺสโทโส ฯ อิเม โข ภิกฺขเว อฏฺฐ อสฺสขฬุงฺกา อฏฺฐ จ อสฺสโทสา ฯ {๑๐๔.๙} กตเม จ ภิกฺขเว อฏฺฐ ปุริสขฬุงฺกา อฏฺฐ จ ปุริสโทสา อิธ ภิกฺขเว ภิกฺขุํ ภิกฺขู อาปตฺติยา โจเทนฺติ โส ภิกฺขุ ภิกฺขูหิ อาปตฺติยา โจทิยมาโน น สรามิ น สรามีติ อาปตฺติยาว นิพฺเพเฐติ เสยฺยถาปิ โส ภิกฺขเว อสฺสขฬุงฺโก เปหีติ วุตฺโต วิทฺโธ สมาโน โจทิโต สารถินา ปจฺฉโต ปฏิสกฺกติ ปิฏฺฐิโต รถํ ปวตฺเตติ ตถูปมาหํ ภิกฺขเว อิมํ ปุคฺคลํ วทามิ เอวรูโปปิ ภิกฺขเว อิเธกจฺโจ ปุริสขฬุงฺโก โหติ อยํ ภิกฺขเว ปฐโม ปุริสโทโส ฯ ปุน จปรํ ภิกฺขเว ภิกฺขุํ ภิกฺขู อาปตฺติยา โจเทนฺติ โส ภิกฺขุ ภิกฺขูหิ อาปตฺติยา โจทิยมาโน โจทนํเยว ปฏิปฺผรติ กึ นุ โข ตุยฺหํ พาลสฺส อพฺยตฺตสฺส ภณิเตน ตฺวํปิ นาม ภณิตพฺพํ มญฺญสีติ เสยฺยถาปิ โส ภิกฺขเว อสฺสขฬุงฺโก เปหีติ วุตฺโต วิทฺโธ สมาโน โจทิโต สารถินา ปจฺฉา ลงฺฆิปติ กุพฺพรํ ปหรติ ติฑณฺฑํ ภญฺชติ ตถูปมาหํ ภิกฺขเว อิมํ ปุคฺคลํ วทามิ เอวรูโปปิ ภิกฺขเว อิเธกจฺโจ ปุริสขฬุงฺโก โหติ อยํ ภิกฺขเว ทุติโย ปุริสโทโส ฯ {๑๐๔.๑๐} ปุน จปรํ ภิกฺขเว ภิกฺขุํ ภิกฺขู อาปตฺติยา โจเทนฺติ โส ภิกฺขุ ภิกฺขูหิ อาปตฺติยา โจทิยมาโน โจทกสฺเสว ปจฺจาโรเปติ ตฺวํปิ โขสิ อิตฺถนฺนามํ อาปตฺตึ อาปนฺโน ตฺวํ ตาว ปฐมํ ปฏิกโรหีติ เสยฺยถาปิ โส ภิกฺขเว อสฺสขฬุงฺโก เปหีติ วุตฺโต วิทฺโธ สมาโน โจทิโต สารถินา รถีสาย สตฺถึ อุสฺสชฺชิตฺวา รถีสํเยว อชฺโฌมทฺทติ ตถูปมาหํ ภิกฺขเว อิมํ ปุคฺคลํ วทามิ เอวรูโปปิ ภิกฺขเว อิเธกจฺโจ ปุริสขฬุงฺโก โหติ อยํ ภิกฺขเว ตติโย ปุริสโทโส ฯ {๑๐๔.๑๑} ปุน จปรํ ภิกฺขเว ภิกฺขุํ ภิกฺขู อาปตฺติยา โจเทนฺติ โส ภิกฺขุ ภิกฺขูหิ อาปตฺติยา โจทิยมาโน อญฺเญนาญฺญํ ปฏิจรติ พหิทฺธา กถํ อปนาเมติ โกปญฺจ โทสญฺจ อปฺปจฺจยญฺจ ปาตุกโรติ เสยฺยถาปิ โส ภิกฺขเว อสฺสขฬุงฺโก เปหีติ วุตฺโต วิทฺโธ สมาโน โจทิโต สารถินา อุมฺมคฺคํ คณฺหาติ อุพฺพฏุมํ รถํ กโรติ ตถูปมาหํ ภิกฺขเว อิมํ ปุคฺคลํ วทามิ เอวรูโปปิ ภิกฺขเว อิเธกจฺโจ ปุริสขฬุงฺโก โหติ อยํ ภิกฺขเว จตุตฺโถ ปุริสโทโส ฯ {๑๐๔.๑๒} ปุน จปรํ ภิกฺขเว ภิกฺขุํ ภิกฺขู อาปตฺติยา โจเทนฺติ โส ภิกฺขุ ภิกฺขูหิ อาปตฺติยา โจทิยมาโน สงฺฆมชฺเฌ พาหา วิกฺเขปกํ ภณติ เสยฺยถาปิ โส ภิกฺขเว อสฺสขฬุงฺโก เปหีติ วุตฺโต วิทฺโธ สมาโน โจทิโต สารถินา ลงฺเฆติ ปุริมํ กายํ ปคฺคณฺหาติ ปุริเม ปาเท ตถูปมาหํ ภิกฺขเว อิมํ ปุคฺคลํ วทามิ เอวรูโปปิ ภิกฺขเว อิเธกจฺโจ ปุริสขฬุงฺโก โหติ อยํ ภิกฺขเว ปญฺจโม ปุริสโทโส ฯ {๑๐๔.๑๓} ปุน จปรํ ภิกฺขเว ภิกฺขุํ ภิกฺขู อาปตฺติยา โจเทนฺติ โส ภิกฺขุ ภิกฺขูหิ อาปตฺติยา โจทิยมาโน อนาทยิตฺวา สงฺฆํ อนาทยิตฺวา โจทกํ สาปตฺติโกว เยนกามํ ปกฺกมติ เสยฺยถาปิ โส ภิกฺขเว อสฺสขฬุงฺโก เปหีติ วุตฺโต วิทฺโธ สมาโน โจทิโต สารถินา อนาทยิตฺวา ปโฏทยฏฺฐึ ทนฺเตหิ มุขาธานํ วิทฺธํสิตฺวา เยนกามํ ปกฺกมติ ตถูปมาหํ ภิกฺขเว อิมํ ปุคฺคลํ วทามิ เอวรูโปปิ ภิกฺขเว อิเธกจฺโจ ปุริสขฬุงฺโก โหติ อยํ ภิกฺขเว ฉฏฺโฐ ปุริสโทโส ฯ {๑๐๔.๑๔} ปุน จปรํ ภิกฺขเว ภิกฺขุํ ภิกฺขู อาปตฺติยา โจเทนฺติ โส ภิกฺขุ ภิกฺขูหิ อาปตฺติยา โจทิยมาโน เนวาหํ อาปนฺโนมฺหิ น ปนาหํ อาปนฺโนมฺหีติ โส ตุณฺหีภาเวน สงฺฆํ วิเหเฐติ เสยฺยถาปิ โส ภิกฺขเว อสฺสขฬุงฺโก เปหีติ วุตฺโต วิทฺโธ สมาโน โจทิโต สารถินา เนว อภิกฺกมติ โน ปฏิกฺกมติ ตตฺเถว ขีลฏฺฐายิฏฺฐิโต โหติ ตถูปมาหํ ภิกฺขเว อิมํ ปุคฺคลํ วทามิ เอวรูโปปิ ภิกฺขเว อิเธกจฺโจ ปุริสขฬุงฺโก โหติ อยํ ภิกฺขเว สตฺตโม ปุริสโทโส ฯ {๑๐๔.๑๕} ปุน จปรํ ภิกฺขเว ภิกฺขุํ ภิกฺขู อาปตฺติยา โจเทนฺติ โส ภิกฺขุ ภิกฺขูหิ อาปตฺติยา โจทิยมาโน เอวมาห กึ นุ โข ตุเมฺห อายสฺมนฺโต อติพาฬฺหํ มยิ พฺยาวฏา ยาว อิทานาหํ สิกฺขํ ปจฺจกฺขาย หีนายาวตฺติสฺสามีติ โส สิกฺขํ ปจฺจกฺขาย หีนายาวตฺติตฺวา เอวมาห อิทานิ โข ตุเมฺห อายสฺมนฺโต อตฺตมนา โหถาติ เสยฺยถาปิ โส ภิกฺขเว อสฺสขฬุงฺโก เปหีติ วุตฺโต วิทฺโธ สมาโน โจทิโต สารถินา ปุริเมว ปาเท สํหริตฺวา ปจฺฉิเม ปาเท สํหริตฺวา ตตฺเถว จตฺตาโร ปาเท อภินิสีทติ ตถูปมาหํ ภิกฺขเว อิมํ ปุคฺคลํ วทามิ เอวรูโปปิ ภิกฺขเว อิเธกจฺโจ ปุริสขฬุงฺโก โหติ อยํ ภิกฺขเว อฏฺฐโม ปุริสโทโส ฯ อิเม โข ภิกฺขเว อฏฺฐ ปุริสขฬุงฺกา อฏฺฐ จ ปุริสโทสาติ ฯ
ฉบับมหาจุฬาฯ
ชั้นตัวบทพุทธพจน์หน่วยที่ตำแหน่งเดียวกันของเล่มนี้ · เลขข้อเป็นของฉบับนี้เอง · จับคู่ตามตำแหน่ง · เล่มนี้ทั้งสองฉบับแบ่งเรื่องเท่ากัน จึงเทียบตามลำดับได้ · ชื่อเรื่องไม่ตรงกัน จึงยังไม่ได้ยืนยันว่าเป็นเรื่องเดียวกัน
เปิดหน้าของฉบับนี้ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
พระสุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย อัฏฐกนิบาต [๑. ปฐมปัณณาสก์] ๒. มหาวรรค ๔. อัสสขฬุงกสูตร ๔. อัสสขฬุงกสูตร ว่าด้วยม้ากระจอกและคนกระจอก
ภิกษุทั้งหลาย เราจักแสดงม้ากระจอก ๘ จำพวก และโทษของม้า กระจอก ๘ ประการ คนกระจอก ๘ จำพวก และโทษของคนกระจอก ๘ ประการเธอทั้งหลายจงฟัง จงใส่ใจให้ดี เราจักกล่าว ภิกษุเหล่านั้นทูลรับสนองพระดำรัสแล้วพระผู้มีพระภาคจึงได้ตรัสเรื่องนี้ว่า ม้ากระจอก ๘ จำพวก และโทษของม้ากระจอก ๘ ประการ อะไรบ้าง คือ ๑. ม้ากระจอกบางตัวในโลกนี้ที่นายสารถีสั่งว่า ‘เดินไป’ ถูกแทงด้วย ประตัก เตือนอยู่ ย่อมถอยหลัง ดันรถให้กลับหลัง ม้ากระจอก บางตัวในโลกนี้เป็นอย่างนี้ก็มี นี้เป็นโทษของม้ากระจอกประการที่ ๑ ๒. ม้ากระจอกบางตัวในโลกนี้ที่นายสารถีสั่งว่า ‘เดินไป’ ถูกแทงด้วย ประตักเตือนอยู่ ย่อมหกหลัง ดัดทูบให้หัก ม้ากระจอกบางตัวใน โลกนี้เป็นอย่างนี้ก็มี นี้เป็นโทษของม้ากระจอกประการที่ ๒ ๓. ม้ากระจอกบางตัวในโลกนี้ที่นายสารถีสั่งว่า ‘เดินไป’ ถูกแทงด้วย ประตักเตือนอยู่ ย่อมยกขาขึ้นตะกุยงอนรถ ถีบงอนรถ ม้ากระจอก บางตัวในโลกนี้เป็นเช่นนี้ก็มี นี้เป็นโทษของม้ากระจอกประการที่ ๓ ๔. ม้ากระจอกบางตัวในโลกนี้ที่นายสารถีสั่งว่า ‘เดินไป’ ถูกแทงด้วย ประตักเตือนอยู่ ย่อมเดินผิดทาง ทำให้รถไปผิดทาง ม้ากระจอก บางตัวในโลกนี้เป็นอย่างนี้ก็มี นี้เป็นโทษของม้ากระจอกประการที่ ๔ ๕. ม้ากระจอกบางตัวในโลกนี้ที่นายสารถีสั่งว่า ‘เดินไป’ ถูกแทงด้วย ประตักเตือนอยู่ ย่อมเชิดกายส่วนหน้า เผ่นขึ้นไป ม้ากระจอกบาง ตัวในโลกนี้เป็นอย่างนี้ก็มี นี้เป็นโทษของม้ากระจอกประการที่ ๕ @เชิงอรรถ : @ ประตัก หมายถึงไม้ที่ฝังเหล็กแหลมข้างปลาย ใช้แทงสัตว์พาหนะ เช่น วัว (พจนานุกรม ฉบับราชบัณฑิตยสถาน@พ.ศ. ๒๕๒๕) @ ทำให้รถไปผิดทาง หมายถึงลากรถขึ้นเนิน หรือเข้าพงหนาม (องฺ.อฏฺฐก.อ. ๓/๑๔/๒๓๙)
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๓ หน้า : ๒๓๗}
พระสุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย อัฏฐกนิบาต [๑. ปฐมปัณณาสก์] ๒. มหาวรรค ๔. อัสสขฬุงกสูตร ๖. ม้ากระจอกบางตัวในโลกนี้ที่นายสารถีสั่งว่า ‘เดินไป’ ถูกแทงด้วย ประตักเตือนอยู่ (ไม่คำนึงถึงนายสารถี) ไม่คำนึงถึงประตัก กัด บังเหียน หลีกไปตามความประสงค์ ม้ากระจอกบางตัวในโลกนี้ เป็นอย่างนี้ก็มี นี้เป็นโทษของม้ากระจอกประการที่ ๖ ๗. ม้ากระจอกบางตัวในโลกนี้ที่นายสารถีสั่งว่า ‘เดินไป’ ถูกแทงด้วย ประตักเตือนอยู่ ไม่ก้าวไป ไม่ถอยหลัง ยืนทื่ออยู่เหมือนเสาเขื่อน ณ ที่ตรงนั้นนั่นเอง ม้ากระจอกบางตัวในโลกนี้เป็นอย่างนี้ก็มี นี้เป็น โทษของม้ากระจอกประการที่ ๗ ๘. ม้ากระจอกบางตัวในโลกนี้ที่นายสารถีสั่งว่า ‘เดินไป’ ถูกแทงด้วย ประตักเตือนอยู่ คุกเท้าหน้าและเท้าหลังลงหมอบทับเท้าทั้ง ๔ อยู่ ที่ตรงนั้นนั่นเอง ม้ากระจอกบางตัวในโลกนี้เป็นอย่างนี้ก็มี นี้เป็น โทษของม้ากระจอกประการที่ ๘ ภิกษุทั้งหลาย ม้ากระจอก ๘ จำพวก และโทษของม้ากระจอก ๘ ประการนี้แล ภิกษุทั้งหลาย คนกระจอก ๘ จำพวก และโทษของคนกระจอก ๘ ประการ อะไรบ้าง คือ ๑. ภิกษุทั้งหลายในธรรมวินัยนี้โจทภิกษุด้วยอาบัติ ภิกษุรูปที่ถูกพวก ภิกษุโจทด้วยอาบัตินั้น ย่อมอำพรางอาบัติไว้ เพราะระลึกไม่ได้ว่า ‘ผมระลึกไม่ได้ ผมระลึกไม่ได้’ เรากล่าวเปรียบบุคคลประเภทนี้ว่า เหมือนม้ากระจอกที่นายสารถีสั่งว่า ‘เดินไป’ ถูกแทงด้วยประตัก เตือนอยู่ ก็ถอยหลัง ดันรถให้กลับหลัง ฉะนั้น คนกระจอกบางคน ในธรรมวินัยนี้เป็นอย่างนี้ก็มี นี้เป็นโทษของคนกระจอกประการที่ ๑ ๒. ภิกษุทั้งหลายโจทภิกษุด้วยอาบัติ ภิกษุรูปที่ถูกพวกภิกษุโจทด้วย อาบัตินั้น โต้ตอบภิกษุผู้เป็นโจทก์ว่า ‘การกล่าวของท่านผู้เป็น คนพาล ไม่เฉียบแหลม จะมีประโยชน์อะไรเล่า ท่านเองย่อมเข้าใจ @เชิงอรรถ : @ บังเหียน หมายถึงเครื่องบังคับม้าทำด้วยเหล็ก หรือไม้ใส่ผ่าปากม้า (องฺ.อฏฺฐก.อ. ๓/๑๔/๒๓๙)
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๓ หน้า : ๒๓๘}
พระสุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย อัฏฐกนิบาต [๑. ปฐมปัณณาสก์] ๒. มหาวรรค ๔. อัสสขฬุงกสูตร สิ่งที่ควรพูด’ เรากล่าวเปรียบบุคคลประเภทนี้ว่าเหมือนม้ากระจอก ที่นายสารถีสั่งว่า ‘เดินไป’ ถูกแทงด้วยประตักเตือนอยู่ ก็หกหลัง ดัดทูบให้หัก ฉะนั้น คนกระจอกบางคนในธรรมวินัยนี้เป็นอย่างนี้ก็มี นี้เป็นโทษของคนกระจอกประการที่ ๒ ๓. ภิกษุทั้งหลายโจทภิกษุด้วยอาบัติ ภิกษุรูปที่ถูกพวกภิกษุโจทด้วย อาบัตินั้น กลับยกอาบัติขึ้นปรับภิกษุผู้เป็นโจทก์ว่า ‘ท่านเองก็ต้อง อาบัติชื่อนี้ ท่านจงทำคืนเสียก่อน’ เรากล่าวเปรียบบุคคลประเภทนี้ ว่าเหมือนม้ากระจอกที่นายสารถีสั่งว่า ‘เดินไป’ ถูกแทงด้วยประตัก เตือนอยู่ ก็ยกขาขึ้นตะกุยงอนรถ ถีบงอนรถ ฉะนั้น คนกระจอก บางคนในธรรมวินัยนี้เป็นอย่างนี้ก็มี นี้เป็นโทษของคนกระจอก ประการที่ ๓ ๔. ภิกษุทั้งหลายโจทภิกษุด้วยอาบัติ ภิกษุรูปที่ถูกพวกภิกษุโจทด้วย อาบัตินั้น พูดกลบเกลื่อน พูดนอกเรื่อง แสดงอาการโกรธ ขัดเคือง และไม่พอใจ เรากล่าวเปรียบบุคคลประเภทนี้ว่าเหมือนม้ากระจอก ที่นายสารถีสั่งว่า ‘เดินไป’ ถูกแทงด้วยประตักเตือนอยู่ ก็เดิน ผิดทาง ทำให้รถไปผิดทาง ฉะนั้น คนกระจอกบางคนในธรรมวินัย นี้เป็นอย่างนี้ก็มี นี้เป็นโทษของคนกระจอกประการที่ ๔ ๕. ภิกษุทั้งหลายโจทภิกษุด้วยอาบัติ ภิกษุรูปที่ถูกพวกภิกษุโจทด้วย อาบัตินั้น กลับแกว่งแขนในท่ามกลางสงฆ์ เรากล่าวเปรียบบุคคล ประเภทนี้ว่าเหมือนม้ากระจอกที่นายสารถีสั่งว่า ‘เดินไป’ ถูกแทง ด้วยประตักเตือนอยู่ เชิดกายด้านหน้า เผ่นขึ้นไป ฉะนั้น คนกระจอก บางคนในธรรมวินัยนี้เป็นอย่างนี้ก็มี นี้เป็นโทษของคนกระจอก ประการที่ ๕ ๖. ภิกษุทั้งหลายโจทภิกษุด้วยอาบัติ ภิกษุรูปที่ถูกพวกภิกษุโจท ด้วยอาบัตินั้น ไม่เอื้อเฟื้อสงฆ์ ไม่เอื้อเฟื้อภิกษุผู้เป็นโจทก์ ทั้งที่มี อาบัติติดตัวอยู่ ก็หลีกไปตามความประสงค์ เรากล่าวเปรียบบุคคล ประเภทนี้ว่าเหมือนม้ากระจอกที่นายสารถีสั่งว่า ‘เดินไป’ ถูกแทง
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๓ หน้า : ๒๓๙}
พระสุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย อัฏฐกนิบาต [๑. ปฐมปัณณาสก์] ๒. มหาวรรค ๔. อัสสขฬุงกสูตร ด้วยประตักเตือนอยู่ ก็ไม่คำนึงถึงนายสารถี ไม่คำนึงถึงประตัก กัดบังเหียน หลีกไปตามประสงค์ ฉะนั้น คนกระจอกบางคนใน ธรรมวินัยนี้เป็นอย่างนี้ก็มี นี้เป็นโทษของคนกระจอกประการที่ ๖ ๗. ภิกษุทั้งหลายโจทภิกษุด้วยอาบัติ ภิกษุรูปที่ถูกพวกภิกษุโจทด้วย อาบัตินั้น กล่าวอย่างนี้ว่า ‘ผมไม่ได้ต้องอาบัติเลย ผมไม่ได้ต้อง อาบัติเลย’ เธอใช้ความนิ่งทำให้สงฆ์ลำบาก เรากล่าวเปรียบบุคคล ประเภทนี้ว่าเหมือนม้ากระจอกที่นายสารถีสั่งว่า ‘เดินไป’ ถูกแทง ด้วยประตักเตือนอยู่ ก็ไม่ก้าวไป ไม่ถอยกลับ ยืนทื่ออยู่เหมือน เสาเขื่อน ณ ที่ตรงนั้นนั่นเอง ฉะนั้น คนกระจอกบางคนในธรรม วินัยนี้เป็นอย่างนี้ก็มี นี้เป็นโทษของคนกระจอกประการที่ ๗ ๘. ภิกษุทั้งหลายโจทภิกษุด้วยอาบัติ ภิกษุรูปที่ถูกพวกภิกษุโจทด้วย อาบัตินั้น กล่าวอย่างนี้ว่า ‘ทำไมหนอ ท่านผู้มีอายุทั้งหลาย จึงพยายามกล่าวหาผมนัก เอาละ ผมจักบอกคืนสิกขากลับมาเป็น คฤหัสถ์’ เธอบอกคืนสิกขากลับมาเป็นคฤหัสถ์แล้วจึงกล่าวอย่างนี้ว่า ‘บัดนี้ ขอท่านผู้มีอายุทั้งหลายโปรดเบาใจเถิด’ เรากล่าวเปรียบ บุคคลประเภทนี้ว่าเหมือนม้ากระจอกที่นายสารถีสั่งว่า ‘เดินไป’ ถูกแทงด้วยประตักเตือนอยู่ คุกเท้าหน้าและเท้าหลังลงหมอบทับเท้า ทั้ง ๔ อยู่ที่ตรงนั้นนั่นเอง ฉะนั้น คนกระจอกบางคนในธรรมวินัยนี้ เป็นอย่างนี้ก็มี นี้เป็นโทษของคนกระจอกประการที่ ๘ ภิกษุทั้งหลาย คนกระจอก ๘ จำพวก และโทษของคนกระจอก ๘ ประการนี้แล อัสสขฬุงกสูตรที่ ๔ จบ
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๓ หน้า : ๒๔๐}
ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
อรรถกถาขฬุงคสูตรที่ ๔
อัสสขฬุงคสูตรที่ ๔ มีวินิจฉัยดังต่อไปนี้.
บทว่า เปหีติ วุตฺโต ความว่า ม้าอาชาไนยนั้นอันสารถีกล่าวว่า จงไป.
บทว่า ปฏฺฐิโต รถํ ปวตฺเตติ ความว่า เอากระดูกคอบีบแอกแล้วพารถถอยไปทางส่วนทิศเบื้องหลัง.
บทว่า ปจฺฉา ลงฺฆิปติ กุพฺพรํ หนฺติ ความว่า ยกเท้าหลังทั้ง ๒ ข้างขึ้นแล้วเอาเท้าทั้ง ๒ นั้นกระแทกทำลายทูบรถ.
บทว่า ติทณฺฑํ ความว่า ทำลายไม้ ๓ อันที่อยู่ข้างหน้ารถ.
บทว่า รถีสาย สตฺถึ อุสฺสชฺชิตฺวา ความว่า ค้อมศีรษะลงให้แอกถึงพื้นดิน ใช้ขากระแทกงอนรถ.
บทว่า อชฺโฌมทฺทติ ความว่า ใช้ขาหน้าทั้ง ๒ เหยียบงอนรถยืนอยู่.
บทว่า อพฺพฏุมํ รถํ กโรติ ความว่า ยกรถขึ้นโขดดินหรือที่มีหนาม.
บทว่า อนาทิยิตฺวา ได้แก่ ความไม่ใส่ใจ คือไม่นำพา.
บทว่า ขาธานํ ได้แก่ บังเหียนเหล็กที่เขาใส่ไว้เพื่อติดกับปาก (ม้า).
บทว่า ขีลฏฺฐายี ความว่า ม้ายืน ๔ เท้าไม่ไหวติงเหมือนเสา แล้วหยุดอยู่กับที่เช่นเดียวกับเสาเขื่อน.
พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสวัฏฏะอย่างเดียวในพระสูตรนี้.
____________________________
ม. อุพฺพฎมํฯ
จบอรรถกถาขฬุงคสูตรที่ ๔ -----------------------------------------------------