สมิทธิสูตร เล่ม ๒๓
พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง · ผู้ดำเนินการอ่านข้อเท็จจริงสาธารณะแล้วสรุปเอง
๒๑๘๑๔ อถโข อายสฺมา สมิทฺธิ เยนายสฺมา สารีปุตฺโต เตนุปสงฺกมิ อุปสงฺกมิตฺวา อายสฺมนฺตํ สารีปุตฺตํ อภิวาเทตฺวา เอกมนฺตํ นิสีทิ ฯ เอกมนฺตํ นิสินฺนํ โข อายสฺมนฺตํ สมิทฺธึ อายสฺมา สารีปุตฺโต เอตทโวจ กิมารมฺมณา สมิทฺธิ ปุริสสฺส สงฺกปฺปวิตกฺกา อุปฺปชฺชนฺตีติ ฯ นามรูปารมฺมณา ภนฺเตติ ฯ เต ปน สมิทฺธิ กฺว นานตฺตํ คจฺฉนฺตีติ ฯ ธาตูสุ ภนฺเตติ ฯ เต ปน สมิทฺธิ กึสมุทยาติ ฯ ผสฺสสมุทยา ภนฺเตติ ฯ เต ปน สมิทฺธิ กึสโมสรณาติ ฯ เวทนาสโมสรณา ภนฺเตติ ฯ เต ปน สมิทฺธิ กึปมุขาติ ฯ สมาธิปฺปมุขา ภนฺเตติ ฯ เต ปน สมิทฺธิ กึอาธิปเตยฺยาติ ฯ สตาธิปเตยฺยา ภนฺเตติ ฯ เต ปน สมิทฺธิ กึอุตฺตราติ ฯ ปญฺญุตฺตรา ภนฺเตติ ฯ เต ปน สมิทฺธิ กึสาราติ ฯ วิมุตฺติสารา ภนฺเตติ ฯ เต ปน สมิทฺธิ กึโอคธาติ ฯ อมโตคธา ภนฺเตติ ฯ {๒๑๘.๑} กิมารมฺมณา สมิทฺธิ ปุริสสฺส สงฺกปฺปวิตกฺกา อุปฺปชฺชนฺตีติ อิติ ปุฏฺโฐ สมาโน นามรูปารมฺมณา ภนฺเตติ วเทสิ เต ปน สมิทฺธิ กฺว นานตฺตํ คจฺฉนฺตีติ อิติ ปุฏฺโฐ สมาโน ธาตูสุ ภนฺเตติ วเทสิ เต ปน สมิทฺธิ กึสมุทยาติ อิติ ปุฏฺโฐ สมาโน ผสฺสสมุทยา ภนฺเตติ วเทสิ เต ปน สมิทฺธิ กึสโมสรณาติ อิติ ปุฏฺโฐ สมาโน เวทนาสโมสรณา ภนฺเตติ วเทสิ เต ปน สมิทฺธิ กึปมุขาติ อิติ ปุฏฺโฐ สมาโน สมาธิปฺปมุขา ภนฺเตติ วเทสิ เต ปน สมิทฺธิ กึอาธิปเตยฺยาติ อิติ ปุฏฺโฐ สมาโน สตาธิปเตยฺยา ภนฺเตติ วเทสิ เต ปน สมิทฺธิ กึอุตฺตราติ อิติ ปุฏฺโฐ สมาโน ปญฺญุตฺตรา ภนฺเตติ วเทสิ เต ปน สมิทฺธิ กึสาราติ อิติ ปุฏฺโฐ สมาโน วิมุตฺติสารา ภนฺเตติ วเทสิ เต ปน สมิทฺธิ กึโอคธาติ อิติ ปุฏฺโฐ สมาโน อมโตคธา ภนฺเตติ วเทสิ สาธุ สาธุ สมิทฺธิ สาธุ โข ตฺวํ สมิทฺธิ ปญฺหํ ปุฏฺโฐ วิสฺสชฺเชสิ เตน วา มา มญฺญีติ ฯ
ฉบับมหาจุฬาฯ
ชั้นตัวบทพุทธพจน์หน่วยที่ตำแหน่งเดียวกันของเล่มนี้ · เลขข้อเป็นของฉบับนี้เอง · ชื่อเรื่องตรงกันทั้งสองฉบับ
เปิดหน้าของฉบับนี้ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
พระสุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย นวกนิบาต [๑. ปฐมปัณณาสก์] ๒. สีหนาทวรรค ๔. สมิทธิสูตร ๔. สมิทธิสูตร ว่าด้วยเรื่องวิตก
ครั้งนั้นแล ท่านพระสมิทธิเข้าไปหาท่านพระสารีบุตรถึงที่อยู่ ไหว้แล้ว นั่ง ณ ที่สมควร ท่านพระสารีบุตรได้กล่าวกับท่านพระสมิทธิดังนี้ว่า “ท่านสมิทธิ สังกัปปวิตก(วิตกอันเป็นความดำริ) ของบุรุษมีอะไรเป็นอารมณ์เกิดขึ้น” “มีนามรูปเป็นอารมณ์ ขอรับ” “ท่านสมิทธิ สังกัปปวิตกเหล่านั้นต่างกันที่ไหน” “ที่ธาตุ ขอรับ” “ท่านสมิทธิ สังกัปปวิตกเหล่านั้นมีอะไรเป็นเหตุเกิด” “มีผัสสะเป็นเหตุเกิด ขอรับ” “ท่านสมิทธิ สังกัปปวิตกเหล่านั้นมีอะไรเป็นที่ประชุม” “มีเวทนาเป็นที่ประชุม ขอรับ” “ท่านสมิทธิ สังกัปปวิตกเหล่านั้นมีอะไรเป็นประมุข” “มีสมาธิเป็นประมุข ขอรับ” “ท่านสมิทธิ สังกัปปวิตกเหล่านั้นมีอะไรเป็นใหญ่” “มีสติเป็นใหญ่ ขอรับ” “ท่านสมิทธิ สังกัปปวิตกเหล่านั้นมีอะไรเป็นยิ่ง” “มีปัญญาเป็นยิ่ง ขอรับ” “ท่านสมิทธิ สังกัปปวิตกเหล่านั้นมีอะไรเป็นแก่น” “มีวิมุตติเป็นแก่น ขอรับ” “ท่านสมิทธิ สังกัปปวิตกเหล่านั้นมีอะไรเป็นที่หยั่งลง” “มีนิพพานเป็นที่หยั่งลง ขอรับ”
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๓ หน้า : ๔๖๒}
พระสุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย นวกนิบาต [๑. ปฐมปัณณาสก์] ๒. สีหนาทวรรค ๔. สมิทธิสูตร ท่านพระสารีบุตรกล่าวว่า “ท่านสมิทธิ เมื่อเราถามท่านว่า ‘ท่านสมิทธิสังกัปปวิตกเหล่านั้นมีอะไรเป็นอารมณ์เกิดขึ้น’ ท่านก็ตอบว่า ‘มีนามรูปเป็นอารมณ์ขอรับ’ เมื่อเราถามท่านว่า ‘ท่านสมิทธิ สังกัปปวิตกเหล่านั้นต่างกันที่ไหน’ ท่านก็ตอบว่า ‘ที่ธาตุ ขอรับ’ เมื่อเราถามท่านว่า ‘ท่านสมิทธิ สังกัปปวิตกเหล่านั้นมีอะไรเป็นเหตุเกิด’ ท่านก็ตอบว่า ‘มีผัสสะเป็นเหตุเกิด ขอรับ’ เมื่อเราถามท่านว่า ‘ท่านสมิทธิ สังกัปปวิตกเหล่านั้นมีอะไรเป็นที่ประชุม’ท่านก็ตอบว่า ‘มีเวทนาเป็นที่ประชุม ขอรับ’ เมื่อเราถามท่านว่า ‘ท่านสมิทธิ สังกัปปวิตกเหล่านั้นมีอะไรเป็นประมุข’ ท่านก็ตอบว่า ‘มีสมาธิเป็นประมุข ขอรับ’ เมื่อเราถามท่านว่า ‘ท่านสมิทธิ สังกัปปวิตกเหล่านั้นมีอะไรเป็นใหญ่’ ท่านก็ตอบว่า ‘มีสติเป็นใหญ่ ขอรับ’ เมื่อเราถามท่านว่า ‘ท่านสมิทธิ สังกัปปวิตกเหล่านั้นมีอะไรเป็นยิ่ง’ ท่านก็ตอบว่า ‘มีปัญญาเป็นยิ่ง ขอรับ’ เมื่อเราถามท่านว่า ‘ท่านสมิทธิ สังกัปปวิตกเหล่านั้นมีอะไรเป็นแก่น’ ท่านก็ตอบว่า ‘มีวิมุตติเป็นแก่น ขอรับ’ เมื่อเราถามท่านว่า ‘ท่านสมิทธิ สังกัปปวิตกเหล่านั้นมีอะไรเป็นที่หยั่งลง’ท่านก็ตอบว่า ‘มีนิพพานเป็นที่หยั่งลง ขอรับ’ ดีละ ดีละ ท่านสมิทธิ ดีจริง ท่านสมิทธิ ท่านถูกเราถามปัญหาแล้วก็แก้ได้แต่ท่านอย่าทะนงตนด้วยการแก้ปัญหานั้น” สมิทธิสูตรที่ ๔ จบ
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๓ หน้า : ๔๖๓}
ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
อรรถกถาสมิทธิสูตรที่ ๔
สมิทธิสูตรที่ ๔ มีวินิจฉัยดังต่อไปนี้.
บทว่า สมิทฺธิ ได้แก่ พระเถระมีพระเถระผู้เป็นสัทธิวิหาริก ได้ชื่อว่าอย่างนี้ เพราะความสำเร็จของอัตภาพ.
บทว่า กิมารมฺมณา ได้แก่ มีอะไรเป็นปัจจัย.
บทว่า สงฺกมฺปวิตกฺกา ได้แก่ วิตกเป็นความดำริ.
บทว่า นามรูปารมฺมณา ได้แก่ มีนามรูปเป็นปัจจัย. ท่านแสดงว่า ด้วยบทนี้ อรูปขันธ์ ๔ ภูตรูปและอุปาทายรูป เป็นปัจจัยของวิตกทั้งหลาย.
บทว่า กวฺนานตฺตํ คจฺฉนฺติ ความว่า ย่อมถึงความต่างๆ กันเป็นสภาพ คือความแปลกในที่ไหน.
บทว่า ธาตูสุ คือ ในรูปธาตุเป็นต้น. ด้วยว่า ความตรึกในรูปเป็นอย่างหนึ่ง ความตรึกในเสียงเป็นต้นเป็นอย่างหนึ่ง ด้วยประการฉะนี้.
บทว่า ผสฺสสมุทยา ได้แก่ เป็นปัจจัยแก่ผู้สละประกอบกัน.
บทว่า เวทนาสโมสรณา ได้แก่ มีเวทนา ๓ เป็นที่รวม.
ท่านกล่าวกุศลและอกุศลรวมกันแล้วด้วยเหตุประมาณเท่านี้.
ส่วนธรรมเป็นต้นว่า สมาธิปฺปมุขา พึงทราบว่าเป็นธรรมฝ่ายกำจัดกิเลสให้สิ้นไป.
ในบทนั้น วิตกชื่อว่า สมาธิปฺปมุขา เพราะอรรถว่ามีสมาธิเป็นประมุข ด้วยอรรถว่าเป็นประธาน หรือด้วยอรรถว่าเป็นใหญ่.
ชื่อว่า สตาธิปเตยฺยา เพราะอรรถว่ามีสติเป็นใหญ่ ด้วยอรรถว่าเป็นเหตุของผู้เป็นใหญ่.
ชื่อว่า ปญฺญุตฺตรา เพราะมีมรรคปัญญาเป็นยอดเยี่ยม.
ชื่อว่า วิมุตฺติสารา เพราะอรรถว่ามีการบรรลุผลวิมุตติเป็นแก่น.
ชื่อว่า อมโตคธา เพราะอรรถว่าหยั่งลงสู่อมตนิพพาน คือตั้งอยู่ในอมตนิพพานนั้นแล้วด้วยอำนาจอารมณ์.
บทว่า เตน วา มา มญฺญิ ความว่า ท่านอย่าทำความเย่อหยิ่ง หรือความโอ้อวดด้วยการแก้นั้นว่า อัครสาวกถามปัญหาแล้ว เราแก้ได้แล้ว ดังนี้.
จบอรรถกถาสมิทธิสูตรที่ ๔ -----------------------------------------------------