ปุคคลวรรค เล่ม ๒๐
พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง · ผู้ดำเนินการอ่านข้อเท็จจริงสาธารณะแล้วสรุปเอง
ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
ทุติยปณฺณาสโก
๒๙๗๕๑ เทฺวเม ภิกฺขเว ปุคฺคลา โลเก อุปฺปชฺชมานา อุปฺปชฺชนฺติ พหุชนหิตาย พหุชนสุขาย พหุโน ชนสฺส อตฺถาย หิตาย สุขาย เทวมนุสฺสานํ กตเม เทฺว ตถาคโต จ อรหํ สมฺมาสมฺพุทฺโธ ราชา จ จกฺกวตฺตี อิเม โข ภิกฺขเว เทฺว ปุคฺคลา โลเก อุปฺปชฺชมานา อุปฺปชฺชนฺติ พหุชนหิตาย พหุชนสุขาย พหุโน ชนสฺส อตฺถาย หิตาย สุขาย เทวมนุสฺสานนฺติ ฯ
๒๙๘๕๒ เทฺวเม ภิกฺขเว ปุคฺคลา โลเก อุปฺปชฺชมานา อุปฺปชฺชนฺติ อจฺฉริยมนุสฺสา กตเม เทฺว ตถาคโต จ อรหํ สมฺมาสมฺพุทฺโธ ราชา จ จกฺกวตฺตี อิเม โข ภิกฺขเว เทฺว ปุคฺคลา โลเก อุปฺปชฺชมานา อุปฺปชฺชนฺติ อจฺฉริยมนุสฺสาติ ฯ
๒๙๙๕๓ ทฺวินฺนํ ภิกฺขเว ปุคฺคลานํ กาลกิริยา พหุโน ชนสฺส อนุตปฺปา โหติ กตเมสํ ทฺวินฺนํ ตถาคตสฺส จ อรหโต สมฺมาสมฺพุทฺธสฺส รญฺโญ จ จกฺกวตฺติสฺส อิเมสํ โข ภิกฺขเว ทฺวินฺนํ ปุคฺคลานํ กาลกิริยา พหุโน ชนสฺส อนุตปฺปา โหตีติ ฯ
๓๐๐๕๔ เทฺวเม ภิกฺขเว ถูปารหา กตเม เทฺว ตถาคโต จ อรหํ สมฺมาสมฺพุทฺโธ ราชา จ จกฺกวตฺตี อิเม โข ภิกฺขเว เทฺว ถูปารหาติ ฯ
๓๐๑๕๕ เทฺวเม ภิกฺขเว พุทฺธา กตเม เทฺว ตถาคโต จ อรหํ สมฺมาสมฺพุทฺโธ ปจฺเจกพุทฺโธ จ อิเม โข ภิกฺขเว เทฺว พุทฺธาติ ฯ
๓๐๒๕๖ เทฺวเม ภิกฺขเว อสนิยา ผลนฺติยา น สนฺตสนฺติ กตเม เทฺว ภิกฺขุ จ ขีณาสโว หตฺถาชานิโย จ อิเม โข ภิกฺขเว เทฺว อสนิยา ผลนฺติยา น สนฺตสนฺตีติ ฯ
๓๐๓๕๗ เทฺวเม ภิกฺขเว อสนิยา ผลนฺติยา น สนฺตสนฺติ กตเม เทฺว ภิกฺขุ จ ขีณาสโว อสฺสาชานิโย จ อิเม โข ภิกฺขเว เทฺว อสนิยา ผลนฺติยา น สนฺตสนฺตีติ ฯ
๓๐๔๕๘ เทฺวเม ภิกฺขเว อสนิยา ผลนฺติยา น สนฺตสนฺติ กตเม เทฺว ภิกฺขุ จ ขีณาสโว สีโห จ มิคราชา อิเม โข ภิกฺขเว เทฺว อสนิยา ผลนฺติยา น สนฺตสนฺตีติ ฯ
๓๐๕๕๙ เทฺวเม ภิกฺขเว อตฺถวเส สมฺปสฺสมานา กึปุริสา มานุสึ วาจํ น ภาสนฺติ กตเม เทฺว มา จ มุสา ภณิมฺหา มา จ ปรํ อภูเตน อพฺภาจิกฺขิมฺหาติ อิเม โข ภิกฺขเว เทฺว อตฺถวเส สมฺปสฺสมานา กึปุริสา มานุสึ วาจํ น ภาสนฺตีติ ฯ
๓๐๖๖๐ ทฺวินฺนํ ภิกฺขเว ธมฺมานํ อติตฺโต อปฺปฏิวาโณ มาตุคาโม กาลํ กโรติ กตเมสํ ทฺวินฺนํ เมถุนธมฺมสมาปตฺติยา จ วิชายนสฺส จ อิเมสํ โข ภิกฺขเว ทฺวินฺนํ ธมฺมานํ อติตฺโต อปฺปฏิวาโณ มาตุคาโม กาลํ กโรตีติ ฯ
๓๐๗๖๑ อสนฺตสนฺนิวาสญฺจ โว ภิกฺขเว เทเสสฺสามิ สนฺตสนฺนิวาสญฺจ ตํ สุณาถ สาธุกํ มนสิกโรถ ภาสิสฺสามีติ ฯ เอวํ ภนฺเตติ โข เต ภิกฺขู ภควโต ปจฺจสฺโสสุํ ฯ ภควา เอตทโวจ กถญฺจ ภิกฺขเว อสนฺตสนฺนิวาโส โหติ กถญฺจ อสนฺโต สนฺนิวสนฺติ อิธ ภิกฺขเว เถรสฺส ภิกฺขุโน เอวํ โหติ เถโรปิ มํ น วเทยฺย มชฺฌิโมปิ มํ น วเทยฺย นโวปิ มํ น วเทยฺย เถรํปาหํ น วเทยฺยํ มชฺฌิมํปาหํ น วเทยฺยํ นวํปาหํ น วเทยฺยํ เถโร เจปิ มํ วเทยฺย อหิตานุกมฺปี มํ วเทยฺย โน หิตานุกมฺปี โนติ นํ วเทยฺยํ วิเหเสยฺยํปิ นํ ปสฺสมฺปิสฺส น ปฏิกเรยฺยํ มชฺฌิโม เจปิ มํ วเทยฺย ... นโว เจปิ มํ วเทยฺย อหิตานุกมฺปี มํ วเทยฺย โน หิตานุกมฺปี โนติ นํ วเทยฺยํ วิเหเสยฺยํปิ นํ ปสฺสมฺปิสฺส น ปฏิกเรยฺยํ มชฺฌิมสฺสปิ ภิกฺขุโน เอวํ โหติ ฯเปฯ นวสฺสปิ ภิกฺขุโน เอวํ โหติ เถโรปิ มํ น วเทยฺย มชฺฌิโมปิ มํ น วเทยฺย นโวปิ มํ น วเทยฺย เถรํปาหํ น วเทยฺยํ มชฺฌิมํปาหํ น วเทยฺยํ นวํปาหํ น วเทยฺยํ เถโร เจปิ มํ วเทยฺยํ อหิตานุกมฺปี มํ วเทยฺย โน หิตานุกมฺปี โนติ นํ วเทยฺยํ วิเหเสยฺยํปิ นํ ปสฺสมฺปิสฺส น ปฏิกเรยฺยํ มชฺฌิโม เจปิ มํ วเทยฺย ... นโว เจปิ มํ วเทยฺย อหิตานุกมฺปี มํ วเทยฺย โน หิตานุกมฺปี โนติ นํ วเทยฺยํ วิเหเสยฺยํปิ นํ ปสฺสมฺปิสฺส น ปฏิกเรยฺยํ เอวํ โข ภิกฺขเว อสนฺตสนฺนิวาโส โหติ เอวญฺจ อสนฺโต สนฺนิวสนฺติ ฯ {๓๐๗.๑} กถญฺจ ภิกฺขเว สนฺตสนฺนิวาโส โหติ กถญฺจ สนฺโต สนฺนิวสนฺติ อิธ ภิกฺขเว เถรสฺส ภิกฺขุโน เอวํ โหติ เถโรปิ มํ วเทยฺย มชฺฌิโมปิ มํ วเทยฺย นโวปิ มํ วเทยฺย เถรํปาหํ วเทยฺยํ มชฺฌิมํปาหํ วเทยฺยํ นวํปาหํ วเทยฺยํ เถโร เจปิ มํ วเทยฺย หิตานุกมฺปี มํ วเทยฺย โน อหิตานุกมฺปี สาธูติ นํ วเทยฺยํ น นํ วิเหเสยฺยํ ปสฺสมฺปิสฺส ปฏิกเรยฺยํ มชฺฌิโม เจปิ มํ วเทยฺย ... นโว เจปิ มํ วเทยฺย หิตานุกมฺปี มํ วเทยฺย โน อหิตานุกมฺปี สาธูติ นํ วเทยฺยํ น นํ วิเหเสยฺยํ ปสฺสมฺปิสฺส ปฏิกเรยฺยํ มชฺฌิมสฺสปิ ภิกฺขุโน เอวํ โหติ ฯเปฯ นวสฺสปิ ภิกฺขุโน เอวํ โหติ เถโรปิ มํ วเทยฺย มชฺฌิโมปิ มํ วเทยฺย นโวปิ มํ วเทยฺย เถรํปาหํ วเทยฺยํ มชฺฌิมํปาหํ วเทยฺยํ นวํปาหํ วเทยฺยํ เถโร เจปิ มํ วเทยฺย หิตานุกมฺปี มํ วเทยฺย โน อหิตานุกมฺปี สาธูติ นํ วเทยฺยํ น นํ วิเหเสยฺยํ ปสฺสมฺปิสฺส ปฏิกเรยฺยํ มชฺฌิโม เจปิ มํ วเทยฺย ... นโว เจปิ มํ วเทยฺย หิตานุกมฺปี มํ วเทยฺย โน อหิตานุกมฺปี สาธูติ นํ วเทยฺยํ น นํ วิเหเสยฺยํ ปสฺสมฺปิสฺส ปฏิกเรยฺยํ เอวํ โข ภิกฺขเว สนฺตสนฺนิวาโส โหติ เอวญฺจ สนฺโต สนฺนิวสนฺตีติ ฯ
๓๐๘๖๒ ยสฺมึ ภิกฺขเว อธิกรเณ อุภโตวจีสํสาโร ทิฏฺฐิปลาโส เจตโส อาฆาโต อปฺปจฺจโย อนภิรทฺธิ อชฺฌตฺตํ อวูปสนฺตํ โหติ ตเสฺมตํ ภิกฺขเว อธิกรเณ ปาฏิกงฺขํ ทีฆตฺตาย ขรตฺตาย วาฬตฺตาย สํวตฺติสฺสติ ภิกฺขู จ น ผาสุํ วิหริสฺสนฺติ ฯ ยสฺมึ จ โข ภิกฺขเว อธิกรเณ อุภโตวจีสํสาโร ทิฏฺฐิปลาโส เจตโส อาฆาโต อปฺปจฺจโย อนภิรทฺธิ อชฺฌตฺตํ สุวูปสนฺตํ โหติ ตเสฺมตํ ภิกฺขเว อธิกรเณ ปาฏิกงฺขํ น ทีฆตฺตาย ขรตฺตาย วาฬตฺตาย สํวตฺติสฺสติ ภิกฺขู จ ผาสุํ วิหริสฺสนฺตีติ ฯ ปุคฺคลวคฺโค ปฐโม ฯ
ฉบับมหาจุฬาฯ
ชั้นตัวบทพุทธพจน์หน่วยที่ตำแหน่งเดียวกันของเล่มนี้ · เลขข้อเป็นของฉบับนี้เอง · ชื่อเรื่องตรงกันทั้งสองฉบับ
เปิดหน้าของฉบับนี้ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
พระสุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย ทุกนิบาต [๓. ตติยปัณณาสก์] ๒. ทุติยปัณณาสก์ ๑. ปุคคลวรรค ๒. ทุติยปัณณาสก์ ๑. ปุคคลวรรค หมวดว่าด้วยบุคคล
พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ภิกษุทั้งหลาย บุคคล ๒ จำพวกนี้ เมื่อเกิดขึ้นในโลก ย่อมเกิดขึ้นเพื่อเกื้อกูลแก่คนหมู่มาก เพื่อสุขแก่คนหมู่มากเพื่อประโยชน์แก่คนหมู่มาก เพื่อเกื้อกูล เพื่อสุขแก่เทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย บุคคล ๒ จำพวกไหนบ้าง คือ ๑. พระตถาคตอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า ๒. พระเจ้าจักรพรรดิ บุคคล ๒ จำพวกนี้แล เมื่อเกิดขึ้นในโลก ย่อมเกิดขึ้นเพื่อเกื้อกูลแก่คนหมู่มากเพื่อสุขแก่คนหมู่มาก เพื่อประโยชน์แก่คนหมู่มาก เพื่อเกื้อกูล เพื่อสุขแก่เทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย (๑)
บุคคล ๒ จำพวกนี้ เมื่อเกิดขึ้นในโลก ย่อมเกิดขึ้นเป็นอัจฉริยมนุษย์ บุคคล ๒ จำพวกไหนบ้าง คือ ๑. พระตถาคตอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า ๒. พระเจ้าจักรพรรดิ บุคคล ๒ จำพวกนี้แล เมื่อเกิดขึ้นในโลก ย่อมเกิดขึ้นเป็นอัจฉริยมนุษย์ (๒)
การตายของบุคคล ๒ จำพวกนี้เป็นเหตุให้คนจำนวนมากพลอย เดือดร้อนไปด้วย @เชิงอรรถ : @ เกื้อกูลแก่คนหมู่มาก หมายถึงเพราะพระเจ้าจักรพรรดิบังเกิดขึ้น จึงเป็นเหตุให้เทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย@ได้สมบัติ ๒ อย่าง คือ (๑) มนุษยสมบัติ สมบัติในมนุษย์ (๒) เทวสมบัติ สมบัติในสวรรค์ และเพราะ@พระพุทธเจ้าบังเกิดขึ้น จึงเป็นเหตุให้เทวดาและมนุษย์ทั้งหลายได้สมบัติ ๓ อย่าง คือ (๑) มนุษยสมบัติ@สมบัติในมนุษย์ (๒) เทวสมบัติ สมบัติในสวรรค์ (๓) นิพพานสมบัติ สมบัติคือพระนิพพาน@(องฺ.ทุก.อ. ๒/๕๓/๕๘, องฺ.ทุก.ฏีกา ๒/๕๓/๕๗) @ เป็นอัจฉริยมนุษย์ ในที่นี้หมายถึงเป็นบุคคลที่หาได้ยากไม่ปรากฏทั่วไป (องฺ.ทุก.อ. ๒/๕๔/๕๘)
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๐ หน้า : ๙๗}
พระสุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย ทุกนิบาต [๓. ตติยปัณณาสก์] ๑. ปุคคลวรรค การตายของบุคคล ๒ จำพวกไหนบ้าง คือ ๑. พระตถาคตอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า ๒. พระเจ้าจักรพรรดิ การตายของบุคคล ๒ จำพวกนี้แลเป็นเหตุให้คนจำนวนมากพลอยเดือดร้อน ไปด้วย (๓)
ถูปารหบุคคล ๒ จำพวกนี้ ถูปารหบุคคล ๒ จำพวกไหนบ้าง คือ ๑. พระตถาคตอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า ๒. พระเจ้าจักรพรรดิ ถูปารหบุคคล ๒ จำพวกนี้แล (๔)
พระพุทธเจ้า ๒ จำพวกนี้ พระพุทธเจ้า ๒ จำพวกไหนบ้าง คือ ๑. พระตถาคตอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า ๒. พระปัจเจกพุทธเจ้า พระพุทธเจ้า ๒ จำพวกนี้แล (๕)
สัตว์วิเศษ ๒ จำพวกนี้ เมื่อฟ้าผ่าย่อมไม่สะดุ้ง สัตว์วิเศษ ๒ จำพวกไหนบ้าง คือ ๑. ภิกษุขีณาสพ ๒. ช้างอาชาไนย สัตว์วิเศษ ๒ จำพวกนี้แล เมื่อฟ้าผ่าย่อมไม่สะดุ้ง (๖)
สัตว์วิเศษ ๒ จำพวกนี้ เมื่อฟ้าผ่าย่อมไม่สะดุ้ง สัตว์วิเศษ ๒ จำพวกไหนบ้าง คือ ๑. ภิกษุขีณาสพ ๒. ม้าอาชาไนย สัตว์วิเศษ ๒ จำพวกนี้แล เมื่อฟ้าผ่าย่อมไม่สะดุ้ง (๗)
สัตว์วิเศษ ๒ จำพวกนี้ เมื่อฟ้าผ่าย่อมไม่สะดุ้ง สัตว์วิเศษ ๒ จำพวกไหนบ้าง คือ @เชิงอรรถ : @ ถูปารหบุคคล หมายถึงบุคคลผู้ควรแก่การสร้างสถูปบรรจุพระธาตุไว้ (องฺ.ทุก.ฏีกา ๒/๕๖/๕๗)
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๐ หน้า : ๙๘}
พระสุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย ทุกนิบาต [๓. ตติยปัณณาสก์] ๑. ปุคคลวรรค ๑. ภิกษุขีณาสพ ๒. พญาราชสีห์ สัตว์วิเศษ ๒ จำพวกนี้แล เมื่อฟ้าผ่าย่อมไม่สะดุ้ง (๘) เหตุที่กินนรไม่พูดภาษาคน
กินนร เห็นอำนาจประโยชน์ ๒ ประการนี้จึงไม่พูดภาษาคน อำนาจประโยชน์ ๒ ประการ อะไรบ้าง คือ ๑. ไม่พูดเท็จ ๒. ไม่กล่าวตู่ผู้อื่นด้วยเรื่องไม่จริง กินนรเห็นอำนาจประโยชน์ ๒ ประการนี้แลจึงไม่พูดภาษาคน (๙)สิ่งที่มาตุคามไม่อิ่ม
มาตุคาม(สตรี)ไม่อิ่ม ไม่ระอาต่อธรรม ๒ ประการจนกระทั่งตาย ธรรม ๒ ประการ อะไรบ้าง คือ ๑. การเสพเมถุนธรรม ๒. การคลอดบุตร มาตุคามไม่อิ่ม ไม่ระอาต่อธรรม ๒ ประการนี้แลจนกระทั่งตาย (๑๐)การอยู่ร่วมกัน ๒ แบบ
ภิกษุทั้งหลาย เราจักแสดงการอยู่ร่วมกันของอสัตบุรุษและการอยู่ร่วม กันของสัตบุรุษแก่เธอทั้งหลาย เธอทั้งหลายจงฟัง จงใส่ใจให้ดี เราจักกล่าว ภิกษุเหล่านั้นทูลรับสนองพระดำรัสแล้ว พระผู้มีพระภาคจึงได้ตรัสเรื่องนี้ว่า การอยู่ร่วมกันของอสัตบุรุษและอสัตบุรุษอยู่ร่วมกัน เป็นอย่างไร @เชิงอรรถ : @ กินนร แปลว่า “คนอะไร” หมายถึงเป็นอมนุษย์ในนิยาย มี ๒ ชนิด คือชนิดหนึ่งเป็นครึ่งคนครึ่งนก@ท่อนบนเป็นคน ท่อนล่างเป็นนก อีกชนิดหนึ่งมีรูปร่างเหมือนคน เมื่อจะไปไหนมาไหน ก็ใส่ปีกใส่หาง@บินไป (องฺ.ทุก.อ. ๒/๖๑/๕๘, พจนานุกรม ฉบับราชบัณฑิตยสถาน ๒๕๒๕ หน้า ๙๙-๑๐๐)@ การเสพเมถุนธรรม หมายถึงการร่วมประเวณี การร่วมสังวาส กล่าวคือ การเสพอสัทธรรมอันเป็น@ประเวณีของชาวบ้าน มีน้ำเป็นที่สุด เป็นกิจที่จะต้องทำในที่ลับ เป็นการกระทำของคนที่เป็นคู่ๆ@(วิ.มหา. ๑/๕๕/๔๒)
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๐ หน้า : ๙๙}
พระสุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย ทุกนิบาต [๓. ตติยปัณณาสก์] ๑. ปุคคลวรรค คือ ภิกษุผู้เป็นเถระในธรรมวินัยนี้มีความคิดอย่างนี้ว่า “ถึงพระเถระ ก็ไม่ควรว่ากล่าวเรา ถึงพระมัชฌิมะ ก็ไม่ควรว่ากล่าวเรา ถึงพระนวกะ ก็ไม่ควรว่ากล่าวเราตัวเราก็ไม่ควรว่ากล่าวพระเถระ พระมัชฌิมะ และพระนวกะ ถึงหากพระเถระจะว่ากล่าวเรา ก็ปรารถนาสิ่งที่ไม่เกื้อกูลว่ากล่าวเรา ไม่ใช่ปรารถนาสิ่งที่เกื้อกูลว่ากล่าวเราเราจะพูดกับเขาว่า ‘ไม่ทำละ’ ถึงเราก็จะเบียดเบียนเขา แม้เห็นอยู่ก็จะไม่ทำตามคำแนะนำของเขา หากพระมัชฌิมะจะว่ากล่าวเรา ฯลฯ หากพระนวกะจะว่ากล่าวเราก็ปรารถนาสิ่งที่ไม่เกื้อกูลว่ากล่าวเรา ไม่ใช่ปรารถนาสิ่งที่เกื้อกูลว่ากล่าวเรา เราจะพูดกับเขาว่า ‘ไม่ทำละ’ ถึงเราก็จะเบียดเบียนเขา แม้เห็นอยู่ก็จะไม่ทำตามคำแนะนำของเขา” แม้พระมัชฌิมะก็มีความคิดอย่างนี้ว่า ฯลฯ แม้พระนวกะก็มีความคิดอย่างนี้ว่า“ถึงพระเถระก็ไม่ควรว่ากล่าวเรา ถึงพระมัชฌิมะก็ไม่ควรว่ากล่าวเรา ถึงพระนวกะก็ไม่ควรว่ากล่าวเรา ตัวเราก็ไม่ควรว่ากล่าวพระเถระ พระมัชฌิมะ และพระนวกะถึงหากพระเถระจะว่ากล่าวเรา ก็ปรารถนาสิ่งที่ไม่เกื้อกูลว่ากล่าวเรา ไม่ใช่ปรารถนาสิ่งที่เกื้อกูลว่ากล่าวเรา เราจะพูดกับท่านว่า ‘ไม่ทำละ’ ถึงเราก็จะเบียดเบียนท่านแม้เห็นอยู่ก็จะไม่ทำตามคำสอนของท่าน หากพระมัชฌิมะจะว่ากล่าวเรา ฯลฯ หากพระนวกะจะว่ากล่าวเรา ก็ปรารถนาสิ่งที่ไม่เกื้อกูลว่ากล่าวเรา ไม่ใช่ปรารถนาสิ่งที่เกื้อกูลว่ากล่าวเรา เราจะพูดกับท่านว่า ‘ไม่ทำละ’ ถึงเราก็จะเบียดเบียนท่าน แม้เห็นอยู่ก็จะไม่ทำตามคำสอนของท่าน” การอยู่ร่วมกันของอสัตบุรุษและอสัตบุรุษอยู่ร่วมกันเป็นอย่างนี้แล การอยู่ร่วมกันของสัตบุรุษและสัตบุรุษอยู่ร่วมกัน เป็นอย่างไร @เชิงอรรถ : @ พระเถระ หมายถึงพระผู้มีระดับอายุ คุณธรรม ความรู้ ที่นับว่าเป็นพระผู้ใหญ่ คือมีพรรษาตั้งแต่ ๑๐@ขึ้นไป และรู้ปาติโมกข์ เป็นต้น @ พระมัชฌิมะ หมายถึงพระระดับกลางมีระดับอายุ คุณธรรม ความรู้ ที่นับว่าพระปูนกลาง คือมีพรรษา@ตั้งแต่ครบ ๕ แต่ยังไม่ถึง ๑๐ @ พระนวกะ ในที่นี้หมายถึงพระใหม่ มีระดับอายุ คุณธรรม ความรู้ที่นับว่ายังใหม่ มีพรรษาต่ำกว่า ๕@ที่ยังต้องถือนิสสัย
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๐ หน้า : ๑๐๐}
พระสุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย ทุกนิบาต [๓. ตติยปัณณาสก์] ๑. ปุคคลวรรค คือ ภิกษุผู้เป็นเถระในธรรมวินัยนี้มีความคิดอย่างนี้ว่า “ถึงพระเถระก็ควรว่ากล่าวเรา ถึงพระมัชฌิมะก็ควรว่ากล่าวเรา ถึงพระนวกะก็ควรว่ากล่าวเรา ตัวเราก็ควรว่ากล่าวทั้งพระเถระ พระมัชฌิมะ และพระนวกะ ถึงหากพระเถระจะว่ากล่าวเราก็ปรารถนาสิ่งที่เกื้อกูลว่ากล่าวเรา ไม่ใช่ปรารถนาสิ่งที่ไม่เกื้อกูลว่ากล่าวเรา เราจะพูดกับท่านว่า ‘ดีละ’ เราจะไม่เบียดเบียนท่าน แม้เห็นอยู่ก็จะทำตามคำแนะนำของท่าน หากพระมัชฌิมะจะว่ากล่าวเรา ฯลฯ หากพระนวกะจะว่ากล่าวเรา ก็ปรารถนาสิ่งที่เกื้อกูลว่ากล่าวเรา ไม่ใช่ปรารถนาสิ่งที่ไม่เกื้อกูลว่ากล่าวเรา เราจะพูดกับท่านว่า‘ดีละ’ เราจะไม่เบียดเบียนท่าน แม้เห็นอยู่ก็จะทำตามคำแนะนำของท่าน” แม้พระมัชฌิมะก็มีความคิดอย่างนี้ว่า ฯลฯ แม้พระนวกะก็มีความคิดอย่างนี้ว่า“ถึงพระเถระก็ควรว่ากล่าวเรา ถึงพระมัชฌิมะก็ควรว่ากล่าวเรา ถึงพระนวกะก็ควรว่ากล่าวเรา ตัวเราก็ควรว่ากล่าวทั้งพระเถระ พระมัชฌิมะ และพระนวกะ ถึงหากพระเถระจะว่ากล่าวเรา ก็ปรารถนาสิ่งที่เกื้อกูลว่ากล่าวเรา ไม่ใช่ปรารถนาสิ่งที่ไม่เกื้อกูลว่ากล่าวเรา เราจะพูดกับท่านว่า ‘ดีละ’ เราจะไม่เบียดเบียนท่าน แม้เห็นอยู่ก็จะทำตามคำสอนของท่าน หากพระมัชฌิมะจะว่ากล่าวเรา ฯลฯ หากพระนวกะจะว่ากล่าวเรา ก็ปรารถนาสิ่งที่เกื้อกูลว่ากล่าวเรา ไม่ใช่ปรารถนาสิ่งที่ไม่เกื้อกูลว่ากล่าวเรา เราจะพูดกับท่านว่า ‘ดีละ’ เราจะไม่เบียดเบียนท่าน แม้เห็นอยู่ก็จะทำตามคำสอนของท่าน” การอยู่ร่วมกันของสัตบุรุษและสัตบุรุษอยู่ร่วมกันเป็นอย่างนี้แล (๑๑) เหตุให้อธิกรณ์ยืดเยื้อและไม่ยืดเยื้อ
ในอธิกรณ์ใด การโต้ตอบกันด้วยวาจา ความแข่งดีเพราะทิฏฐิ ความมี ใจอาฆาต ความไม่พอใจ ความขึ้งเคียด ยังไม่สงบระงับภายใน ในอธิกรณ์นั้นจะมีผลตามมาดังนี้ คือ อธิกรณ์นั้นจักเป็นไปเพื่อความยืดเยื้อ เพื่อความรุนแรง เพื่อความร้ายแรง และภิกษุทั้งหลายจักอยู่ไม่ผาสุก @เชิงอรรถ : @ ดูเชิงอรรถที่ ๓,๔,๕ ทุกนิบาต ข้อ ๑๕ หน้า ๖๗ ในเล่มนี้
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๐ หน้า : ๑๐๑}
พระสุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย ทุกนิบาต [๓. ตติยปัณณาสก์] ๒. สุขวรรค ภิกษุทั้งหลาย ส่วนในอธิกรณ์ใด การโต้ตอบด้วยวาจา ความแข่งดีเพราะทิฏฐิความมีใจอาฆาต ความไม่พอใจ ความขึ้งเคียด สงบระงับไปด้วยดีภายในในอธิกรณ์นั้นจะมีผลตามมา ดังนี้ คือ อธิกรณ์นั้นจักไม่เป็นไปเพื่อความยืดเยื้อเพื่อความรุนแรง เพื่อความร้ายแรง และภิกษุทั้งหลายจักอยู่ผาสุก (๑๒)ปุคคลวรรคที่ ๑ จบ
ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
ทุติยปัณณาสก์ ปุคคลวรรคที่ ๑ อรรถกถาสูตรที่ ๑
ทุติยปัณณาสก์ สูตรที่ ๑ มีวินิจฉัยดังต่อไปนี้.
เพราะถือเอาพร้อมกับพระเจ้าจักรพรรดิ จึงมิได้ตรัสบทว่า โลกานุกมฺปาย ไว้ด้วย. และในสูตรนี้ เพราะความเกิดขึ้นแห่งพระเจ้าจักรพรรดิ สัตว์โลกย่อมได้สมบัติ ๒ (คือมนุษย์สมบัติ ละสวรรค์สมบัติ) ส่วนความเกิดขึ้นแห่งพระพุทธเจ้าทั้งหลาย ย่อมได้สมบัติทั้ง ๓ (คือได้เพิ่มนิพพานสมบัติด้วย). จบอรรถกถาสูตรที่ ๑
อรรถกถาสูตรที่ ๒
ในสูตรที่ ๒ มีวินิจฉัยดังต่อไปนี้.
บทว่า อจฺฉริยมนุสฺสา ความว่า เหล่ามนุษย์ผู้สร้างสมบารมี ชื่อว่ามนุษย์อัศจรรย์. จบอรรถกถาสูตรที่ ๒
อรรถกถาสูตรที่ ๓
ในสูตรที่ ๓ มีวินิจฉัยดังต่อไปนี้.
บทว่า พหุโน ชนสฺส อนุตปฺปา โหติ ความว่า ย่อมกระทำความร้อนใจแก่มหาชน.
บรรดาบุคคล ๒ จำพวกนั้น กาลกิริยาของพระเจ้าจักรพรรดิ ย่อมกระทำความร้อนใจแก่เทวดาและมนุษย์ในจักรวาลเดียว. กาลกิริยาของพระตถาคต ย่อมกระทำความร้อนใจแก่เทวดาและมนุษย์ในหมื่นจักรวาล. จบอรรถกถาสูตรที่ ๓
อรรถกถาสูตรที่ ๔
ในสูตรที่ ๔ มีวินิจฉัยดังต่อไปนี้.
บทว่า ถูปารหา แปลว่า ผู้สมควรคือคู่ควรเหมาะสมแก่สถูป. เพราะผู้ปรนนิบัติพระเจดีย์ของพระเจ้าจักรพรรดิ ย่อมได้สมบัติ ๒. ผู้ปรนนิบัติพระเจดีย์ของพระพุทธเจ้าทั้งหลาย ย่อมได้สมบัติแม้ทั้ง ๓. จบอรรถกถาสูตรที่ ๔
อรรถกถาสูตรที่ ๕
ในสูตรที่ ๕ มีวินิจฉัยดังต่อไปนี้.
บทว่า พุทฺธา ได้แก่ ท่านผู้ตรัสรู้อริยสัจ ๔ ด้วยอานุภาพของตน (ตรัสรู้เอง). จบอรรถกถาสูตรที่ ๕
อรรถกถาสูตรที่ ๖
ในสูตรที่ ๖ มีวินิจฉัยดังต่อไปนี้.
บทว่า ผลนฺติยา แปลว่า เมื่อฟ้าทำเสียง [ผ่า].
บทว่า น สนฺตสนฺติ ความว่า ย่อมไม่กลัวเพราะละสักกายทิฏฐิได้แล้ว.
บรรดาคนและสัตว์ทั้งสองนั้น พระขีณาสพไม่กลัว เพราะละสักกายทิฏฐิของตนได้แล้ว. ช้างอาชาไนยไม่กลัว เพราะมีสักกายทิฏฐิจัด. จบอรรถกถาสูตรที่ ๖
อรรถกถาสูตรที่ ๗-๘
แม้ในสูตรที่ ๗ ข้อ ๓๐๓ และสูตรที่ ๘ ข้อ ๓๐๔ ก็นัยนี้แหละ. จบอรรถกถาสูตรที่ ๗-๘
อรรถกถาสูตรที่ ๙
ในสูตรที่ ๙ มีวินิจฉัยดังต่อไปนี้.
บทว่า กึปุริสา ได้แก่ กินนร.
บทว่า มานุสึ วาจํ น ภาสนฺติ ความว่า ไม่พูดภาษามนุษย์.
เล่ากันมาว่า ราษฎรนำกินนรตัวหนึ่งมาแสดงแก่พระเจ้าธรรมาโศก. พระองค์มีรับสั่งว่า พวกท่านจงให้มันพูด. กินนรไม่ปรารถนาจะพูด. บุรุษคนหนึ่งคิดว่า เราจักให้กินนรนี้พูด จึงพากินนรลงไปยังปราสาทชั้นล่าง ตอกหลัก ๒ หลัก แล้วยกหม้อข้าวขึ้นตั้ง. หม้อข้าวตกลงข้างโน้นบ้างข้างนี้บ้าง. กินนรเห็นดังนั้น ก็กล่าวคำเพียงเท่านี้ว่า ตอกหลักเพิ่มอีกหลักหนึ่ง จะไม่เหมาะหรือ.
เวลาต่อมา เขานำกินนรมาแสดงอีก ๒ ตัว พระราชามีรับสั่งว่า พวกเจ้าจงให้มันพูด. กินนรทั้งสองนั้นก็ไม่ปรารถนาจะพูด. บุรุษคนหนึ่งคิดว่า เราจักให้กินนรทั้งสองนี้พูด จึงได้พากินนรเหล่านั้นไปตลาด. ที่ตลาดนั้นกินนรตัวหนึ่งได้เห็นมะม่วงสุกและปลา. กินนรอีกตัวหนึ่งได้เห็นผลมะขวิดและผลไม้มีรสเปรี้ยว.
บรรดากินนร ๒ ตัวนั้น กินนรตัวหนึ่งพูดว่า เพื่อนยาก พวกมนุษย์เคี้ยวกิน (ผลไม้มีมะม่วงเป็นต้น) พวกเขาจะไม่เป็นโรคกลากได้อย่างไรเล่า. กินนรอีกตัวหนึ่งพูดว่า คนเหล่านี้อาศัยปลาและผลไม้นั้น จะไม่เป็นโรคเรื้อนได้อย่างไรเล่า. กินนรทั้งหลายแม้ไม่อาจพูดภาษามนุษย์ แต่เมื่อเห็นอำนาจประโยชน์ ๒ อย่างดังกล่าวมานี้ ก็พูดแล. จบอรรถกถาสูตรที่ ๙
อรรถกถาสูตรที่ ๑๐
ในสูตรที่ ๑๐ มีวินิจฉัยดังต่อไปนี้.
บทว่า อปฺปฏิวาโน ได้แก่ ไม่เบื่อ ไม่ท้อแท้. จบอรรถกถาสูตรที่ ๑๐
อรรถกถาสูตรที่ ๑๑
ในสูตรที่ ๑๑ มีวินิจฉัยดังต่อไปนี้
บทว่า อสนฺตสนฺนิวาสํ ได้แก่ การอยู่ร่วมกันของเหล่าสัตบุรุษ.
บทว่า น วเทยฺย ความว่า ไม่พึงว่ากล่าว. อธิบายว่า จงอย่าว่ากล่าวด้วยโอวาทก็ตาม ด้วยอนุสาสนีก็ตาม.
บทว่า เถรํปาหํ น วเทยฺยํ ความว่า แม้เราก็ไม่พึงว่ากล่าวภิกษุผู้เถระ โดยโอวาทและอนุสาสนี.
บทว่า อหิตานุกมฺปี ได้แก่ มุ่งหวังแต่สิ่งที่ไม่เป็นประโยชน์.
บทว่า โน หิตานุกมฺปี ได้แก่ ไม่มุ่งหวังประโยชน์เกื้อกูล.
บทว่า โนติ นํ วเทยฺยํ ความว่า พึงกล่าวว่า ข้าพเจ้าจักไม่เชื่อคำของท่าน.
บทว่า วิเหเสยฺยํ ความว่า พึงเบียดเบียนเพราะเหตุแห่งถ้อยคำ.
บทว่า ปสฺสมปิสฺส น ปฏิกเรยฺยํ ความว่า แม้เราเห็นอยู่ก็ตาม รู้อยู่ก็ตาม จะไม่เชื่อคำของผู้นั้น.
พึงทราบเนื้อความในบททั้งปวงโดยอุบายนี้.
ส่วนในฝ่ายขาว บทว่า สาธูติ นํ วเทยฺยํ ความว่า เมื่อเราชื่นชมคำของเขา จะพึงกล่าวว่า ดีละ เจริญแท้ ท่านกล่าวดีแล้ว. จบอรรถกถาสูตรที่ ๑๑
อรรถกถาสูตรที่ ๑๒
ในสูตรที่ ๑๒ มีวินิจฉัยดังต่อไปนี้.
บทว่า อุภโต วจีสํสาโร ความว่า วาจาที่สาดใส่กันและกัน ออกมาเป็นด่าและด่าตอบกันทั้งสองฝ่าย ชื่อว่าการต่อปากต่อคำ.
บทว่า ทิฏฺฐิปลาโส ความว่า การตีเสมอมีลักษณะเทียบคู่ ซึ่งเกิดขึ้นเพราะอาศัยทิฏฐิ ชื่อว่าการตีเสมอด้วยอำนาจทิฏฐิ.
บทว่า เจตโส อาฆาโต ได้แก่ ความโกรธ.
จริงอยู่ ความโกรธนั้นเกิดขึ้นทำจิตให้อาฆาต.
บทว่า อปฺปจฺจโย ได้แก่ อาการที่ไม่ยินดี อธิบายว่า โทมนัส.
บทว่า อนภิรทฺธิ ได้แก่ ความโกรธนั้นเอง. ก็ความโกรธนั้นท่าน เรียกว่า อนภิรทฺธิ เพราะไม่ยินดีอย่างยิ่ง.
บทว่า อชฺฌตฺตํ อวูปสนฺตํ โหติ ความว่า เรื่องนั้นทั้งหมดไม่สงบเสียได้ ในจิตของตนซึ่งเป็นภายในของตนและในบริษัทของตน คือสัทธิวิหาริกและอันเตวาสิก.
บทว่า ตเสฺมตํ ตัดบทเป็น ตสฺมึ เอตํ แปลว่า ข้อที่จะพึงหวังได้ในอธิกรณ์เรื่องนั้น.
บทที่เหลือ พึงทราบตามนัยที่กล่าวแล้วนั้นแล. จบอรรถกถาสูตรที่ ๑๒ จบปุคคลวรรคที่ ๑ -----------------------------------------------------