ติกรรณสูตร เล่ม ๒๐
พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง · ผู้ดำเนินการอ่านข้อเท็จจริงสาธารณะแล้วสรุปเอง
๔๙๘๕๙ อถโข ติกณฺโณ พฺราหฺมโณ เยน ภควา เตนุปสงฺกมิ อุปสงฺกมิตฺวา ภควตา สทฺธึ สมฺโมทิ สมฺโมทนียํ กถํ สาราณียํ วีติสาเรตฺวา เอกมนฺตํ นิสีทิ เอกมนฺตํ นิสินฺโน โข ติกณฺโณ พฺราหฺมโณ ภควโต สมฺมุขา เตวิชฺชานํ สุทํ พฺราหฺมณานํ วณฺณํ ภาสติ เอวมฺปิ เตวิชฺชา พฺราหฺมณา อิติปิ เตวิชฺชา พฺราหฺมณาติ ฯ ยถากถํ ปน พฺราหฺมณ พฺราหฺมณา พฺราหฺมณํ เตวิชฺชํ ปญฺญาเปนฺตีติ ฯ อิธ โภ โคตม พฺราหฺมโณ อุภโต สุชาโต โหติ มาติโต จ ปิติโต จ สํสุทฺธคหณิโก ยาว สตฺตมา ปิตามหยุคา อกฺขิตฺโต อนุปกฺกุฏฺโฐ ชาติวาเทน อชฺฌายโก มนฺตธโร ติณฺณํ เวทานํ ปารคู สนิฆณฺฑุเกฏุภานํ สากฺขรปฺปเภทานํ อิติหาสปญฺจมานํ ปทโก เวยฺยากรโณ โลกายตมหาปุริสลกฺขเณสุ อนวโยติ เอวํ โข โภ โคตม พฺราหฺมณา พฺราหฺมณํ เตวิชฺชํ ปญฺญาเปนฺตีติ ฯ อญฺญถา โข พฺราหฺมณ พฺราหฺมณา พฺราหฺมณํ เตวิชฺชํ ปญฺญาเปนฺติ อญฺญถา จ ปน อริยสฺส วินเย เตวิชฺโช โหตีติ ฯ ยถากถํ ปน โภ โคตม อริยสฺส วินเย เตวิชฺโช โหติ สาธุ เม ภวํ โคตโม ตถา ธมฺมํ เทเสตุ ยถา อริยสฺส วินเย เตวิชฺโช โหตีติ ฯ เตนหิ พฺราหฺมณ สุณาหิ สาธุกํ มนสิกโรหิ ภาสิสฺสามีติ ฯ เอวํ โภติ โข ติกณฺโณ พฺราหฺมโณ ภควโต ปจฺจสฺโสสิ ฯ {๔๙๘.๑} ภควา เอตทโวจ อิธ พฺราหฺมณ ภิกฺขุ วิวิจฺเจว กาเมหิ วิวิจฺจ อกุสเลหิ ธมฺเมหิ สวิตกฺกํ สวิจารํ วิเวกชํ ปีติสุขํ ปฐมํ ฌานํ อุปสมฺปชฺช วิหรติ วิตกฺกวิจารานํ วูปสมา อชฺฌตฺตํ สมฺปสาทนํ เจตโส เอโกทิภาวํ อวิตกฺกํ อวิจารํ สมาธิชํ ปีติสุขํ ทุติยํ ฌานํ อุปสมฺปชฺช วิหรติ ปีติยา จ วิราคา อุเปกฺขโก จ วิหรติ สโต จ สมฺปชาโน สุขญฺจ กาเยน ปฏิสํเวเทติ ยนฺตํ อริยา อาจิกฺขนฺติ อุเปกฺขโก สติมา สุขวิหารีติ ตติยํ ฌานํ อุปสมฺปชฺช วิหรติ สุขสฺส จ ปหานา ทุกฺขสฺส จ ปหานา ปุพฺเพว โสมนสฺสโทมนสฺสานํ อตฺถงฺคมา อทุกฺขมสุขํ อุเปกฺขาสติปาริสุทฺธึ จตุตฺถํ ฌานํ อุปสมฺปชฺช วิหรติ {๔๙๘.๒} โส เอวํ สมาหิเต จิตฺเต ปริสุทฺเธ ปริโยทาเต อนงฺคเณ วิคตูปกฺกิเลเส มุทุภูเต กมฺมนิเย ฐิเต อาเนญฺชปฺปตฺเต ปุพฺเพนิวาสานุสฺสติญาณาย จิตฺตํ อภินินฺนาเมติ โส อเนกวิหิตํ ปุพฺเพนิวาสํ อนุสฺสรติ เสยฺยถีทํ เอกมฺปิ ชาตึ เทฺวปิ ชาติโย ติสฺโสปิ ชาติโย จตสฺโสปิ ชาติโย ปญฺจปิ ชาติโย ทสปิ ชาติโย วีสมฺปิ ชาติโย ตึสมฺปิ ชาติโย จตฺตาฬีสมฺปิ ชาติโย ปญฺญาสมฺปิ ชาติโย ชาติสตมฺปิ ชาติสหสฺสมฺปิ ชาติสตสหสฺสมฺปิ อเนเกปิ สํวฏฺฏกปฺเป อเนเกปิ วิวฏฺฏกปฺเป อเนเกปิ สํวฏฺฏวิวฏฺฏกปฺเป อมุตฺราสึ เอวํนาโม เอวํโคตฺโต เอวํวณฺโณ เอวมาหาโร เอวํสุขทุกฺขปฏิสํเวที เอวมายุปริยนฺโต โส ตโต จุโต อมุตฺร อุทปาทึ ตตฺราปาสึ เอวํนาโม เอวํโคตฺโต เอวํโคตฺโต เอวํวณฺโณ เอวมาหาโร เอวํสุขทุกฺขปฏิสํเวที เอวมายุปริยนฺโต โส ตโต จุโต อิธูปปนฺโนติ อิติ สาการํ สอุทฺเทสํ อเนกวิหิตํ ปุพฺเพนิวาสํ อนุสฺสรติ อยมสฺส ปฐมา วิชฺชา อธิคตา โหติ อวิชฺชา วิหตา วิชฺชา อุปฺปนฺนา ตโม วิหโต อาโลโก อุปฺปนฺโน ยถาตํ อปฺปมตฺตสฺส อาตาปิโน ปหิตตฺตสฺส วิหรโต ฯ {๔๙๘.๓} โส เอวํ สมาหิเต จิตฺเต ปริสุทฺเธ ปริโยทาเต อนงฺคเณ วิคตูปกฺกิเลเส มุทุภูเต กมฺมนิเย ฐิเต อาเนญฺชปฺปตฺเต สตฺตานํ จุตูปปาตญาณาย จิตฺตํ อภินินฺนาเมติ โส ทิพฺเพน จกฺขุนา วิสุทฺเธน อติกฺกนฺตมานุสเกน สตฺเต ปสฺสติ จวมาเน อุปปชฺชมาเน หีเน ปณีเต สุวณฺเณ ทุพฺพณฺเณ สุคเต ทุคฺคเต ยถากมฺมูปเค สตฺเต ปชานาติ อิเม วต โภนฺโต สตฺตา กายทุจฺจริเตน สมนฺนาคตา วจีทุจฺจริเตน สมนฺนาคตา มโนทุจฺจริเตน สมนฺนาคตา อริยานํ อุปวาทกา มิจฺฉาทิฏฺฐิกา มิจฺฉาทิฏฺฐิกมฺมสมาทานา เต กายสฺส เภทา ปรมฺมรณา อปายํ ทุคฺคตึ วินิปาตํ นิรยํ อุปปนฺนา อิเม วา ปน โภนฺโต สตฺตา กายสุจริเตน สมนฺนาคตา วจีสุจริเตน สมนฺนาคตา มโนสุจริเตน สมนฺนาคตา อริยานํ อนุปวาทกา สมฺมาทิฏฺฐิกา สมฺมาทิฏฺฐิกมฺมสมาทานา เต กายสฺส เภทา ปรมฺมรณา สุคตึ สคฺคํ โลกํ อุปปนฺนาติ อิติ ทิพฺเพน จกฺขุนา วิสุทฺเธน อติกฺกนฺตมานุสเกน สตฺเต ปสฺสติ จวมาเน อุปปชฺชมาเน หีเน ปณีเต สุวณฺเณ ทุพฺพณฺเณ สุคเต ทุคฺคเต ยถากมฺมูปเค สตฺเต ปชานาติ อยมสฺส ทุติยา วิชฺชา อธิคตา โหติ อวิชฺชา วิหตา วิชฺชา อุปฺปนฺนา ตโม วิหโต อาโลโก อุปฺปนฺโน ยถาตํ อปฺปมตฺตสฺส อาตาปิโน ปหิตตฺตสฺส วิหรโต ฯ {๔๙๘.๔} โส เอวํ สมาหิเต จิตฺเต ปริสุทฺเธ ปริโยทาเต อนงฺคเณ วิคตูปกฺกิเลเส มุทุภูเต กมฺมนิเย ฐิเต อาเนญฺชปฺปตฺเต อาสวานํ ขยญาณาย จิตฺตํ อภินินฺนาเมติ โส อิทํ ทุกฺขนฺติ ยถาภูตํ ปชานาติ อยํ ทุกฺขสมุทโยติ ยถาภูตํ ปชานาติ อยํ ทุกฺขนิโรโธติ ยถาภูตํ ปชานาติ อยํ ทุกฺขนิโรธคามินี ปฏิปทาติ ยถาภูตํ ปชานาติ อิเม อาสวาติ ยถาภูตํ ปชานาติ อยํ อาสวสมุทโยติ ยถาภูตํ ปชานาติ อยํ อาสวนิโรโธติ ยถาภูตํ ปชานาติ อยํ อาสวนิโรธคามินี ปฏิปทาติ ยถาภูตํ ปชานาติ ฯ {๔๙๘.๕} ตสฺส เอวํ ชานโต เอวํ ปสฺสโต กามาสวาปิ จิตฺตํ วิมุจฺจติ ภวาสวาปิ จิตฺตํ วิมุจฺจติ อวิชฺชาสวาปิ จิตฺตํ วิมุจฺจติ วิมุตฺตสฺมึ วิมุตฺตมิติ ญาณํ โหติ ขีณา ชาติ วุสิตํ พฺรหฺมจริยํ กตํ กรณียํ นาปรํ อิตฺถตฺตายาติ ปชานาติ อยมสฺส ตติยา วิชฺชา อธิคตา โหติ อวิชฺชา วิหตา วิชฺชา อุปฺปนฺนา ตโม วิหโต อาโลโก อุปฺปนฺโน ยถาตํ อปฺปมตฺตสฺส อาตาปิโน ปหิตตฺตสฺส วิหรโตติ ฯ อนุจฺจาวจสีลสฺส นิปกสฺส จ ฌายิโน จิตฺตํ ยสฺส วสีภูตํ เอกคฺคํ สุสมาหิตํ ตํ เว ตโมนุทํ ธีรํ เตวิชฺชํ มจฺจุหายินํ หิตํ เทวมนุสฺสานํ อาหุ สจฺจปฺปหายินํ ตีหิ วิชฺชาหิ สมฺปนฺนํ อสมฺมูฬฺหวิหารินํ พุทฺธํ อนฺติมสารีรํ ตํ นมสฺสนฺติ โคตมํ ฯ ปุพฺเพนิวาสํ โย เวที สคฺคาปายญฺจ ปสฺสติ อโถ ชาติกฺขยํ ปตฺโต อภิญฺญาโวสิโต มุนิ เอตาหิ ตีหิ วิชฺชาหิ เตวิชฺโช โหติ พฺราหฺมโณ ตมหํ วทามิ เตวิชฺชํ นาญฺญํ ลปิตลาปนนฺติ ฯ เอวํ โข พฺราหฺมณ อริยสฺส วินเย เตวิชฺโช โหตีติ ฯ อญฺญถา โภ โคตม พฺราหฺมณานํ เตวิชฺโช อญฺญถา จ ปน อริยสฺส วินเย เตวิชฺโช โหติ อิมสฺส จ โภ โคตม อริยสฺส วินเย เตวิชฺชสฺส พฺราหฺมณานํ เตวิชฺโช กลํ นาคฺฆติ โสฬสึ อภิกฺกนฺตํ โภ โคตม ฯเปฯ อุปาสกํ มํ ภวํ โคตโม ธาเรตุ อชฺชตคฺเค ปาณุเปตํ สรณํ คตนฺติ ฯ
ฉบับมหาจุฬาฯ
ชั้นตัวบทพุทธพจน์หน่วยที่ตำแหน่งเดียวกันของเล่มนี้ · เลขข้อเป็นของฉบับนี้เอง · จับคู่ตามตำแหน่ง · เล่มนี้ทั้งสองฉบับแบ่งเรื่องเท่ากัน จึงเทียบตามลำดับได้ · ชื่อเรื่องไม่ตรงกัน จึงยังไม่ได้ยืนยันว่าเป็นเรื่องเดียวกัน
เปิดหน้าของฉบับนี้ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
พระสุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย ติกนิบาต [๒. ทุติยปัณณาสก์] ๑. พราหมณวรรค ๘. ติกัณณสูตร ๘. ติกัณณสูตร ว่าด้วยพราหมณ์ชื่อติกัณณะ
ครั้งนั้น ติกัณณพราหมณ์เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคถึงที่ประทับ ได้สนทนาปราศรัยพอเป็นที่บันเทิงใจพอเป็นที่ระลึกถึงกันแล้วนั่ง ณ ที่สมควรได้กล่าวสรรเสริญคุณของพราหมณ์ผู้ได้วิชชา ๓ ณ เบื้องพระพักตร์ของพระผู้มีพระภาคว่า “พราหมณ์ผู้ได้วิชชา ๓ เป็นอย่างนี้ พราหมณ์ผู้ได้วิชชา ๓ เป็นอย่างนี้” พระผู้มีพระภาคตรัสถามว่า “พราหมณ์ พราหมณ์ทั้งหลายบัญญัติพราหมณ์ ว่าเป็นผู้ได้วิชชา ๓ เป็นอย่างไร” ติกัณณพราหมณ์กราบทูลว่า “ข้าแต่ท่านพระโคดม พราหมณ์ในโลกนี้ เป็นผู้มีชาติกำเนิดดีทั้งฝ่ายบิดาและฝ่ายมารดา ถือปฏิสนธิบริสุทธิ์ดีตลอดเจ็ดชั่วบรรพบุรุษ ไม่มีใครจะคัดค้านตำหนิได้เพราะอ้างถึงชาติตระกูล เป็นผู้คงแก่เรียนทรงจำมนตร์ รู้จบไตรเพท พร้อมทั้งนิฆัณฑุศาสตร์ เกฏุภศาสตร์ อักษรศาสตร์และประวัติศาสตร์ เข้าใจตัวบทและไวยากรณ์ ชำนาญโลกายตศาสตร์ และลักษณะมหาบุรุษ ข้าแต่ท่านพระโคดม พราหมณ์ทั้งหลายบัญญัติพราหมณ์ว่าเป็นผู้ได้ วิชชา ๓ เป็นอย่างนี้แล” พระผู้มีพระภาคตรัสว่า “พราหมณ์ทั้งหลายบัญญัติพราหมณ์ว่าเป็นผู้ได้ วิชชา ๓ เป็นอย่างหนึ่ง ส่วนผู้ได้วิชชา ๓ ในอริยวินัยเป็นอีกอย่างหนึ่ง” ติกัณณพราหมณ์กราบทูลว่า “ข้าแต่ท่านพระโคดม ผู้ได้วิชชา ๓ ในอริยวินัยเป็นอย่างไร ขอประทานวโรกาส ขอท่านพระโคดมแสดงธรรมแก่ข้าพเจ้าอย่างที่ผู้ได้วิชชา ๓ มีในอริยวินัย @เชิงอรรถ : @ ไตรเพท ในที่นี้หมายถึงฤคเวท ยชุรเวท และสามเวท (องฺ.ติก.อ. ๒/๕๙/๑๖๓)@ นิฆัณฑุศาสตร์ วิชาว่าด้วยชื่อสิ่งของมีต้นไม้เป็นต้น (องฺ.ติก.อ. ๒/๕๙/๑๖๓)@ เกฏุภศาสตร์ หมายถึงตำราว่าด้วยวิชาการกวี การแต่งฉันท์ (องฺ.ติก.อ. ๒/๕๙/๑๖๓)@ โลกายตศาสตร์ ในที่นี้หมายถึงวิตัณฑวาทศาสตร์ คือศิลปะแห่งการเอาชนะผู้อื่นในเชิงวาทศิลป์โดยการ@อ้างทฤษฎีและประเพณีทางสังคมมาหักล้างสัจธรรม มุ่งแสดงให้เห็นว่าตนฉลาดกว่า มิได้มุ่งสัจธรรมแต่@อย่างใด (ที.สี.อ. ๒๕๖/๒๒๒)
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๐ หน้า : ๒๒๕}
พระสุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย ติกนิบาต [๒. ทุติยปัณณาสก์] ๑. พราหมณวรรค ๘. ติกัณณสูตร พระผู้มีพระภาคตรัสว่า “ถ้าอย่างนั้น ท่านจงฟัง จงใส่ใจให้ดี เราจักกล่าว” ติกัณณพราหมณ์ทูลรับสนองพระดำรัสแล้ว พระผู้มีพระภาคจึงได้ตรัสเรื่อง นี้ว่า ภิกษุในธรรมวินัยนี้สงัดจากกามและอกุศลธรรมแล้ว บรรลุปฐมฌานที่มีวิตกวิจาร ปีติและสุขเกิดแต่วิเวกอยู่ เพราะวิตกวิจารสงบระงับไป ภิกษุบรรลุทุติยฌานมีความผ่องใสภายใน มีภาวะที่จิตเป็นหนึ่งผุดขึ้น ไม่มีวิตก ไม่มีวิจาร มีแต่ปีติและสุขเกิดแต่สมาธิอยู่ เพราะปีติจางคลายไป ภิกษุมีอุเบกขา มีสติ มีสัมปชัญญะเสวยสุขด้วยนามกาย บรรลุตติยฌานที่พระอริยะทั้งหลายสรรเสริญว่า “ผู้มีอุเบกขามีสติ อยู่เป็นสุข” เพราะละสุขและทุกข์ได้ เพราะโสมนัสและโทมนัสดับไปก่อน ภิกษุบรรลุจตุตถฌานที่ไม่มีทุกข์ ไม่มีสุข มีสติบริสุทธิ์เพราะอุเบกขาอยู่ เมื่อจิตเป็นสมาธิบริสุทธิ์ผ่องแผ้ว ไม่มีกิเลสเพียงดังเนิน ปราศจากความ เศร้าหมอง อ่อน เหมาะแก่การใช้งาน ตั้งมั่น ไม่หวั่นไหวอย่างนี้ ภิกษุนั้นน้อมจิตไปเพื่อปุพเพนิวาสานุสสติญาณ ระลึกชาติก่อนได้หลายชาติ คือ ๑ ชาติบ้าง ๒ ชาติบ้าง ๓ ชาติบ้าง ๔ ชาติบ้าง ๕ ชาติบ้าง ๑๐ ชาติบ้าง ๒๐ ชาติบ้าง๓๐ ชาติบ้าง ๔๐ ชาติบ้าง ๕๐ ชาติบ้าง ๑๐๐ ชาติบ้าง ๑,๐๐๐ ชาติบ้าง ๑๐๐,๐๐๐ ชาติบ้าง ตลอดสังวัฏฏกัปเป็นอันมากบ้าง ตลอดวิวัฏฏกัปเป็นอัน มากบ้าง ตลอดสังวัฏฏกัปและวิวัฏฏกัป เป็นอันมากบ้างว่า ในภพโน้น เรามีชื่ออย่างนั้น มีตระกูล มีวรรณะ มีอาหาร เสวยสุขทุกข์ และมีอายุอย่างนั้นๆ จุติจากภพนั้นก็ไปเกิดในภพโน้น แม้ในภพนั้น เราก็มีชื่ออย่างนั้น มีตระกูล มีวรรณะมีอาหาร เสวยสุขทุกข์ และมีอายุอย่างนั้นๆ จุติจากภพนั้นจึงมาเกิดในภพนี้ ภิกษุนั้นระลึกชาติก่อนได้หลายชาติพร้อมทั้งลักษณะทั่วไปและชีวประวัติอย่างนี้เธอได้บรรลุวิชชาที่ ๑ นี้ ความมืดมิด คืออวิชชา เธอกำจัดได้แล้ว แสงสว่างคือ@เชิงอรรถ : @ กิเลสมีราคะเป็นต้น ท่านเรียกว่า กิเลสเพียงดังเนิน (อังคณะ) เพราะยังจิตให้ตกต่ำ โน้มเอียงไปสู่ที่ต่ำ@เช่น ต้องย้อนไปสู่จตุตถฌานอีก เป็นต้น @ สังวัฏฏกัป คือกัปฝ่ายเสื่อม ช่วงระยะเวลาที่โลกกำลังพินาศ วิวัฏฏกัป คือกัปฝ่ายเจริญ ได้แก่ ช่วงระยะ@เวลาที่โลกกลับฟื้นขึ้นมาใหม่ (ตามนัย วิ.อ. ๑/๑๒/๑๕๘) @ ความมืดมิด ในที่นี้หมายถึงโมหะที่ปิดบังไม่ให้ระลึกชาติได้ (องฺ.ติก.อ. ๒/๕๙/๑๖๔)
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๐ หน้า : ๒๒๖}
พระสุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย ติกนิบาต [๒. ทุติยปัณณาสก์] ๑. พราหมณวรรค ๘. ติกัณณสูตร วิชชา ได้เกิดขึ้นแก่เธอ เปรียบเหมือนแสงสว่างเกิดขึ้นแก่บุคคลผู้ไม่ประมาทมีความเพียร อุทิศกายและใจ เมื่อจิตเป็นสมาธิบริสุทธิ์ผ่องแผ้ว ไม่มีกิเลสเพียงดังเนิน ปราศจากความ เศร้าหมอง อ่อน เหมาะแก่การใช้งาน ตั้งมั่น ไม่หวั่นไหวอย่างนี้ ภิกษุนั้นน้อมจิตไปเพื่อจุตูปปาตญาณ เห็นหมู่ผู้สัตว์กำลังจุติ กำลังเกิด ทั้งชั้นต่ำและชั้นสูง งามและไม่งาม เกิดดีและเกิดไม่ดี ด้วยตาทิพย์อันบริสุทธิ์เหนือมนุษย์ รู้ชัดถึงหมู่สัตว์ผู้เป็นไปตามกรรมว่า “หมู่สัตว์ที่ประกอบกายทุจริต วจีทุจริต และมโนทุจริต กล่าวร้ายพระอริยะ มีความเห็นผิด และชักชวนผู้อื่นให้ทำตามความเห็นผิด พวกเขา หลังจากตายแล้วจะไปเกิดในอบาย ทุคติ วินิบาต นรก แต่หมู่สัตว์ที่ประกอบกายสุจริตวจีสุจริต และมโนสุจริต ไม่กล่าวร้ายพระอริยะ มีความเห็นชอบ และชักชวนผู้อื่นให้ทำตามความเห็นชอบ พวกเขาหลังจากตายแล้วจะไปเกิดในสุคติโลกสวรรค์” เธอเห็นหมู่สัตว์ผู้กำลังจุติ กำลังเกิด ทั้งชั้นต่ำและชั้นสูง งามและไม่งาม เกิดดีและเกิดไม่ดี ด้วยตาทิพย์อันบริสุทธิ์เหนือมนุษย์ รู้ชัดถึงหมู่สัตว์ผู้เป็นไปตามกรรมอย่างนี้เธอได้บรรลุวิชชาที่ ๒ นี้ ความมืดมิดคืออวิชชา เธอกำจัดได้แล้ว แสงสว่างคือวิชชา ได้เกิดขึ้นแก่เธอ เปรียบเหมือนแสงสว่างเกิดขึ้นแก่บุคคลผู้ไม่ประมาทมีความเพียร อุทิศกายและใจ เมื่อจิตเป็นสมาธิบริสุทธิ์ผ่องแผ้ว ไม่มีกิเลสเพียงดังเนิน ปราศจากความ เศร้าหมอง อ่อน เหมาะแก่การใช้งาน ตั้งมั่น ไม่หวั่นไหวอย่างนี้ ภิกษุนั้นน้อมจิตไปเพื่ออาสวักขยญาณ รู้ชัดตามความเป็นจริงว่า “นี้ทุกข์ นี้ ทุกขสมุทัย (เหตุเกิดทุกข์)นี้ทุกขนิโรธ(ความดับทุกข์) นี้ ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทา(ข้อปฏิบัติให้ถึงความดับทุกข์)”“นี้อาสวะ นี้อาสวสมุทัย(เหตุเกิดอาสวะ) นี้อาสวนิโรธ(ความดับอาสวะ) นี้อาสว-นิโรธคามินีปฏิปทา(ข้อปฏิบัติให้ถึงความดับอาสวะ)” เมื่อเธอรู้เห็นอยู่อย่างนี้ จิตย่อมหลุดพ้นจากกามาสวะ ภวาสวะ และอวิชชาสวะ เมื่อจิตหลุดพ้นแล้วก็รู้ว่า@เชิงอรรถ : @ วิชชา ในที่นี้หมายถึงปุพเพนิวาสานุสสติญาณ คือความรู้เป็นเครื่องระลึกได้ถึงขันธ์ที่อาศัยอยู่ในกาลก่อน@(องฺ.ติก.อ. ๒/๕๙/๑๖๔) @ วิชชา ในที่นี้หมายถึงทิพพจักขุญาณ คือญาณที่สามารถเล็งเห็นหมู่สัตว์ที่เป็นไปต่างๆ กัน เพราะอำนาจ@กรรม เรียกอีกอย่างหนึ่งว่า จุตูปปาตญาณ (องฺ.ติก.อ. ๒/๕๙/๑๖๔)
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๐ หน้า : ๒๒๗}
พระสุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย ติกนิบาต [๒. ทุติยปัณณาสก์] ๑. พราหมณวรรค ๘. ติกัณณสูตร หลุดพ้นแล้ว รู้ชัดว่า “ชาติสิ้นแล้ว อยู่จบพรหมจรรย์แล้ว ทำกิจที่ควรทำเสร็จ แล้ว ไม่มีกิจอื่นเพื่อความเป็นอย่างนี้อีกต่อไป” ได้บรรลุวิชชาที่ ๓ นี้ ความมืดมิดคืออวิชชา เธอกำจัดได้แล้ว แสงสว่างคือวิชชา ได้เกิดขึ้นแก่เธอ เปรียบเหมือนแสงสว่างเกิดขึ้นแก่บุคคลผู้ไม่ประมาท มีความเพียร อุทิศกายและใจ จิตของพระโคดมพระองค์ใด ผู้มีศีลไม่ลุ่มๆ ดอนๆ มีปัญญาและมีความเพ่งพินิจ เป็นจิตมีความชำนาญแน่วแน่ เป็นสมาธิดี พระโคดมพระองค์นั้น บัณฑิตกล่าวว่าบรรเทาความมืดได้ เป็นนักปราชญ์ ได้วิชชา ๓ ละทิ้งมัจจุราช เกื้อกูลแก่เทวดาและมนุษย์ ละบาปธรรมได้ทุกอย่าง สาวกทั้งหลายย่อมนมัสการพระโคดมพระองค์นั้น ผู้สมบูรณ์ด้วยวิชชา ๓ ไม่ลุ่มหลง เป็นพระพุทธเจ้ามีสรีระเป็นชาติสุดท้าย บุคคลใดรู้แจ้งปุพเพนิวาสญาณ เห็นทั้งสวรรค์ และอบาย บรรลุธรรมเป็นที่สิ้นความเกิด เป็นมุนี อยู่จบพรหมจรรย์เพราะรู้ยิ่ง เป็นพราหมณ์ผู้ได้วิชชา ๓ โดยวิชชา ๓ นี้ เราเรียกบุคคลนั้นว่าได้วิชชา ๓ ไม่เรียกบุคคลอื่นว่าได้วิชชา ๓ ตามที่ผู้อื่นเรียกกัน พราหมณ์ ผู้ได้วิชชา ๓ ในอริยวินัยเป็นอย่างนี้แล @เชิงอรรถ : @ กิจที่ควรทำ ในที่นี้หมายถึงกิจในอริยสัจ ๔ คือ การกำหนดรู้ทุกข์ การละเหตุเกิดทุกข์ การทำให้แจ้ง@ซึ่งความดับทุกข์และการอบรมมรรคมีองค์ ๘ ให้เจริญ (ที.สี.อ. ๒๔๘/๒๐๓)@ ไม่มีกิจอื่นเพื่อความเป็นอย่างนี้อีกต่อไป หมายถึงไม่มีหน้าที่ในการบำเพ็ญมรรคญาณเพื่อความสิ้น@กิเลสอีกต่อไป เพราะพุทธศาสนาถือว่าการบรรลุอรหัตผล เป็นจุดหมายสูงสุด (ที.สี.อ. ๒๔๘/๒๐๓)@ วิชชา ในที่นี้หมายถึงอรหัตตมัคคญาณ ได้แก่ ญาณคือความรู้เป็นเหตุละสังโยชน์ได้ทั้ง ๑๐ หรือ@อาสวักขยญาณ คือญาณหยั่งรู้ในธรรมเป็นที่สิ้นไปแห่งอาสวะ (องฺ.ติก.อ. ๒/๕๙/๑๖๖)
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๐ หน้า : ๒๒๘}
พระสุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย ติกนิบาต [๒. ทุติยปัณณาสก์] ๑. พราหมณวรรค ๙. ชานุสโสณิสูตร ติกัณณพราหมณ์กราบทูลว่า ข้าแต่ท่านพระโคดม ผู้ได้วิชชา ๓ ของพวก พราหมณ์เป็นอย่างหนึ่ง ส่วนผู้ได้วิชชา ๓ ในอริยวินัยเป็นอีกอย่างหนึ่ง ข้าแต่ท่านพระโคดม ก็ผู้ได้วิชชา ๓ ของพวกพราหมณ์มีค่าไม่ถึงเสี้ยวที่ ๑๖ ของผู้ได้วิชชา ๓ ในอริยวินัยนี้ ข้าแต่ท่านพระโคดม ภาษิตของท่านพระโคดมชัดเจนไพเราะยิ่งนัก ฯลฯ ขอท่านพระโคดมจงทรงจำข้าพเจ้าว่าเป็นอุบาสกผู้ถึงสรณะ ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไปจนตลอดชีวิต ติกัณณสูตรที่ ๘ จบ
ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
อรรถกถาติกัณณสูตรที่ ๘
พึงทราบวินิจฉัยในติกัณณสูตรที่ ๘ ดังต่อไปนี้ :-
คำว่า ติกณฺโณ เป็นชื่อของพราหมณ์นั้น.
บทว่า อุปสงฺกมิ ความว่า พราหมณ์คิดว่า ได้ข่าวว่า พระสมณโคดมเป็นบัณฑิต เราจักไปยังสำนักของท่าน ดังนี้ รับประทานอาหารเช้าแล้วมีมหาชนห้อมล้อม เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้า.
บทว่า ภควโต สมฺมุขา ความว่า นั่งเบื้องหน้าพระทศพล.
บทว่า วณฺณํ ภาสติ ความว่า ถามว่า เพราะเหตุไร จึงกล่าวสรรเสริญ.
ตอบว่า ได้ทราบว่า ก่อนแต่นี้ พราหมณ์นั้นไม่เคยไปสำนักของพระตถาคตเลย พราหมณ์จึงมีความคิดอย่างนี้ว่า ธรรมดาพระพุทธเจ้าทั้งหลายเข้าเฝ้าได้ยาก เราทูลก่อนแล้ว จักตรัสหรือไม่ตรัสก็ได้ถ้าพระองค์จักไม่ตรัสคราวนั้น คนทั้งหลายจักต่อว่าเราผู้พูดในที่สมาคมอย่างนี้ว่า เหตุไร ท่านจึงพูดในที่นี้ เพราะว่า ท่านไปยังสำนักของพระสมณโคดมแล้ว ก็ยังไม่ได้แม้เพียงการดำรัสด้วยเพราะเหตุนั้น พราหมณ์เมื่อสำคัญอยู่ว่า เราจักพ้นข้อครหาไปได้ด้วยอุบายอย่างนี้ จึงทูลขึ้น.
พราหมณ์พูดสรรเสริญพราหมณ์ทั้งหลายก็จริง แต่พูดถึงวิชชาสามด้วยความประสงค์อย่างเดียวว่า เราจักต่อ (ลองเชิง) พระญาณของพระตถาคต.
บทว่า เอวมฺปิ เตวิชฺชา พฺราหฺมณา ความว่า พราหมณ์ผู้ทรงวิชชา ๓ เป็นบัณฑิตอย่างนี้ คือเป็นนักปราชญ์อย่างนี้ คือเป็นผู้ฉลาดอย่างนี้ คือเป็นพหูสูตอย่างนี้ หมายความว่าเป็นผู้มีปกติกล่าวอย่างนี้. อธิบายว่า เป็นผู้ได้รับสมมติอย่างนี้.
ด้วยบทว่า อิติปิ พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงการกำหนดอาการของบัณฑิตเป็นต้น แห่งพราหมณ์เหล่านั้น. ก็ในข้อนี้มีอธิบายอย่างนี้ว่า เป็นบัณฑิต ด้วยเหตุเท่านี้ ฯลฯ เป็นผู้ได้รับสมมติด้วยเหตุเท่านี้.
บทว่า ยถา ในบทว่า ยถา กถํ ปน พฺราหฺมณา นี้ เป็นคำแสดงเหตุ.
บทว่า กถํ ปน เป็นคำถาม.
ข้อนี้สมจริงดังที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า ดูก่อนพราหมณ์ พราหมณ์ทั้งหลายบัญญัติพราหมณ์ผู้ได้วิชชา ๓ ไว้อย่างไร. ท่านจงบอกเหตุที่จะให้รู้จักพราหมณ์ผู้ได้วิชชา ๓ นั้น.
พราหมณ์ครั้นได้ฟังดังนั้นแล้วดีใจว่า พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสถามในธรรมที่มีฐานะพอรู้ได้ ไม่ใช่มีฐานะที่รู้ไม่ได้ จึงทูลคำเป็นต้นว่า อิธ โภ โคตม ดังนี้.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อุภโต ได้แก่ทั้งสองฝ่าย.
บทว่า มาติโต จ ปิติโต จ ความว่า ผู้ใดมีมารดาเป็นพราหมณี มียายเป็นพราหมณี แม้ยายชวดก็เป็นพราหมณี มีบิดาเป็นพราหมณ์ มีปู่เป็นพราหมณ์ แม้ปู่ชวดก็เป็นพราหมณ์ ผู้นั้นชื่อว่าเกิดดีแล้วทั้งสองฝ่าย คือทั้งฝ่ายมารดาและฝ่ายบิดา.
บทว่า สํสุทฺธคหณิโก ความว่า ผู้ใดมีที่ถือกำเนิด คือท้องของมารดาบริสุทธิ์แล้ว ผู้นั้นชื่อว่าสังสุทธเคราหณี.
แต่ในคำว่า สมเวปากินิยา คหณิยา นี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสเรียกว่า การถือเอาเตโชธาตุที่เกิดแต่กรรม.
ในคำว่า ยาว สตฺตมา ปิตามหยุคา นี้ มีความว่า บิดาของบิดาชื่อว่า ปิตามหะ. ยุค (ชั้น) แห่งปู่ ชื่อว่า ปิตามหยุค (ชั้นปู่). ประมาณแห่งอายุ ท่านเรียกว่ายุค.
ก็คำว่า ยุค นี้ เป็นเพียงคำเรียกกันเท่านั้น. แต่โดยความหมายแล้วปิตามหะนั่นเอง ชื่อว่า ปิตามหยุค. บรรพบุรุษแม้ทั้งหมดต่อจากปิตามหยุคลงไป ก็เป็นอันหมายเอาด้วยศัพท์ว่า ปิตามหะนั่นเอง เมื่อเป็นเช่นนี้ ผู้ที่ชื่อว่าสังสุทธเคราหณี จะมีเพียง ๗ ชั่วคน (เป็นอย่างต่ำ).
อีกอย่างหนึ่ง ทรงแสดงว่า พราหมณ์ผู้อุภโตสุชาตนั้นจะไม่ถูกคัดค้าน ถูกตำหนิ ด้วยการกล่าวอ้างถึงชาติ.
บทว่า อกฺขิตฺโต ความว่า ไม่ถูกตามคัดค้านอย่างนี้ว่า ท่านทั้งหลายจงนำคนผู้นี้ออกไป คนผู้นี้จะมีประโยชน์อะไร.
บทว่า อนุปกฺกุฏฺโฐ ความว่า จะไม่ถูกติเตียน ไม่เคยถูกด่า หรือไม่เคยถูกนินทา.
ถามว่า ด้วยเหตุไร.
ตอบว่า ด้วยการกล่าวอ้างถึงชาติ. อธิบายว่า ด้วยการกล่าวเห็นปานนี้ว่า คนนี้ชาติเลว แม้ด้วยประการนี้.
บทว่า อชฺฌายโก นี้ พึงทราบความดังต่อไปนี้
คำครหาเกิดขึ้นแก่พราหมณ์ผู้เว้นจากฌาน ในกาลแห่งปฐมกัป อย่างนี้ว่า
ดูก่อนวาเสฏฐะและภารทวาชะ บัดนี้ชนเหล่านี้ไม่เพ่งอยู่ บัดนี้พวกชนเหล่านี้ ไม่เพ่งอยู่อย่างนี้แล อักขระว่า อชฺฌายกา อชฺฌายกา (ผู้ไม่เพ่ง หมายถึงผู้แต่งและสอนคัมภีร์) จึงอุบัติขึ้นเป็นครั้งที่ ๓. แต่ในปัจจุบันนี้ พราหมณ์ชื่อว่า อชฺฌายโก เพราะศึกษาพระเวทนั้น. คนทั้งหลายกล่าวคำสรรเสริญ ด้วยอรรถาธิบายนี้ว่า พราหมณ์ร่ายมนต์ (พระเวท).
พราหมณ์ชื่อว่า มนฺตธโร เพราะทรงจำมนต์ (พระเวท) ไว้ได้.
____________________________
ปาฐะว่า ฐานวิรหิตานํ ฉบับพม่าเป็น ฌานวิรหิตานํ แปลตามฉบับพม่า.
อักขระที่ ๑ ว่า พราหมณา ที่ ๒ ว่า ฌายิกา ฌายิกา ที่ ๓ ว่า อชฺฌายิกา อชฺฌายกา.
บทว่า ติณฺณํ เวทานํ ได้แก่ อิรุพเพท ยชุพเพทและสามเพท. พราหมณ์ ชื่อว่าปารคู เพราะถึงฝั่งด้วยสามารถแห่งการเลิกท่องบ่น (คือทรงจำได้แล้ว).
(ไตรเพท) พร้อมด้วยนิฆัณฑุศาสตร์ และกฏุภศาสตร์ ชื่อว่าสนิฆัณฑุเกฏุภะ.
บทว่า นิฆัณฑุ ได้แก่ ศาสตร์ที่จำแนกชื่อ (สิ่งของต่างๆ) คือศาสตร์ที่ว่าด้วยชื่อของต้นไม้เป็นต้น.
บทว่า เกฏุภํ ได้แก่ศาสตร์ที่กำหนดอากัปกิริยา คือศาสตร์ที่เป็นอุปการะแก่กวี. พระเวท พร้อมด้วยประเภทของอักษร ชื่อว่า สากขรปเภทฺ สิกขา และนิรุตติ ชื่อว่าอักขรัปปเภทะ.
บทว่า อิติหาสปญฺจมานํ ความว่า พระเวท ชื่อว่ามีอิติหาสเป็นที่ ๕ เพราะมีอิติหาสที่ประกอบด้วยคำเช่นนี้ว่า อิติ-ห-อาส, อิติ-ห-อาส กล่าวคือคัมภีร์ปุราณะ หรือกล่าวคือคัมภีร์ว่าด้วยวิชาของกษัตริย์ (นักรบ) เป็นที่ ๕. โดยนับเอาอาถัพพนเวทเป็นที่ ๔ แห่งพระเวทเหล่านั้นซึ่งมีอิติหาสเป็นที่ ๕. ชื่อว่า รู้บท รู้ไวยากรณ์ เพราะทรงจำ คือรู้ทั้งตัวบท ทั้งพยากรณ์ (คำอธิบาย) ตัวบทที่เหลือนั้น.
วิตัณฑวาทศาสตร์ (พูดกันเล่นสนุกๆ) ท่านเรียกว่า โลกายตะ.
บทว่า มหาปุริสลกฺขณํ ได้แก่ ศาสตร์ที่มีบทร้อยกรองประมาณ ๑๒,๐๐๐ คัมภีร์ที่แสดงลักษณะของมหาบุรุษมีพระพุทธเจ้าเป็นต้น ชื่อว่าพุทธมนต์ ประมาณ ๑๖,๐๐๐ บทคาถามีความสามารถเป็นเหตุให้รู้ความแตกต่างกันดังนี้ว่า
ผู้ประกอบด้วยลักษณะนี้ ชื่อว่าเป็นพระพุทธเจ้า ด้วยลักษณะนี้ ชื่อว่าเป็นพระปัจเจกพุทธเจ้า ด้วยลักษณะนี้ชื่อว่าเป็นพระอัครสาวกทั้งสอง ด้วยลักษณะนี้ชื่อว่าเป็นพระอสีติมหาสาวก ด้วยลักษณะนี้ชื่อว่าเป็นพระพุทธมารดา ด้วยลักษณะนี้ ชื่อว่าเป็นพระพุทธบิดา ด้วยลักษณะนี้ชื่อว่าเป็นอรรคอุปัฏฐาก ด้วยลักษณะนี้ ชื่อว่าเป็นอรรคอุปัฏฐายิกา และด้วยลักษณะนี้ ชื่อว่าเป็นพระเจ้าจักรพรรดิ.
บทว่า อนวโย ได้แก่ เป็นผู้ไม่บกพร่อง คือเป็นผู้บริบูรณ์ในคัมภีร์โลกายตะและคัมภีร์มหาปุริสลักษณะเหล่านี้. มีคำอธิบายว่า ไม่ใช่เป็นผู้ย่อหย่อน. คนผู้ไม่สามารถจะทรงจำศาสตร์เหล่านั้นไว้ได้ ทั้งโดยอรรถาธิบายและโดยคัมภีร์ ผู้นั้นชื่อว่าย่อหย่อน.
อีกอย่างหนึ่ง บทว่า อนวโย ตัดบทเป็น อนุ อวโย ด้วยอำนาจสนธิ ลบอุอักษรออก (ฉะนั้น) อนุ-อวโย จึงเป็น อนวโย. อธิบายว่า มีศิลปบริบูรณ์.
พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงเห็นพราหมณ์นั้นทูลอาราธนาอยู่ ทรงรู้ว่า บัดนี้ เป็นเวลาสมควรที่เราจะกล่าวแก้ปัญหาของพราหมณ์นั้น จึงตรัสคำนี้ว่า เตนหิ ดังนี้.
บทว่า เตนหิ นั้น มีความหมายว่า เพราะเหตุที่ท่านขอร้องเราไว้ ฉะนั้น ท่านจงฟัง.
บทว่า วิวิจฺเจว กาเมหิ เป็นต้น ได้อธิบายไว้อย่างพิสดารในคัมภีร์วิสุทธิมรรคแล้วทีเดียว. แต่ในที่นี้ คำว่า วิวิจฺเจว กาเมหิ เป็นต้นนี้ พึงทราบว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้แล้วเพื่อทรงแสดงถึงข้อปฏิบัติที่เป็นบุพภาคของวิชชาทั้ง ๒.
บรรดาวิชชาทั้ง ๓ นั้น การพรรณนาวิชชาทั้ง ๒ ไปตามลำดับบทก็ดี นัยแห่งการเจริญวิชชาทั้ง ๒ ก็ดีได้ให้พิสดารแล้วในคัมภีร์วิสุทธิมรรคเหมือนกัน.
กถาพรรณนาปุพเพนิวาสานุสติญาณ
บทว่า ปฐมา วิชฺชา ความว่า วิชชาชื่อว่าปฐมา เพราะเกิดขึ้นครั้งแรก. ที่ชื่อว่าวิชชา เพราะอรรถว่ากระทำให้แจ่มแจ้งแล้ว.
ถามว่า กระทำอะไรให้แจ่มแจ้ง.
ตอบว่า กระทำขันธ์ที่เคยอาศัยในชาติก่อนให้แจ่มแจ้ง.
โมหะที่ปิดบังปุพเพนิวาสานุสติญาณนั้น เพราะความหมายว่าทำปุพเพนิวาสานุสติญาณนั้นนั่นแหละไม่ให้แจ่มชัด ตรัสเรียกว่าอวิชชา.
บทว่า ตโม ความว่า โมหะนั้นแลเรียกว่าตมะ เพราะอรรถว่าเป็นเหตุปกปิด.
บทว่า อาโลโก ความว่า วิชชานั่นแหละตรัสเรียกว่าอาโลกะ เพราะความหมายว่าทำความสว่างไสว. ก็ในพระสุตรนี้มุ่งความว่า ได้บรรลุวิชชา ๓ แล้ว.
คำที่เหลือเป็นคำกล่าวสรรเสริญ.
ก็ในข้อนี้ ประกอบความว่า เธอได้บรรลุวิชชานี้แล้ว ลำดับนั้น อวิชชาก็เป็นอันเธอผู้บรรลุวิชชาแล้วกำจัดแล้ว. อธิบายว่า ให้พินาศแล้ว.
ถามว่า เพราะเหตุไร.
ตอบว่า เพราะวิชชาที่เกิดขึ้นแล้ว.
ในบททั้ง ๒ แม้นอกนี้ก็มีนัยอย่างนี้แหละ.
บทว่า ยถา ในคำว่า ยถา ตํ นี้ เป็นอุปมา.
บทว่า ตํ เป็นเพียงนิบาต.
ชื่อว่าไม่ประมาทแล้ว เพราะไม่ขาดสติ. ชื่อว่ามีความเพียร เพราะมีความเพียรเครื่องเผากิเลส. ชื่อว่ามีตนอันส่งไปแล้ว เพราะไม่อาลัยใยดีในร่างกายและชีวิต.
ท่านอธิบายไว้ดังนี้ ผู้ไม่ประมาท มีความเพียร ส่งใจไปแล้วอยู่ อวิชชาจะจางหายไป วิชชาจะเกิดขึ้น ความมืดจะจางหายไป ความสว่างจะพึงเกิดขึ้นฉันใด อวิชชาก็ฉันนั้นเหมือนกัน เป็นอันพราหมณ์นี้ขจัดแล้ว วิชชาเกิดขึ้นแล้ว ความมืดเป็นอันถูกขจัดแล้ว ความสว่างเกิดขึ้นแล้ว. พราหมณ์นั้นจึงได้รับผลอันสมควรแก่การประกอบความเพียรนั้นแล้วฉะนี้แล้ว. จบกถาพรรณนาปุพเพนิวาสานุสติญาณ
กถาพรรณนาจุตูปปาตญาณ
พึงทราบวินิจฉัยในกถาพรรณนาจุตูปปาตญาณ ดังต่อไปนี้ :-
วิชชาคือทิพจักขุญาณ ชื่อว่าวิชชา. ความไม่รู้ที่ปกปิดจุติและปฏิสนธิของสัตว์ทั้งหลาย ชื่อว่าอวิชชา.
คำที่เหลือมีนัยดังกล่าวมาแล้วนั่นแล. จบกถาพรรณนาจุตูปปาตญาณ
กถาพรรณนาอาสวักขยญาณ
พึงทราบวินิจฉัยในวิชชาสูตรที่ ๓ ดังต่อไปนี้ :-
ในบทว่า โส เอวํ สมาหิเต จิตฺเต พึงทราบว่า ได้แก่จตุตถฌานจิตอันเป็นบาทแห่งวิปัสสนา.
บทว่า อาสวานํ ขยญาณาย ความว่า เพื่อประโยชน์แก่อรหัตมัคคญาณ เพราะอรหัตมรรค ท่านเรียกว่าชื่อว่าธรรมเป็นที่สิ้นไปแห่งอาสวะทั้งหลาย เพราะยังอาสวะทั้งหลายให้พินาศ. และอรหัตมัคคญาณ ในบทว่า อาสวานํ ขยญาณาย นั้นเรียกว่า ชื่อว่าญาณ เพราะนับเนื่องในพระอรหัตมรรคนั้น.
บทว่า จิตฺตํ อภินินฺนาเมติ ความว่า น้อมจิตไปในวิปัสสนา.
ในคำมีอาทิอย่างนี้ว่า โส อิทํ ทุกขํ พึงทราบความอย่างนี้ว่า เขาย่อมรู้ คือย่อมแทงตลอดทุกขสัจแม้ทั้งหมด ตามเป็นจริงโดยการแทงตลอดลักษณะพร้อมด้วยกิจ ว่าทุกข์มีเพียงเท่านี้ ไม่มากกว่านี้และรู้คือแทงตลอดตัณหาอันให้เกิดทุกข์นั้น ว่านี้เป็นเหตุให้เกิดทุกข์นั้นตามความเป็นจริง โดยการแทงตลอดลักษณะพร้อมทั้งกิจ รู้คือแทงตลอดสถานที่ใดถึงแล้ว ทุกข์และสมุทัยทั้งสองนั้นดับไปที่นั้น คือนิพพานที่ทุกข์และสมุทัยทั้งสองนั้นไม่เป็นไปตามความจริง โดยการแทงตลอดลักษณะพร้อมทั้งกิจว่านี้เป็นความดับทุกข์ และรู้คือแทงตลอดอริยมรรคที่ให้ถึงนิพพานนั้นตามความจริง โดยการแทงตลอดลักษณะพร้อมทั้งกิจ ว่านี้เป็นข้อปฏิบัติให้ถึงความดับทุกข์. จบกถาพรรณนาอาสวักขยญาณ
พระผู้มีพระภาคเจ้า ครั้นทรงแสดงสัจจะทั้งหลายโดยสรุปอย่างนี้แล้ว ต่อนี้เมื่อจะทรงแสดงสัจจะทั้งหลายโดยอ้อมด้วยสามารถแห่งกิเลส จึงตรัสคำมีอาทิว่า อิเม อาสวา ดังนี้.
บทว่า ตสฺส เอวํ ชานโต เอวํ ปสฺสโต ความว่า ของภิกษุนั้นผู้รู้อยู่เห็นอยู่อย่างนี้.
พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสมรรคอันถึงที่สุด พร้อมด้วยวิปัสสนาไว้ (ในที่นี้).
บทว่า กามาสวา แปลว่า จากกามาสวะ.
ด้วยบทว่า จิตฺตํ วิมุจฺจติ พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงถึงมัคคขณะ (ขณะจิตที่สัมปยุตด้วยมรรค). อธิบายว่า ในขณะแห่งมรรคจิต จิตกำลังหลุดพ้น. ในขณะแห่งผลจิต จิตเป็นอันหลุดพ้นแล้ว.
ด้วยบทว่า วิมตตสมึ วิมตตมิติ ญาณํ นี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงปัจจเวกขณญาณ.
ด้วยคำทั้งหลายมีอาทิว่า ขีณา ชาติ ทรงแสดงภูมิของพระขีณาสพนั้น. เพราะว่า พระขีณาสพนั้น เมื่อพิจารณาด้วยญาณนั้น ย่อมทราบข้อความเป็นต้นว่า ชาติสิ้นแล้วดังนี้.
ถามว่า ก็ชาติชนิดไหนของพระขีณาสพนั้นสิ้นไปแล้ว และท่านจะรู้ว่า ชาตินั้นสิ้นไปได้อย่างไร.
ตอบว่า ก่อนอื่นอดีตชาติของท่านไม่ได้สิ้นไปแล้ว เพราะอดีตชาตินั้นสิ้นไปก่อนแล้ว ชาติอนาคตก็ไม่สิ้น เพราะไม่มีการพยายามในอนาคต. ชาติปัจจุบันก็ยังไม่สิ้น เพราะชาติปัจจุบันนั้นยังมีอยู่ แต่ชาติใดที่แยกประเภทเป็นขันธ์ ๑ ขันธ์ ๔ และขันธ์ ๕ จะพึงเกิดขึ้นในเอกโวการภพ จตุโวการภพและปัญจโวการภพ เพราะไม่ได้อบรมมรรค ชาตินั้นชื่อว่าสิ้นไปแล้ว โดยการถึงความไม่เกิดขึ้นเป็นธรรมดา เพราะได้อบรมมรรคแล้ว. ท่านครั้นพิจารณากิเลสที่ได้แล้ว ด้วยมัคคภาวนา เมื่อรู้ว่า กรรมถึงจะมีอยู่ ก็ไม่แต่งปฏิสนธิต่อไป เพราะไม่มีกิเลสดังนี้ ชื่อว่ารู้ชาตินั้น.
บทว่า วุสิตํ ได้แก่ อยู่จบแล้ว คืออยู่เสร็จสิ้นแล้ว. อธิบายว่า ทำสำเร็จเสร็จสิ้นไปแล้ว.
บทว่า พฺรหฺมจริยํ ได้แก่ มัคคพรหมจรรย์ พระเสขะ ๗ จำพวกพร้อมด้วยกัลยาณปุถุชนทั้งหลาย ชื่อว่ายังประพฤติพรหมจรรย์อยู่ (ส่วน) พระขีณาสพ ชื่อว่าอยู่จบพรหมจรรย์แล้ว เพราะฉะนั้น ท่านเมื่อพิจารณาการอยู่ประพฤติพรหมจรรย์ของตน ย่อมรู้ชัดว่าพรหมจรรย์เราอยู่จบแล้ว.
บทว่า กตํ กรณียํ มีอธิบายว่า กิจทั้ง ๑๖ อย่างด้วยสามารถแห่งการบรรลุ โดยปริญญากิจ ปหานกิจ สัจฉิกิริยากิจและภาวนากิจ ด้วยมรรคทั้ง ๔ ในสัจจะทั้ง ๔ อันท่านให้สำเร็จเสร็จสิ้นแล้ว. เพราะว่ากัลยาณปุถุชนเป็นต้นกำลังกระทำกิจนั้นอยู่ ส่วนพระขีณาสพกระทำกิจเสร็จแล้ว เพราะฉะนั้น ท่านเมื่อพิจารณากิจที่ตนจะต้องทำ ย่อมรู้ชัดว่ากิจที่ควรทำเราทำเสร็จแล้ว.
บทว่า นาปรํ อิตฺถตฺตาย ความว่า ท่านย่อมรู้ชัดว่า กิจคือการบำเพ็ญมรรค เพื่อความเป็นอย่างนี้อีก คือเพื่อความเป็นกิจ ๑๖ อย่าง หรือเพื่อความสิ้นกิเลสอย่างนี้ ไม่มีแก่เรา.
อีกอย่างหนึ่ง บทว่า อิตฺถตฺตาย ความว่า รู้ชัดว่า การสืบต่อแห่งขันธ์อื่นจากความเป็นอย่างนี้ คือการสืบต่อแห่งขันธ์ที่มีอยู่ในปัจจุบันมีประการอย่างนี้ นี้ไม่มีแก่เรา เบญจขันธ์เหล่านี้ที่เรากำหนดรู้แล้วยังดำรงอยู่ (แต่เป็น) เหมือนต้นไม้ที่มีรากขาดแล้ว เบญจขันธ์เหล่านั้นจักดับไปเพราะวิญญาณดวงสุดท้ายดับ เหมือนเปลวไฟที่หมดเชื้อแล้วดับไปฉะนั้น.
วิชชา คืออรหัตมัคคญาณ ชื่อว่าวิชชาในที่นี้. อวิชชาที่ปิดบังอริยสัจ ๔ ไว้ ชื่อว่าอวิชชา.
คำที่เหลือมีนัยดังกล่าวแล้ว.
บทว่า อนุจฺจาวจสีลสฺส ความว่า ผู้มีศีลบางเวลาเสื่อม บางเวลาเจริญ ชื่อว่ามีศีลลุ่มๆ ดอนๆ. ส่วนพระขีณาสพมีศีลเจริญโดยส่วนเดียวเท่านั้น. เพราะฉะนั้น ท่านจึงชื่อว่า มีศีลไม่ลุ่มๆ ดอนๆ.
บทว่า วสีภูตํ ได้แก่ ถึงความชำนาญ.
บทว่า สุสมาหิตํ ได้แก่ตั้งไว้ด้วยดี คือตั้งไว้ดีแล้วในอารมณ์.
บทว่า ธีรํ ได้แก่ ผู้สมบูรณ์ด้วยปัญญาที่ทรงจำ.
บทว่า มจจฺหายินํ ได้แก่ ละทิ้งมัจจุราชแล้วดำรงอยู่.
บทว่า สพฺพปฺปหายินํ ได้แก่ ละบาปธรรมทั้งหมดแล้วดำรงอยู่.
บทว่า พุทฺธํ ได้แก่ ตรัสรู้สัจจะทั้ง ๔.
บทว่า อนฺติมเทหธารํ ความว่า ทรงไว้ซึ่งร่างกายครั้งหลังสุด.
บทว่า ตํ นมสฺสนฺติ โคตมํ ความว่า สาวกของพระพุทธเจ้าทั้งหลายนมัสการพระองค์ผู้โคตมโคตร. อีกอย่างหนึ่ง มีอธิบายว่า แม้สาวกของพระพุทธเจ้าทรงพระนามว่าโคตมะ ก็ชื่อว่าโคตมะ เทวดาและมนุษย์ทั้งหลายนมัสการสาวกผู้ชื่อว่าโคตมะนั้น.
บทว่า ปุพฺเพนิวาสํ ได้แก่ ขันธ์ที่อยู่อาศัยในชาติก่อนสืบต่อกันมา.
บทว่า โยเวติ ความว่า ผู้ใดไม่เสื่อม คือไม่ตกต่ำ. ปาฐะว่า โยเวทิ ดังนี้ก็มี. อธิบายว่า ผู้ใดได้รู้แล้ว คือทำสิ่งที่รู้แล้วให้ปรากฏดำรงอยู่.
บทว่า สคฺคาปายญฺจ ปสฺสติ ความว่า ผู้นั้นเห็นสวรรค์ชั้นกามาวจร ๖ ชั้น พรหมโลก ๙ ชั้นและอบายทั้ง ๔.
บทว่า ชาติกฺขยํ ปตฺโต ความว่า บรรลุอรหัตผล.
บทว่า อภิญฺญาโวสิโต ความว่า อยู่ด้วยการสิ้นสุดกิจ เพราะรู้.
มุนี คือพระขีณาสพ ผู้ประกอบด้วยความเป็นผู้รู้ ชื่อว่ามุนี
บทว่า เอตาหิ ความว่า ด้วยญาณทั้งหลายมีปุพเพนิวาสานุสติญาณเป็นต้นที่ทรงแสดงไว้แล้วในหนหลัง.
บทว่า นาญฺลํ ลปิตลาปนํ ความว่า แต่เราตถาคตไม่เรียกคนอื่นที่เรียกเอาอย่างที่คนอื่นเรียกว่า เตวิชฺโช (ผู้มีวิชชา ๓) ว่าเป็น เตวิชฺโช. อธิบายว่า เราตถาคตเรียกผู้รู้โดยประจักษ์แก่ตนแล้วบอกวิชชา ๓ แก่ผู้อื่นด้วย ว่าเป็นผู้มีวิชชา ๓.
บทว่า กลํ แปลว่า ส่วน. บทว่า นาคฺฆติ แปลว่า ไม่ถึง.
บัดนี้ พราหมณ์เลื่อมใสพระพุทธพจน์แล้ว เมื่อจะแสดงอาการของผู้เลื่อมใส จึงได้กล่าวคำมีอาทิว่า อภิกฺกนฺตํ ดังนี้.
จบอรรถกถาติกัณณสูตรที่ ๘ -----------------------------------------------------