อุปวาณสูตร เล่ม ๑๙
พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง · ผู้ดำเนินการอ่านข้อเท็จจริงสาธารณะแล้วสรุปเอง
๔๐๓เอกํ สมยํ อายสฺมา จ อุปวาโณ อายสฺมา จ สารีปุตฺโต โกสมฺพิยํ วิหรนฺติ โฆสิตาราเม ฯ อถ โข อายสฺมา สารีปุตฺโต สายณฺหสมยํ ปฏิสลฺลาณา วุฏฺฐิโต เยนายสฺมา อุปวาโณ เตนุปสงฺกมิ อุปสงฺกมิตฺวา อายสฺมตา อุปวาเณน สทฺธึ สมฺโมทิ สมฺโมทนียํ กถํ สาราณียํ วีติสาเรตฺวา เอกมนฺตํ นิสีทิ ฯ เอกมนฺตํ นิสินฺโน โข อายสฺมา สารีปุตฺโต อายสฺมนฺตํ อุปวาณํ เอตทโวจ ชาเนยฺย นุ โข อาวุโส อุปวาณ ภิกฺขุ ปจฺจตฺตํ โยนิโสมนสิการา เอวํ สุสมารทฺธา เม สตฺต โพชฺฌงฺคา ผาสุวิหาราย สํวตฺตนฺตีติ ฯ ชาเนยฺย โข อาวุโส สารีปุตฺต ภิกฺขุ ปจฺจตฺตํ โยนิโสมนสิการา เอวํ สุสมารทฺธา เม สตฺต โพชฺฌงฺคา ผาสุวิหาราย สํวตฺตนฺตีติ ฯ
๔๐๔สติสมฺโพชฺฌงฺคํ โข อาวุโส ภิกฺขุ อารพฺภมาโน ปชานาติ จิตฺตญฺจ เม สุวิมุตฺตํ ถีนมิทฺธญฺจ เม สุสมูหตํ อุทฺธจฺจกุกฺกุจฺจญฺจ เม สุปฺปฏิวินีตํ อารทฺธญฺจ เม วิริยํ อฏฺฐิกตฺวา มนสิกโรมิ โน จ ลีนนฺติ ฯเปฯ
๔๐๕อุเปกฺขาสมฺโพชฺฌงฺคํ อาวุโส ภิกฺขุ อารพฺภมาโน ปชานาติ จิตฺตญฺจ เม สุวิมุตฺตํ ถีนมิทฺธญฺจ เม สุสมูหตํ อุทฺธจฺจกฺกุจฺจญฺจ เม สุปฺปฏิวินีตํ อารทฺธญฺจ เม วิริยํ อฏฺฐิกตฺวา มนสิกโรมิ โน จ ลีนนฺติ ฯ
๔๐๖เอวํ โข อาวุโส สารีปุตฺต ภิกฺขุ ชาเนยฺย ปจฺจตฺตํ โยนิโสมนสิการา เอวํ สุสมารทฺธา เม สตฺต โพชฺฌงฺคา ผาสุวิหาราย สํวตฺตนฺตีติ ฯ
ฉบับมหาจุฬาฯ
ชั้นตัวบทพุทธพจน์หน่วยที่ตำแหน่งเดียวกันของเล่มนี้ · เลขข้อเป็นของฉบับนี้เอง · ชื่อเรื่องตรงกันทั้งสองฉบับ
เปิดหน้าของฉบับนี้ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย มหาวารวรรค [๒. โพชฌังคสังยุต] ๑. ปัพพตวรรค ๘. อุปวาณสูตร ๘. อุปวาณสูตร ว่าด้วยพระอุปวาณะ
สมัยหนึ่ง ท่านพระอุปวาณะและท่านพระสารีบุตรอยู่ ณ โฆสิตาราม เขตกรุงโกสัมพี ครั้นในเวลาเย็น ท่านพระสารีบุตร ออกจากที่หลีกเร้น เข้าไปหาท่านพระอุปวาณะถึงที่อยู่ ได้สนทนาปราศรัยพอเป็นที่บันเทิงใจ พอเป็นที่ระลึกถึงกันแล้ว นั่ง ณ ที่สมควร ได้ถามท่านพระอุปวาณะดังนี้ว่า “ท่านอุปวาณะ เพราะมนสิการโดยแยบคายเฉพาะตน ภิกษุพึงรู้ไหมว่า ‘โพชฌงค์ ๗ ประการที่เราปรารภดีแล้วอย่างนี้ ย่อมเป็นไปเพื่ออยู่ผาสุก” ท่านพระอุปวาณะตอบว่า “ท่านสารีบุตร เพราะมนสิการโดยแยบคายเฉพาะตน ภิกษุพึงรู้ได้ว่า ‘โพชฌงค์ ๗ ประการที่เราปรารภดีแล้วอย่างนี้ ย่อมเป็นไปเพื่ออยู่ผาสุก” ท่านพระสารีบุตรกล่าวว่า “อาวุโส ภิกษุปรารภสติสัมโพชฌงค์อยู่ย่อมรู้ชัดว่า‘จิตของเราหลุดพ้นดีแล้ว ถีนมิทธะเราถอนได้แล้ว อุทธัจจกุกกุจจะเรากำจัดได้แล้วความเพียรเราก็ปรารภแล้ว เรามนสิการอย่างจริงจังไม่ย่อหย่อน ฯลฯ ภิกษุปรารภอุเบกขาสัมโพชฌงค์อยู่ย่อมรู้ชัดว่า ‘จิตของเราหลุดพ้นดีแล้ว ถีนมิทธะเราถอนได้แล้ว อุทธัจจกุกกุจจะเรากำจัดได้แล้ว ความเพียรเราปรารภแล้ว เรามนสิการอย่างจริงจังไม่ย่อหย่อน” ท่านพระอุปวาณะกล่าวว่า “ท่านสารีบุตร เพราะมนสิการโดยแยบคาย เฉพาะตน ภิกษุพึงรู้ได้ว่า ‘โพชฌงค์ ๗ ประการที่เราปรารภดีแล้วอย่างนี้ ย่อมเป็นไปเพื่ออยู่ผาสุกด้วยประการฉะนี้” อุปวาณสูตรที่ ๘ จบ @เชิงอรรถ : @ ที่หลีกเร้น ในที่นี้หมายถึงผลสมาบัติ (สํ.สฬา.อ. ๓/๘๗/๒๐)
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑๙ หน้า : ๑๒๔}
ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
อรรถกถาอุปวาณสูตรที่ ๘
พึงทราบวินิจฉัยในอุปวาณสูตรที่ ๘
บทว่า ปจฺจตฺตํ คือ เฉพาะตน.
บทว่า โยนิโสมนสิการา ได้แก่ ด้วยการกระทำไว้ในใจโดยแยบคาย.
บทว่า อารพฺภมาโน ได้แก่ กระทำอยู่แล.
บทว่า สุวิมุตฺตํ ได้แก่ หลุดพ้นด้วยกัมมัฏฐาน.
บทว่า อฏฺฐิกตฺวา ได้แก่ กระทำให้เป็นประโยชน์. อธิบายว่า มีความต้องการ.
จบอรรถกถาอุปวาณสูตรที่ ๘ -----------------------------------------------------